คลังเก็บป้ายกำกับ: nissan

รีวิวหน้าจอเรือนไมล์ Nissan Sylphy by Biere

สวัสดีครับเพื่อนๆ

วันนี้เบียร์จะพาเพื่อนๆมาดูหน้าจอเรือนไมล์ของ Nissan Sylphy กันครับ ว่าหน้าจอจะบอกอะไรเราบ้าง ตัวเลขแต่ละตัวจะหมายถึงอะไร เข้าไปชมคลิปกันได้เลยครับ

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 6 “หน้าจอเรือนไมล์ บอกอะไรเราบ้าง?”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

ทีนี้มาดูหน้าจอเรือนไมล์ของน้อง Juke กันบ้าง

 

บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเวลาล็อครถแล้ว จะเห็นไฟรูปรถสีแดงมีกุญแจอยู่ด้านในกระพริบอยู่ตลอดเวลา รถเป็นอะไรหรือเปล่า?

 

ลองดูตัวอย่างจากคลิปของ Nissan Sylphy ที่เบียร์ถ่ายไว้ครับ เหมือนกันเลย

 

มีเพื่อน ๆ หลายคนบังเอิญเห็น ก็ตกอก ตกใจว่า รถใหม่ป้ายแดงของตัวเองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า? เบียร์ขอบอกไว้เลยว่า นี่คือ เรื่องปกตินะครับ รถของเพื่อน ๆ ไม่ได้เป็นอะไร สบายใจได้

เพราะสัญลักษณ์นี้แปลว่า “ระบบกันขโมย Immobilizer กำลังทำงานอยู่” มันจะสว่างขึ้นเมื่อเพื่อน ๆ ล็อครถไปแล้ว

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้ล็อครถ แต่เห็นไฟรูปรถสีแดงกระพริบทำงานอยู่ ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะระบบนี้จะมีเวลาการทำงานอยู่ในระยะหนึ่ง หลังตรวจสอบความถูกต้องของกุญแจเรียบร้อยแล้วในครั้งแรก

จนเมื่อหมดเวลาแล้ว แต่เรายังไม่กดปุ่ม Start รถสักที ไฟรูปรถสีแดง ก็จะกระพริบขึ้นอีกครั้ง เพื่อแสดงการป้องกันขโมยต่อเนื่องทันที ในจังหวะนี้ ถ้ามีโจรเอากุญแจผีมาใช้ แม้เราจะเปิดรถทิ้งไว้ โจรก็ไม่สามารถ Start รถได้นั่นเองครับ

 

ทีนี้เรามาดูหน้าจอกันต่อดีกว่า แต่มืด ๆ แบบนี้คงมองไม่เห็นจอแน่นอน ถ้าไม่สตาร์ทรถ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราสามารถดูจอได้โดยไม่ต้องสตาร์ทรถครับ ด้วยการกดปุ่ม Start โดยไม่ต้องเหยียบเบรก 2 ครั้ง

(กด 1 ครั้ง เปิดระบบไฟบางส่วน  , กด 2 ครั้ง เปิดระบบไฟทั้งหมด)

 

หน้าจอก็จะสว่างวาบขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ดูจอซ้ายกันก่อน จอนี้จะบอกวัดรอบเครื่องยนต์ครับ Red Line อยู่ที่ 6,500 – 8,000 ถ้าไม่จำเป็น พยายามอย่าให้รอบขึ้นไปอยู่ที่ Red Line นะครับ จะทำให้เครื่องยนต์พังได้ไวขึ้นครับ

 

จากจอซ้าย ย้ายมาจอขวา ก็จะเป็นจอบอกความเร็วของรถครับ สูงสุดที่ 240 กิโลเมตร/ชั่วโมงครับ ซึ่งตัวเลขมีเผื่อเอาไว้เท่านั้น เพราะ Juke วิ่งจริงไม่ถึงแน่นอนครับ

 

ทีนี้มาดูจอกลางกันบ้างครับ

 

จอนี้จะเป็นจอบอกข้อมูลของรถและการขับขี่ครับ เราสามารถควบคุมจอนี้ได้ด้วยปุ่ม 2 ปุ่มนี้

 

มาดูปุ่มแรกกันก่อน

 

เบียร์ทดลองกดปุ่มซ้ายดูครับ ก็เห็นหน้าจอเปลี่ยนเป็นรูปไข่ ถึง 6 ฟอง

(รูปแทนจาก Nissan Almera นะครับ ขออภัยจริง ๆ เบียร์เห็นไข่ Juke แล้วตกใจ ลืมถ่ายมา 55555+)

 

ด้วยความอยากรู้ว่าเราจะเอาไข่มาตอก แล้วเอาไปเจียวได้ไหม ก็เลยกดก้านซ้ายอีก 1 ทีครับ

 

แว๊กกกกก ไข่หายไปแล้ว 1 ฟอง!!!! ซึ่งเบียร์ลองกดก้านซ้ายดูเรื่อย ๆ จะพบว่า เมื่อเบียร์กด 2 ที ไข่จะหายไป 1 ฟอง ดังนั้นพอเบียร์กดครบ 1 โหล หรือ 12 ที ไข่ที่มีก็หายไปหมดเลย T_T

โอ๊ย สงสัยเบียร์จะหิวจนตาลาย พาลมองจอเป็นไข่ไปซะอย่างนั้น จริง ๆ แล้ว นี่คือ “ระดับความสว่างของหน้าจอ” ครับ

เมื่อเรากดปุ่มซ้าย 1 ที จอจะลดความสว่างลงไปทีละระดับครับ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถกดปรับความสว่างได้ทั้งตอนกลางวันที่เรืองแสง

 

และตอนกลางคืนที่เราเปิดไฟหน้าครับ ระบบจะแยกการทำงานกันอย่างอิสระ

 

โดยการกดก้านซ้ายจะวนเวียนไปเรื่อย ๆ นะครับ เมื่อเพื่อน ๆ กดจนได้ความสว่างน้อยที่สุดแล้ว พอเรากดอีก 1 ที ก็จะมีเสียง “ติ๊ด” ดัง 1 ที แล้วจอก็จะปรับไปที่ความสว่างที่มากที่สุดเหมือนเดิมครับ (ไข่ก็จะกลับมาโชว์ 6 ฟองเช่นเดิม)

การที่เราสามารถปรับความสว่างได้มากขนาดนี้ เพื่อน ๆ ก็ไม่ต้องกลัวแล้วครับ ว่าหน้าจอจะส่องแสงแยงตายามขับขี่ Nissan Juke คันเท่ครับ ปรับได้ตามความสะดวกของเราเลย เมื่อปรับเสร็จได้ความสว่างที่สายตาต้องการแล้ว ก็อยู่เฉย ๆ ครับ หน้าจอรูปไข่ก็จะหายไปเองครับ

 

ทีนี้มาดูปุ่มขวากันบ้าง

 

ปุ่มนี่ใช้สำหรับดูข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าจอกลางนี่แหล่ะ รวมถึงยังใช้ Reset ค่าได้ด้วย

 

แต่ก่อนจะไปเล่นจอกลาง เพื่อน ๆ จะเห็นจอเล็ก ๆ ด้านล่าง เป็นรูปตัวอักษร

 

นั่นคือตำแหน่งเกียร์ CVT ครับ มีประโยชน์กับคนขับ จะได้ไม่ต้องก้มไปดูคันเกียร์ ก็รู้ได้เลยว่า ตอนนี้เข้าเกียร์อะไรอยู่

 

ทีนี้มาดูหน้าจอกันเลยดีกว่าครับ ว่ามันบอกอะไรให้เรารู้บ้าง

 

เห็นขีดวัดระดับด้านซ้ายที่มีตัวอักษร H อยู่ข้างบนและ C อยู่ข้างล่าง นั่นคือ “ระดับความร้อนของเครื่องยนต์” ครับ

จุดนี้ เพื่อน ๆ ต้องให้ความสำคัญมากในการขับขี่รถยนต์ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน(มากกกก) และการเกิด overheat หรือ ความร้อนสูงในเครื่องยนต์ มีให้เห็นบ่อยมากในเมืองไทย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากขาดการดูแลระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ รวมถึงสายพานขาด และพัดลมหยุดทำงาน เป็นต้น

 

 

ส่วนวิธีการดู ก็ง่าย ๆ ครับ ตัว C ข้างล่าง ย่อมาจาก Cold หรือ “เย็น”  ส่วน H ข้างบน มีความหมายตรงกันข้าม โดยย่อมาจาก “Hot” ที่แปลว่าร้อนนั่นเอง

สิ่งสำคัญคือ รถนิสสันสมัยนี้ มีปัญหาเรื่องพัดลมมาก ที่จะพังก่อนวัยอังควร เพื่อน ๆ จึงต้องคอยสังเกตระดับความร้อนให้ดี ปกติแล้ว เข็มจะอยู่ไม่เกินครึ่ง

แต่ถ้าเมื่อใด เข็มเริ่มไต่ถึงครึ่ง หรือมากกว่าครึ่ง เพื่อน ๆ ต้องรีบปิดแอร์ และจอดรถทันทีครับเพื่อความปลอดภัย เพราะถ้าช้าไป จนเข็มไต่ถึง H เมื่อไหร่บรรลัยเกิดเลยครับ

มาดูหน้าจอกันต่อครับ คราวนี้เบียร์พาเพื่อน ๆ ย้ายสายตามาด้านขวาสุดกันเลย จะพบขีดบอกระดับ “น้ำมัน” ในถังครับ ซึ่งข้างบนจะมี “รูปปั๊มน้ำมัน มีลูกศรชี้ไปทางขวามือ” กำกับอยู่

โดยนิสสันเค้าทำมาเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่า ถังน้ำมันนะอยู่ฝั่งขวาของตัวรถ เวลาเข้าปั๊มน้ำมันนะ เข้าให้ถูกด้านด้วยนะจ๊ะ!!

 

ซึ่งเหมาะสำหรับ

– เจ้าของรถที่มีรถหลายคัน คันนึงถังอยู่ขวา คันนึงถังอยู่ซ้าย

– แต่ถ้ามีคันเดียว ด้วยความที่ไม่ได้เข้าปั๊ม มาเติมน้ำมันบ่อย อาจจะลืมว่า เวลาจะเข้าปั๊ม ต้องจอดที่หัวจ่ายด้านไหน ก็ดูได้ที่ลูกศรนี่ละครับ

 

ส่วนถัดลงมามีตัวเลข 0 – 1ครึ่ง จนถึง 1 พร้อมขีดระดับแบบถี่จัดถึง 16 ขีด นี่คือ ระดับน้ำมันในถังครับ ถ้าขีดเหลือน้อยใกล้ 0 ก็คือน้ำมันจะหมด

ซึ่งการใช้งานจริง เบียร์ชอบนะ เพราะด้วยความถี่ของมันนี่แหล่ะ ทำให้การที่น้ำมันจะลงแต่ละขีด มันลงช้า ดูแล้วรู้สึกอุ่นใจดี ไม่เหมือนใน Nissan Sylphy ที่เบียร์ใช้อยู่ เป็นแบบเข็ม แล้วเข็มชอบไหลลงเร็วช่วงน้ำมันเต็มถัง ทำให้รู้สึกเหมือนน้ำมันหมดไว

แต่พอพ้นครึ่งถังมา ก็เริ่มช้า จนได้ระยะทางที่มากพอในระดับของการประหยัดน้ำมันขั้นเทพจากหัวฉีดคู่นั่นเอง

 

ทีนี้มาดูตัวเลขตรงกลางจอ แต่เยื้องลงมาด้านล่างหน่อย เพื่อน ๆ จะเห็นเลข 28 C นั่นคือตัวเลขบอกอุณหภูมิภายนอกรถครับ จะได้รู้ว่าข้างนอกหนาวหรือร้อนแค่ไหน ซึ่งตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ตลอดเวลานะครับ ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะดูหน้าจอไหนก็ตาม

และที่สำคัญ ตัวเลขนี้ มีความสัมพันธ์กับการตั้งค่าแอร์ด้วยนะครับ แล้วเบียร์จะบอกอีกที ตอนรีวิวเรื่องแอร์ครับ

 

ทีนี้ มาดูหน้าจอตรงกลางด้านบนกันครับ ว่ามีค่าอะไรบ้าง เริ่มที่บรรทัดบนสุด คือ 6758

ตัวเลขนี้ คือ เลข ODO หรือแปลเป็นไทยว่า “ระยะทางทั้งหมดที่รถวิ่งมา” หรือ “เลขไมล์รถ”นั่นเอง เป็นระยะทางทั้งหมดที่แสดงว่า รถคันนี้ตั้งแต่ถูกผลิตออกมา วิ่งไปแล้วกี่กิโลเมตร โดยตัวเลขนี้เราไม่สามารถ reset ได้นะครับ

ซึ่งความสำคัญของตัวเลขนี้ เราจะเอาไว้อ้างอิงในการเช็คระยะ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นแหล่ะครับ

และอีกอย่างเพื่อน ๆ ที่รับรถควรดูตัวเลขนี้ก่อนนะครับ ว่าตอนที่เรารับรถมาเนี่ย รถของเราได้วิ่งไปแล้วมากน้อยแค่ไหน? ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 100 กิโลเมตรครับ ถือว่าโอเค เพราะเผื่อให้ทางศูนย์และเซลล์วิ่งเอารถไปมาระหว่างสาขา รวมทั้งวิ่งไปติดของแต่ง ล้างรถต่าง ๆ นานา เป็นต้น

ยิ่งถ้ารถวิ่งแค่ 10 – 30 กิโลเมตรนี่ถือว่าดีมากเลยครับ โดยในหน้าจอนี้บอกว่า รถคันนี้วิ่งมาแล้วทั้งหมด 6,758 กิโลเมตรครับ และตัวเลขจะแสดงอยู่บรรทัดบนสุดแบบนี้ตลอดเวลาที่เราขับรถครับ

มาดูบรรทัดที่ 2 ครับ

 

ตัวเลขนี้คือ เลข Trip A ครับ

Trip A ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา อย่างหน้าจอนี้ คือ ตั้งแต่เราเริ่มกด Reset ตั้งค่าครั้งสุดท้ายมาถึงตอนนี้ รถเราวิ่งไป 101.2 กิโลเมตรแล้วครับ

และถ้าเพื่อน ๆ อยากจะตั้งค่าใหม่ เพื่อจับระยะทาง ก็ให้กดปุ่มที่ก้านขวาค้างไว้แป๊ปนึง ตัวเลขนี้ก็จะกลายเป็น 0 ทันที

ซึ่งการวัดระยะทาง ใช้ได้หลากหลายครับ อย่างเบียร์เองจะใช้แบบนี้

1. เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ กดค้างให้เป็น 0 ทิ้งไว้ และเมื่อต้องมาเติมน้ำมันอีกรอบ ก็สามารถดูได้ว่า รถเราวิ่งได้กี่กิโลตั้งแต่เราเติมน้ำมันครั้งล่าสุด

2. เมื่อต้องการทราบว่าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไกลแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านก็กดปุ่มขวาค้างไว้ให้เป็น 0 พอถึงที่ทำงาน เราก็จะได้ตัวเลขระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานนั่นเอง

ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไปครับ ด้วยการกดปุ่มขวาด้านล่าง 1 ทีครับ

 

ก็จะเจอกับ Trip B ครับ

 

ซึ่ง Trip B ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา นั่นก็หมายความว่า Trip B ก็มีค่าเหมือน Trip A เป๊ะ ๆ เลย

แล้วจะมีมาทำไม 2 อัน? 

ก็ต้องบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจับ หรือวัดระยะทางอะไรมาก ก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก แต่ที่มีมา 2 อัน เพราะบางครั้ง เราอาจจะต้องจับระยะทางพร้อมกัน 2 จุด เอ๊ะยังไง! อ่ะ ลองมาดูวิธีการใช้งานของเบียร์ดูครับ

ชีวิตประจำวัน 

– เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง เบียร์จะกดก้านซ้ายให้แสดง Trip A และกดค้างอีกที เพื่อ Reset ค่าให้เป็น 0 เพื่อจะดูว่าน้ำมันถังนี้ เบียร์จะวิ่งได้กี่กิโลเมตร

– ส่วน Trip B เบียร์จะทำแบบเดียวกัน เมื่อต้องการจับระยะทางในการเดินทางในแต่ละวัน เช่น วันนี้เบียร์จะไปหาลูกค้าที่ปราณบุรี จะใช้ระยะทางวิ่งไปเท่าไหร่?

ซึ่งเบียร์ไปกดดูที่ Trip A ไม่ได้ เพราะ Trip A ไว้จับระยะทางการใช้น้ำมันอยู่ นึกออกไหมครับ?

ชีวิตท่องเที่ยว 

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เบียร์มักจะใช้ Trip A เพื่อดูระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ไปจนกลับ เช่น รีวิวที่เบียร์ขับ March ไปฮันนีมูนที่ปาย เบียร์ก็กดไว้ตั้งแต่ออกจากบ้าน จนไปเที่ยวปาย เชียงใหม่ กลับถึงกรุงเทพ ก็จะรู้ว่า ระยะทางทั้งหมดในทริปนี้ วิ่งไปเท่าไหร่

ส่วน Trip B เบียร์จะใช้เมื่อเข้าเติมน้ำมันเต็มถังในแต่ละครั้ง เพื่อดูระยะทางที่วิ่งได้จนกว่า จะเติมน้ำมันอีกครั้ง ว่าวิ่งไปได้ทั้งหมดกี่กิโลเมตร ซึ่งเบียร์จะเอาค่าเหล่านั้นมาดูอัตราการกินน้ำมัน

โดยเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูการคำนวณและใช้ทริป A B ของเบียร์จริง ๆ ได้ในรีวิว “ขับ Nissan March ไปฮันนีมูนที่ปาย – เชียงใหม่”  

หวังว่าจะพอเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกท่านนะครับ

ลองมาดูวิธี Reset Trip A และ B กันนะครับ โดยเบียร์ขอทดสอบกับทริป B ครับ

 

จากหน้าจอนี้ เรายังเห็นตัวเลขค้างอยู่ที่ 611.1 กิโลเมตร ถ้าเราจะ Reset ให้เป็น 0 เราก็กดปุ่มขวาค้างไว้แบบนี้ครับ

 

หน้าจอก็จะเป็น 0 ทันทีเลย

 

จบเรื่อง Trip A B ไปแล้ว กดปุ่มขวา 1 ที มาดูหน้าจอถัดไปครับ

 

จะเห็นตัวเลข 30.0 l/100km  ตัวเลขนี้คือการบอกอัตราการกินน้ำมันแบบ Real Time ครับ นั่นคือ ในขณะที่เราขับรถสปอร์ต ครอสโอเวอร์อย่าง Nissan Juke  นั้น จะทำให้เรารู้ว่า รถเรากินน้ำมันมากน้อยแค่ไหน?

แต่ค่านี้หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยครับ เพราะเป็นตัวเลขที่บอกว่า เราขับแบบนี้ ใช้น้ำมันกี่ลิตรในการวิ่งได้ถึง 100 กิโลเมตร เพราะเคยชินกับตัวเลขกิโลเมตร/ลิตร ที่บอกว่า น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้กี่กิโลเมตรมากกว่า

โดยการแปลงตัวเลขให้เป็นค่ากิโลเมตรต่อลิตร ก็ไม่ยากครับ จับหารกับ 100 เลยครับ สมมติว่า หน้าจอนี้ แสดงตัวเลข 5 L/100 Km อยู่ ก็เอา 100 มาหาร จะได้เท่ากับ 20 กิโลเมตร/ลิตร นั่นเองครับ

ดังนั้น ตัวเลขในหน้าจอนี้ ถ้าจะควบคุมให้ขับประหยัด ต้องให้แสดงค่าน้อย ๆ นะครับ ยิ่งน้อยยิ่งดีครับ

และอย่าไปสับสนกับตัวเลขกิโลเมตร/ลิตร เพราะตัวเลขนั้น ยิ่งมาก ยิ่งประหยัดครับ

สำหรับหน้าจอนี้ มีประโยชน์มากครับ เราจะได้รู้ว่า เท้าเรา หนัก-เบาไปไหม จะได้ควบคุมน้ำหนักเท้าในการเหยียบคันเร่งของเราให้ดีครับ เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด

เคยมีหลายคนเห็นหน้าจอนี้แล้วตกใจว่า ทำไมตัวเลขวิ่งขึ้น ๆ ลง ๆ จนนึกว่าหน้าจอรถเสีย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ เป็นปกติครับ

มาดูกันต่อครับ กดปุ่มขวาอีก 1 ที

 

จะเห็นตัวเลข 491 และมีตัวอักษร km พร้อมลูกศรชี้ไปที่ปั๊มน้ำมันอยู่

ซึ่งหน้าจอนี้จะแสดงระยะทางที่เหลือ ที่เจ้านิสสัน จู๊คคันเท่สามารถวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมดถัง แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่นะครับ เพราะหน้าจอจะคำนวณจากการขับขี่ของเราประกอบด้วย

อย่างตอนนี้หน้าจอแจ้งว่า เบียร์สามารถวิ่งได้อีก 491 กิโลเมตรใช้ไหมครับ? แต่ถ้าเบียร์ขับแบบประหยัดสุด ๆ สักพัก หน้าจออาจจะเปลี่ยนเป็น 515 km ก็ได้ คือ เหลือระยะทางวิ่งได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ท่านที่เพิ่งไปเติมน้ำมันเต็มถังมา แล้วหน้าจอแสดงผลได้น้อย ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะมันจะคำนวณจากการวิ่งล่าสุด แล้วแสดงผลออกมา ซึ่งระยะทางสามารถเพิ่มขึ้น-ลงได้ตามการขับขี่ของเราครับ

และเมื่อน้ำมันเหลือขีดสุดท้าย หน้าจอนี้จะแสดงตัวเลขกระพริบ ๆ นะครับ เพื่อเป็นการเตือนคนขับว่า น้ำมันใกล้หมดแล้วนะ รีบเติมซะ! และถ้ายังไม่เติมอีก สักพัก ตัวเลขจะหายไป กลายเป็น “—-”

 

นั่นคือ คำนวณระยะทางไม่ได้แล้ว ควรเติมน้ำมันได้แล้ว

สรุป หน้าจอนี้จะเป็นการแสดงผลคร่าว ๆ เท่านั้น เพื่อน ๆ อย่าไปยึดติดหรือซีเรียสกับตัวเลขระยะทางคงเหลือมากนัก เอาเป็นว่า ถ้ามันเตือนเมื่อไหร่ว่า ถึงเวลาเติมน้ำมันได้แล้ว ก็เติมไปเลย อย่าไปเสี่ยงวิ่ง ถึงแม้จริง ๆ อาจจะวิ่งได้อีกร่วม 100 กิโลเมตรก็เถอะ

เพราะการปล่อยให้น้ำมันหมดถังแล้วค่อยเติม มันไม่ส่งผลดีต่อรถยนต์สุดรักของเรานักหรอกครับ 

จบจากระยะทางคงเหลือแล้ว กดปุ่มขวา 1 ทีเพื่อดูจอถัดไปต่อเลยครับ

 

ในหน้าจอนี้ มีคำว่า “8.7 l/100km” ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกค่าเฉลี่ยการกินน้ำมันของเรานั่นเองครับ ตัวเลขนี้ก็คำนวณมาจากค่า Real Time ในหน้าจอก่อนหน้านี้นั่นแหล่ะ โดยค่าเฉลี่ยนี้จะเริ่มนับตั้งแต่เรากดปุ่มขวาค้างไว้ เพื่อ reset ค่านี้ให้เป็น 0 นะครับ

และอย่างที่เบียร์บอกไปข้างต้น ถ้าจะแปลงตัวเลขให้เป็นหน่วยกิโลเมตร/ลิตร ก็เอา 100 มาหาร นั่นคือ 100/8.7 ผลลัพธ์ออกมาคือ 11.49 กิโลเมตร/ลิตรครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการจับว่า จากบ้านไปที่ทำงานในเช้าวันนี้ เราขับรถได้อัตราเฉลี่ยเป็นยังไง ก็กดก้านขวาค้างไว้เพื่อ reset หน้าจอใหม่ซะ

 

ให้หน้าจอเป็น 0 แบบนี้

 

จากนั้นก็ขับไปที่ทำงาน เราก็จะทราบว่า เราขับรถได้ประหยัดมากน้อยแค่ไหน ?

เคยมีเพื่อน ๆ มาถามเบียร์ว่า ขับยังไงก็ไม่ประหยัด ตัวเลขอยู่ที่ 10 – 12   ลิตร/100 กิโลเมตรมานานแล้ว เบียร์ก็ขอบอกเลยนะครับว่า ต้อง reset ค่าก่อนด้วย เพื่อเริ่มคำนวณใหม่

เพราะหลายท่านไม่เคยกด reset เลยตั้งแต่รับรถป้ายแดงมา ค่ามันก็คำนวณมายาวนานเกินไปครับ ตัวเลขจะขยับยาก และไม่แสดงผลเป็นปัจจุบัน ดังนั้น อย่าลืมกด reset กันก่อนขับรถนะครับ

หมายเหตุ

– หลังกด reset จะยังไม่มีตัวเลขขึ้นจนกว่าจะวิ่งถึง 500 เมตรแรก

– การคำนวณอัตราเฉลี่ย จะคำนวณทุก 30 วินาที

ทีนี้กดก้านขวาอีก 1 ทีครับ มาดูกันต่อในหน้าจอถัดไป

 

หน้าจอนี้มีตัวเลข 3:24 อยู่ และมีรูปนาฬิกา ไม่ได้หมายความว่า เวลาปัจจุบันนะครับ แต่เป็นการจับเวลาการเดินทางครับ นั่นก็คือ หน้าจอนี้บอกว่า ตั้งแต่เบียร์กด Reset จนขับรถมาถึงตอนนี้ เบียร์ขับมาแล้ว 3 ชั่วโมง 24 นาทีครับ

วิธี Reset ก็เหมือนกันกับทุกหน้าจอครับ คือ กดปุ่มขวาค้างไว้

 

ตัวเลขก็จะเป็น 0 ครับ และเมื่อเราสตาร์ทรถ ตัวเลขก็จะเริ่มเดินไปเรื่อย ๆ นั่นเอง

 

สำหรับค่าต่าง ๆ ในหน้าจอกลางก็หมดแล้วครับ ทีนี้ถ้าเราขับรถอยู่แล้วขีดน้ำมันลงมาใกล้หมด ก็จะมีไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดขึ้นมาใต้ตัวเลขอุณหภูมิแบบนี้ครับ

 

นอกจากไฟเตือนนี้จะเตือนขึ้นมาทุกหน้าจอ ไม่ว่าเราจะเปิดหน้าจอไหนอยู่ก็ตาม ก็ยังมีไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดแบบกระพริบ เตือนอยู่เหนือตัวเลขอุณหภูมิอีกด้วย

 

ลองดูคลิปที่เบียร์ถ่ายไว้ก็ได้ครับ เห็นคนชอบถ่ายกันแบบหน้าชัด หลังเบลอ ไม่ก็หน้าเบลอ หลังชัด เบียร์ขอนำเทรนด์ใหม่ หน้าเบลอ หลังเบลอ 555555+

 

สำหรับรีวิวเรื่องเรือนไมล์ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ หวังว่า จะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจและนำไปใช้ให่้เป็นประโยชน์เวลาขับ Juke นะครับ

ในตอนหน้า เบียร์จะพาไปดูวิทยุสุดทันสมัยใน Juke กันครับ อดใจรอนิดนะคร้าบบบ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิว Nissan Juke by Biere นะครับ

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 5 “วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกก้านที่ปัดน้ำฝน”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

ก้านขวาหมดแล้ว มาต่อก้านซ้ายกันครับ

 

สำหรับเจ้าก้านซ้ายนั้น ใช้สำหรับควบคุมการเปิด-ปิดที่ปัดน้ำฝนทั้งหน้าและหลังเลยครับ เรามาดูวิธีใช้งานกันเลยดีกว่า

 

วิธีฉีดน้ำล้างกระจก

– ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการฉีดน้ำล้างกระจกหน้า ให้เพื่อน ๆ ดึงก้านเข้าหาตัวครับ (แบบเดียวกับเปิดไฟสูงในก้านด้านขวา) และกดค้างไว้จนกว่าจะพอใจ ซึ่งรถจะฉีดน้ำไปที่กระจกหน้า และที่ปัดน้ำฝนจะปัดทำความสะอาดอัตโนมัติทันที และเมื่อเพื่อน ๆ พอใจในความสะอาดที่ได้รับแล้ว ก็ปล่อยมือได้เลยครับ

– ในทางกลับกัน ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการฉีดน้ำล้างกระจกหลัง ให้เพื่อน ๆ ผลักก้านไปข้างหน้า ออกจากตัวครับ (แบบเดียวกับเปิดไฟสูงค้างไว้ในก้านด้านขวา) และกดค้างไว้จนกว่าจะพอใจ น้ำที่กระจกหลังก็จะไหลลงมาทันที เจ้าที่ปัดน้ำฝนหลังก็จะปัดทำความสะอาดโดยอัตโนมัติ และเมื่อเพื่อน ๆ พอใจในความสะอาดของกระจกหลังแล้ว ก็ปล่อยมือได้เลยทันทีครับ

การใช้ที่ปัดน้ำฝนด้านหน้า 

เมื่อฝนตก ให้เพื่อน ๆ ดูระดับของฝนว่าแรงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งที่ปัดน้ำฝนของ Nissan Juke  มีให้เพื่อน ๆ เลือกใช้หลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว

–    ถ้าเพื่อน ๆ ผลักก้านขึ้น (เหมือนเปิดไฟเลี้ยวซ้าย) ให้อยู่ในตำแหน่ง MIST คือ การปัดแบบครั้งเดียว…จบ ปล่อยมือปุ๊ป ที่ปัดน้ำฝนก็หยุดทำงานปั๊ป เหมาะสำหรับเวลามีน้ำหยดลงมาใส่กระจกเล็กน้อย กดแค่ครั้งเดียว เอาอยู่

 

–   แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดก้านลงมา 1 ระดับ คือ การปัดแบบตั้งเวลาอัตโนมัติ 7 ระดับ ซึ่งใช้เวลาฝนตกน้อย ๆ ยังไม่ตกต่อเนื่อง พอเรากดก้านลงมาไว้ที่ตำแหน่ง INT นี้ ที่ปัดน้ำฝนจะทำงานเป็นระยะ ๆ คือ ปัดสะอาด 1 ที หยุดไปสักพัก ก็ขึ้นมาปัดเอง โดยที่เราไม่ต้องมาคอยกดอีกแล้วครับ

ซึ่งเราสามารถควบคุมการหน่วงเวลาของการปัดได้ด้วยการหมุนก้านตรงกลางตามรูป

 

แต่จะบอกว่า จำนวนขีดมาก ๆ ที่เห็นนั้น มันไม่ใช่ ความแรงหรือความถี่ในการปัดมากนะครับ แต่มันคือระยะเวลาต่างหาก

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ เลือกให้ขีดเยอะ ๆ มันก็จะหน่วงเวลานานมากในการปัดแต่ละที เบียร์ไม่ได้จับเวลาว่านานเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่า กว่าจะขึ้นมาปัดแต่ละที แทบลืมไปเลยว่าเปิดระบบนี้ไว้

ซึ่งเหมาะกับการปัดตอนที่น้ำฝนมาน้อยมาก แบบนาน ๆ มีละอองตกลงมาที โดยการใช้งาน เพื่อน ๆ ก็เลือกให้เหมาะสมกับสภาพฝน ณ เวลานั้นนะครับ

ที่สำคัญ เวลาเราขับรถ เราไม่สามารถดูได้ว่า เราใช้ขีดมากหรือน้อย เบียร์แนะนำเทคนิคให้ครับ คือ ถ้าเราต้องการให้ปัดเร็วขึ้นหรือถี่ขึ้น ให้หมุนแกนกลางไปข้างหน้า

และถ้าต้องการให้ช้าลง ให้หมุนมาข้างหลังครับ เท่านี้เอง ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ

จากนั้นให้เพื่อน ๆ กดก้านลงมาจากเดิมอีก 1 ระดับ ให้อยู่ในตำแหน่ง LO เพื่อน ๆ ก็จะพบการปัดแบบต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดพักครับ เหมาะกับการใช้ยามฝนตกตลอดเวลาแต่ยังไม่หนักมาก

 

และสุดท้าย พอเพื่อน ๆ กดก้านลงมาจากเดิมอีก 1 ระดับ เป็นระดับสุดท้าย ในตำแหน่ง HI นั่นคือการปัดแบบต่อเนื่องและรวดเร็วครับ ใช้ในยามฝนตกหนักมาก มองทางแทบไม่ค่อยเห็นนั่นเอง

 

จบด้านหน้าแล้ว มาต่อที่ด้านหลังกันบ้างครับ

 

สำหรับด้านหลัง ใช้งานง่ายครับ เพราะไม่มีการตั้งค่าการหน่วงเวลาให้เร็ว-ช้าเหมือนด้านหน้า เนื่องจากด้านหลังไม่มีความจำเป็นมากเท่าด้านหน้านั่นเอง

วิธีใช้ เหมือนเปิดไฟหน้าในก้านด้านขวาครับ นั่นคือ บิดตรงปลายก้านไปข้างหน้า 1 ที ให้อยู่ในตำแหน่ง INT ที่ปัดน้ำฝนด้านหลังจะปัดแบบหน่วงเวลา แต่มีการหน่วงเวลาเพียงจังหวะเดียวครับ คือ ปัด หยุด ปัด หยุด ในเวลาที่เท่ากันตลอด

 

จากนั้นเมื่อเบียร์บิดก้านไปด้านหน้าอีกจังหวะนึง ให้อยู่ที่คำว่า ON ก็จะเป็นการเปิดที่ปัดน้ำฝนด้านหลังแบบปัดต่อเนื่องนั่นเองครับ ปัดตลอดเวลา ไม่มีการหยุดพัก

 

วิธียกที่ปัดน้ำฝน

 

ช่วงหลังมานี้ ทางนิสสัน มอเตอร์ได้มีการปรับตำแหน่งของที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้า ให้วางในตำแหน่งใหม่ ซ่อนลงไปเพื่อลดการต้านกระแสลม ตามหลักแอร์โรไดนามิคและเพื่อความสวยงามอีกด้วย

ทำให้ที่ปัดน้ำฝนของ Nissan Juke นั้น ไม่สามารถดึงขึ้นเพื่อทำความสะอาดได้ทันที แต่ต้องมีขั้นตอน!!

 

ทั้งนี้เพื่อให้รถวิ่งได้ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น

 

โดยนิสสันสั่งประเดิม เริ่มที่ Nissan Sylphy เป็นคันแรก ตามที่เบียร์รีวิวไว้ใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 8 “วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกก้านที่ปัดน้ำฝน”

 

ซึ่งระยะแรกก็สร้างความยุ่งยากให้กับผู้ใช้รถในเมืองไทยพอสมควร เพราะเป็นของใหม่ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จากยกขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ กลายเป็นต้องมากดปุ่ม ดันก้านกันให้วุ่นวาย

เพื่อน ๆ บางคนอาจจะยังงง ว่าเบียร์กำลังพูดเรื่องอะไร งั้นมาดูกันก่อน ว่าปกติแล้ว รถทั่วไป เวลาเราจะล้างรถ เรามักจะดึงที่ปัดน้ำฝนขึ้นมาจากกระจกใช่ไหมครับ

แต่ใน Nissan Juke นั้น พอเราจะไปดึง มันจะดึงไม่ขึ้นครับ เพราะติดฝากระโปรงหน้าแบบนี้

 

ถ้าเราไปฝืนดึงขึ้นมา ก็จะขูดสีฝากระโปรงหน้าทันที

ทีนี้มาดูวิธีที่ถูกต้องของ Nissan Juke กันดีกว่าครับ ว่าทำกันยังไง?

กรณีแรก รถดับเครื่องปกติ

ตัวอย่างเช่น เราจอดรถไว้ในบ้าน แล้วกำลังจะล้างรถ หรือเช็ดกระจก ให้เพื่อน ๆ เข้าไปในรถ แล้วกดปุ่ม Start 2 ที โดยไม่ต้องเหยียบเบรค

 

จนระบบเป็น ON นั่นคือ ไมล์เรืองแสงจะสว่างวาบขึ้นมา เห็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเต็มไปหมดนั่นแหล่ะ

 

จากนั้นให้เพื่อน ๆ ดันก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้นไปข้างบน 2 ที ติดกันอย่างรวดเร็ว คล้าย ๆ ดับเบิ้ลคลิ๊กเม้าส์

 

ที่ปัดน้ำฝนก็จะขึ้นมาแบบนี้

 

จากนั้นก็ดึงที่ปัดน้ำฝนขึ้นได้อย่างสบาย ๆ เริ่มที่ข้างคนขับ

 

ต่อด้วยข้างคนนั่ง

 

ที่ปัดน้ำฝนทั้ง 2 ล้างก็จะขึ้นมาชูคอผงาดแบบนี้

 

เพื่อน ๆ ก็สามารถล้างรถได้ตามปกติ

 

และเมื่อล้างรถเสร็จแล้ว ก็วางที่ปัดน้ำฝนลงแบบเดิม

 

จากนั้นก็ทำเหมือนเดิม คือ กดปุ่ม start ให้เป็น ON แต่คราวนี้ ดันก้านขึ้น”เพียงครั้งเดียว” ที่ปัดน้ำฝนก็จะลงมาอยู่ในตำแหน่งปกติ

 

กรณีที่ 2 รถสตาร์ทอยู่

เช่น เราขับรถไปล้างที่คาร์แคร์ พอจอดรถแล้ว ยังไม่ได้ดับเครื่อง ก็ต้องส่งรถให้พนักงานที่ร้านนำไปล้าง

หรือเห็นเด็กเช็ดกระจกตามสี่แยกไฟแดงพุ่งตรงมาที่รถ ซึ่งดูแล้ว ไม่สามารถเลี่ยงได้ ที่จะโดนที่ยกที่ปัดน้ำฝน ซึ่งกรณีที่ยกตัวอย่างมานี้ เราต้องรีบทำการยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นก่อน เพื่อความปลอดภัย

 

ข้อดีคือ เมื่อเราสตาร์ทรถอยู่แล้ว นั่นแปลว่า ระบบอยู่ในตำแหน่ง ON อยู่แล้วนั่นเอง เพื่อน ๆ ไม่ต้องกดปุ่ม Start อีกให้ยุ่งยาก เพราะเพื่อน ๆ สามารถยกก้านที่ปัดน้ำฝน 2 ครั้งติดกัน เพื่อให้ขึ้นได้เลยทันที

 

และเมื่อจะเอากลับลงมา ก็แค่ยกก้านขึ้นด้านบนเพียง 1 ทีเท่านั้น ที่ปัดน้ำฝนก็จะลงมาในตำแหน่งปกตินั่นเอง

 

ลองดูตัวอย่างจากคลิปที่เบียร์ทำไว้ให้ดูครับ

 

เป็นยังไงบ้างครับ วิธีแบบใหม่ใน Nissan Juke นั้น ง่ายขึ้นเยอะจริง ๆ  ต้องขอชมนิสสัน ที่ได้นำจุดด้อยใน Sylphy ไปปรับปรุงใหม่ และเอามาใส่ใน Juke ทำให้สามารถยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นได้ง่ายกว่าเดิมจริง ๆ ครับ ไม่จำเป็นต้องดับเครื่องก่อนทุกครั้งไปเหมือนใน Sylphy นั่นเอง

 

สำหรับรีวิวตอนที่ 5 ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ

ในตอนที่ 6 เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไปดูเรือนไมล์ของ Nissan Juke กันต่อครับ

อดใจรอนิดนะครับ

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 4 “สะกดทุกสายตา ด้วยไฟหน้าทรงแปลก”

เมื่อปิดฝากระโปรงในตอนที่ 3 เรียบร้อยแล้ว เรากลับมานั่งที่คนขับต่อครับ เพราะเมื่อเราปรับเบาะ ปรับพวงมาลัย ปรับกระจกครบแล้ว เราก็พร้อมที่จะขับรถออกไปแล้วละครับ

ตื่นเต้นละซี่ ที่จะได้สัมผัส feeling การขับขี่ของนิสสัน จู๊ค แต่เบียร์ยังไม่ให้ไปหรอก 55555+ ต้องรุ้จักทุก Option ให้ครบก่อน จะได้ใช้งานถูก โดยเริ่มแรก กลับมาดูที่พวงมาลัยกันอีกที

 

จะเห็นพวงมาลัยทรงสปอร์ตที่ใช้อยู่ในรถสปอร์ตของ Nissan อย่าง 370Z นั่นทำให้รู้ว่าเจ้า Juke นี่แอบลักขโมยอะไหล่ชาวบ้านเค้ามาใช้ไปทั่วเลย ตั้งแต่รถ Eco Car ยัน Sports Car เลยนะเนี่ย

 

โดยตรงกลางนั้นจะมีโลโก้ Nissan อยู่ และมีแตรอยู่ในกรอบวงกลมเดียวกัน ซึ่งเบียร์ชอบมาก เพราะการมีขอบกลมล้อมรอบ ทำให้บริเวณพื้นที่การ “บีบแตร” ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของโลโก้นิสสันนั้น จมลงไป

การออกแบบแบบนี้ ทำให้หมดสิทธิเผลอไปโดนแตรโดยไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ 

แต่เสียงแตรเมื่อได้ลองบีบแล้ว เบียร์รู้สึกว่า มันไม่ดังเท่าที่ควร ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนไม่ใช้แตรอยู่แล้ว ก็ปล่อยมันไป แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนที่ชอบ”บีบแตร” บ่อย ๆ ก็ควรจะเปลี่ยนแตรใหม่ น่าจะดีกว่า

ถัดจากแตรมาด้านซ้ายของพวงมาลัยจะพบปุ่มควบคุมเครื่องเสียงสีเงินอันนี้

 

ปุ่ม SOURCE ใช้สำหรับเปลี่ยนแหล่งเล่นเพลง ส่วนปุ่มขึ้น – ลง ใช้สำหรับเปลี่ยนเพลงไปข้างหน้า และถอยหลัง

และเมื่อเบียร์ลองใช้งานจริง เบียร์จะบอกว่า เบียร์ไม่ถนัดเท่าไหร่กับการใช้งาน อาจจะเป็นเพราะตำแหน่งของปุ่มค่อนข้างเอียงมากไปตามดีไซน์ของพวงมาลัย

 

ทำให้การวางมือยังไม่ถนัดเหมือนปุ่มควบคุมเครื่องเสียงของ Nissan Sylphy ที่กดได้สะดวกกว่าชัดเจน

แต่เบียร์เพิ่งขับมาไม่กี่วันเอง บางทีถ้าได้ขับนิสสัน จู๊คนานกว่านี้ก็อาจจะชินก็ได้นะครับ อันนี้ก็คงต้องพิสูจน์กันต่อไป

ไล่สายตาลงมายังมีปุ่มสีดำอีก นั่นคือ ปุ่มเพิ่ม – ลดเสียงเพลง และปุ่มรับสาย – วางสายโทรศัพท์

 

ปุ่มเพิ่มเสียง – ลดเสียง เมื่อเบียร์ได้ลองใช้จริงแล้ว รู้สึกว่าต้องกดหนักนิดนึง เพราะลองกดเบา ๆ แล้วเสียงไม่ค่อยจะเปลี่ยนเลยครับ

สำรวจปุ่มที่พวงมาลัยครบแล้ว มาดูข้าง ๆ พวงมาลัยกันบ้าง จะมีก้านยาว ๆ อยู่ทั้ง 2 ฝั่ง  เริ่มที่ก้านฝั่งขวามือกันก่อน

 

ซึ่งเจ้าก้านยาวที่ไม่ใช่พันธุ์ทุเรียนนี้ มันคือ ตัวควบคุมไฟภายนอกรถครับ มาดูกันเลยดีกว่าครับ ว่าใช้งานอย่างไรบ้าง?

ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ให้เพื่อน ๆ ยกก้านขึ้น ไฟเลี้ยวซ้ายจะเปิด ก้านจะค้างไว้จนกว่าเราจะเลี้ยวเสร็จ ก้านก็จะกลับมาที่ตำแหน่งเดิม เพื่อปิดไฟเลี้ยว

ในทางกลับกัน ถ้าท่านต้องการเลี้ยวขวา ท่านก็กดก้านนั้นลง ไฟเลี้ยวขวาจะเปิด ก้านจะค้างไว้จนกว่าท่านเลี้ยวเสร็จ ก้านก็จะกลับมาที่ตำแหน่งเดิม เพื่อปิดไฟเลี้ยว

ในเคสด้านบนคือการเลี้ยวรถราว ๆ 90 องศาขึ้นไปนะครับ หรือการเลี้ยวรถเข้าซอย/กลับรถเป็นต้น ที่ก้านไฟเลี้ยวจะปิดให้อัตโนมัติเมื่อเลี้ยวเสร็จครับ

แต่ถ้าเป็นการเปิดไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลนถนน หรือหักพวงมาลัยไม่มาก ไฟเลี้ยวจะไม่ดับเองนะครับ เพื่อน ๆ ต้องผลักก้านย้อนกลับ เพื่อปิดไฟเลี้ยวด้วยตัวเองครับ

 

มาถึงตรงนี้ ขอร้องให้เพื่อน ๆ ผู้อ่านทุกท่าน…เวลาขับรถ ช่วยเปิดไฟเลี้ยวกันด้วยนะครับ เปิดไปเถอะครับ หลอดมันไม่ขาดง่าย ๆ หรอก ช่วยบอกเพื่อนร่วมถนนบ้าง ว่าท่านจะไปไหน จะทำอะไร ไม่ใช่อยากออกก็ออก อยากเลี้ยวก็เลี้ยว ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยทั้งของเราเองและผู้อื่นครับ 

 

มาดูต่อครับ หลังจากยกขึ้น กดลงแล้ว คราวนี้มาดันหน้า-ดันหลังกันบ้าง

ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการขอทางด้วยการเปิดไฟสูงแบบชั่วคราว ให้เพื่อน ๆ ดึงก้านเข้าหาตัวครับ ซึ่งในการดึงเข้าหาตัวนี้ มันจะไม่ค้างในตำแหน่งนะครับ เพราะเมื่อเราปล่อยมือ ไฟสูงก็ดับ ซึ่งเอาไว้ใช้เปิดชั่วคราว เช่นขอทาง หรือทักทายเพื่อนสมาชิกเท่านั้นเองครับ

 

ส่วนการผลักก้านไปข้างหน้า เป็นการเปิดไฟสูงแบบค้างนะครับ คือ ถ้าไม่ดึงกลับมาที่เดิม ไฟก็จะสูงแสบตาอยู่อย่างนั้น โดยมันจะใช้งานได้ในยามค่ำคืนเป็นหลักครับ ซึ่งทางผู้ผลิตออกแบบมาเพื่อเปิดไฟสูงเวลาขับบนถนนเปลี่ยว ๆ ไม่มีรถราวิ่งสวนมา เพื่อท่านจะได้มองระยะไกลได้ โดยไม่ต้องกดค้างให้เมื่อยมือ

 

ซึ่งถ้าเราเปิดไฟสูงเมื่อไหร่ ที่หน้าจอเรือนไมล์บริเวณช่องวัดรอบเครื่องยนต์ จะมีไฟเตือนสีน้ำเงินขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ยังไม่หมดครับ ก้านเดียวใช้ให้คุ้ม มาดูกันต่อครับ

 

ในส่วนปลายของก้าน ที่มือเบียร์จับอยู่ นั่นคือ การเปิดไฟหน้ารถครับ

 

ถ้าเราบิดไปข้างหน้า 1 ที จะเป็นการเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ซึ่งเบียร์ขอบอกว่า เบียร์ชอบมากกกกกก เพราะปัจจุบันเบียร์เห็นปัญหาจากการลืมเปิด หรือปิดไฟหน้ามากมาย อาทิเช่น

–   เวลากลางคืน หลายคนชอบลืมเปิดไฟหน้า ซึ่งมันอันตรายมากทั้งกับตัวเอง และรถคันอื่น ที่มองไม่เห็นว่ามีรถวิ่งมา

–   บางคนเปิดไฟหน้า แต่ลืมปิด ถ้ารถไม่มีการเตือน หรือปิดอัตโนมัติ ก็จะเกิดโอกาสแบตเตอรี่รถยนต์หมด เดือดร้อน ลำบากต้องหาคนช่วยอีก เพราะเมื่อกลับมา ก็สตาร์ทรถไม่ติด

โดยเมื่อเราบิดปลายก้าน 1 ทีให้อยู่ในตำแหน่ง AUTO แบบนี้

 

รถจะมีเซนเซอร์ตรวจจับความมืดทันที เมื่อเริ่มมืด ไม่ว่าจะทั้งเวลาพลบค่ำ ลงอุโมงค์ หรือแม้แต่เข้าอาคารจอดรถ รวมถึงแค่ถอยรถเข้าโรงรถที่มีหลังคาปกคลุมอย่างบ้านเบียร์ด้วย ไฟหน้าและไฟหรี่ก็จะทำงานทันทีแบบนี้

 

และดับลงอัตโนมัติ เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบความสว่างปกติ หรือดับเครื่องยนต์ โดยเมื่อเบียร์ลองเลื่อนรถออกมาจากโรงรถ ไฟก็จะดับลงทันที ไม่มีรีรอ นับว่าสะดวกมากมายครับ

โดยระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัตินี้ จะมีใน Nissan Sylphy เครื่องยนต์ 1.8 ด้วยนะครับ แต่ใน Nissan Sylphy เครื่องยนต์ 1.6 จะไม่มีครับ

 

และเมื่อบิดปลายก้านมาอีก 1 ระดับ

 

ก็จะเป็นการเปิดเฉพาะไฟหรี่ครับ

 

และเมื่อเราบิดปลายก้านอีกทีแบบนี้

 

คราวนี้จะเป็นการเปิดไฟหน้าครับ

 

และไม่ว่าไฟหรี่หรือไฟหน้าจะติดจากก้านไหน ก็จะมีสัญลักษณ์รูปไฟสีเขียวที่หน้าจอเรือนไมล์บริเวณช่องวัดรอบเครื่องยนต์แบบนี้ครับ

 

ซึ่งแน่นอนครับ การเปิดไฟไม่ว่าจะเปิดแค่ไฟหรี่ หรือไฟหน้า หรือเปิดไฟระบบอัตโนมัตินั้น ไฟท้ายและไฟส่องป้ายทะเบียนด้านหลังนั้น ก็จะติดด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้น เบียร์ขอแนะนำเพื่อน ๆ ทุกคนว่า ตั้งตำแหน่งไฟค้างไว้ที่ AUTO น่าจะสะดวกดีที่สุดแล้วครับ เพราะเราไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับระบบไฟอีกเลย

 

ในกรณีที่เพื่อน ๆ เกิดไม่ได้ตั้งระดับไฟหน้าไว้ที่ AUTO แต่ใช้เปิดไฟหรี่ หรือไฟหน้าด้วยตัวเอง แล้วดันลืมปิดไฟ จากนั้นก็กดปุ่มดับเครื่องยนต์ทันที หน้าจอจะมีสัญลักษณ์รูปไฟสีเขียวเตือนค้างไว้ พร้อมส่งเสียงร้อง “ปี๊ปปปปปปปปปป” ยาว ให้เรารู้ว่า เราลืมปิดไฟนะ รีบปิดเดี๋ยวนี้นะย่ะ!!!!

 

ทีนี้ สมมติว่า เพื่อน ๆ เกิดรีบร้อนจัด ไม่ได้สนใจเสียงเตือน รีบลงจากรถ อาจจะด้วยปวดท้องหรือมีเรื่องฉุกเฉินอะไรก็ตามแต่ แล้วรีบล็อครถ วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว  เจ้า Nissan Juke ก็ฉลาดพอที่จะทำการดับไฟหน้าให้ทันที เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่นั่นเองครับ

 

ทีนี้มาลองบิดก้านตรงกลางกันดูครับ

 

ซึ่งก็เป็น การเปิด-ปิด ไฟตัดหมอกนั่นเองครับ โดยวิธีใช้ก็ทำเหมือนตอนเปิดไฟหน้าเลยครับ คือ บิด ชิมครีม แล้วจุ่มนม เอ๊ยยยยย บิดเฉย ๆ ก็พอครับ ไม่ใช่ขนม 55555+

 

เมื่อบิดแล้ว ไฟตัดหมอกก็จะติดขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ลองดูภาพเต็มคันกัน

 

ซึ่งถ้าเป็นเวลากลางคืน เราจะมีความรู้สึกว่า นี่ไฟมันจะเยอะไปไหนเนี่ย? จะเป็นรถทัวร์อยู่ละ 55555+

 

และเวลาเปิดไฟตัดหมอกนั้น ก็จะมีสัญลักษณ์สีเขียว รูปเดียวกับที่ก้านบิดแสดงขึ้นมาที่เรือนไมล์ในช่องวัดรอบเครื่องยนต์ ให้รู้ว่าเราเปิดไฟตัดหมอกอยู่นะ

ซึ่งไฟตัดหมอกนั้นจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อ เราเปิดไฟรถยนต์เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะแค่ไฟหรี่หรือเปิดไฟหน้าเลยก็ตาม จะเปิดเฉพาะไฟตัดหมอกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ครับ

 

แต่การเปิดไฟตัดหมอกนั้น ควรที่จะเปิดเมื่อมีหมอกจัดจริง ๆ หรือฝนตกหนักเท่านั้นนะครับ ไม่ควรเปิดนอกเหนือจากนั้น

เพราะมันไม่ใช่แค่แสบตาผู้ร่วมถนนท่านอื่น แต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไปแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเจอ ก็สามารถเรียกจับ – ปรับได้ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ครับ

 

สำหรับรีวิวตอนที่ 4 ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า เบียร์จะพาไปดูก้านด้านซ้ายมือกันบ้าง ว่ามีไว้เพื่ออะไร?

อดใจรอหน่อยนะครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์ครับ

 

 

 

 

 

 

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 3 “ซ้ายเปิดกระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากปรับตั้งท่าการขับขี่ในตอนที่ 2 ไปแล้ว วันนี้มาสำรวจคอนโซลหน้ากันต่อครับ

ถัดลงมาจากช่องเก็บบัตรจอดรถ จะพบ 2 ปุ่มนี้ครับ นั่นคือ ปุ่มเปิดฝากระโปรงหน้ากับฝาน้ำมัน เอกลักษณ์ของรถนิสสันแทบทุกรุ่นที่เบียร์เคยรีวิว

 

ด้วยความที่ 2 ปุ่มนี้ติดกัน ทำให้หลายคนที่ไม่ค่อยได้เปิด จะสับสนว่า ปุ่มข้างไหนเปิดอะไร บางคนจะเปิดฝาเติมน้ำมัน ดันไปเปิดฝากระโปรงหน้าซะงั้น เลยต้องเดินลงไปปิด เจอเด็กปั๊มยืนขำอีก อายม้วนกันเลยทีเดียว 55555+

 

ซึ่งที่จริงแล้ว 2 ปุ่มของ Nissan Juke นี้ นับว่าสังเกตได้ง่ายชัดเจนนะครับ ว่าปุ่มไหนเป็นปุ่มอะไร เพราะตรงสัญลักษณ์นั้นเป็นสีขาวตัดกับปุ่มสีดำ ดูง่ายกว่า March & Almera ที่เป็นสีดำล้วนไปหมด ถ้าเผลอ มีเบลออย่างแน่นอน

 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เวลาใช้งานจริง มันยากที่จะก้มดูว่าอันไหนเป็นอะไร สมัยก่อนที่เบียร์เขียนรีวิว Nissan Almera ในตอนที่ 13 “นิสสัน อัลเมร่าเติมน้ำมันอะไรได้บ้าง? และน้ำมันอะไรที่ดีที่สุด”  นั้น เบียร์ได้แนะนำเพื่อน ๆ ให้ท่องเอาไว้ว่า

“ซ้ายเปิดกระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”
“ซ้ายเปิดกระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”
“ซ้ายเปิดกระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”

แต่เพื่อน ๆ หลายคนคงคิดว่า “ฉันเรียนจบแล้ว จะให้มาท่องจำอะไรหนักหนา ไม่ท่องแล้วโว้ยยยย” ดังนั้น เบียร์เลยจะบอกว่า ที่จริงแล้ว ความแตกต่างของ 2 ปุ่มนี้ นิสสัน เค้าเข้าใจดีว่าเราอาจจะสับสน จึงออกแบบปุ่มให้แตกต่างกัน แบบนี้

 

นั่นคือ ปุ่มขวาที่ใช้เปิดฝาน้ำมันจะมีครึ่งวงกลมอยู่ด้านล่าง

 

ทีนี้เวลาเราคลำ เราไม่ต้องจำแล้วว่าซ้ายหรือขวา เรารู้แค่ว่า ถ้ามีร่องนิ้วให้เราสอดเข้าไป นั่นแหล่ะ ปุ่มเปิดฝาน้ำมัน ซึ่งเบียร์มั่นใจว่า คนใช้รถส่วนใหญ่ ต้องเปิดฝาน้ำมันบ่อยกว่าฝากระโปรงแน่นอน

 

วิธีเปิดก็คือ ให้ดึงเข้าหาตัวครับ ฝาน้ำมันก็จะเปิดออกให้เด็กปั๊มเติมน้ำมันให้เราได้ทันที

 

ส่วนปุ่มซ้าย ไว้เปิดฝากระโปรงหน้า วิธีเปิดก็เหมือนกันเลย ดึงสลักเข้าหาตัว จนมีเสียง “แกร๊ง” ก็ปล่อย

 

และเมื่อเดินออกมาดูที่หน้ารถ ฝากระโปรงหน้าก็จะเผยอแบบนี้

 

แต่อย่าเพิ่งดีใจนะครับ เรายังยกฝากระโปรงหน้าขึ้นไม่ได้แน่ ๆ เพราะยังมีสลักล็อคอยู่อีกชั้นหนึ่ง

 

ให้เราสอดนิ้วเข้าไปแล้วยกสลักขึ้นแบบนี้

 

จากนั้นก็หยิบตะขอเหล็กยาว ๆ ที่วางอยู่ขึ้นมาครับ โดยให้จับตรงที่มียางหุ้มอยุ่นะครับ เพราะถ้าเครื่องร้อน ๆ ไปจับตรงเหล็กละก็ มีสะดุ้งแน่ ๆ ครับ

 

เมื่อดึงขึ้นมาแล้ว เราก็เอาตะขอใส่ไปในรูนี้ครับ มีลูกศรชี้อยู่ เพื่อค้ำฝากระโปรง

 

ฝากระโปรงก็จะเปิดออกแบบนี้

 

แหงนหน้าขึ้นไป ก็พบฉนวนกันความร้อนที่นิสสันติดมาให้จากโรงงานเรียบร้อยแล้ว ตามที่เบียร์เคยเขียนไปในพรีวิว Nissan Juke ก่อนหน้านี้

 

ก้มลงดูห้องเครื่อง ก็จะพบเครื่องยนต์ขนาด 1600 ซีซี ที่ผมคุ้นเคย

 

ซึ่งวางอยู่ใน Nissan Sylphy และ Nissan Pulsar 1.6 นั่นเอง

 

เมื่อเปิดฝากระโปรงได้แล้ว เรื่องเครื่องยนต์ก็ไม่ต้องเช็คอะไรมากครับ เพราะรถมาใหม่ ๆ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาอะไร น้ำไฟเค้าก็เช็คมาเรียบร้อยแล้ว และถึงจะมีปัญหา ทางนิสสันเองก็รับผิดชอบให้ตลอด 3 ปีแรก หรือ 100,000 กิโลเมตรอยู่แล้ว

 

แต่นอกจากเครื่องแล้ว สิ่งที่ควรจะรู้ไว้สักหน่อย คือ ตำแหน่งบอกเลขตัวถังครับ โดยนิสสันจะแปะเพลทบอกข้อมูลของรถเอาไว้ในห้องเครื่อง ถ้าเรายืนหันหน้าเข้าหารถ ก็จะอยู่ตรงสีตัวถังสีแดง ๆ ด้านซ้ายมือของเรา ใกล้กับตำแหน่งคนขับรถมากที่สุดนั่นแหล่ะ

 

ในป้ายนี้บอกข้อมูลอะไรบ้าง มาดูกันครับ

Type F15 คือ รหัสที่ใช้เรียกตัวถังของ Juke ครับ ซึ่งจะใช้เรียกในบริษัทนิสสัน และวงการรถยนต์ทั่วไปให้เป็นที่เข้าใจ เพราะรถรุ่นหนึ่ง มีหลาย generation มี Minor Change มี Model Change กันอยู่บ่อย ๆ จึงต้องใช้รหัสตัวถังนี้มาเป็นตัวบอกว่า รหัสนี้เป็นตัวถังแบบไหน เป็นต้น

 

บรรทัดถัดมา มีทั้งตัวอักษรและเลขปนกัน นั่นคือ เลขตัวถังของรถคันนี้ครับ ซึ่งรถแต่ละคันจะมีเลขต่างกันไป เหมือนเลขบัตรประชาชนนั่นแหล่ะครับ หรือถ้าเพื่อน ๆ ที่ชอบเล่นมือถือ มันก็คือ เลขอีมี่ (imei) นั่นเอง

โดยเราสามารถตรวจสอบได้ครับ ว่าเลขตัวถังที่ป้าย ตรงกับในเอกสารซื้อ-ขายรถหรือเปล่า? เพื่อความถูกต้องของการจดทะเบียนรถครับ

บรรทัดต่อมา เราไม่ต้องสนใจครับ เป็นเรื่องของนิสสันเค้า เรามาดูบรรทัดถัดไปเลยดีกว่า โดย Nissan Juke คันนี้ระบุว่า AX6 ซึ่งคือรหัสสีของสีแดงนั่นแหล่ะครับ

โดยรหัสสีของ Nissan Juke มีดังนี้ครับ

–   KH3 – สีดำ
–   QM1 – สีขาว
–   AX6 – สีแดง
–   B51 – สีน้ำเงิน
–   K23  – สีเงิน
–   K21 – สีเทา

บรรทัดต่อมา คือ รหัสเครื่องยนต์ครับ ซึ่งจะเหมือนกันทุกรุ่น ทุกคัน นั่นคือ HR16

กลุ่มเลขตรงกลางน่าจะเกี่ยวกับวันผลิต  และจะเห็นเลข 4 ตัวสุดท้าย 1598 ซีซี ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกความจุของเครื่องยนต์จริง ๆ

โดยบริษัทรถยนต์มักจะปัดเลขขึ้นให้กลม ๆ เพื่อความง่ายดายในการเรียกครับ เราจึงได้ยินคนเรียก Nissan Juke  ว่าเครื่อง 1,600 ซีซีนั่นแหล่ะ แต่ความจริงมันไม่ถึงหรอกครับ ขาดไป 2 ซีซีเอง

จะว่าไปดูเลขมากก็มึน เอาเป็นว่า ดูแค่เท่าที่เบียร์บอกก็พอครับ ว่าตรงกับเอกสารซื้อ-ขาย-จดทะเบียนรถหรือเปล่า ก็พอแล้ว ไม่ต้องอ่านแล้วรู้หมดทุกอย่างเหมือนคนในโรงงานนิสสันก็ได้ 55555+

 

จากนั้นก็ปิดฝากระโปรงหน้ารถกันครับ โดยวิธีปิดที่ถูกต้องไม่ควรวางฝากระโปรงลงไป แล้วกดให้แน่นนะครับ ควรจะถือฝากระโปรงเอาไว้ในตำแหน่งที่สูงพอสมควร ประมาณนี้ครับ

 

แล้วปล่อยลงไปเลย ฝากระโปรงจะปิดได้พอดีครับ

ในกรณีที่เพื่อน ๆ ปล่อยแล้ว ฝากระโปรงยังปิดไม่แน่น แสดงว่า ตำแหน่งที่ปล่อยต่ำเกินไปครับ ให้ยกสูงขึ้นอีกสักหน่อยครับ

 

สำหรับรีวิวตอนที่ 3 ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ หวังว่าเพื่อน ๆ จะนำเทคนิคไปใช้กันได้โดยไม่สับสนอีกต่อไปนะครับ

ส่วนในตอนที่ 4 เบียร์จะพาไปดูเรื่องไฟรถครับ อดใจรอหน่อยนะครับ

ขอบคุณที่ติดตามรีวิวของเบียร์นะครับ