คลังเก็บป้ายกำกับ: แม่ฮ่องสอน

รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 3 ควบน้อง March ตะลุยเมืองปาย แม่ฮ่องสอน

ย้อนไปอ่านตอนที่ 2 คืนแรกที่ปายในโรงแรมโยมา (Yoma Hotel)

เมื่ออิ่มหมีพีมันกับอาหารเช้าแบบฝรั่งแล้ว เราสองคนก็มาใช้บริการน้อง March คู่ใจ พาเที่ยวเมืองปายต่อ

ก่อนออกรถ กดดูอุณหภูมิสักหน่อย

 

โอ้ว 16 องศาเอง เย็น ๆ แบบนี้ เปิดหน้าต่างขับดีกว่าเนอะ

เบียร์กด GPS หาน้ำตกหมอแปงจนเจอ ก็มุ่งหน้าไปน้ำตกก่อนเลย

แวะถ่ายรูปขำ ๆ ตามทาง

 

ถนนแคบม่ะ?

 

ถึงแล้ววววววว จอดตรงนี้แหล่ะ หินตรึมเลย เฮ้อออ

 

เมื่อลงจากรถ เบียร์เริ่มไม่แน่ใจว่า ควรจะลงไปที่น้ำตกดีหรือไม่ เพราะมันเงียบมากกกกกกกก ไม่มีผู้คนอยู่ในบริเวณนั้นเลยแม้แต่คนเดียว

แต่เมื่อมานึกดูแล้วว่าวันนี้วันพุธ แถมยังเป็นช่วงเช้า ๆ ซึ่งมันไม่ใช่วัน-เวลาที่ชาวบ้านเค้าเที่ยวกัน มันคงไม่แปลก ถ้าจะไม่เห็นนักท่องเที่ยวนี่นา

เบียร์จูงมือภรรยาเดินลงบันไดไปอีกพอสมควร จนในที่สุด เราก็รู้ว่าทำไมถึงไม่มีใคร

 

ก็น้ำแห้งซะขนาดนี้

 

ลองซูมดู

 

ในเมื่อไม่มีน้ำให้เล่น เบียร์ก็มาถ่ายรูปเล่นดีกว่า

 

ถ่ายรูปเสร็จแล้ว เราก็ชวนกันไปเที่ยวที่อื่นต่อ…..

เมื่อขับออกมาถนนหลวงสายแม่ฮ่องสอน – ปาย จนถึงทางแยกเข้าถนนเลี่ยงเมือง เบียร์ก็เจอป้ายนี้

 

เลยแวะถ่ายรูปสักหน่อย

 

หลังจากนั้น เบียร์ก็ขึ้นควบเจ้า March เลี้ยวขวาเข้าถนนเลี่ยงเมือง และเลี้ยวขวาเข้าซอยอีกที และวิ่งมาเรื่อย ๆ จนเจอวัดชื่อดัง

 

เนื่องจากประเพณีจีนโบราณที่บ้านภรรยา ไม่ให้คู่แต่งงานเข้าวัดหรือศาลเจ้ายาว 4 เดือน เบียร์จึงทำได้แค่เพียงถ่ายรูปจากริมถนนมาให้ดูแทน

 

แชะเสร็จ เบียร์ก็ขับรถต่อไปอีกนิดเดียว ก็เลี้ยวซ้าย และเข้าจอดที่ลานจอดรถทันที

 

จอดเสร็จก็ถ่ายรูปรถก่อนเพื่อนเลย

 

ด้านข้าง

 

ขอถ่ายคู่กับรถบ้าง

 

ถ่ายจนหนำใจแล้ว ก็เดินเข้าไปเยี่ยมชมหมู่บ้านจีนยูนนานทันทีครับ

 

บรรยากาศโดยรวม

 

ร้านขายของที่ระลึกก็จะขายของจีน ๆ ต่าง ๆ เช่น ชาจีน เป็นต้น

 

มุมถ่ายรูปนี้มีค่าใช้จ่าย

 

ถ้าอยากกินขาหมูก็มาที่นี่

 

มุมถ่ายรูปน่ารัก ๆ

 

คนจีนย่อมชอบสี”แดง”เป็นธรรมดา

 

หันมาอีกที “เอ๊ะ! เค้าทำอะไรกันนะ”

 

ดูเหมือนจะเป็นชิงช้านะ

 

คำเฉลยอยู่นี่

 

คิดดู จะเล่นที ต้องใช้ผู้ชายช่วยไกวมากขนาดนี้

 

มีกองเชียร์ร่วมลุ้นข้างสนาม

 

ใกล้ ๆ ชิงช้า เจอม้าตัวนี้น่ารักดี ใส่แว่นด้วย

 

หิวยัง? ทานสุกี้ไหมครับ?

 

เดินลึกเข้ามาเรื่อย ๆ ยังเจออีกหลายร้าน แต่ปิดกันหมด

 

ทดสอบกำลังภายในแล้ว กำแพงร้านแข็งใช้ได้เลย

 

ขี้เกียจเดินเข้าไป ใช้ซูมเอาแล้วกัน อิอิ

 

ขนาดห้องน้ำยังจี๊นนน จีน

 

เพื่อให้เข้ากับการตกแต่งในโซนนี้นั่นเอง

 

เห็นแล้วนึกถึงหนังจีนเนอะ

 

ส่วนตรงนี้ เค้ามีกิจกรรมให้ลอง”ยิงหน้าไม้” แบบจีน ๆ

 

เดินดูทั่วแล้ว ก็ออกมาเดินดูด้านนอกกันบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นร้านอาหาร

 

เดินไปเดินมาเริ่มร้อน ยกนาฬิกาขึ้นมองเวลา โอ้ว 11 โมงกว่าแล้ว ไปหาอะไรทานดีกว่า

ขึ้นรถ Start เครื่อง กดดูอุณหภูมิก่อนเลย ทำไมร้อนเช่นนี้

 

จากนั้น เบียร์ก็ขับรถเข้าตัวอำเภอปายครับ

 

ช่วงนี้เค้ากำลังโปรโมต “ปาย 100 ปี” พอดี เพราะเห็นป้ายเมื่อเช้า ก็ยังมาเจอที่หน้าอำเภออีก

 

ถ้าอยากรู้ประวัติเมืองปาย มายืนอ่านกันได้ที่นี่

 

แต่เบียร์ขี้เกียจอ่าน เลยเดินเข้าที่ว่าการอำเภอ เพื่อไปขอประกาศนียบัตร เสียค่าธรรมเนียมไป 50 บาท

 

ซึ่งประกาศฯใบนี้ เบียร์ขอมอบให้น้อง March ครับ

 

รับใบประกาศเสร็จ ก็เดินมาทานส้มตำชื่อดัง ฝั่งตรงข้ามที่ว่าการอำเภอ

 

เท่าที่อ่านจากป้ายที่ติดภายในร้าน เลยทำให้รู้ว่า ร้านนี้คนแน่นมากในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา แต่ผมมาช่วงนี้เลยสบาย คลายความแน่นไปได้เยอะ

ดังนั้นแค่ภายใน 5 นาที อาหารที่สั่งทั้ง 3 จานก็ถูกวางอยู่ตรงหน้า

 

หลังจากทานเสร็จ บอกได้เลยว่าอร่อย และราคาไม่แพงครับ ค่อยมีความรู้สึกว่ามาทานส้มตำต่างจังหวัดหน่อย

ไม่เหมือนร้านกาแฟหลายร้านที่ราคาเท่าในกรุงเทพเด๊ะ ๆ เลย จนแอบรู้สึกว่า ไม่ต้องลำบากมาทานถึงนี่ก็ได้

———————-

ทานส้มตำเสร็จ ก็ขับรถออกไปเที่ยวต่อด้านนอกครับ ขับไปขับมา สายตามาสะดุดป้ายนี้

 

ว้าวววว กม. ที่ 0

 

อีกด้านของป้ายบ่งบอกผู้จัดทำ

 

และเมื่อออกรถมาได้อีกไม่นาน เบียร์ก็เกิดหิวกาแฟ พลันสายตาเหลือบไปเห็นร้านนี้เข้า เลยรีบแวะทันที

 

แต่ก่อนเข้าไปสั่งกาแฟ ขอถ่ายรูปเล่น ๆ หน้าร้านก่อน

 

ซูม ๆ

 

