รีวิว ร้าน The Birder’s Lodge Café เขาใหญ่ นครราชสีมา

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

เมื่อช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ 2016 ที่เพิ่งผ่านมา เบียร์มีภารกิจหน้าที่การงานที่ต้องไปพบปะลูกค้าที่จังหวัดนครราชสีมาครับ

ไหน ๆ ก็ต้องขับรถไปแล้ว ก็เลยถือโอกาสหาที่ฉลองวันวาเลนไทน์ที่โคราชซะเลย จะได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

และเมื่อลองไล่หาที่พักที่เหมาะกับคู่รักอย่างเรา ค้นไปค้นมา ก็ดันไปถูกอกถูกใจที่พักใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ ที่ชื่อว่า The Birder’s Lodge

ก็เลยไม่พูดพล่ำทำเพลง รีบกดมือถือเพื่อโทรไปจองห้องพักทันที แต่ก็ได้คำตอบว่า “เต็มแล้วค่ะ” เพราะที่นี่มีห้องพักให้บริการเพียง 5 ห้องเท่านั้น

แต่ถึงจะจ๋อย เราก็ไม่หงอย เพราะเมื่อไล่หาที่พักอื่นจนได้ที่ซุกหัวนอนที่เขาใหญ่เรียบร้อนแล้ว เบียร์ก็วางแผนที่จะลองไปสัมผัสบรรยากาศ ด้วยการทานข้าว ดื่มกาแฟที่ The Birder’s Lodge เหมือนเดิม เพราะเค้ามีร้านอาหารที่ชื่อว่า BL Café + Grill  เพิ่มเติมอยู่ด้านหน้า

 

โดยการเดินทางนั้น ถ้ามาจากกรุงเทพ เบียร์แนะนำให้กลับรถบนถนนมิตรภาพ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปทางถนนที่อยู่ข้าง”แดรี่โฮม” แทนนะครับ ไม่ต้องไปเข้าถนนธนะรัชต์ที่ไปเขาใหญ่ครับ เพราะจะอ้อมกว่า

จากนั้นวิ่งมาเรื่อย ๆ ครับ ร้าน The Birder’s Lodge Café นั้น พิกัดจะอยู่ตรงข้ามกับร้าน”เป็นลาว” และอยู่ก่อน Primo Piazza ครับ ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ มี GPS ก็เอาเลขพิกัด 14.543553, 101.334914 ไปกรอกได้เลย

หรือถ้าใช้ Google Maps ก็พิมพ์ค้นหาด้วยคำว่า The Birder’s Lodge Café นั่นเองครับ

แต่ถึงไม่พึ่ง GPS ก็หาง่ายมาก เพราะขับมาตามถนนไม่นาน ก็จะเห็นอาคารนี้ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าเลย

 

จากนั้นก็เลี้ยวรถเข้ามาได้เลยครับ ก็จะเจอป้อมยามในสไตล์เดียวกันเป๊ะเลย

ซึ่งถ้ามาพักที่รีสอร์ทก็ตรงผ่านป้อมยามไปตามถนนได้เลยครับ แต่เบียร์มาทานข้าวอย่างเดียว เลยเลี้ยวมาจอดที่ลานจอดรถด้านหน้าแทนครับ

 

ก่อนจะเดินขึ้นร้าน แอบมองเห็นมุมนี้แล้วชอบมากครับ เพราะปกติเรามักจะรู้จักแต่คำว่า Drive-Thru หรือการขับรถเข้าไปซื้อเครื่องดื่มได้เลย โดยไม่ต้องลงจากรถ

แต่ที่ The Birder’s Lodge Café นั้น กลับกลายเป็นช่องทาง Ride-Thru แทนครับ สำหรับนักปั่นจักรยานสามารถขี่จักรยานคู่ใจขึ้นไปสั่งเครื่องดื่มได้โดยไม่ต้องจอดรถครับ

 

เพราะเมื่อขี่รถขึ้นไปจอดสั่งที่ช่องนี้เรียบร้อย ก็ปั่นไปต่อได้เลยครับ สะดวกสบายเอาใจนักปั่นสุด ๆ

