คลังเก็บป้ายกำกับ: coffee

รีวิวร้าน The Mill’s Cafe อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

เคยไหมครับ ที่อยู่ดี ๆ นึกอยากจะไหว้พระต่างจังหวัดก็ขับรถไปเลยทันที โดยไม่ได้วางแผนมาก่อน?

ความรู้สึกนี้เกิดกับเบียร์เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2560 ที่ผ่านมาครับ หลังจากที่เบียร์ขับรถไปพบลูกค้าที่จังหวัดนนทบุรีเรียบร้อยแล้วในเวลาบ่ายสองโมง

อยู่ ๆ เบียร์ก็นึกถึงหลวงพ่อโต วัดป่าเลไลย์ จังหวัดสุพรรณบุรีขึ้นมาเฉย ๆ คิดแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ขับรถไปทันที ทั้งที่เวลาก็ผ่านมาครึ่งค่อนวันแล้ว

พอได้สักการะท่านเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มหิวกาแฟครับ เลยนึกขึ้นมาว่า จะแวะร้านไหนในจังหวัดสุพรรณบุรีดี?

คำตอบก็ลงตัวที่ร้านนี้ครับ The Mill’s Café

 

ร้านนี้ตั้งอยู่ในซอยครับ เห็นว่าเข้าได้หลายทาง แต่เบียร์เข้ามาทางถนนประชาธิปไตย โดยขับผ่านโรงเรียนสงวนหญิงจนสุดรั้วโรงเรียน ก็เลี้ยวซ้ายเข้าซอยนางแก่นจันทร์ทันทีครับ หลังจากนั้นก็ตรงยาวจนสุดซอยเลย  ก็จะเจอร้าน The Mill’s Café ตั้งอยู่เด่นสง่า สามารถจอดรถหน้าร้านได้เลย

 

โดยก่อนถึงร้านจะมีสนามฟุตบอลชื่อเดียวกันครับ คือ The Mill Stadium ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ใช้ Google Maps สามารถค้นหาชื่อร้าน The Mill’s Cafe ได้เลย หรือใส่พิกัดนี้ 14.487536, 100.121818 ลงไปใน GPS ก็ได้เช่นกันครับ

 

หน้าร้านจะมีวัน เวลาเปิด-ปิดร้านแสดงอยู่ครับ จับใจความได้ว่า อย่ามาวันจันทร์นะจ๊ะ!! ส่วนวันอื่นมาได้เลยตั้งแต่ 9 โมงครึ่ง ถึง 1 ทุ่มตรงครับ

 

เข้าร้านแล้ว ก็ไปสั่งเครื่องดื่มที่เคาน์เตอร์กันครับ

 

ดื่มอะไรดีน้าาาา?

 

เค้กก็มีให้เลือกเต็มตู้เลย

 

สั่งเรียบร้อยแล้ว มาเลือกโต๊ะนั่งกันครับ มีให้เลือกทั้งด้านใน

 

และด้านนอก

 

จะเห็นได้ว่า ด้านนอกไม่มีใครนั่งเลย เพราะอากาศมันร้อนนั่นเอง

 

แต่ถ้าเป็นช่วงเย็น ก็น่าจะชิลล์สุด ๆ เพราะมีที่นั่งให้เลือกหลากหลายรูปแบบ

 

ชิงช้าก็มีนะ

 

และที่สำคัญ หลังร้านติดแม่น้ำท่าจีนด้วยครับ

 

มองไปทางซ้าย

 

ถ้าอากาศเย็น ๆ คงฟินน่าดู

 

ข้อดีของการนั่งส่วน Outdoor นั้น เวลากลับ เราสามารถเดินออกทางด้านข้างร้านได้เลยครับ ไม่ต้องกลับเข้าไปในร้านอีกรอบ

 

แต่เบียร์ยังไม่ได้ทานอะไรเลย แถมอากาศก็เริ่มร้อนซะแล้ว ก็คงต้องกลับเข้าไปเลือกที่นั่งในร้านเหมือนเดิมครับ

 

พอเข้ามาในร้านแล้ว พึ่งเห็นเค้กบราวนี่วางโชว์อยู่อีกมุมหนึ่ง น่าทานจังเลย

 

แบบลาวาก็น่าจะอร่อย

 

แต่ก็ได้แค่มอง เพราะเบียร์ดันสั่ง”ครีมบูลเล่” มารอไว้เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากติดใจตอนไปทานที่ร้าน CREME BRULEE COFFEE & BAKERY นั่นเอง

 

โดยราคาอยู่ที่ชิ้นละ 60 บาทครับ แต่พอทานแล้ว ต้องบอกว่า ใช้ได้ครับ แต่ความอร่อยสำหรับเบียร์ ยังสู้ที่ร้าน CREME BRULEE COFFEE & BAKERY ยังไม่ได้ครับ

จริง ๆ แล้ว แอบทราบมาว่าที่ร้าน The Mill’s Cafe นั้น จะโดดเด่นเรื่องวาฟเฟิลมากกว่าครับ แต่ลองตอนนี้ไม่ไหวจริง ๆ เพราะยังอิ่ม ๆ อยู่ครับ

เลยจัดเครื่องดื่มมา 2 แบบแทนครับ เริ่มที่“ฮอร์ลิคส์ร้อน”ครับ หรือ White Chocolate ร้อนนั่นเอง สนนราคาอยู่ที่แก้วละ 60 บาทครับ

 

ตามด้วย”ลาเต้เย็น” ครับ เผื่อไว้ดื่มตอนขับรถกลับบ้าน ราคาแก้วละ 60 บาทครับ

 