น้องมาร์ชขอแชะอีกสักรูป

 

ก่อนจะโดนเจ้าของถ่ายคู่

 

มายืนด้านข้างบ้าง

 

ก่อนจะลงไปขอบคุณล้ออัลลอยใหม่ของ Enkei และยาง Nitto Neo Gen ที่ทำให้เบียร์มีความสุขในการขับขี่ March มาเที่ยวในครั้งนี้สุด ๆ

 

เดี๋ยวร้านเค้าน้อยใจ มาถ่ายร้านเค้าบ้าง

 

ร้านนี้นับว่าจัดมุมถ่ายรูปน่ารัก ๆ ไว้เพียบเลย

 

มองดูดี ๆ สิ เป็นรูปหน้ายิ้มด้วย

 

มุมนี้ภรรยาจอง

 

เดินขึ้นไปสั่งกาแฟดีกว่า

 

เดินขึ้นมาก็เจอข้อความนี้ เหมือนรู้ว่าเบียร์มาฮันนีมูน

 

ก่อนเดินเข้าไปสั่งก็เจอหมานอนตายอยู่ตัวหนึ่ง

 

มุมถ่ายภาพเก๋ ๆ ในร้านข้างเคาน์เตอร์

 

มาดูด้านนอกกันบ้าง นั่งชมวิวสบาย ๆ เลย

 

มาสะดุดภาพสุดท้าย บ้าน 2 หลังนั่นคืออะไรเอ่ย?

 

สอบถามพนักงานได้ใจความว่า มันคือบ้านของเจ้าของร้าน น่าอยู่ดีจังเลย

 

ลักษณะบ้านหันหน้าเข้าเนินเขา รับวิว Hillside กันแบบเต็ม ๆ

 

มาดูวิวสวย ๆ กันบ้าง

 

กาแฟยังไม่มาก็นั่งรอกันต่อไป

 

กาแฟมาแว้วววว ซึ่งของเบียร์เป็นกาแฟเย็นฮิวไซด์ แก้วละ 75 บาท ส่วนของภรรยาเป็นชาเขียวนมสดปั่น ราคาเท่ากันเด๊ะ!

 

ถ่ายรูปคู่กันสักหน่อย

 

—————————

ได้กาแฟแล้ว ร่างกายตื่นตัวพร้อมลุยต่อ เบียร์ขับรถออกจากร้านกาแฟเลี้ยวขวาบนถนนสายหลัก ย้อนไปไม่ไกล ก็เจอป้ายบอกทางไป “น้ำตกแพมบก” เบียร์ก็เลี้ยวขวาทันที

โดยทางเข้าแรก ๆ ก็เป็นถนนธรรมดาทั่ว ๆ ไป

 

วิวสองข้างทาง

 

ขับได้สักพัก ถนนก็เริ่มแคบลง และเส้นทางก็เริ่มชันมากขึ้น

 

สองข้างทางก็มีแต่ต้นไม้ ไร้สิ่งก่อสร้างใด ๆ

 

แม้จะขับเข้าซอยมากว่า 5 กิโลเมตร เบียร์ก็บ่ยั่น ก็น้องมาร์ชเค้าไปได้ทุกที่ ที่มีถนนนี่นา

 

และแล้วก็…ถึงสักที

 

เบียร์เลี้ยวขวาตามป้าย เข้าจอดรถทันที

 

และแน่นอน ช่วงน้ำน้อย + วันธรรมดา ทำให้น้ำตกในปาย ก็ยังร้างราผู้คนอยู่เช่นเคย น้อง Lucky จึงต้องอยู่ลำพังอย่างเดียวดายบนลานจอดรถของน้ำตก

 

ก่อนจะทิ้งให้ Lucky อยู่ลำพัง ก็ถ่ายรูปเค้าไว้สักหน่อย

 

ขออีกสัก act เนอะ lucky เนอะ

 

ส่วนพ่อกับแม่ ขอตัวไปลุยน้ำตกก่อน

 

ทางขึ้นค่อนข้างธรรมชาติมากมาย

 

น้ำน้อยจริง ๆ

 

เหนื่อยนัก พักก่อน

 

ส่วนหนุ่ม-สาวอย่างเราสองคนไม่หวั่น ลุยต่อ

 

ไม่ว่าทางจะยากลำบากแค่ไหน

 

เราก็จะไปด้วยกัน

 

วิวข้างทางระหว่างเดินขึ้น

 

หลังจากนั้นเราก็ต้องเดินข้ามสะพานไม้มาอีกฝั่งหนึ่ง

 

รูปนี้ถ่ายจากบนสะพานไม้ จะเห็นได้ว่า น้ำน้อยจริง ๆ

 

ผู้ชายที่เห็นในภาพนั้น เพิ่งเดินแซงเบียร์ไประหว่างที่เบียร์มัวแต่ถ่ายรูป ซึ่งก่อนที่เค้าจะแซงนั้น เค้าได้ยิ้มทักทายก่อนจะพูดว่า “See you again!!” เนื่องจากเค้าก็มาทานกาแฟที่ร้าน Hillside ก่อนจะเดินทางมาที่น้ำตกแพมบกเช่นเดียวกันนั่นเอง

 

เดินขึ้นได้แป๊ปเดียว ก็เจอทางลงไปน้ำตก

 

เห็นภาพนี้ ก็ยิ่งรู้สึกแห้งแล้ง เพราะน้ำหดหายไปเยอะจริง ๆ

 

ถ้ามีน้ำเยอะ ก็ยังไม่รู้ว่าจะเดินมาถึงตรงนี้ได้อย่างไร

 

แล้วเราก็เดินมาถึงจุดไฮไลท์ของน้ำตก ซึ่งถ้ามีน้ำเยอะ ที่นี่คงจะสวยงามน่าดู

 

ดูน้ำตกสิ ไหลน้อยอย่างกับเยี่ยวแมว

 

แม้น้ำจะน้อย แต่เมื่อยืนอยู่บริเวณนี้ เบียร์รู้สึกได้ชัดเจนว่า อากาศเย็นลงมาก รู้สึกสบายตัว และสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก

 

ดังนั้นเลยต้องกด LIKE ให้อากาศสักหน่อย

 

ถ่ายรูปภรรยาบ้าง

 

เมื่อสูดอากาศจนพอใจแล้ว ก้มมองนาฬิกาข้อมือ ก็ตกใจ เพราะเกือบจะบ่าย 3 แล้ว

เราสองคนจึงชวนกันออกจากน้ำตก เพื่อไปเช็คอินที่รีสอร์ทกันก่อนให้เรียบร้อย

อ่านต่อตอนที่ 4 พักผ่อนแสนสบายที่ ปาย ไอส์แลนด์ รีสอร์ท (PAI ISLAND)

รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 2 คืนแรกที่ปายในโรงแรมโยมา (Yoma Hotel)

ย้อนไปอ่านตอนที่ 1 เดินทางสู่เมืองปายด้วย NISSAN MARCH

 

 

เช็คสถิติเสร็จแล้วกลับมาเช็คอินก่อนดีกว่า

 

รถคันนี้ โรงแรมเอาไว้รับ-ส่งลูกค้าไปถนนคนเดินครับ

 

เดินขึ้นบันไดด้านหน้ามาแล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเจอโต๊ะ Reception

 

ซึ่งด้านซ้ายมือของ Reception ก็คือ ร้านขายของที่ระลึกของทางโรงแรม

ส่วนขวามือ คือห้องสมุดและห้องที่ให้บริการ Internet ฟรี สำหรับลูกค้า เนื่องจากที่นี่ไม่อนุญาตให้ลูกค้าใช้ wireless Internet ในห้องพัก

 

ในห้องมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ 2 ตัวครับ

 

เดินออกมาจากห้องสมุด ก็จะพบส่วน Lobby เป็นเก้าอี้ยาว ๆ ส่วนถัดไปด้านขวาก็คือ ห้องอาหารของโรงแรม ซึ่งพรุ่งนี้เช้า เบียร์ก็ต้องมาทานอาหารเช้าที่นี่นั่นเองครับ

 

ระหว่างรอเจ้าหน้าที่เช็คอิน ก็นั่งพักซะเล็กน้อย หลังขับรถยาวมากว่า 820 กิโลเมตร

 

นั่งยังไม่ทันรู้สึกถึงความสบาย เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า เช็คอินเรียบร้อยแล้ว และพร้อมพาเราสองคนไปที่ห้องพักแบบ Deluxe ที่จองเอาไว้

โดยเจ้าหน้าที่บอกให้เราขับรถไปเข้าซอยถัดไป จะมีลานจอดรถให้ต่างหากซึ่งปลอดภัยกว่าจอดด้านหน้า แถมยังติดกับอาคารที่เราพักอีกด้วย

เบียร์จึงพาภรรยาขึ้นรถ และขับมาตามที่พนักงานบอก ก็พบทางเข้าลานจอดรถสำหรับลูกค้าโรงแรมโยมา จึงเลี้ยวเข้ามาจอดทันที

 

เดินลงจากรถมา พนักงานรีบกุลีกุจอมาเอากระเป๋าที่รถ ส่วนเบียร์ก็มองอาคารที่อยู่เบื้องหน้า ก็พบภาพนี้ครับ

 

ซึ่งห้องที่เบียร์พัก ก็คือห้องชั้นบนริมขวาสุดนั่นเองครับ โดยเลขที่ออกคือ

 

เป็นห้องแรกหลังเดินขึ้นบันไดมาครับ

 

ก่อนเข้าห้อง หันมามองบันไดที่เพิ่งเดินขึ้นมาอีกที

 

มองไปด้านขวา จะพบอีกอาคารนึงครับ ซึ่งเป็นห้องแบบ Deluxe ทั้งอาคารเลย แต่วิวจะถูกบังด้วยต้นไม้มากกว่าอาคารที่เบียร์อยู่ครับ

 

ก่อนเข้าห้องหันไปดูอีกทาง ก็พบลานจอดรถของลูกค้านั่นเอง นับว่าอยู่ห้องนี้สามารถเดินไปที่รถสบาย ๆ เลยครับ

 

เปิดประตูห้องเข้ามา ด้านขวามือจะเป็นที่เสียบ Key Tag / Switch เปิด-ปิดไฟ / รีโมทแอร์ ครับ

 

หันกลับมาดูภายในห้อง ด้านขวามือก็เจอเตียงก่อนเลย

 

แหงนคอมองขึ้นไปบนเพดาน ก็พบว่ามีทั้งแอร์ และพัดลม

 

ก้มลงมามองปลายเตียงก็เจอรองเท้าแตะไว้ใส่เดินในห้อง

 

แต่พอเดินไปที่หัวเตียงก็จะเจอโคมไฟ / โทรศัพท์ / สมุดโน้ต

 

หันมาดูทางปลายเตียง หรือด้านซ้ายมือเวลาเดินเข้าห้องมา จะเจอประตูห้องน้ำ ถัดมาเป็นตู้วางทีวี และจบด้วยโต๊ะทำงาน

 

เบียร์เดินไปเปิดตู้ด้านล่างทีวี ก็เจอชั้นกาแฟและตู้เย็นเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ครับ

 

ชั้นวางกาแฟแบบเรียบง่าย

 

ถัดจากทีวี มี Welcome Fruits วางอยู่ แหม เหมือนรู้ใจว่าเบียร์ชอบ”ส้ม”

 

แต่ก่อนจะแกะส้มกิน เบียร์ก็ถูกดึงดูดสายตาด้วยภาพวิวด้านนอก

 

เลยเดินออกไปดูวิวสวย ๆ สักหน่อย

 

สีเขียวของใบไม้นี่ดูยังไงก็สดชื่น

 

ก้มลงไปจะเห็นสระว่ายน้ำส่วนกลางของโรงแรม

 

มองไปด้านขวาจะเห็นห้องแบบ”วิลล่า” ซึ่งอยู่ติดกับสระว่ายน้ำเลย

 

เบียร์ชะโงกหน้าลงมาดูด้านล่างของห้องพัก ก็พบห้องแบบ Grand Deluxe ที่มีเตียงให้นอนเล่นบริเวณระเบียง

 

หันกลับมามองภายในห้องพัก

 

ถ่ายวิวเยอะไปแล้ว มาถ่ายภรรยาบ้าง เดี๋ยวจะน้อยใจ

 

แชะเดียวไม่พอ น้องเจขอสอง

 

ถ่ายรูปเสร็จ ก็อยากถ่ายท้อง เดินเข้าห้องน้ำดีกว่า

 