จากนั้น เลยถือโอกาสแอบเดินต่อเนื่องมาดูด้านหลังร้าน ก็พบว่า เป็นอาคารที่ออกแบบได้ทันสมัยและแปลกตาจริง ๆ ครับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมาในช่วงวันวาเลนไทน์หรือเปล่า เพราะมองอาคารในมุมนี้แล้วเห็นเป็นรูปหัวใจแฮะ คิคิ

 

กลับไปหน้าร้านกันก่อนดีกว่าครับ

 

เดินขึ้นบันไดมา มองไปทางขวาก็พบว่ามีที่นั่งด้านนอกด้วย ซึ่งถ้าอากาศเย็น ๆ ไม่มีแดด ถือว่าเป็นที่นั่งที่ชิลล์สุด ๆ ครับ เพราะได้วิวภูเขาแบบเต็ม ๆ

 

หันไปมองด้านซ้าย ก็มีที่นั่งหลากหลายสไตล์ให้เลือกนั่งครับ

 

แต่ด้วยอากาศที่ร้อนเสียเหลือเกิน เบียร์จึงขอเดินไปเลือกที่นั่งด้านในดีกว่า

 

แต่พอจะเดินเข้าร้านก็แอบงง ว่าจะเปิดยังไง!! ต้องเลื่อนประตู? หรือใช้ดึง? หรือจะผลัก? เพราะประตูทุกบานของที่นี่ไม่มีมือจับประตูครับ!! ก็เลยตัดสินใจทดสอบผลักดูเบา ๆ ประตูก็ค่อย ๆ เปิดออก เลยทำให้รู้ว่า “ต้องใช้ผลักอย่างเดียวเลยครับ”

 

เปิดประตูเรียบร้อย ก็เดินเข้ามาทางประตูด้านข้างของร้านบานนี้ ก็จะเจอโต๊ะอยู่ 2 โต๊ะครับ

 

บรรยากาศน่านั่งมากเลย เพราะเบียร์ชอบตรงที่มีกระจกรอบด้าน รวมถึงกระจกหลังคาด้านบนด้วย ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดครับ

 

ทั้งสองโต๊ะประดับด้วยกระถางต้นไม้สไตล์ Hipster ครับ ได้อารมณ์ธรรมชาติแบบสุด ๆ

 

พอเดินตรงผ่านทั้ง 2 โต๊ะไป แล้วเลี้ยวขวา ก็จะออกมาเจอมุม Outdoor นี้ครับ

 

มีเก้าอี้ชิงช้าด้วย

 

ส่วนที่มีม่านปิดนั้น คือทางเข้าห้องน้ำครับ เข้าไปดูกันหน่อยดีกว่า

 

แยกชายหญิงชัดเจน

 

เดินกลับออกมาจากห้องน้ำ ก็จะเจอมุมเคาน์เตอร์นี้ครับ

 

ใกล้ ๆ กัน มีบันได เบียร์เลยเดินไต่ขึ้นมาสำรวจด้านบน

 

เดินตรงมาจนสุด มีโต๊ะเล็ก ๆ ไว้นั่งจู๋จี๋กันสองต่อสองด้วย

 

แต่พอหันหลังกลับไปมองที่บันได ก็เห็นมีโต๊ะให้นั่งอยู่ทั้งสองข้างครับ

 

เดินไปเดินมา อากาศเริ่มร้อน ส่วนท้องก็เริ่มหิว เลยเดินกลับลงไปเข้าประตูร้านด้านหน้าดีกว่า

 

พอเข้ามาก็เจอเคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่มครับ ซึ่งสามารถสั่งตรงนี้ได้เลย หรือจะให้พนักงานไปรับออเดอร์ที่โต๊ะก็ได้

และถ้าจะเล่น Internet ก็อย่าลืมแวะจดรหัส wi-fi ไปด้วยนะครับ

 