โดยระหว่างนั่งฟินกับเครื่องดื่ม ก็ได้เปิด wi-fi ของที่ร้านเล่นไปด้วยครับ โดย Username กับ Password จะอยู่ที่ท้ายใบเสร็จของเราครับ

 

ระหว่างที่นั่งนั้น แอบเห็นนักฟุตบอลเข้ามากันตลอดครับ คาดว่ามาใช้บริการก่อนลงเล่นฟุตบอลในสนามข้าง ๆ ซึ่งเบียร์ว่า สาว ๆ ที่เป็นแฟนนักฟุตบอล ถ้าไม่ชอบไปนั่งเชียร์ ก็มานั่งชิลล์ที่นี่แทนได้สบาย ๆ เลยครับ

สำหรับรีวิวร้าน The Mill’s Café ก็เป็นอันจบแต่เพียงเท่านี้ครับ เพื่อน ๆ คนไหนไปเที่ยวจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ลองแวะไปชิมกันดูครับ แล้วมาเล่าให้เบียร์ฟังด้วยนะครับว่า วาฟเฟิลอร่อยจริงหรือเปล่า?

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

 

 

 

 

 

รีวิวร้าน “นิยาย” Story Cafe Garden เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

สวัสดีครับเพื่อนๆ

เพื่อน ๆ ชอบอ่านหนังสือกันไหมครับ?

เบียร์รู้ครับว่า คนไทยอ่านหนังสือไม่เกิน 7 บรรทัด เพราะมีโควตาได้แค่นั้น คิคิ

แต่เพื่อน ๆ ที่ติดตามรีวิวของเบียร์คงไม่ใช่คนไทยแบบนั้นแน่ ๆ เพราะรีวิวแต่ละตอนของเบียรนี่ยาวและละเอียดเหลือเกิน ถ้าไม่ชอบอ่าน คงต้องขอผ่านแน่นอน

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ชอบอ่านหนังสือ โดยเฉพาะนิยาย ไม่ว่าจะแนวไหนก็ตาม ขอให้เป็นแนวที่เราชอบก็เถอะ สิ่งที่เรารู้สึกเมื่อได้อ่านนิยายเล่มนั้นก็คือ “ความเพลิดเพลิน” ที่เราจะถูกนิยายผูกใจเราไว้ให้อยู่กับเรื่องราวที่ถูกเขียนขึ้นมาอย่างดี เรียกว่า เผลอแป๊ปเดียวอ่านจบเล่มเฉยเลย

ซึ่งต่างจากหนังสือเรียน ที่เราเริ่มอ่านไม่กี่หน้า ก็ง่วงเสียแล้ว 55555+

วันนี้เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไปอ่าน“นิยาย”อีกเล่มนึงในรูปแบบร้านกาแฟ ว่าแล้วก็เปิดอ่านกันเลยครับ ว่าจะเพลินเพลินเจริญใจขนาดไหน

โดยนิยายเล่มนี้ เอ้ย ร้านนี้ตั้งอยู่ในซอยทุ่งมังกร 8 ครับ โดยถนนทุ่งมังกร 8 นั้น จะอยู่ในเขตตลิ่งชันใกล้ ๆ ถนนพุทธมณฑลสาย 1 นั่นเองครับ

โดยถนนเส้นนี้มาจากได้หลายทิศทาง เช่น ถนนบรมราชชนนี ถนนสวนผัก

แต่ถ้าอธิบายง่าย ๆ เบียร์แนะนำให้เพื่อน ๆ มาทางถนนบรมราชชนนีขาเข้ากรุงเทพครับ ขับเลยทางเข้าถนนพุทธมณฑลสาย 1 มาหน่อยเดียว ก็จะเจอป้ายบอกทางไปถนนทุ่งมังกรก็เลี้ยวซ้ายมาเลยครับ

จากนั้นวิ่งมาเรื่อย ๆ ไม่ไกล มองหาซอยทุ่งมังกร 8 แล้วเลี้ยวขวามาทันทีครับ

 

เข้าซอยทุ่งมังกร 8 มาไม่ไกล ร้านจะอยู่ทางขวามือครับ ถ้าเพื่อน ๆ ใช้ GPS หรือ Google Maps นำทาง ก็นำเลขพิกัดนี้ 13.788788 , 100.429292 ใส่ลงไป ก็จะมาเจออาคารสวย ๆ อาคารนี้

พอเห็นปุ๊ป ก็เลี้ยวขวาเข้าร้านได้เลยครับ

 

เข้ามาแล้วพบว่ามีที่จอดรถกว้างขวางมากทีเดียวครับ

 

เลือกจอดกันได้ตามสะดวกเลยครับ เบียร์จอดตรงนี้เลยแล้วกัน ว่างพอดี ติดทางเข้าร้านด้วย

 

จอดรถเรียบร้อย ก็เจอสวนสวย ๆ แนว English Garden รอต้อนรับอยู่ครับ

 

เพื่อน ๆ พร้อมจะอ่านนิยายเล่มนี้แล้วหรือยังครับ? ถ้าพร้อมแล้ว เข้าประตูไปอ่านกันเลย

 

เดินเข้ามา ก็พบว่า นิยายเล่มนี้ ดึงดูดสายตาเบียร์ให้ติดตาตรึงใจไปเรียบร้อยแล้ว เพราะถูกใจกับสไตล์การตกแต่งร้านเข้าอย่างจัง จนอยากเข้าไปดูต่อว่าข้างในจะเป็นอย่างไร?

 

เข้าไปดูด้านในกันครับ

 

พอเข้าไปแล้วก็บอกได้เลยว่าบรรยากาศร้านแบบนี้ น่ารักมากกกกกกก

 

โดยเฉพาะโต๊ะโซนนี้ ที่เบียร์ชอบมากเป็นการส่วนตัว

 

เพราะมันได้อารมณ์ Garden สุด ๆ

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ชอบแนวน่ารัก ๆ หน่อย ที่นั่งภายในร้านก็ดูจะเหมาะเอามาก ๆ

 

หรือภายนอกร้านก็ยังมีที่นั่งให้เลือกหลากหลายครับ เรียกว่า น่านั่งไปหมดเลยจริง ๆแต่ถ้าเพื่อน ๆ มาช่วงเย็น ๆ ก็ควรนำยากันยุงที่ร้านวางเตรียมไว้ให้บนโต๊ะทาแขน ทาขาซะด้วยนะครับ เพื่อความปลอดภัยต่อร่างกายของเราครับ

 

พอได้โต๊ะที่ถูกใจแล้ว ทางพนักงานในร้านก็เอาเมนูมาให้ดูถึงที่ครับ

 

เลือกกาแฟเรียบร้อย ก็เลือกเค้กต่อเลยครับ

 

ที่นี่มีอาหารด้วยนะครับ

 

ใครหิวก็เลือกสั่งได้เลย

 

เสียดายว่าเบียร์พึ่งทานข้าวก่อนมาที่นี่แล้ว ตอนนี้เลยอยากทานเค้กมากกว่า แต่พอดูเมนูแล้วตัดสินใจไม่ได้ เดินไปดูของจริงดีกว่าครับ

 

มีพายฟักทองด้วย

 

พอได้เค้กที่ต้องการแล้ว ก็เดินไปสั่งที่เคาน์เตอร์ครับ

 

สั่งแล้ว ก็เดินกลับมาที่โต๊ะ น้องพนักงานก็เดินตามเอาน้ำเปล่ามาเสิร์ฟให้ถึงที่เลยครับ

 

ซึ่งถ้าไม่พอ เราก็ไปเติมน้ำเพิ่มได้ตรงนี้เลยครับ ดูสีแปลก ๆ คล้ายสีชา เพราะทางร้านผสมชาใส่เข้าไปให้ด้วยนั่นเองครับ

 

ดื่มน้ำเรียบร้อย เค้กก็มาเสิร์ฟก่อนเลยครับ

 

เริ่มที่เค้กส้มครับ ราคา 90 บาท

 

ต่อด้วยสตรอเบอรี่ชีสเค้กครับ ราคา 100 บาท (สีดูไม่เหมือนสตรอเบอรี่เลยเนอะ)

 

ต้องบอกว่า ชิมแล้วอร่อยทั้ง 2 รสเลยครับ

จากนั้นลาเต้เย็น (ราคา 70 บาท) ก็ตามมาติด ๆ ครับ

 

พอดูดแล้ว พูดได้เลยว่า รสชาติโอเคครับ ผสมกับบรรยากาศชิลล์ ๆ ที่มีลมพัดมาเย็น ๆ ก็ทำให้การนั่งอ่านนิยายเล่มนี้ มีความสุขมาก จนไม่อยากกลับเลยครับ

 

อิ่มแล้ว ไปเดินชมบรรยากาศบริเวณร้านกันหน่อยครับ

 

โดยอาคารสูง ๆ ที่ติดกันกับตัวร้านนั้น เป็นโรงเรียนสอนภาษาและสอนเต้นให้น้อง ๆ ครับ

 

ส่วนโซนนี้จะสอนศิลปะครับ โดยมีชื่อว่า บ้านสลัดศิลป์

และยังเป็นที่ตั้งของห้องน้ำด้วยครับ

ว่าแล้วก็เข้าไปสำรวจดูซะเลย โดยที่ตัวอาคารจะมีป้ายเล็ก ๆ บอกอยู่ครับ เราก็เดินเลี้ยวซ้ายไปตามป้ายเลย

 

โดยเดินไปตามแนวไม้ไผ่ ก็จะเจอห้องน้ำสะอาดให้บริการอยู่ 2 ห้องครับ

 

สรุปแล้ว ร้านกาแฟที่ชื่อ”นิยาย” ร้านนี้ เป็นนิยายที่อ่านแล้วเพลิดเพลินเจริญตาจริง ๆ ครับ จนเบียร์สัญญากับตัวเองไปเรียบร้อยแล้วว่า ต้องกลับมาที่นี่อีกรอบแน่นอน

โดยเฉพาะเมนูอาหารที่อยากกลับมาลองทานดู เพราะสังเกตได้ว่า โต๊ะรอบข้างที่เบียร์นั่งนั้น สั่งอาหารมาทานกันแทบทั้งนั้นเลย

และที่สำคัญ ถ้าเพื่อน ๆ ชอบถ่ายรูปสวย ๆ ไม่ว่าจะ selfie หรือจะ portrait ที่นี่คือ สถานที่ที่เหมาะสมมาก ๆ ครับ เพราะมีมุมสวย ๆ ให้เลือกถ่ายเพียบ!!

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ จะมาตามรอยรีวิวนิยายบายเบียร์นั้น ก็อย่ามาในวันพุธนะครับ เพราะร้านเค้าปิดทุกวันพุธนั่นเองครับ

ส่วนวันอื่นเลือกวัน-เวลากันมาตามสะดวกครับเพราะถ้าเป็นวันจันทร์ – ศุกร์ ร้านเปิด 10.30 – 19.30 ครับ

แต่ถ้าเป็นเสาร์-อาทิตย์ จะเปลี่ยนเป็น 09.00 – 18.00 ครับ

ก็เป็นอันจบการรีวิวเรียบร้อยครับ ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์นะครับ

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ http://www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

รีวิวร้าน Creme Brulee Coffee & Bakery เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

เพื่อน ๆ รู้จักขนมฝรั่งเศสที่ชื่อ Crème Brulee ไหมครับ?

เจ้าขนมชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดจากประเทศฝรั่งเศสครับ ลักษณะจะเป็นเค้กคัสตาร์ดที่จะใส่มาในถ้วยเซรามิคครับ และด้านบนจะเป็นคาราเมลที่เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำตาลครับ เลยมีชื่อเรียกว่า Crème Brulee ที่แปลว่า ครีมที่ถูกเผาไหม้นั่นเองครับ

ซึ่งวันนี้ เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไปชิมเจ้าขนมที่ถูกเผาไหม้นี้กันที่ร้าน Creme Brulee Coffee & Bakery กันครับ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ร้านนี้ใช้ชื่อขนมมาเป็นชื่อร้านเลย แสดงว่า ต้องอร่อยเด็ดแน่นอน ว่าไหมครับ?

 

โดยพิกัดร้านนี้ตั้งอยู่บนถนนบรมราชชนนีฝั่งขาออกครับ อยู่หน้าปากซอยบรมราชชนนี 67 เลย ถ้าเพื่อน ๆ มาจากปิ่นเกล้า หรือสิรินธร ก็ให้วิ่งเข้าคู่ขนานนะครับ และขับรถเลยทางตัดถนนราชพฤกษ์มาก่อน จนเห็นปั๊ม ปตท. ก็ชิดซ้ายผ่านปั๊มมาเลย จากนั้นจะเห็นศาลแขวงดุสิตก็เลยมาอีกนิด ก็จะเห็นซอยบรมราชชนนี 67

พอขับเลยซอยมาหน่อยก็เลี้ยวซ้ายเข้าร้านได้ทันทีครับ

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ใช้ GPS หรือ Google Map นำทาง ก็นำเลขพิกัดนี้ 13.779674, 100.439565 ป้อนไปเลยครับ ระบบนำทางจะพาเพื่อน ๆ มาเจอหน้าร้านนี้พอดีเป๊ะเลยครับ

 

โดยเพื่อน ๆ สามารถจอดรถที่หน้าร้านได้เลยครับ แต่ถ้าเต็มแล้ว ก็สามารถไปจอดในพื้นที่รอบ ๆ ได้อยู่ครับ ถือว่าที่จอดรถสะดวกสบายมากครับ

 

จอดรถเรียบร้อย ก็เดินเข้าร้านกันครับ ด้านหน้ามีป้ายบอกเวลาเปิด – ปิด คือ 07.00 – 19.00 นั่นเองครับ

 

ตัวร้านมีขนาดเล็กน่ารักครับ แวดล้อมไปด้วยต้นไม้นานาชนิดเลยทีเดียว

 

เดินเข้าร้านมา เจอเคาน์เตอร์รับออเดอร์ก่อนเลยครับ

 

รายการเครื่องดื่มมีให้เลือกบนกระดานครับ ดูราคาถือว่าไม่แพงเลยครับ

 

ต่อด้วยรายการเค้กครับ ได้เลือกเค้กของจริงกันตามใจชอบเลย

 

สั่งเรียบร้อย ก็มาเลือกที่นั่งกันครับ

 

มุมนี้ก็น่ารักจัง แต่เสียดายมีคนนั่งแล้ว

 

เห็นร้านเล็ก ๆ แบบนี้ แอบมีดนตรีสดด้วยนะครับ

 

อ้าว ๆ ทำหน้าไม่เชื่อ ดนตรีสดจริง ๆ ครับ ไม่เชื่อมาฟังดู เจ๊คนนี้แหกปากร้องลั่นเลย แต่เพราะนะ อิอิ

 

ฟังเจ๊เค้าร้องเพลิน ๆ ขนมก็มาเสิร์ฟครับ เริ่มที่เมนูเด็ดของร้าน Crème Brulee นั่นเอง น่ากินมากกกก

 

ต่อด้วยเค้กส้มครับ เหลือชิ้นสุดท้ายพอดี เลยเดาว่าน่าจะอร่อย 55555+

 

ตามด้วยกาแฟเย็นครับ

 

และกาแฟร้อนรูปหัวใจครับ สีน่ารักมากก

 

ปิดท้ายด้วยน้ำเปล่าเย็น ๆ ในแก้วใบสวย ซึ่งร้านแถมมาให้ด้วยครับ

 

มาลุยกันเลยดีกว่าครับ

 

ต้องบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่เบียร์ได้ทานเจ้าเค้ก Crème Brulee ครับ พอได้ชิมแล้ว ยอมรับเลยว่าอร่อยมาก จนต้องสั่งกลับบ้านเพิ่มอีก 1 ชิ้นครับ

ทางร้านได้บอกก่อนว่า การสั่งกลับบ้านอาจจะไม่อร่อยเท่าทานที่ร้านครับ และการเก็บรักษาก็ลำบาก เพราะอย่างที่บอกไปครับว่า การทำขนมชนิดนี้ ต้องเผาคาราเมลกันสด ๆ ก่อนเสิร์ฟเลย

ซึ่งสุดท้าย พอนำกลับบ้านก็อย่างที่ร้านบอกเป๊ะครับ มันไม่อร่อยเท่าทานสด ๆ ที่ร้านจริง ๆ ครับ แนะนำเพื่อน ๆ ว่า สั่งทานที่ร้านไปเลยดีกว่าครับ

 

ก่อนกลับ แวะไปเข้าห้องน้ำหน่อยครับ โดยเดินออกประตูร้านแล้วก็เลี้ยวขวา

 

เลยได้เห็นว่า ภายนอกร้านยังมีที่นั่งอีกมากมาย

 

ชิงช้าก็มีด้วยนะ

 

มุมนี้ก็น่าจะชิลล์ดีครับ แต่ต้องเป็นช่วงเย็นเท่านั้นนะ

 

ดื่มกาแฟไป เก็บเห็ดกินไปก็ยังได้ 55555+

 

แต่ตอนนี้ขอไปเข้าห้องน้ำก่อนครับ โดยเดินลอดซุ้มนี้ไปได้เลย

 

และเดินตรงยาวไปจนสุดทาง (ไกลเหมือนกันแฮะ)

 

ก็จะเจอห้องน้ำเฉพาะลูกค้าของร้าน Crème Brulee เลยครับ

 

ทำธุระเสร็จเรียบร้อย เดินกลับมาที่ร้าน ก็ได้เห็นมุมมองด้านข้างร้านครับ

 

และยังเห็นมุมน่ารักด้านข้างร้านเพิ่มอีกครับ

 

น่านั่งไหมครับ?

 

ข้อเสียของร้านเท่าที่เบียร์เห็นคือ ที่นั่งภายในร้านส่วนห้องแอร์น้อยไปหน่อยครับ ถ้าลูกค้ามาพร้อมกันเยอะ ๆ อาจจะหาที่นั่งลำบากครับ

แต่โดยรวมถือว่า เป็นร้านที่น่ารัก น่านั่งมากครับ ขนมก็อร่อยถูกใจ ราคาไม่แพงครับ

เพียงแต่จะถูกใจเพื่อน ๆ มากน้อยแค่ไหน ต้องลองไปสัมผัสกันเองนะครั

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์นะครับ

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

รีวิว ร้าน The Birder’s Lodge Café เขาใหญ่ นครราชสีมา

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

เมื่อช่วงเทศกาลวันวาเลนไทน์ 2016 ที่เพิ่งผ่านมา เบียร์มีภารกิจหน้าที่การงานที่ต้องไปพบปะลูกค้าที่จังหวัดนครราชสีมาครับ

ไหน ๆ ก็ต้องขับรถไปแล้ว ก็เลยถือโอกาสหาที่ฉลองวันวาเลนไทน์ที่โคราชซะเลย จะได้เปลี่ยนบรรยากาศบ้าง

และเมื่อลองไล่หาที่พักที่เหมาะกับคู่รักอย่างเรา ค้นไปค้นมา ก็ดันไปถูกอกถูกใจที่พักใหม่เอี่ยมแห่งหนึ่งในเขาใหญ่ ที่ชื่อว่า The Birder’s Lodge

ก็เลยไม่พูดพล่ำทำเพลง รีบกดมือถือเพื่อโทรไปจองห้องพักทันที แต่ก็ได้คำตอบว่า “เต็มแล้วค่ะ” เพราะที่นี่มีห้องพักให้บริการเพียง 5 ห้องเท่านั้น

แต่ถึงจะจ๋อย เราก็ไม่หงอย เพราะเมื่อไล่หาที่พักอื่นจนได้ที่ซุกหัวนอนที่เขาใหญ่เรียบร้อนแล้ว เบียร์ก็วางแผนที่จะลองไปสัมผัสบรรยากาศ ด้วยการทานข้าว ดื่มกาแฟที่ The Birder’s Lodge เหมือนเดิม เพราะเค้ามีร้านอาหารที่ชื่อว่า BL Café + Grill  เพิ่มเติมอยู่ด้านหน้า

 

โดยการเดินทางนั้น ถ้ามาจากกรุงเทพ เบียร์แนะนำให้กลับรถบนถนนมิตรภาพ แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าไปทางถนนที่อยู่ข้าง”แดรี่โฮม” แทนนะครับ ไม่ต้องไปเข้าถนนธนะรัชต์ที่ไปเขาใหญ่ครับ เพราะจะอ้อมกว่า

จากนั้นวิ่งมาเรื่อย ๆ ครับ ร้าน The Birder’s Lodge Café นั้น พิกัดจะอยู่ตรงข้ามกับร้าน”เป็นลาว” และอยู่ก่อน Primo Piazza ครับ ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ มี GPS ก็เอาเลขพิกัด 14.543553, 101.334914 ไปกรอกได้เลย

หรือถ้าใช้ Google Maps ก็พิมพ์ค้นหาด้วยคำว่า The Birder’s Lodge Café นั่นเองครับ

แต่ถึงไม่พึ่ง GPS ก็หาง่ายมาก เพราะขับมาตามถนนไม่นาน ก็จะเห็นอาคารนี้ตั้งโดดเด่นเป็นสง่าเลย

 

จากนั้นก็เลี้ยวรถเข้ามาได้เลยครับ ก็จะเจอป้อมยามในสไตล์เดียวกันเป๊ะเลย

ซึ่งถ้ามาพักที่รีสอร์ทก็ตรงผ่านป้อมยามไปตามถนนได้เลยครับ แต่เบียร์มาทานข้าวอย่างเดียว เลยเลี้ยวมาจอดที่ลานจอดรถด้านหน้าแทนครับ

 

ก่อนจะเดินขึ้นร้าน แอบมองเห็นมุมนี้แล้วชอบมากครับ เพราะปกติเรามักจะรู้จักแต่คำว่า Drive-Thru หรือการขับรถเข้าไปซื้อเครื่องดื่มได้เลย โดยไม่ต้องลงจากรถ

แต่ที่ The Birder’s Lodge Café นั้น กลับกลายเป็นช่องทาง Ride-Thru แทนครับ สำหรับนักปั่นจักรยานสามารถขี่จักรยานคู่ใจขึ้นไปสั่งเครื่องดื่มได้โดยไม่ต้องจอดรถครับ

 

เพราะเมื่อขี่รถขึ้นไปจอดสั่งที่ช่องนี้เรียบร้อย ก็ปั่นไปต่อได้เลยครับ สะดวกสบายเอาใจนักปั่นสุด ๆ

จากนั้น เลยถือโอกาสแอบเดินต่อเนื่องมาดูด้านหลังร้าน ก็พบว่า เป็นอาคารที่ออกแบบได้ทันสมัยและแปลกตาจริง ๆ ครับ แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะมาในช่วงวันวาเลนไทน์หรือเปล่า เพราะมองอาคารในมุมนี้แล้วเห็นเป็นรูปหัวใจแฮะ คิคิ

 

กลับไปหน้าร้านกันก่อนดีกว่าครับ

 

เดินขึ้นบันไดมา มองไปทางขวาก็พบว่ามีที่นั่งด้านนอกด้วย ซึ่งถ้าอากาศเย็น ๆ ไม่มีแดด ถือว่าเป็นที่นั่งที่ชิลล์สุด ๆ ครับ เพราะได้วิวภูเขาแบบเต็ม ๆ

 

หันไปมองด้านซ้าย ก็มีที่นั่งหลากหลายสไตล์ให้เลือกนั่งครับ

 

แต่ด้วยอากาศที่ร้อนเสียเหลือเกิน เบียร์จึงขอเดินไปเลือกที่นั่งด้านในดีกว่า

 

แต่พอจะเดินเข้าร้านก็แอบงง ว่าจะเปิดยังไง!! ต้องเลื่อนประตู? หรือใช้ดึง? หรือจะผลัก? เพราะประตูทุกบานของที่นี่ไม่มีมือจับประตูครับ!! ก็เลยตัดสินใจทดสอบผลักดูเบา ๆ ประตูก็ค่อย ๆ เปิดออก เลยทำให้รู้ว่า “ต้องใช้ผลักอย่างเดียวเลยครับ”

 

เปิดประตูเรียบร้อย ก็เดินเข้ามาทางประตูด้านข้างของร้านบานนี้ ก็จะเจอโต๊ะอยู่ 2 โต๊ะครับ

 

บรรยากาศน่านั่งมากเลย เพราะเบียร์ชอบตรงที่มีกระจกรอบด้าน รวมถึงกระจกหลังคาด้านบนด้วย ทำให้ไม่รู้สึกอึดอัดครับ

 

ทั้งสองโต๊ะประดับด้วยกระถางต้นไม้สไตล์ Hipster ครับ ได้อารมณ์ธรรมชาติแบบสุด ๆ

 

พอเดินตรงผ่านทั้ง 2 โต๊ะไป แล้วเลี้ยวขวา ก็จะออกมาเจอมุม Outdoor นี้ครับ

 

มีเก้าอี้ชิงช้าด้วย

 

ส่วนที่มีม่านปิดนั้น คือทางเข้าห้องน้ำครับ เข้าไปดูกันหน่อยดีกว่า

 

แยกชายหญิงชัดเจน

 

เดินกลับออกมาจากห้องน้ำ ก็จะเจอมุมเคาน์เตอร์นี้ครับ

 

ใกล้ ๆ กัน มีบันได เบียร์เลยเดินไต่ขึ้นมาสำรวจด้านบน

 

เดินตรงมาจนสุด มีโต๊ะเล็ก ๆ ไว้นั่งจู๋จี๋กันสองต่อสองด้วย

 

แต่พอหันหลังกลับไปมองที่บันได ก็เห็นมีโต๊ะให้นั่งอยู่ทั้งสองข้างครับ

 

เดินไปเดินมา อากาศเริ่มร้อน ส่วนท้องก็เริ่มหิว เลยเดินกลับลงไปเข้าประตูร้านด้านหน้าดีกว่า

 

พอเข้ามาก็เจอเคาน์เตอร์สั่งเครื่องดื่มครับ ซึ่งสามารถสั่งตรงนี้ได้เลย หรือจะให้พนักงานไปรับออเดอร์ที่โต๊ะก็ได้

และถ้าจะเล่น Internet ก็อย่าลืมแวะจดรหัส wi-fi ไปด้วยนะครับ

 

เบียร์ตัดสินใจที่จะเดินเลือกโต๊ะต่อไป เลยลองหันหลังกลับไปที่ประตูหน้าร้าน ก็เห็นเก้าอี้อยู่ตัวหนึ่ง ดูน่านั่งเชียว ดูแล้วน่าจะเป็นเก้าอี้ที่นิ่มที่สุดของร้านนี้แล้วละครับ เพราะตั้งแต่เดินสำรวจมา เจอแต่เก้าอี้ไม้ล้วน ๆ

 

ภายในร้านยังมีบันไดขึ้นชั้น 2 อีกนะครับ เบียร์เลยตัดสินใจจะขึ้นไปเลือกที่นั่งด้านบนต่อครับ ซึ่งข้าง ๆ บันไดทางขึ้น จะมีมุมเพิ่มความหวาน ทั้งน้ำตาลและไซรับ สามารถแวะเติมเพิ่มได้ตามใจปากครับ

 

ขึ้นไปได้ครึ่งทางจนถึงชานพัก ก็เจอโต๊ะแบบเคาน์เตอร์ให้เลือกนั่งชมวิวด้วยนะครับ

 

แต่เบียร์เดินขึ้นไปต่อจนถึงชั้น 2 ครับ ก็เจอโต๊ะใหญ่ โต๊ะนี้ ดูอบอุ่นดีแฮะ

 

เพราะมีเตาผิงอยู่ใกล้ ๆ แต่คงไม่ต้องใช้ เพราะข้างนอกก็ร้อนจะตายอยู่แล้ว 55555+

 

โดยโต๊ะนี้จะมีวิวหน้าต่างข้าง ๆ แบบนี้ครับ

 

ซึ่งก็คือวิวโต๊ะชั้น 2 ด้านนอกที่เบียร์ไปสำรวจมาก่อนหน้านี้นั่นเอง

 

เบียร์เลยเลือกโต๊ะถัดมาดีกว่า เพราะแอบชอบมุมนี้เป็นพิเศษ

 

พอนั่งปุ๊ป พนักงานก็มาถึงปั๊ป พร้อมรายการอาหารให้เลือก

อาหารที่นี่มีทั้งอาหารจานเดียว อาหารทานเล่น และเมนูปิ้งย่างที่มีบริการเฉพาะเย็นวันศุกร์ เสาร์ และวันหยุดยาวเท่านั้นครับ

 

เมนูเครื่องดื่มครับ

 

เบียร์ไม่รอช้า สั่งข้าวปลาสามรสครับ (ราคา 120 บาท)

 

ตามด้วยสลัดผัก (ราคา 80 บาท)

 

ส่วนเครื่องดื่มเบียร์เลือก iced Honey Latte ครับ (ราคา 110 บาท)

 

แต่น้องเจเลือก Summer in February ตามชื่อเดือนครับ ซึ่งพอชิมแล้ว จะสัมผัสได้ถึงรสชาติที่น่าจะผสมมาจากลิ้นจี่และองุ่นครับ (ราคา 90 บาท)

 

ลุยกันเลยครับ หิวสุด ๆ

 

ทานเสร็จแล้ว บอกได้เลยว่า อาหารรสชาติโอเคเลยครับ เสียดายที่ไม่มีโอกาสได้มาพักในส่วนรีสอร์ทที่อยู่ด้านในครับ

 

ก่อนออกจากร้าน เลยแวะถามพนักงานว่า อาคารใหญ่ ๆ ที่เบียร์เห็นแต่แรกนั้นเอาไว้ทำอะไร? เพราะเห็นปิดตายอยู่

ทางพนักงานแจ้งว่า มีโครงการจะทำเป็นตลาดจำหน่ายสินค้าด้านเกษตรในอนาคตครับ ก็ถือว่าเป็นโครงการที่น่าสนใจทีเดียวครับ

 

ไว้มีโอกาสครั้งหน้า ถ้าได้มาพักเมื่อไหร่ จะรีวิวมาให้อ่านกันอีกครั้งนะครับ

ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่าน review by Biere ครับ

แต่ก่อนไป อย่าลืมกด Like และ comment ให้กำลังใจด้านล่างกันด้วยนะคร้าบบบ ^^

รีวิวร้านกาแฟกุมภาพันธ์ (Cafe’ Kum-Pa-Pun) สวนผึ้ง ราชบุรี

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

วันนี้เป็นวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2559 ครับ เป็นวันพิเศษในรอบ 4 ปีที่เดือนกุมภาพันธ์มีมากถึง 29 วัน

ในเมื่อเป็นวันพิเศษแบบนี้ เบียร์เลยขอเขียนรีวิวถึงร้านที่เกี่ยวข้องกับเดือนกุมภาพันธ์เต็ม ๆ อย่างร้านกาแฟกุมภาพันธ์ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีครับ

 

ชื่อร้านตรงเดือนขนาดนี้ ถ้าให้เดา ก็คงต้องเดาว่า ที่ตั้งชื่อแบบนี้ เพราะคงเปิดร้านครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ หรือไม่เจ้าของร้านก็ต้องเกิดในเดือนกุมภาพันธ์นี่แหล่ะ ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง หรืออาจจะถูกทั้ง 2 อย่างก็ได้ ว่าไหมครับ!!

จะว่าไป เบียร์ได้มีโอกาสได้ไปอุดหนุนร้านนี้ครั้งแรก ตอนที่ขับรถไปเที่ยวอำเภอสวนผึ้งเมื่อวันที่ 27 กันยายน 2558 ครับ และครั้งที่ 2 ในวันที่ 31 มกราคม 2559 ที่ผ่านมานี่เอง

 

ซึ่งต้องบอกว่า ความจริงแล้ว การจะใช้บริการร้านไหนในทริปนั้น ๆ  จะถูกเบียร์วางแผนก่อนเดินทางแทบทุกครั้งครับ

 

แต่ผิดกับร้านกาแฟกุมภาพันธ์ ที่เบียร์ไม่ได้วางแผนไว้ในทริปเลย แถมไม่รู้จักมาก่อนอีกต่างหาก แต่เลี้ยวรถเข้าไปจอด เพราะสะดุดตากับหน้าร้านที่มองเห็นชัดเจนจากถนนใหญ่ก่อนเข้าไปอำเภอสวนผึ้งนั่นแหล่ะ

 

จอดรถเสร็จก็เดินขึ้นบันไดไปที่ร้านกันครับ

 

เดินขึ้นมาก็เจอพี่ รปภ ของร้าน ยืนต้อนรับอยู่

 

เท่เป็นบ้าเลย พี่ รปภ ของร้านนี้ ใครอยากถ่ายรูปคู่กับพี่เค้าก็ถ่ายได้เลย พี่เค้าไม่คิดตังค์สักบาทเดียว

 

ข้าง ๆ พี่ รปภ สุดหล่อ ก็คือ เมนูแนะนำ และเวลาเปิด-ปิดของร้านที่เปิดตอน 8 โมงเช้า และปิดตอน 6 โมงเย็นครับ

 

ถ้าดูเมนูที่กระดานหน้าร้านไม่สะใจ ให้เข้ามาดูเมนูด้านในเลยครับ

 

หรือถ้าสายตายาวหน่อย ก็มายืนดูที่กระดานหลังเคาน์เตอร์ไปเลยครับ

 

แต่นั่นยังมีไม่ครบนะครับ แนะนำให้เอนสายตามาฝาผนังด้านขวา จะเจอเมนูเด็ด ๆ เพิ่มเติมอีกเพียบ แถมเป็นเมนูพิเศษ และเมนูแนะนำซะด้วย

 

ส่วนตัวผมชอบสั่งเมนูเด็ดซึ่งเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน หรือ signature ของร้านนั่นแหล่ะ เลยจัด”กาแฟกุมภาพันธ์” มาตามชื่อร้านเลย

 

จากนั้นก็มาหาที่นั่งกัน เลยลองออกไปเดินดูด้านนอกร้านหน่อย เผื่อจะนั่งชิลล์ ๆ รับอากาศดี ๆ ของสวนผึ้ง

 

ลองดูมุมนี้สิ

 

เดินออกไปดูกันครับ

 

มุมนี้น่าจะเหมาะกับคนสูบบุหรี่มากกว่า

 

แล้วก็นั่งดูรถยนต์วิ่งผ่านไปผ่านมา

 

และถ้าเป็นคนที่ชอบรถมอเตอร์ไซค์ใหญ่ มุมนี้เหมาะมากครับ เพราะจะมีวิ่งผ่านกันมาเป็นระยะ ๆ ซึ่งแน่นอนว่า จะได้ยินเสียงเครื่องยนต์ดุบ้าง หวานบ้าง บรรเลงให้ฟังอย่างชัดเจน

 

เปลี่ยนมุมไปดูอีกด้านบ้างครับ

 

มีชิงช้าด้วยนะ

 

เดินทะลุไปด้านหลังร้าน มีที่นั่งอีกเพียบ

 

โต๊ะนี้ธรรมชาติสุด ๆ

 

แต่ถ้าอยากปลดปล่อยทุกข์ เดินลงไปด้านล่างเลยครับ มีห้องน้ำสีสันสดใสรองรับอยู่

 

เดินสำรวจไปสำรวจมา เหงื่อเริ่มแตก เลยแหงนหน้ามองฟ้า โอ้ว พระอาทิตย์ส่องเข้าเต็มเบ้าตา

 

ร้อนแบบนี้ หนีเข้าไปตากแอร์ในร้านดีที่สุดครับ

 

แต่จะนั่งมุมไหนดีละ?

 

มุมนี้เลยดีม่ะ จะได้ถ่ายทำรายการ “Review by Biere” ซะเลย 55555+

 

มุมนี้ดีกว่า ได้ความคลาสสิคดี

 

หรือจะโต๊ะนี้ดี เพราะมีหีบสมบัติด้วย

 

แอบเปิดดูสิ เผื่อจะโชคดี

 

อุ้ย พนักงานถือกาแฟมาเสิร์ฟแล้ว เลิกซนแล้วนั่งนิ่ง ๆ ซะดี ๆ

 

มาแล้ว กาแฟกุมภาพันธ์ ของเบียร์

 

ส่วนของเพื่อนร่วมทริปก็ดูน่าทานไม่แพ้กันแฮะ

 

กลับมาที่แก้วของตัวเอง พอดูดเข้าไปเท่านั้นแหล่ะ เฮ้ย ถูกใจ รสชาติโอเคมาก ๆ

 

เลยตัดสินใจสั่งกลับบ้านเพิ่มทันทีอีก 2 แก้ว ดื่มให้ตาค้างกันไปเลย

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ไปเที่ยวสวนผึ้ง ก็แนะนำให้ลองแวะไปชิมกันดูครับ ร้านอยู่ริมถนนเลย ฝั่งขาเข้าอำเภอสวนผึ้ง ถ้าใช้ GPS ก็กรอกพิกัดนี้ไปเลยครับ 13.541912, 99.381714

แต่ถ้าใช้ Google Maps ก็ใช้เลขพิกัดที่ให้ไปได้เลยครับ หรือจะพิมพ์ว่า “กุมภาพันธ์กาแฟสด” ก็ได้เช่นกันครับ

แล้วไปลองชิมกันดูนะครับ แต่ระวังติดใจเหมือนเบียร์น้าาาา

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิว by Biere นะครับ ยังไงกด like หรือ comment ด้านล่างได้เลยครับ