คลังเก็บป้ายกำกับ: ducati

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 10 “สำรวจปุ่มเกียร์และช่องเก็บของด้านหน้า”

ถัดจาก i-con ในตอนที่ 9 เราลองไล่สายตาลงมาสำรวจคอนโซลด้านหน้าอีกหน่อย  จะมีช่องว่าง ๆ อยู่

 

ส่องเข้าไปชัด ๆ  พบที่วางของพร้อมแผ่นกันลื่น ทำให้รู้โดยทันที ว่าควรจะวางอะไร

 

จัดไป โทรศัพท์มือถือนั่นไง

 

ใกล้ ๆ กันพบช่องเสียบชาร์ตไฟในรถ

 

สามารถชาร์ตไฟได้เลยนะครับ 12V 120W

 

เปิดดูเก๊ะหน้าสักหน่อย แม้จะดูตอนพรีวิวไปแล้ว แต่ดูในงานเปิดตัว มันไม่ชัด งั้นจัดใหม่

 

ก็ลึกดีนะ แต่เสียดายมีชั้นเดียว

 

เพราะใจจริงอยากให้มี 2 ชั้นแบบ Nissan Sylphy ที่เคยรีวิวไว้ใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 7 “สำรวจอุปกรณ์ด้านหน้า ว่าคุ้มค่าแค่ไหน?” ว่าของ Nissan Sylphy นั้นแยกส่วนชัดเจนดี ถูกใจ 55555+

 

กลับมาดูตรงกลาง กับฐานเกียร์ขนาดใหญ่สีแดงแรงฤทธิ์ ซึ่งเป็นสีมาตรฐานภายใน ไม่ว่าจะเลือกสีภายนอกสีอื่นก็ตาม

 

ซึ่งการออกแบบฐานเกียร์นี้ ได้แรงบันดาลใจมาจากถังน้ำมันรถ Super Bike อย่าง Ducati

 

สวยงามจริง ๆ ให้ตายสิ ใครไม่ชอบไม่รู้ รู้แต่เบียร์ชอบมาก

 

แวะมาถึงฐานทัพ เอ๊ย ฐานเกียร์แล้ว ก็ขอรีวิวเรื่องเกียร์ก่อนสักนิด ให้เข้าใจตรงกัน

 

โดย Nissan Juke ทั้งรุ่น 1.6E และ รุ่น 1.6V ต่างก็ถูกส่งกำลังด้วยระบบเกียร์ CVT ตัวเดียวกันนี่แหล่ะครับ ปัจจุบันรถนั่งของนิสสันทุกรุ่นมาใช้เกียร์ CVT กันหมดแล้ว เพราะข้อดีจริง ๆ ของมันคือ การประหยัดน้ำมัน และยังเร่งได้ดีถ้ารู้จักและเข้าใจจังหวะ

เพราะเกียร์ CVT ต่างกับเกียร์ออโต้ทั่วไปตรงที่เกียร์ CVT นั้น”ไม่มีระดับเกียร์ 1 – 2 – 3 แบบเกียร์ออโต้” หรือที่วงการรถยนต์เรียกกันว่าอัตราทดเกียร์ ทำให้มีช่วงเกียร์ที่กว้าง จึงทำให้ประหยัดน้ำมันได้ดีมาก แต่ก็ยังเร่งได้มันส์ถ้ารู้ทันนั่นเอง

 

เพื่อน ๆ ลองสังเกตให้ดี เกียร์ CVT จะไม่มีเกียร์ 2 – 1 แต่มีแค่ L หรือเกียร์ Low ซึ่งไว้ใช้เวลาขึ้นทางชันจัด ๆ เท่านั้น

 

เบียร์เองใช้เกียร์ CVT ของ Nissan มาถึงวันนี้ก็จะ 4 ปีแล้ว ซึ่งรู้จักและเข้าใจมันอย่างดี เบียร์เลยจะบอกว่า สำหรับเกียร์ CVT ของ  Nissan นั้น ใช้เกียร์ D ก็เอาอยู่แล้วครับ แค่รู้จังหวะการเหยียบก็พอแล้ว

อย่างตอนที่เบียร์ขับ Nissan March ไปเที่ยวที่ปาย แม่ฮ่องสอน ตามที่รีวิวไว้ใน รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 1 เดินทางสู่เมืองปายด้วย Nissan March  เบียร์ก็ไม่ได้ยุ่งกับเกียร์ L เลย เพราะเกียร์ D ก็พาเบียร์ข้ามภูเขาไปเที่ยวที่ปายได้อย่างสบาย ๆ

 

ดังนั้นเรื่องเกียร์ตอนขับขี่ไม่มีอะไรยากครับ  แต่ตอนนี้เบียร์อยากให้เพื่อน ๆ ดูที่หัวเกียร์กันชัด ๆ

 

จะเห็นได้ว่าที่หัวเกียร์มี 2 ปุ่ม สีเทากับสีดำ ถ้าเพื่อน ๆ ขับเกียร์ออโต้เป็นอยู่แล้ว ก็คงรู้ดีว่ามันเอาไว้กดเพื่อปลด Lock ตำแหน่งเกียร์นั่นเอง

 

โดยหลัก ๆ ตำแหน่งที่ต้องกดคือ

จาก P ไป R
จาก N ไป R
จาก R ไป P
จาก D ไป L

 

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เราเผลอไปโดนคันเกียร์จนเลื่อนไปในตำแหน่งที่อันตรายนั่นเอง โดยเฉพาะเกียร์ถอยหลัง หรือ R จะถูกบังคับให้กดทุกครั้ง เมื่อจะเข้าเกียร์นี้

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ถ้าเราจะกดหมดทุกเกียร์ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ กลับยิ่งดีด้วยซ้ำไป

ถัดลงมา จะเห็นปุ่มสีดำขนาดย่อม

 

เพื่อน ๆ ที่ขับ Nissan เกียร์ CVT คงร้องอ๋อ และตอบว่าปุ่ม Sport Mode แน่เลย ก็ต้องบอกว่า“ผิด”ครับ

อาจจะเป็นเพราะ Nissan Juke มีโหมดการขับขี่แบบ Sport ใน i-con อยู่แล้ว ดังนั้น ปุ่มนี้ก็จะเหมือนกับปุ่มในเกียร์อัตโนมัติทั่วไป นั่นก็คือปุ่ม O/D หรือ Over Drive นั่นเอง

ซึ่งปุ่มนี้เอาไว้กดเมื่อเราต้องการแร่งแซงกะทันหันครับ เพื่อบังคับอัตราทดเกียร์ให้พาเราทะยานแซงได้ง่ายขึ้น พอเรากดปุ่มนี้แล้ว จะมีสัญลักษณ์เตือนที่หน้าจอฝั่งวัดรอบเครื่องยนต์ด้วยครับ

 

เมื่อแซงรถข้างหน้าเรียบร้อยแล้ว อย่าลืมกดกลับด้วยนะครับ อย่าติดใจจนขับเพลินละ ขีดน้ำมันหายจะหาว่าเบียร์ไม่เตือน ^^

และปุ่มสุดท้ายในเกียร์ CVT ครับ อยู่เหนือตัว P บริเวณฐานเกียร์

 

นั่นคือ ปุ่ม Shift Lock ครับ มีหน้าที่ปลด Lock ตำแหน่งเกียร์เวลาจอดรถ 

ต้องเล่าให้ฟังก่อนว่า แรกเริ่มเดิมทีเนี่ย ผู้ผลิตรถยนต์เกียร์ auto นั้น ทำปุ่ม P ซึ่งย่อมาจาก Parking ไว้เพื่อการจอดรถเท่านั้นโดยคุณสมบัติของเกียร์ P จะกันรถไหลอีกชั้นหนึ่งด้วย

แต่ด้วยพื้นที่ที่จำกัด ทำให้ รถยนต์สมัยนี้ไม่สามารถจอดในเลนปกติได้ จึงต้องจอดซ้อนคันกันมากขึ้น ทำให้การจอดรถซ้อนคัน ต้องใช้เกียร์ N จอดเท่านั้น เพื่อให้คันที่เราไปจอดขวางอยู่ สามารถเข็นรถเราให้หลบพ้นทางที่เค้าจะออกได้

 

ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ค่ายรถจึงบังคับให้เจ้าของรถ ต้องจอดรถด้วยเกียร์ P ก่อนเท่านั้น เพื่อสร้างความมั่นใจว่า รถท่านได้เข้าเกียร์ที่ถูกต้องในการจอดเรียบร้อยแล้ว

 

หลังจากนั้น เจ้าของรถต้องพิจารณาด้วยตัวเองว่า ควรจอด P หรือ N ตามสถานการณ์ โดยการทำปุ่มนี้ขึ้นมา เพื่อให้ท่านกดปลด Lock จาก P มา N เวลาจอดรถซ้อนคันได้นั่นเอง

ขึ้นตอนการปลด Lock เกียร์ เพื่อจอดซ้อนคัน 

– เข้าเกียร์ P กดปุ่มดับเครื่องยนต์

– ให้เอามือข้างหนึ่งกดปุ่มนี้ค้างไว้นะครับ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็กดปุ่ม Lock คันเกียร์ (ปุ่มที่ 1) แล้วลากคันเกียร์มาไว้ที่ N ครับ

 

หรือชมขั้นตอนในแบบ VDO ที่เบียร์ทำไว้ให้ได้ที่นี่ครับ

 

เพียงเท่านี้ คุณก็สามารถจอดรถซ้อนคันได้ โดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นได้แล้วครับ แต่อย่าลืมตั้งล้อรถให้ตรงและเอาเบรคมือลงด้วยนะครับ

 

ติดกับเกียร์ CVT ก็จะมีที่วางแก้วน้ำ 2 ช่อง ที่เบียร์เคยบอกเพื่อน ๆ ไปในพรีวิวก่อนหน้านี้แล้วว่า เบียร์ชอบมาก

 

เพราะเบียร์แอบเซ็งที่วางแก้วของ Nissan Sylphy นิดนึง ตรงที่มันอยู่ติดกันจนเกินไป ถ้าแก้วหรือขวดน้ำผอม ๆ ก็โอเค แต่พอเจอแก้วอวบ ๆ อ้วน ๆ หน่อยแล้วก็จะคอยเบียดกันอยู่ได้ ทำให้ใช้งานจริงลำบาก

 

ดังนั้นมาทดสอบกันเลย ว่าที่วางแก้วของ Nissan Juke จะถูกใจคนชอบดื่มน้ำตอนขับรถอย่างเบียร์แค่ไหน

เริ่มที่ขวดน้ำเล็กกับน้ำอัดลม อันนี้ถูกใจสบายมาก แยกกันชัดเจน หยิบดื่มง่าย

 

แม้เอาที่ท้าวแขนลงมา ก็ยังไม่เกะกะ

 

สามารถหยิบขวดน้ำเปล่าได้สบาย ๆ

 

หรือแม้แต่กระป๋องน้ำอัดลมก็ไม่เป็นปัญหากับความสูงขนาดนี้

 

คราวนี้ทดสอบด้วยขวดน้ำเปล่าไซส์ 7 บาท และน้ำเปล่าขวดอ้วน ๆ ก็ใส่ได้สบาย ๆ ใช้งานได้ดีตามที่ควรจะเป็น

 

แต่พอเอาที่ท้าวแขนลงมา หายนะบังเกิด  เพราะที่ท้าวแขนกับขวดน้ำมันเบียดกัน เวลาจะหยิบ จะวางค่อนข้างยุ่งยากนิดนึง

 

ปิดท้ายกับแก้วกาแฟจากร้านประจำ ถูกใจมากกับการวางแยกกัน ไม่เบียดกันอีกแล้ว

 

ด้วยความเตี้ยของแก้วกาแฟ เลยรู้สึกว่าแก้วจมไปหน่อย ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ยังหยิบขึ้นมาได้ง่าย เพียงแต่ต้องมั่นใจว่า ฝาที่ปิดนั้นแน่นมากพอ ไม่งั้นงานเข้าเอาง่าย ๆ  55555+

 

แต่พอลองเอาแก้วที่เป็นฝาโดมมาวางด้านหลัง แล้วเอาที่ท้าวแขนลง ก็ดูจะมีปัญหาในการหยิบอยู่นิดหน่อย แต่ยังน้อยกว่าขวดน้ำ

 

สรุปแล้ว ขวดน้ำเปล่าที่สูง ๆ ก็ควรจะไปวางตรงแผงประตูไปเลย

 

ส่วนแก้วน้ำสูง ๆ หรือฝาโดมนั้น ก็ควรมาวางช่องวางแก้วตรงกลางนี่ละ เหมาะสมที่สุด

 

ปิดท้ายด้านหน้ากับที่ท้าวแขน

 

ถึงแม้จะเลื่อนเดินหน้าหรือถอยหลังไม่ได้เหมือน Nissan Sylphy แต่ข้อดีจริง ๆ คือพับเก็บขึ้นไปเลยได้ เพื่อจะได้หยิบขวดน้ำได้สะดวก เอ๊ย ไม่ใช่ เพื่อเปิดพื้นที่ให้โล่ง ยามที่ไม่ต้องการที่ท้าวแขน

 

แต่เมื่อดึงลงมา ก็สามารถเปิดฝาเพื่อเก็บของได้

 

ขนาดใหญ่พอเหมาะเลยทีเดียว

 

เลยกลายเป็นที่วางกล่องแว่นตากันแดดของเบียร์แทน เพราะ Nissan Juke ดันไม่มีที่เก็บแว่นตาบนเพดานมาให้ เสียดายจัง

 

สำหรับการสำรวจฐานเกียร์และช่องเก็บของด้านหน้าก็มีเพียงเท่านี้ครับ ในรีวิวตอนหน้า เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไปขับ Juke กันครับ ว่าจะสนุกขนาดไหน?

ขอบคุณที่เข้ามาอ่าานรีวิวนิสสัน จู๊คของเบียร์นะครับ

 

รีวิว กระเป๋าถังน้ำมัน Ducati Performance ตรงรุ่น Ducati Monster 796 S2R

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

วันนี้เบียร์มารีวิวกระเป๋าถังน้ำมันตรงรุ่น Ducati Monster 796 ครับ เพราะเป็นของแท้จาก Ducati Performance นั่นเอง จะใช้งานได้ดีแค่ไหน ดูในคลิปได้เลยครับ

แล้วอย่าลืมติดตามรีวิวอื่น ๆ ของเบียร์ได้ที่ www.reviewbybiere.com นะครับ

รีวิวงาน Big Motor Sale 2017 & Yamaha XMAX 300

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

ช่วงหลายปีมานี้ เบียร์แทบไม่ได้ไปเดินงานแสดงรถเลยครับ จำได้ว่า ครั้งสุดท้ายที่ไปคืองาน Motor Show ปี 2014

 

ต่างจากสมัยเด็ก ๆ ชอบมาก ต้องไปทุกงาน อย่างอดีตเคยจัดที่สวนอัมพรนี่ไปแทบทุกครั้งที่มี ไปแล้วก็จะสนุกสนาน เข้าออกรถคันนั้น นั่งรถคันนี้อย่างมีความสุข ตามประสาคนบ้ารถมาตั้งแต่เด็ก

 

แต่พอถึงวัยนี้ ที่เติบโตจนทำงานหาเงินซื้อรถเองได้ กลับเริ่มอิ่มตัวยังไงก็ไม่รู้ อาจจะเป็นเพราะนิสัยส่วนตัว เบียร์ไม่ค่อยชอบไปสถานที่ที่มีคนเยอะ ๆ เท่าไหร่นัก เพราะไม่ชอบไปเบียด ไปแย่งอะไรกับใคร แถมจะถ่ายรูปรถก็ลำบาก ต้องติดผู้คนอยู่เรื่อยไป

 

อีกอย่าง ก็อาจจะเป็นเพราะ การซื้อรถของเบียร์ค่อนข้างแตกต่างจากคนอื่น ที่ต้องไปเปรียบเทียบดูรถหลาย ๆ รุ่น หลาย ๆ ยี่ห้อ แต่เบียร์ค่อนข้างชัดเจนว่า จะซื้อรถอะไรมาใช้งานอยู่แล้วนั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ ทำให้ไม่ค่อยมีแรงจูงใจในการไปงานเท่าไหร่นัก ยิ่งคิดถึงการที่ต้องฝ่าดงรถติดในกรุงเทพ และไปวนหาที่จอดรถ ก็เลยถอดใจ

 

มีเพียงช่วง 5 – 6 ปีก่อน ที่มีโอกาสได้ไปร่วมงานแสดงรถหลาย ๆ งานผ่านการทำกิจกรรมในฐานะประธานผู้ใช้รถนิสสัน มาร์ช (Thai March Club) เท่านั้น ที่ทางผู้จัดงานหลาย ๆ ท่านได้เชิญให้เข้าร่วมงานด้วยนั่นเอง

 

จนมาปีนี้ เบียร์เริ่มมีแนวคิดจะเปลี่ยนรถมอเตอร์ไซค์ใหม่ หลังใช้งานมาพอสมควร ซึ่งรถมอเตอร์ไซค์คันที่เบียร์สนใจ ก็ดันเลือกเปิดตัวครั้งแรกในงานแสดงรถครั้งนี้อีกต่างหาก จึงเริ่มอยากที่จะไปชมรถตัวจริงก่อนตัดสินใจ

และงานนี้ก็คืองาน Big Motor Sale 2017 หรืองานมหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาตินั่นเอง

 

ที่จริงงานนี้มีมาหลายปีแล้วครับ เป็นงานที่จัดแสดงช่วงฤดูฝนนี่แหล่ะ เพราะในเมืองไทย มีงานแสดงรถใหญ่ ๆ อยู่ 3 งาน เวียนจัดใน 3 ฤดูคือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แม้ความจริง อากาศจะไม่ได้เป็นดังชื่อฤดูเลยก็ตาม หุหุ

ซึ่งตอนงานมหกรรมยานยนต์เพื่อขายแห่งชาติเปิดตัวจัดครั้งแรกนั้น เบียร์สารภาพเลยว่าชอบชื่องานนี้ขึ้นมาทันที เพราะเป็นการใช้ชื่อที่ถูกต้อง ชัดเจน และตรงวัตถุประสงค์ที่สุด

 

เพราะปกติเวลาเราได้ยินคำว่างานมอเตอร์ไชว์ มันก็อดคิดไม่ได้ว่า เป็นงานที่เราจะได้ไปดูรถที่จอดโชว์เอาไว้อย่างเดียว คล้าย ๆ งานแสดงรถในต่างประเทศ แต่ความเป็นจริง งานนั้น ๆ กลับมีพนักงานขายรถยืนรุมล้อมเต็มไปหมด

 

โดยชื่องาน Big Motor Sale นั้น ย่อมาจาก Bangkok International Grand Motor Sale ครับ ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ผู้จัดงานไม่เก็บค่าเข้าชม 100 บาทเหมือนเช่นเคย โดยผู้จัดงานให้เหตุผลว่า จะได้ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยให้คึกคัก และให้การเข้ามาชมงานเป็นไปโดยง่าย จะพาใครมาช่วยกันตัดสินใจซื้อรถก็ได้นั่นเอง

โดยงานจัดขึ้นที่ไบเทค บางนาตั้งแต่วันเสาร์ที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมาครับ และจะสิ้นสุดงานในวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคมนี้ โดยสามารถเข้าชมงานได้ตั้งแต่เวลา 12.00 ไปจนถึง 21.30 น. ครับ

โดยเบียร์เลือกมาในวันอังคารที่ 22 สิงหาคม 2017 ช่วงบ่าย ๆ ครับ เพราะคิดว่า วันธรรมดาคนน่าจะไม่เยอะเหมือนเสาร์ อาทิตย์ จะได้ชมรถสบาย ๆ หน่อย ตามนิสัยที่ไม่ชอบคนเยอะ ๆ

 

แต่พอเดินทางมาถึงไบเทค บางนา กลับรู้สึกผิดคาดครับ เพราะที่จอดรถด้านนอกนั้น เต็มหมดทุกช่อง แถมยังซ้อนคันกันวุ่นวายพอดู เบียร์เลยขับเข้าไปหาในตัวอาคาร ก็ยังต้องวนอยู่ 2 รอบ จึงได้ที่จอดที่มีคนออกพอดี

แม้งานนี้จะไม่เสียค่าเข้าชม แต่ต้องเสียค่าจอดรถในอาคารแทนครับ ชั่วโมงละ 20 บาท เดินนานแค่ไหนก็เอาจำนวนชั่วโมงคูณ 20 เข้าไปครับ

เบียร์เข้าใจว่า ลานด้านนอกที่แน่นเอียดนั้น น่าจะจอดฟรีครับ ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็น และขึ้นรถไฟฟ้าได้ แนะนำว่า นั่งรถไฟฟ้ามาลงที่ BTS สถานีบางนา แล้วเดินมาก็ได้ครับ

 

จอดรถเรียบร้อย เดินเข้าในงาน ก็พบว่ามีกิจกรรมประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์เพื่อใช้ในการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพด้วยครับ

 

เข้าไปชมงานกันเลยดีกว่าครับ

 

ในฮอลล์แรกนี้ จะมีแต่รถยนต์ใหม่อย่างเดียวครับ มากันหลากหลายยี่ห้อ ส่วนคนเข้าชมก็ถือว่ามากกว่าที่คิดครับ เพราะเบียร์คิดว่าจะโล่งและเดินสบายกว่านี้

 

เริ่มต้นด้วยการตรงดิ่งไปดูค่ายรถในดวงใจที่ใช้อยู่ทั้งบ้านอย่าง Nissan ก่อนครับ มองแล้วก็เห็นใจ บูธเงียบไปหน่อยนะ

 

มีนิสสัน อัลเมร่า อีโคคาร์ที่ขายดีที่สุดในค่ายจอดโชว์อยู่

 

ข้าง ๆ เป็นนิสสัน โน้ตตัวแต่งที่ขึ้นแท่นโชว์เพื่อดึงดูดสายตา

 

ด้วยการใช้สีส้มมาเติมแต่งตัวรถให้ดูเด่นขึ้น แนวทางเดียวกับที่เคยแต่ง Nissan Juke นั่นแหล่ะครับ เพราะงานนี้ไม่มี Juke มาแสดงอีกแล้ว

 

ด้านหลังมีสินค้าและของที่ระลึกของ Nismo วางจำหน่ายด้วย

 

เดินมาดูข้าง ๆ เป็นค่าย Mazda ซึ่ง 2 – 3 ปีที่ผ่านมาร้อนแรงเหลือเกิน

 

ถัดมาเป็นค่ายโตโยต้า ที่มองแวบแรกแล้วตกใจ คนหายไปไหนหมด แต่พอเดินมาถึงมุมรถ Yaris ATIV  Eco Car คันใหม่ที่พึ่งเปิดตัว ก็ถึงบางอ้อ ทั้งเซลล์และลูกค้ามารุมกันอยู่แถวนี้นี่เอง

 

เดินมาดูซูซูกิ ก็ทำให้นึกได้ว่า มีรถรุ่นนี้ขายด้วยนะ เพราะแทบไม่เห็นเลยบนท้องถนน

 

ส่วนพ่อค้าแม่ค้าก็น่าจะสนใจรถรุ่นนี้ ขับไปเปิดท้ายขายเสื้อผ้าได้ทุกที่ ทุกเวลา

 

เดินมาดูฮุนได ต้องตกใจ ไม่มีรถอะไรให้ดูเลย นอกจากรถตู้ เพราะขายดีอยู่ประเภทเดียว ภาพแบรนด์เปลี่ยนไปเป็นราชารถตู้อย่างชัดเจน

 

อุ้ย มิตซูรุ่นนี้ราคาเท่าไหร่เนี่ย

 

เดินมาดูรถยุโรปกันบ้าง กับรถในฝันของใครหลายคน เจ้ากบ Porsche ที่ขายดีขึ้นมาในยุคนี้ เพราะไม่มีวันไหนที่ไม่เห็นกบบนท้องถนนเลย

 

สีสดได้ใจจริง ๆ

 

มากันหลายรุ่นเลย

 

ขนาดพี่เสือ จากัวร์ก็ยังมา

 

ส่วนออดี้ตอนนี้ก็น่าสนใจ หลังมีการปรับปรุงราคาใหม่

 

มาในโทนสีเทาที่กำลังฮิต

 

ส่วนรถมินินี่เบียร์ชอบบูธเค้านะ มันมีเอกลักษณ์แบบนี้ทุก ๆ ปีที่เห็น ดูชิค ๆ คูล ๆ ตรงกับภาพลักษณ์ของรถ

 

ไปดูรถนำเข้าและรถมือสองกันบ้าง อยู่ฮอลล์ข้าง ๆ

 

มากันเยอะเหมือนกัน

 

มุมนี้เด็ก ๆ น่าจะชอบ

 

เดินไป เดินมา คิดถึงมอเตอร์ไซค์ ว่าแต่มันอยู่ไหน? มองหาป้ายก็ไม่เจอ เลยเดินออกมาตั้งหลักข้างนอก ก็มาเจอรถที่แอบอยากได้

 

นั่นคือ Range Rover Evoque รุ่นเปิดประทุน เบียร์ชอบตรงที่เป็นรถเปิดหลังคาที่ยังลุยถนนแย่ ๆ ในเมืองไทยได้สบาย เพราะไม่เตี้ยเหมือนรถสปอร์ต

 

แต่พอได้เห็นตัวจริงต่อหน้า ทำไมรู้สึกเฉย ๆ หรือเป็นเพราะสีมันจืดไปก็ไม่รู้ ถ้าเป็นสีส้มที่ใช้เปิดตัว น่าจะสวยสุด ๆ

 

พอออกมาข้างนอก ถึงได้เห็นป้ายบอกทางเสียที

 

และแล้วก็เจอสิ่งที่ตามหา

 

จะว่าไป ปีนี้รถมอเตอร์ไซค์ยามาฮ่าเค้ามาแรงจริง ๆ นะ

 

เจอแล้ว ฮอลล์รถมอเตอร์ไซค์

 

เวสป้านี่สีเค้าสวยดีนะ

 

บูธ BMW ปีนี้ใหญ่มาก แต่เบียร์มาสะดุดตาคันนี้

 

ชอบที่สีของมัน เหมือนสี grigio telesto ของกระทิงดุ

 

แต่ดูด้านข้างรถ ทำไมรู้สึกมันเกะกะ ขัดหูขัดตาจัง

 

มาดูค่ายรถในดวงใจที่ใช้อยู่กันบ้าง ปีนี้บูธเล็กจัง

 

ขนาดรถที่พึ่งเปิดตัวใหม่ ๆ อย่าง Supersport ยังมาโชว์แค่คันเดียวเท่านั้นเอง

 

ไปดูเป้าหมายรถคันต่อไปของเราดีกว่า

 

ที่อยากได้ก็เพราะล้อหลังนี่แหล่ะ 55555+

 

มาดูบูธฮอนด้ากันก่อน เพราะอยู่ด้านใน แต่รู้สึกจะมอมแมมไปนะบูธนี้ เพราะมีแต่สายฝุ่น

 

ก็มาเจอกับ Honda Rebel ที่เบียร์แอบสนใจมาก่อนหน้านี้

 

ได้มาสัมผัสตัวจริงสักทีที่งานนี้

 

ลองนั่งดูหน่อยดีกว่า

 

แต่ไม่รู้นั่งแล้วดูเหมาะกับรถไหม เพราะไม่มีใครถ่ายรูปให้ เศร้า

 

พูดถึงรถแนวนี้ ต้องนึกถึงเจ้าพ่อของวงการ Harley Davidson

 

มีหลากหลายรุ่นให้เลือก

 

กับเสียงดังอันเป็นเอกลักษณ์ ตับ ตั๊บ ตับ ตั๊บ ตับ (ใช่หรา)

 

เดินมาเจอยักษ์เขียว Kawasaki

 

แต่ลืมแวะ เพราะใจไปที่บูธข้าง ๆ เสียแล้ว

 

โดยเฉพาะ Yamaha Xmax 300 ที่ทำให้เบียร์ถึงยอมมางานนี้โดยเฉพาะ

 

โดยมากันครบทุกสีที่วางจำหน่าย คือ สีเหลือง สีเทา สีขาว และสีน้ำตาล

 

แต่สีเหลืองดูจะสวยกว่าใครเลย ว่าไหมครับ?

 

เพราะเป็นสีที่สว่างสดใส โดดเด่นกว่าใคร ๆ ทั้งหมด แม้จะมีสีดำมาตัดอยู่ให้เป็นทูโทนก็ตาม

 

โดยเจ้า XMAX 300 นั้น มาเป็นคู่ต่อกรกับ Honda Forza 300 โดยตรงครับ

 

ซึ่งในตลาดรถ Big Scooter เครื่อง 300 ซีซีนี้ ไม่มีใครต่อกรเจ้า Forza ได้เลยครับ ครองตลาดเป็นผู้นำมายาวนานเพียงเจ้าเดียว แม้จะมีค่ายรถอื่นเช่น SYM เข้ามาเป็นทางเลือกก็ตาม ก็ไม่สามารถทำอะไร Forza ได้จริง ๆ

 

ปล่อยให้เจ้าอ้วน Forza ขายดิบขายดีมาหลายปี แล้วพอยอดขายเริ่มซา บริษัท เอพีฮอนด้าก็เพิ่มสีรถมาขายใหม่แค่นั้นเอง โกยยอดต่อได้อีก จบปิ้ง

 

โดยไม่เพิ่ม Option หรือเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัยมาให้เลย

 

เบียร์เองเคยมีโอกาสได้เช่ารถ Honda Forza มาขี่ส่งหนังสือตอนไปทำโครงการสัญจรพบลูกค้าที่เชียงใหม่ครับ

 

ซึ่งสิ่งที่เบียร์ถูกใจในเจ้า Forza คือท่าขี่ที่นั่งสบายสุด ๆ

 

และพื้นที่เก็บของใต้เบาะยัง (U Box) ที่ใหญ่มหึมามาก จนเบียร์จนหนังสือไปส่งลูกค้าได้เยอะเกินคาด เพราะ Honda PCX ของเบียร์เองที่ใช้ส่งหนังสือในกรุงเทพนั้น ใส่หนังสือได้เพียง 7 เล่มก็เต็มแล้ว

 

แถมเวลาไปจอดที่ไหน ก็ใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ถึง 2 ใบสบาย ๆ

 

จนเบียร์เองเกือบจะซื้อมาใช้เองแล้วตอนที่ Honda ออก Forza สีส้มสดมาวางจำหน่าย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ซื้อ เพราะยังรู้สึกว่า ได้เทคโนโลยียังไม่คุ้มค่าพอเท่าไหร่นัก

จน Yamaha นำ Xmax 300 มาวางจำหน่ายนี่ละ จึงรู้สึกว่าเป็นทางเลือกที่น่าสนใจที่สุด กับรถในสไตล์นี้

 

เพราะ Xmax นั้นมี UBOX ที่ใหญ่มหึมา ขนาดใส่หมวกกันน็อคแบบเต็มใบได้ 2 ใบเหมือนกัน

 

เวลาไปจอดทำธุระที่ไหน จะได้ไม่ต้องหิ้วหมวกกันน็อคติดตัวไปให้เกะกะ เพราะสมัยนี้โจรชุมยิ่งกว่ายุง วางหมวกกันน็อคไว้ที่รถเมื่อไหร่ หายแวบทันที

 

หรือเวลาขี่ออกทริปท่องเที่ยวต่างจังหวัด ก็ใส่สัมภาระลงไปอย่างสบาย ๆ ไม่ต้องคอยแบกเป้ไปให้ปวดหลัง

 

ว่าแล้วก็ไปลองนั่งกันดีกว่าครับ

 

Xmax 300 มาพร้อมกับชิลด์หน้าที่สูงกำลังดี แถมปรับระดับได้ด้วยครับ

 

หน้าจอมีการผสมผสานระหว่างดิจิตอลและอนาล็อคครับ ลักษณะเหมือนจอรถยนต์เลยทีเดียว

 

ที่เบียร์ชอบมากที่สุด คือ กุญแจอัจฉริยะ Smart Key นี่แหล่ะครับ ที่เราแค่พกกุญแจไว้กับตัวก็พอ ไม่ต้องควักออกมาไขให้วุ่นวาย ลักษณะเดียวกับกุญแจอัจฉริยะในรถยนต์รุ่น Top นั่นแหล่ะครับ ที่เบียร์ใช้แล้วติดใจ พาลให้รำคาญรถมีกุญแจไปเลย เพราะต้องคอยล้วงหา รู้สึกน่าเบื่อ

 