เบียร์ตัดสินใจที่จะเดินเลือกโต๊ะต่อไป เลยลองหันหลังกลับไปที่ประตูหน้าร้าน ก็เห็นเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่ง ดูน่านั่งเชียว ดูแล้วน่าจะเป็นเก้าอี้ที่นิ่มที่สุดของร้านนี้แล้วละครับ เพราะตั้งแต่เดินสำรวจมา เจอแต่เก้าอี้ไม้ล้วน ๆ

 

ภายในร้านยังมีบันไดขึ้นชั้น 2 อีกนะครับ เบียร์เลยตัดสินใจจะขึ้นไปเลือกที่นั่งด้านบนต่อครับ ซึ่งข้าง ๆ บันไดทางขึ้น จะมีมุมเพิ่มความหวาน ทั้งน้ำตาลและไซรับ สามารถแวะเติมเพิ่มได้ตามใจปากครับ

 

ขึ้นไปได้ครึ่งทางจนถึงชานพัก ก็เจอโต๊ะแบบเคาน์เตอร์ให้เลือกนั่งชมวิวด้วยนะครับ

 

แต่เบียร์เดินขึ้นไปต่อจนถึงชั้น 2 ครับ ก็เจอโต๊ะใหญ่ โต๊ะนี้ ดูอบอุ่นดีแฮะ

 

เพราะมีเตาผิงอยู่ใกล้ ๆ แต่คงไม่ต้องใช้ เพราะข้างนอกก็ร้อนจะตายอยู่แล้ว 55555+

 

โดยโต๊ะนี้จะมีวิวหน้าต่างข้าง ๆ แบบนี้ครับ

 

ซึ่งก็คือวิวโต๊ะชั้น 2 ด้านนอกที่เบียร์ไปสำรวจมาก่อนหน้านี้นั่นเอง

 

เบียร์เลยเลือกโต๊ะถัดมาดีกว่า เพราะแอบชอบมุมนี้เป็นพิเศษ

 

พอนั่งปุ๊ป พนักงานก็มาถึงปั๊ป พร้อมรายการอาหารให้เลือก

อาหารที่นี่มีทั้งอาหารจานเดียว อาหารทานเล่น และเมนูปิ้งย่างที่มีบริการเฉพาะเย็นวันศุกร์ เสาร์ และวันหยุดยาวเท่านั้นครับ

 

เมนูเครื่องดื่มครับ

 

เบียร์ไม่รอช้า สั่งข้าวปลาสามรสครับ (ราคา 120 บาท)

 

ตามด้วยสลัดผัก (ราคา 80 บาท)

 

ส่วนเครื่องดื่มเบียร์เลือก iced Honey Latte ครับ (ราคา 110 บาท)

 

แต่น้องเจเลือก Summer in February ตามชื่อเดือนครับ ซึ่งพอชิมแล้ว จะสัมผัสได้ถึงรสชาติที่น่าจะผสมมาจากลิ้นจี่และองุ่นครับ (ราคา 90 บาท)

 

ลุยกันเลยครับ หิวสุด ๆ

 

ทานเสร็จแล้ว บอกได้เลยว่า อาหารรสชาติโอเคเลยครับ เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้มาพักในส่วนรีสอร์ทที่อยู่ด้านในครับ

 

ก่อนออกจากร้าน เลยแวะถามพนักงานว่า อาคารใหญ่ ๆ ที่เบียร์เห็นแต่แรกนั้นเอาไว้ทำอะไร? เพราะเห็นปิดตายอยู่

ทางพนักงานแจ้งว่า มีโครงการจะทำเป็นตลาดจำหน่ายสินค้าด้านเกษตรในอนาคตครับ ก็ถือว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจทีเดียวครับ

 

ไว้มีโอกาสครั้งหน้า ถ้าได้มาพักเมื่อไหร่ จะรีวิวมาให้อ่านกันอีกครั้งนะครับ

ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่าน review by Biere ครับ

แต่ก่อนไป อย่าลืมกด Like และ comment ให้กำลังใจด้านล่างกันด้วยนะคร้าบบบ ^^

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *