คลังเก็บป้ายกำกับ: esso

รีวิว Nissan Sylphy 1.6 V CVT by Biere ตอนที่ 1 “มารับรถกันเถอะ”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่เบียร์เคยรีวิว Nissan Sylphy 1.8V Navi ไปก่อนหน้านี้แล้วใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 1 “เติมความสุนทรีย์ให้ชีวิตด้วยมินิ เทียน่า” นั้น

 

เบียร์ยอมรับเลยว่า การได้สัมผัสความสุนทรีย์ของการใช้ชีวิตในนิสสัน ซิลฟีนั้น ทำให้เบียร์ติดใจและอยากได้มันมาครอบครองจริง ๆ

โดยก่อนหน้านี้เบียร์เองอยากได้ Nissan Teana มาใช้งานมาก แต่ยังติดที่ว่า เทียน่านั้นใหญ่เกินความจำเป็นไปทั้งเครื่องยนต์ ขนาดตัวถัง และราคา

 

พอนิสสัน ซิลฟีออกมา เบียร์รู้สึกว่ามัน“ใช่เลย”

 

และแน่นอน ด้วยทางเลือกเครื่องยนต์ของ Sylphy ที่มีให้เลือกอยู่ 2 ขนาดคือ 1800 ซีซี และ 1600 ซีซีนั้น ทำให้เบียร์ไม่ลังเลที่จะเลือกขนาด 1600 ซีซี ซึ่งมีระบบหัวฉีดคู่  (Dual Injector System)

โดยข้อดีของระบบนี้ก็คือ จะทำการฉีดน้ำมันให้เป็นละอองฝอยขนาดเล็ก กระจายไปในวงกว้าง ทำให้การเผาไหม้ในเครื่องยนต์ดีกว่าปกติ และผลลัพธ์ก็คือ การประหยัดน้ำมันขั้นเทพนั่นเอง

 

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เบียร์ก็เดินทางไปจองรถ Nissan Sylphy 1.6V CVT ซึ่งเป็นตัว Top ของเครื่อง 1.6 ที่โชว์รูมนิสสัน กรุงไทย รามอินทรา กม.4 ทันที

โดยในครั้งนี้ไม่ได้ดูฤกษ์งามยามดีในการรับรถแต่อย่างใด เพราะเมื่อเซลล์หนุ่มแจ้งว่า รถพร้อมส่งมอบแล้ว เบียร์ก็จัดฤกษ์สะดวกนัดรับรถในวันที่ 23 เดือน 4 ปี 56 ซึ่งเป็นวันที่เลขเรียงกันพอดิบ พอดี

 

วันที่ 23-4-56

ปกติแล้วเบียร์จะซื้อแคชเชียร์เช็คเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า แต่ด้วยเพราะยึดความสะดวกสบาย และเรียบง่ายในครั้งนี้ ทำให้เบียร์ไปซื้อแคชเชียร์เช็คในเช้าวันที่รับรถเลย

และเมื่อได้รับบัตรคิวซื้อแคชเชียร์เช็คที่ธนาคาร ก็ยังจะได้เลขเรียงอีก ดูแล้วมีความสุขทางใจจริง ๆ

 

ซึ่งอย่างที่เบียร์เคยแนะนำไปในรีวิวก่อน ๆ นะครับ ว่าการจ่ายเงินค่าตัวรถไม่ว่าจะทั้งหมด หรือแค่ดาวน์ก็ตาม เราไม่ควรถอนเงินสดไปซื้อนะครับ เพราะมันมีความเสี่ยงมากในหลายอย่าง เช่น

–   เสี่ยงที่จะเงินหายระหว่างทาง
–   เสี่ยงที่จะโดนปล้นระหว่างทาง
–   เสี่ยงที่เงินจะไม่ครบ ตอนที่เจ้าหน้าที่ของโชว์รูมมารับเงิน ไม่ว่าจะนับผิดพลาดหรือตั้งใจยักยอกก็ตาม

และนอกจากลดความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยให้ทุกฝ่ายเกิดความสะดวก และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ซื้อแคชเชียร์ เช็คกับธนาคาร รวมถึงตอนที่ชำระค่าตัวรถ  เพราะไม่ต้องให้เราหรือเจ้าหน้าที่มาเสียเวลานับเงินให้วุ่นวาย และแคชเชียร์เช็คที่สั่งจ่ายชื่อบริษัทขายรถโดยตรง ก็จะทำให้เงินเข้าสู่ระบบอย่างครบถ้วน ป้องกันการฉ้อโกงจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดี แต่แฝงตัวรอโอกาสอยู่นั่นเอง

โดยค่าธรรมเนียมแคชเชียร์เช็คอยู่ที่ 20 – 25 บาท ซึ่งเบียร์ว่ามันคุ้มมากครับ แต่จะซื้อแคชเชียร์เช็ค หรือดราฟท์ก็ขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่หักบัญชีของธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็ค กับธนาคารที่บริษัทขายรถใช้บริการอยู่นั่นเองครับ ซึ่งในกรณีที่จังหวัดเดียวกัน ก็สามารถซื้อแคชเชียร์เช็คได้เลย แต่ถ้าบัญชีของทั้งสองฝ่ายอยู่คนละจังหวัด ใช้ดราฟท์ก็จะสะดวกกว่าครับ

 

และเมื่อเบียร์เดินทางถึงโชว์รูม เบียร์ก็ปล่อยให้ภรรยาทำเรื่องเอกสารกับเซลล์ไป เพราะรถเป็นชื่อเธอเช่นเคย ส่วนเบียร์ก็แอบคว้ากุญแจอัจฉริยะทั้ง 2 ดอก เดินไปดูรถที่รอส่งมอบอยู่ด้านหลังโชว์รูมก่อนเลย

 

เมื่อเดินมาถึงจุดส่งมอบรถด้านหลัง ก็ยิ้มทันทีที่เห็นความงามของเจ้า Sylphy 1.6 V คันใหม่

 

ดูด้านหลังบ้าง

 

จากนั้นก็เริ่มสำรวจสีตัวถังรอบคัน

 

และก้มดูยางทั้ง 4 ล้อ ตามวิธีที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ในรีวิว Nissan Sylphy 1.8 V NAVI by Biere ตอนที่ 4 “เปิดฝากระโปรงหลัง และตรวจยางรถยนต์” 

 

จากนั้นเบียร์ก็ทดสอบกุญแจอัจฉริยะในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกดปุ่มที่ประตูหน้าทั้ง 2 บานเพื่อตรวจสอบ

 

ต่อด้วยการกดปุ่มที่ฝากระโปรงหลัง

 

จากนั้นมาลองกดทุกปุ่มที่ตัวกุญแจอัจฉริยะทั้ง 2 ดอก เพื่อทดสอบว่า ทุกปุ่มใช้งานได้จริง ไม่มีผิดพลาด

 

เมื่อกดครบทุกปุ่มเรียบร้อยแล้ว ก็เดินเข้ามาในรถ ลองกดปุ่ม Start ด้วยการไม่เหยียบเบรก

 

เมื่อกดได้ 2 ครั้ง หน้าจอก็แสดงมาแบบนี้

 

ไฟเตือนทุกอย่างขึ้นตามปกติ ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำมัน เพราะน้ำมันกำลังจะหมดนั่นเอง!! ซึ่งไม่ว่าจะรับรถมากี่คัน ก็ไม่เคยได้แถมน้ำมันสักคัน  ชิส์

 

จากนั้นก็ไล่สายตาลงมาที่ตัวเลขล่างขวาของหน้าจอตรงกลาง ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกระยะทางทั้งหมดตั้งแต่รถวิ่งออกจากโรงงาน (ODO) หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “เลขไมล์” ทันที เพราะอยากรู้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว

ปรากฎว่าตัวเลขออกมาที่ 41

 

โดยตัวเลขนี้เป็นที่รับได้ เพราะรู้ดีว่า เซลล์จะต้องขับรถไปติดฟิล์ม / ล้าง+เคลือบสี / ติดของแถมอื่น ๆ ที่ร้านข้างนอก ไม่ได้ให้มาติดกันที่โชว์รูม

แล้วเบียร์ก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ดูป้ายทะเบียน เลยเดินออกมาจากรถเพื่อดูป้ายแดงทั้งหน้าและหลัง ซึ่งทะเบียนป้ายแดงสวยถูกใจ ไม่รู้ว่าทางนิสสัน กรุงไทย ตั้งใจหรือไม่ แต่ได้ความหมายดี ๆ ทั้งหมดสำหรับเบียร์ นั่นคือ
– บ มาจาก เบียร์
– 41 มาจากเลขไมล์วันรับรถ
– 99 คือเลขสวยที่ชอบเป็นพิเศษ

 

พร้อมตรา “ขส” ประทับที่มุมล่างขวาของแผ่นป้าย เพื่อบ่งบอกว่าเป็น“ป้ายแดงแท้” 

 

ซึ่งต้องมาพร้อมสมุดคุมทะเบียนจากกรมขนส่งทางบก

 

และเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลารับมอบรถยนต์คันใหม่ โดยการรับรถในวันนี้ ถือว่าพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะได้รับเกียรติจากคุณพิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล หรือคุณป๊อกกี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท สยามนิสสันกรุงไทย มาส่งมอบรถให้ผมด้วยตัวเอง

 

เมื่อรับมอบรถเรียบร้อย เบียร์ก็ขับรถ Nissan Sylphy คันใหม่ไปเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 เต็มถังอย่างเร่งด่วนที่ปั๊ม Esso ถนนรามอินทรา

 

พอน้ำมันเต็มถังแล้ว เบียร์ก็ขับรถด้วยความสบายใจไปที่บ้านคุณพ่อ คุณแม่ของภรรยา เพื่อให้ทั้ง 2 ท่านเจิมรถให้ตามปกติ เหมือนทุกคันที่ผ่านมา

 

เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับบ้าน โดยขากลับ ภรรยาก็ขอสัมผัสความสุนทรีย์บ้าง

 

ซึ่งเบียร์รู้สึกเหมือนในโฆษณา Sylphy เด๊ะเลย ที่ชมพู่ไม่ยอมให้โป๊ปขับให้

 

มามะ งั้นมาเป็นชมพู่กับโป๊ปกันสักวัน 55555+

 

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เราแวะซื้อของที่ห้าง TOPS โดยเราได้ที่จอดรถอยู่ข้างพี่ Teana สีเดียวกันเป๊ะ มองแล้วก็ปลื้มใจ ที่ตัดสินใจซื้อ Sylphy มา เพราะมองเผิน ๆ แทบไม่ต่างกันเลยทีเดียว

 

ซื้อของเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาจอดอย่างสงบที่บ้าน

 

โดยภรรยาได้ตั้งชื่อ Sylphy ลูกรักคันนี้ว่า น้อง“เพชรพลอย”

 

จอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็เปิดเก๊ะดูสักหน่อยว่าทางศูนย์ให้อะไรมาบ้าง

เริ่มที่สมุดคู่มือการใช้รถ

 

ตามด้วยสมุดรับประกันและการบำรุงรักษา ซึ่งต้องนำไปทุกครั้งที่เข้าศูนย์บริการ

 

ส่วนเอกสารนี้คือ รายละเอียดบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 3 ปีฟรี!! เมื่อมีปัญหาไม่ว่าอะไรก็ตาม เราก็โทรให้เค้ามาช่วยเหลือได้ตลอด (เฉพาะเรื่องรถนะ ไม่ใช่หมุนเงินไม่ทัน แล้วโทรไปขอยืมเค้านะ 55555+)  เช่น ขับ ๆ อยู่ น้ำมันหมดถัง เราก็สามารถโทรให้เค้ามาเติมน้ำมันให้เราได้ ที่สำคัญฟรี!! แถมมีให้ถึง 10 ลิตรต่อปีแน่ะ

 

โดยรอบนี้เบียร์ได้ฟิล์ม Lamina แถมมาจากศูนย์ด้วย ก็จะมีใบรับประกันฟิล์มติดมาให้เรียบร้อย

 

ว่าแล้วก็เดินไปดูสเปคฟิล์มที่กระจกหน้าสักหน่อย

 

ตามด้วยกระจกด้านข้างรอบคัน

 

กลับมาดูที่กองเอกสารอีกที ก็เจอกระป๋องสีเล็ก ๆ สำหรับเป็นตัวอย่าง และเอาไว้แต้มสีได้บ้างพอขำ ๆ

 

พลิกดูอีกด้าน ระบุสีรถ KBD Dark Gray ซึ่งถูกต้อง

 

ตรวจเอกสารในเก๊ะเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าเรียบร้อยดีครับกับการรับรถครั้งนี้

และในตอนหน้า จะพาเพื่อน ๆ ไปดูวิธีจองป้ายทะเบียนรถแบบใหม่เพื่อมาติดให้น้องเพชรพลอยกันครับ

แล้วเจอกันตอนหน้าครับ

 

รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 13 “อัลเมร่าเติมน้ำมันอะไรได้บ้าง? และน้ำมันอะไรที่ดีที่สุด”

เมื่อตรวจเช็คทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว สิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนจะขับอัลเมร่าคันงามออกไปนั้นคือ  “ระดับน้ำมันรถ” ครับ

เพราะโดยปกติทั่วไป โรงงานนิสสันไม่ได้เติมน้ำมันมาให้เราใช้หรอกครับ เค้าจะเติมมานิดเดียวพอวิ่งทดสอบในโรงงานเท่านั้นแหล่ะ แล้วถ้ารถมาถึงโชว์รูมที่เราออกรถแล้ว เซลล์อาจจะขับรถเราวิ่งไปล้างบ้าง ไปแต่งรถให้เราตามรายการที่แถมบ้าง น้ำมันที่มีอยู่น้อยนิดก็จะพร่องลงเรื่อย ๆ จนอาจจะหมดได้

ยกเว้นเซลล์จะใจดีแถมน้ำมันให้เพื่อน ๆ ฟรี ๆ ก็อีกเรื่องหนึ่ง

ซึ่งเบียร์จะเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังว่า มีคนไม่น้อยที่มักจะตื่นเต้นกับการรับรถใหม่ จนลืมเติมน้ำมันกันเยอะมาก ผลคือ มีความสุขได้ไม่ทันไร (บางทีขับยังไม่พ้นโชว์รูมเลย) น้ำมันหมด รถดับ ความสุขแทนที่จะกว้างก็แคบลงทันทีเลยทีนี้

โดยวิธีดูระดับน้ำมัน สำหรับรุ่น S E ES เบียร์สอนวิธีดูเอาไว้แล้วที่ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 7 “มาดูเรือนไมล์อัลเมร่า รุ่น S , E , ES กัน”

ส่วนรุ่น V และ  VL เบียร์ก็สอนเอาไว้แล้วเช่นกันที่ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 8 “มาดูเรือนไมล์ไฮโซ ของอัลเมร่า รุ่น V และ VL กัน”

แต่ส่วนตัวเบียร์แนะนำเลยว่า ถ้าน้ำมันไม่เต็มถัง ไม่ว่าจะมีขีดมากน้อยแค่ไหน ยังไงเติมให้เต็มถังไว้จะดีที่สุดครับ เพราะหลายคนได้รถมาก็มักจะหาเรื่องไปทำธุระตรงโน้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ตามประสาคนได้รถใหม่นั่นแหล่ะ

โดยเวลานำรถเข้าเติมต้องจอดชิดหัวจ่ายด้านซ้ายแบบนี้นะครับ เพราะฝาน้ำมันของ Nissan Almera จะอยู่ฝั่งซ้าย

 

แต่อย่างที่เบียร์เคยบอกไปแล้วนั่นแหล่ะ ว่าถึงเพื่อน ๆ จะมีรถขับหลายคัน แต่ Nissan Almera ก็จะมีลูกศรชี้บอกตำแหน่งฝาน้ำมันที่เรือนไมล์ให้ทุกรุ่น

ถ้าเพื่อน ๆ เลี้ยวเข้าปั๊มมาเมื่อไหร่แล้วอาการอัลไซเมอร์เกิดถามหา ก็สอดส่ายตามองหารูปปั๊มน้ำมันที่มีลูกศรบอกทิศทางอยู่ติดกับระดับน้ำมัน ที่หน้าจอแสดงค่าการขับขี่ ก็จะจอดได้ถูกต้องตรงฝั่งนั่นเองครับ

 

โดยวิธีเปิดฝาถังน้ำมัน ก็ทำเหมือนเปิดฝากระโปรงหน้าครับ คือดึงสลักด้านขวามือที่เป็นรูปปั๊มน้ำมันเข้าหาตัวครับ

 

ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ได้รถมาใหม่ ๆ อาจจะสับสนนะครับ ว่าซ้ายคืออะไร ขวาคืออะไร เบียร์แนะนำว่า ไม่ต้องก้มไปดูครับ ให้จำหลักเอาไว้แบบนี้

“ซ้ายเปิดฝากระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”
“ซ้ายเปิดฝากระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”
“ซ้ายเปิดฝากระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”

ท่องไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะจำได้นะครับ 55555+

ล้อเล่นครับ โต ๆ กันแล้ว ไม่ใช่เด็กอนุบาล จะมานั่งท่องกันทำไม เทคนิคง่าย ๆ คือ ฝาเปิดด้านขวาสำหรับเติมน้ำมันจะมีร่องให้สอดนิ้วเข้าไปครับ เพื่อน ๆ คลำเจอเจอร่องนี้ ก็สอดนิ้วแล้วดึงเข้าหาตัว เท่านี้เองครับ ไม่ต้องก้มลงไปดูให้เมื่อยครับ