ส่วนที่วางขาเวลาขับขี่ก็เหมือนกับ Forza ครับ คือ สามารถวางขาแบบปกติ หรือวางไปข้างหน้าได้ ให้ความรู้สึกสบาย เวลาขี่ไกล ๆ สไตล์ Big Scooter

 

แต่พอวางเท้าลงไปกับพื้น ก็พบว่า เบาะรถนั้นสูงมากครับ วางเท้าได้เกือบไม่เต็มเท้า นี่ขนาดเบียร์สูง 175 นะ ถ้าคนที่สูงน้อยกว่า 170 น่าจะมีบัลเล่ต์กันเลยทีเดียว

 

อีกอย่าง เบียร์ว่าหุ่นของเจ้า XMAX จะเพรียวกว่า Forza ที่รู้สึกอ้วนพีกว่าชัดเจน เหมือนคนออกกำลังกายกับคนเอาแต่กินอย่างนั้นแหล่ะ

ดูแล้วน่าจะใช้ขี่ในเมืองกรุงเทพได้คล่องตัวกว่า เพราะนอกจากขนาดตัวรถที่รู้สึกได้แล้วนั้น พอเบียร์ลองโยกรถดู ก็รู้สึกว่ารถเบามากกว่าที่คิดครับ

 

พูดถึงข้อเสียของ Forza ยังมีอีกข้อหนึ่งที่พอได้ใช้จริงแล้วไม่ประทับใจ คือ ที่นั่งคนซ้อนมันใหญ่มากเกินไป ดูเหมือนจะสบาย แต่กลับไม่สบาย เพราะภรรยาเบียร์นางนั่งตอนไปเชียงใหม่แล้ว นางบอกว่าเมื่อยมากครับ

นึกข้อนี้ขึ้นได้ เบียร์เลยลองขึ้นไปนั่งซ้อนของ XMAX ดู แต่ก่อนอื่น เอาที่พักเท้าคนซ้อนลงก่อนครับ มีเสียงดังแกร๊ก แสดงให้เห็นถึงการล็อคตำแหน่งที่ดูแน่นหนา

 

ก่อนจะยกตัวขึ้นไปนั่งดู ก็รู้สึกว่า นั่งสบายดี เพราะเบาะมันไม่กว้างขนาด Forza แต่สุดท้ายคงต้องให้ภรรยามาลองนั่งเอง เพราะก้นเราไม่เท่ากัน อิอิ

 

แถมด้านท้ายรถยังมีราวจับให้ด้วย เพิ่มความมั่นใจให้คนซ้อน โดยไม่ต้องมากอดคนขี่ (จีบสาวที มีเซ็ง 55555+)

 

กลับมาที่ด้านหน้ารถ มีเก๊ะให้เก็บของอยู่ 2 ด้านซ้าย ขวาเลยนะครับ ซึ่งด้านซ้ายเปิดไม่ได้ ถ้าไม่มีกุญแจติดตัวครับ สามารถเก็บของสำคัญได้อยู่ เพราะภายในมีที่ชาร์จไฟให้ด้วย

ส่วนด้านขวาสามารถเปิด-ปิดได้ตลอดเวลาครับ

 

โดยขนาดช่องเก๊ะก็ลึกเท่าโทรศัพท์มือถือ iPhone 6 Plus นี่แหล่ะครับ

 

ดูสีเหลืองกันไปเยอะแล้ว ไปดูสีอื่นกันบ้าง

 

เริ่มที่สีขาว สียอดฮิตของคนไทยก่อนเลย

 

เป็นทูโทนขาว-ดำเหมือนกันครับ แต่สีขาวจะเป็นสีเงานะครับ

 

ต่อด้วยสีน้ำตาลครับ

 

สีนี้พิเศษกว่าใครตรงที่เป็นทรีโทนครับ เพราะมีสีเทาเพิ่มเข้ามาให้ด้วย

 

เพียงแต่สีน้ำตาลจะเป็นสีด้านนะครับ จะดูแลยากกว่าสีเงาพอสมควร

 

ปิดท้ายด้วยสีเทาครับ

 

แน่นอนว่าเป็นสีเทาด้านเหมือนกับสีน้ำตาลครับ ใครเลือกสีนี้ ต้องขยันดูแลนิดหนึ่ง

 

 

แต่สีเทาที่โชว์คันนี้ มาพร้อมอุปกรณ์ตกแต่งมากมาย ไม่ใช่รถเดิม ๆ ครับ แม้แต่สีก็ยังเปลี่ยนเป็นสีเทาล้วนด้านหน้า

 

และชิลล์หน้าจะตกแต่งแนวสปอร์ตครับ หดหายลงไปเยอะเลย รวมถึงที่พักเท้าด้านหน้าด้วย สวยดีเหมือนกัน

 

เบาะคนซ้อนติดตั้งพนักพิงมาให้ด้วย เบียร์ลองนั่งดูแล้ว นิ่ม สบาย ไร้กังวล เพียงแต่ราคาจำหน่ายจะแรงเอาเรื่องเหมือนกันครับ เพราะทราบมาว่า เป็นของนำเข้าจากยุโรป

 

นอกจากนี้ก็มีท้ายสั้น เพิ่มความหล่อด้านหลังมาให้ด้วยครับ

 

ลองเทียบสัดส่วน XMAX กับ NMAX น้องเล็ก คู่แข่ง Honda PCX ครับ

 

และลองมาเทียบกับพี่ใหญ่ TMAX ดูครับ

 

แทบไม่ค่อยต่างกันเลย

 

เบียร์ลองไปนั่ง TMAX ดู ก็ไม่รู้สึกต่างด้านขนาดสักเท่าไหร่นะครับ

 

เพียงแต่พี่ใหญ่ TMAX จะโดดเด่นเรื่อง Option และวัสดุที่จัดเต็มมาสุด ๆ ซึ่งทำให้ราคานำเข้ากระโดดไปสูงสุด ๆ เช่นกัน

 

 

จะว่าไป ปีนี้ Yamaha มาแรงมากนะครับ เพราะจริง ๆ ก็มีรถรุ่นอื่นที่กวาดยอดจองได้เยอะอยู่แล้ว เพียงแต่ XMAX มาทำให้คนแน่นบูธมากที่สุดแล้วครับ ตั้งแต่เดินสำรวจงานมาร่วมชั่วโมง

 

 

นอกจากรถใหม่ ๆ แล้ว อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องก็มีนะครับ เช่น รถลากจูง ที่สามารถติดตั้งให้รถยนต์ส่วนตัวของเราได้เลย สามารถพามอเตอร์ไซค์คู่ใจไปไหนมาไหนได้ทันที

 

แม้แต่ร้านขายหมวกกันน็อคก็ยังมาวางขายให้เลือกมากมายครับ และนี่คือ เหตุการณ์ระทึกที่สุดของเบียร์ในงานนี้ครับ เพราะตอนแรกเบียร์ก็สองจิตสองใจจะเดินเข้าไปดูหมวกอยู่แล้วเชียว แต่นึกไปนึกมา ก็ไม่ดูดีกว่า เลยเดินเลยทางเข้าบูธไปเพียงไม่กี่ก้าว

ทันใดนั้น ก็ได้ยินเสียง ตู้ม โครม ดังสนั่น เบียร์รีบหันหลังกลับมาดู ก็พบว่า ชั้นวางหมวกกันน็อคถล่มทลายลงมาแบบนี้ เบียร์จึงรีบย้อนมาดูว่า มีใครโดนทับด้วยหรือไม่ จะได้ช่วยเหลือ แต่ก็โชคดีไปครับ ที่ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ยกเว้นหมวกกันน็อคที่โดนทดสอบ และรถที่จอดโชว์อยู่ในบูธ น่าจะเสียหายพอสมควรครับ

และเพียงชั่วอึดใจ เจ้าหน้าที่ของงานก็มาจัดการเคลียร์พื้นที่ครับ ด้วยการกั้นเขตไม่ให้ผู้คนเข้าใกล้บูธ นับว่า ดำเนินการได้รวดเร็วดีครับ

 

ก็เป็นประสบการณ์การเดินงาน BIG Motor Sale 2017 ที่ตื่นเต้นและเร้าใจครับ ถ้าเพื่อน ๆ อยากมาดูรถใหม่ แนะนำเลยครับ งานนี้มาที่เดียวคุ้มครับ ไม่ต้องไปดูตามโชว์รูมแต่ละที่ให้เสียเวลาครับ

ที่สำคัญ ชวนญาติสนิท มิตรสหายมาดูด้วยกี่คนก็ได้ครับ เพราะเข้างานได้ฟรีนั่นเองครับ

 

แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์นะครับ

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

จุดเริ่มต้นของการขี่มอเตอร์ไซค์ ตอนที่ 2 : มิตรภาพดี ๆ ในโลก Social

ย้อนอ่าน ตอนที่ 1 : สัมผัสแรกของความตื่นเต้น

เมื่อรถมอเตอร์ไซค์ห่างหายไปจากชีวิต เบียร์ก็ลืมความรู้สึกดี ๆ ที่เคยได้รับจากการขี่รถเครื่อง 2 ล้อไปจนหมดสิ้น

จนเมื่อปี 2013 ที่ผ่านมา เบียร์เริ่มมีความรู้สึกว่า รถราในกรุงเทพมากขึ้นอย่างชัดเจน ถนนหลายสายเริ่มติดขัดมากขึ้นผิดปกติ จนหลายครั้งเวลานั่งเบื่อ ๆ ในรถ ก็รู้สึกอิจฉารถมอเตอร์ไซค์สุด ๆ ว่า เค้าสามารถสอดแทรกไปได้โดยไม่ติดขัดอย่างเรา

 

สมัยนั้น เบียร์เองขายของผ่านไปรษณีย์อย่างเดียว หน้าที่ประจำวันก็คือ การนำของไปส่งที่ไปรษณีย์อ่อนนุช ซึ่งอยู่ใกล้บ้านที่สุด โดยถนนอ่อนนุชนั้น ก็เป็นอีกถนนหนึ่งที่รถติดหนักมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่เหตุการณ์สำคัญที่เริ่มส่งผลกระทบกับชีวิตของเบียร์ก็คือ “ที่จอดรถ”

เพราะหลายครั้งที่ฝ่ารถติดมาจนถึงไปรษณีย์ แต่กลับพบว่า ไม่มีที่จอดรถเลย และไม่สามารถจอดรอคิวได้ เพราะรถคันหลังก็ต่อแถวเข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งถ้าเราขับออกประตูแล้วต้องออกเลย วนกลับเข้ามาหาที่จอดไม่ได้อีก และถ้าจะจอดริมถนนก็ไม่ได้ เพราะมีเส้นขาว-แดงห้ามจอดอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็คอยวิ่งล็อคล้อกันอยู่ตลอดเวลา

 

พอหาที่จอดไม่ได้ ก็ต้องวนไปกลับรถมาอีกรอบ เสียเวลาอีกนานกว่าจะได้กลับมา เพราะรถติดหนักมากจริง ๆ จนบางวัน เบียร์ไม่สามารถส่งของได้เลย ต้องขนของกลับบ้านก็เคยมาแล้ว

เบียร์จึงเริ่มคิดว่า ทำยังไงจะแก้ปัญหานี้ได้ เพราะมันส่งผลกระทบกับงานของเราเข้าเต็ม ๆ

ทีแรกเบียร์นึกถึงจักรยานแม่บ้านที่สามารถขนของได้ เพื่อใช้ขี่ไปส่งแทน แต่นึกไปนึกมา ระยะทางราว ๆ  3-4 กิโลเมตรจากบ้านไปไปรษณีย์อ่อนนุชนั้น แม้จะไม่ไกล แต่ก็อันตรายไม่เบา แถมกลัวจักรยานหายเวลาจอดอีก

 

แต่แล้วเบียร์ก็นึกถึงรถมอเตอร์ไซค์ขึ้นมาทันที ว่าถ้ามีสักคันไว้ขี่ใกล้ ๆ ไปส่งไปรษณีย์แค่นี้ก็คงดีนะ ไม่น่ากลัวเท่าขี่จักรยานด้วย

ที่สำคัญ หน้าหมู่บ้านเบียร์นั้น คือ แหล่งของกินอร่อย ๆ ในย่านพัฒนาการเลย แต่ปัญหาที่เจอคือ มันไม่มีที่จอดรถ เพราะชาวบ้านจากย่านอื่นก็มาหากินในนี้เหมือนกัน นั่นทำให้ ไม่ค่อยได้มีโอกาสทานของอร่อยหน้าหมู่บ้านตัวเองเท่าไหร่นัก

 

เบียร์จึงคิดว่า มอเตอร์ไซค์น่าจะมาตอบโจทย์นี้ได้ทั้ง 2 อย่าง เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกถึง 2 ตัว

แต่ถ้าจะขี่มอเตอร์ไซค์ เราจะขี่แบบไหนดีละ? เบียร์ลองถามความต้องการของตัวเองก็พบว่า เบียร์อยากได้มอเตอร์ไซค์คันเล็ก ๆ มันดูน่ารัก น่าขี่ดี และคงไม่น่ากลัวเหมือนรถมอเตอร์ไซค์คันใหญ่ ๆ ที่เราจะควบคุมไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้

 

แวบแรก เบียร์นึกถึงรถมอเตอร์ไซค์เล็กที่ดังสุดในขณะนั้นคือ Kawasaki KSR รถคันจิ๋วที่เห็นวิ่งอยู่มากมายเต็มถนน เบียร์เลยเปิดดูราคารถในเวบไซท์ทันที

แต่พอเห็นตัวเลขที่ 66,000 บาท ก็ต้องตกใจ เฮ้ย รถคันนิดเดียว ราคาแพงกว่ารถคันใหญ่อีก!!!