จะได้ไม่ต้องมานั่งเขิลกับการเปิดฝาผิดให้เด็กปั๊มหัวเราะอีกด้วย

——————

น้ำมันที่ควรเติม

จริง ๆ แล้วน้ำมันที่น้องอัล “ทานได้” มีหลายประเภทครับ

1. เบนซิน 95
2. เบนซิน 91
3. แก๊สโซฮอลล์ 95 (E10)
4. แก๊สโซฮอลล์ 91 (E10)
5. แก๊สโซฮอลล์ E20

ซึ่งน้ำมันที่น้องอัลชอบทานมากที่สุดคือ เบนซิน 95 ครับ

แต่ในเมืองไทยต้องทำใจ เพราะนโยบายรัฐบาลที่เน้นขายแก๊สโซฮอลล์เป็นหลัก จึงทำให้เบนซิน 95 มีราคาแพงมากกกกกกกกก

ดังนั้น น้ำมันที่น้องอัลชอบทานรองลงมาคือ แก๊สโซฮอลล์ 95 (E10) ครับ ซึ่งเท่าที่เบียร์ทดสอบดู น้องอัลจะให้อัตราเร่งที่ดี และวิ่งได้ระยะไกลกว่าน้ำมันประเภทอื่นครับ

 

เพื่อน ๆ หลายคนถามว่า อ้าว แล้วทำไมไม่ให้ทาน E20 ละ? ราคาก็ถูก รัฐบาลก็สนับสนุน

เบียร์จะบอกว่า E20 นะน้องอัลทานได้ แต่ไม่ชอบครับ แอลกอฮอลล์มันเยอะไปนิด อาจทำให้น้องอัลมาววววได้ ^^ ส่งผลให้น้องอัลวิ่งได้ระยะทางน้อยลงนั่นเอง

จะว่าไปก็เหมือนเพื่อน ๆ ที่ชอบดื่มน้ำเย็น ๆ มีน้ำแข็ง ถ้าเบียร์ส่งน้ำอุ่นที่ราคาถูกกว่า เพราะไม่ต้องเสียค่าน้ำแข็งให้ดื่ม เพื่อน ๆ ดื่มได้ไหม? ก็ดื่มได้ แต่ชอบไหม? แน่นอนว่าเพื่อน ๆ ไม่ชอบ น้องอัลก็เหมือนกันนั่นแหล่ะครับ

ซึ่งประเภทน้ำมันเนี่ย มีส่วนอย่างมากเลยนะครับสำหรับอัตราเร่ง และระยะทางที่วิ่งได้ใน 1 ถัง ดังนั้น เลือกน้ำมันที่น้องอัลชอบ ก็ส่งผลดีกับน้องอัลทั้งระยะสั้นและระยะยาวครับ

————————-

และนอกจากน้ำมันแล้ว ปั๊มน้ำมันก็มีส่วนนะครับ ซึ่งตรงนี้เบียร์ไม่ทราบว่าสาเหตุเกิดจากอะไร แต่โดยส่วนตัว เบียร์ขอแนะนำให้เลือกเติมน้ำมันจากปั๊ม PT , Caltex , Esso และ Shell เท่านั้นครับ ถ้าฉุกเฉินหา 3 ปั๊มนี้ไม่ได้จริง ๆ ก็ค่อยเติมปั๊มอื่นครับ

เพราะเบียร์เคยทดสอบหลายครั้งแล้ว 4 ปั๊มที่ว่า น้ำมันโอเคครับ ส่วนบางจากเบียร์ไม่ค่อยได้เติม เลยไม่ทราบผล

 

แต่จะบอกว่าน้ำมันของ PTT นี่แปลกมาก มันจะหมดไวกว่าปั๊มอื่นทุกครั้ง ไม่รู้ทำไมครับ เลยแนะนำว่า ถ้าไม่จำเป็น ก็เลี่ยงดีกว่าครับ

ถ้า ปตท เข้ามาอ่าน แล้วทราบเหตุผลที่แท้จริง ช่วยปรับปรุงให้ด้วยนะครับ

สำหรับรีวิวตอนหน้า เบียร์คงได้เวลาพาเพื่อน ๆ ขับออกถนนใหญ่สักทีครับ

ไปดูกันเลยดีกว่ากับ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 14 “เมื่อได้ขับอัลเมร่า E MT ช่วยบอกผมทีว่านี่เครื่อง 1200!!”