เบียร์จึงเปลี่ยนใจ มาลองหายี่ห้ออื่นดู เปิดเวบของค่ายฮอนด้า ดันไปสะดุดตากับ Honda MSX 125  มองแล้วก็รู้สึกชอบในทันที เพราะมันขนาดไซค์พอ ๆ กับ KSR เลย แถมดูทันสมัยกว่าเยอะ ที่สำคัญเป็นรถแบบมีคลัชด้วย ซึ่งเบียร์ก็ยังติดใจไม่หายจากรถพี่ชายที่เคยได้สัมผัส

 

แต่พอเบียร์มองเห็นราคา ดวงตาก็เกือบถลน ห๊ะ อะไรนะ!! ราคา 75,000 บาท แพงกว่า KSR อีก!!!

ทำไมรถยิ่งเล็ก ยิ่งแพงละเนี่ย เบียร์เริ่มงงกับวงการรถมอเตอร์ไซค์

แต่ไม่เป็นไร เรามี Social เป็นเพื่อน เลยตัดสินใจโพสต์ facebook ขอความเห็นจากเพื่อน ๆ ทันที ก็ได้รับความเห็นจำนวนมากมาเป็นข้อมูล

แต่ที่เด็ดสุดก็คือ มีน้องผู้หญิงคนหนึ่งส่ง inbox มา และบอกว่า เค้าใช้ Honda MSX อยู่พอดี น้องพิมพ์เล่าข้อมูลของรถให้ฟังมากมายและปิดท้ายว่า ถ้าพี่เบียร์สนใจ เค้าจะขี่ไปให้ลองถึงบ้านเลย

 

เบียร์ก็ตกใจ ไม่คิดว่า น้องจะมีน้ำใจมากขนาดนี้ เพราะคุยไปคุยมา น้องก็เป็นแค่ลูกค้าที่ซื้อมอเตอร์ไซค์มาใช้ ไม่ใช่เซลล์ขายรถที่ต้องมาพรีเซนต์อะไรขนาดนั้น

และที่เราเป็นเพื่อนกันใน Facebook นั้น ก็เพราะน้องเคยอ่านรีวิว Nissan March ของเบียร์มาก่อนนั่นเอง

 

ถึงวัดนัดหมาย น้องก็ขี่มอเตอร์ไซค์มาถึงบ้านจริง ๆ  เบียร์ยิ่งตกใจหนักขึ้นไปอีกที่รู้ว่า บ้านน้องอยู่ถึงถนนจันทน์ และก็ไม่ได้มีธุระ ปะปังอะไรแถวพัฒนาการด้วย แต่น้องก็ตั้งใจขี่มา เพราะอยากให้เบียร์ได้สัมผัสว่า รถมันเป็นยังไง?

 

“ไม่มีร้านที่ไหนให้ลองหรอกค่ะรุ่นนี้ เลยอยากให้พี่เบียร์ได้ลอง จะได้รู้คำตอบของหัวใจ”  น้องเค้าว่างั้น

ที่จริงก็เกรงใจมาก ๆ  แต่น้องมีน้ำใจให้ขนาดนี้ เบียร์ก็เลยรับกุญแจมาแต่โดยดี (อ้าว นึกว่าจะหล่อ 55555+) (ก็มาถึงที่แล้วนี่ แฮ่ๆๆๆๆ)

แม้ตอนที่น้องมาถึง ฟ้าฝนก็ตกลงมาพอดี จนพื้นถนนเปียก แต่ความอยากรู้ก็ทำให้เบียร์ตัดสินใจขี่รถมอเตอร์ไซค์ของน้องออกไปวนรอบหมู่บ้านทันทีที่ฝนหยุดนั่นแหล่ะ

 

“เฮ้ย ขี่สนุกแฮะ” เบียร์พูดกับตัวเองขณะควบเจ้า Honda MSX วิ่งถึงถนนเมนของหมู่บ้าน

เบียร์พารถไปขี่วนรอบทะเลสาบของหมู่บ้าน เลี้ยวไปเลี้ยวมา ก็ยิ่งมั่นใจ เพราะรถไม่มีอาการลื่นเลยแม้แต่นิดเดียว

“รถเปลี่ยนยางมาแล้วค่ะ เป็นของ Pirelli ไม่ใช่ยางเดิมค่ะ” น้องกระซิบบอกภายหลัง

 

อันที่จริง เบียร์เองก็ไม่ได้ลองทดสอบอะไรมากมายหรอกครับ เพราะนอกจากเราไม่ได้จับรถมอเตอร์ไซค์มานานมากแล้ว เราเองก็เกรงใจเจ้าของรถอยู่ดี แถมถนนตอนนี้ก็ลื่นอีกต่างหาก พลาดพลั้งขึ้นมา จะมองหน้ากันไม่ติด แค่ได้วิ่งไปวิ่งมาช้า ๆ  จับความรู้สึกของตัวเบียร์เอง ว่า เบียร์ชอบรถแบบนี้หรือไม่เท่านั้นเอง?

ซึ่งพอนำรถมาคืนน้องที่บ้าน ก็บอกเลยว่า ติดใจมากมายเลยทีเดียว

 

น้องยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่มีประโยชน์เอามาก ๆ เพราะที่บ้านของน้องเองนั้น ใช้มอเตอร์ไซค์เป็นหลักแทบทุกคน ทำให้เบียร์รู้อะไรมากขึ้นเยอะ จนเริ่มสนุกกับการศึกษาข้อมูลของรถสองล้อขึ้นเรื่อย ๆ

แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ามิตรภาพดี ๆ จากโลกโซเชียล ที่มีอยู่จริงครับ ที่เราได้สัมผัสแล้ว ประทับใจมากกว่าข้อมูลเรื่องจักรยานยนต์ซะอีก

ต้องขอขอบคุณน้องแน๊ตอีกครั้ง ณ ที่นี้ครับ และที่ตัดสินใจเขียนบทความนี้ ก็เพราะวันที่เริ่มเขียนบทความนี้ (3 สิงหาคม) เป็นวันครบรอบ 4 ปีที่น้องขี่มอเตอร์ไซค์มาให้เบียร์ลองที่บ้านนั่นเองครับ

 

อ่านต่อตอนที่ 3 : พ่อหนุ่มเวสป้า