เดินเข้าไปดูหน่อยซิ

 

ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ แขวนเรียงรายอยู่เหนือชักโครก

 

ในส่วนอาบน้ำ แอบมี Rain Shower ด้วย

 

อาบน้ำไป (แอบ)ดูวิวไป

 

โดยทางโรงแรมจัดเตรียมสบู่+แชมพูแบบสมุนไพรไทย

 

กลับหลัง…..หันนนนน

 

เดินมาดูชัด ๆ

 

ตู้แขวนเสื้อผ้า และชั้นวางของมารวมกันอยู่ในนี้หมด

 

ส่วนชั้นล่าง ไว้วางตู้เซฟ

 

แล้วตรงนี้มีอะไรบ้างหนอ?

 

อุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายต่าง ๆ

 

สบู่มังคุดสำหรับล้างมือ

 

ไดร์เป่าผม

 

หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็ใกล้มืดค่ำแล้ว ลงไปสำรวจรอบ ๆ โรงแรมดีกว่า เริ่มที่สระว่ายน้ำ

 

ว่ายน้ำสระ Infinity Pool ดูทิวเขา เคล้าด้วยเพลงฝรั่งที่สุดแสนโรแมนติคผ่านลำโพงรอบสระว่ายน้ำ

 

บรรยากาศใกล้ค่ำ ริมสระว่ายน้ำ

 

ข้าง ๆ สระเป็นบ่อนวดตัวแนว Jacuzzi ให้ 2 บ่อ

 

ถัดลงไปจะเป็นสนามหญ้า มีเก้าอี้นั่งเล่นชิลล์ ๆ

 

เจ้าเก้าอี้รูปทรงแปลก ๆ นี่เหมือนจะเขียนเป็นคำ แต่เบียร์พยายามอ่านเท่าไหร่ก็อ่านไม่ออก ว่าเขียนว่าอะไร

 

จากสระว่ายน้ำ ถ้าเราจะเดินไป Lobby ก็จะผ่านห้องแบบ”วิลล่า”

 

ห้องวิลล่าที่นี่มีเพียง 5 ห้องเท่านั้น

 

ซึ่งห้องสุดท้ายก็จะติดสระว่ายน้ำ ที่เบียร์เพิ่งเดินไปชมมา

 

เดินขำ ๆ ก็จะถึงบันไดขึ้นสู่ Lobby แล้ว

 

หันไปมองทางซ้าย ก็คือห้อง V01 หรือ วิลล่า 1 นั่นเอง

 

ขนาดห้องวิลล่า ภายในก็เล็กพอ ๆ กับ Deluxe นั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ได้อารมณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

เมื่อก้าวพ้นวิลล่าทั้ง 5 ห้องเรียบร้อยแล้ว ก็จะเจอทางแยก คือ เลี้ยวซ้ายไปห้องแบบ Superior 6 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่อาคารเดียวกับ Lobby และห้องอาหารนั่นล่ะครับ

เพียงแต่อยู่ชั้นล่าง กับเดินขึ้นบันไดเพื่อไป Lobby

 

จากจุดนี้ถ้ามองไปทางขวามือ จะพบกับอาคาร A ที่มีแต่ห้องพักแบบ Deluxe ทั้ง 2 ชั้น

 

ห้องแบบ Superior ซึ่งเป็นห้องที่ถูกที่สุดในโรงแรม จะได้ทำเลติดกับสวนของโรงแรมครับ และห้องประเภทนี้จะไม่มีระเบียงครับ

 

งั้นเบียร์ขอโอกาสเดินผ่านห้อง Superior ไปชมสวนของโรงแรมก่อนดีกว่าครับ

 

ก่อนเดินเข้าสวนมีแม่หมูพร้อมบริวารยิ้มต้อนรับลูกค้าอยู่

 

ถัดมาก็จะเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ไว้นั่งพักผ่อน ดูลูกค้าที่พักห้องวิลล่าจู๋จี๋กันที่ระเบียง

 

ให้ดูมุมกว้าง ๆ ครับ

 

หันกลับไปดูทางเดินที่เพิ่งพ้นมาซิ

 

หลักกิโล…โยมาปาย

 

ตู้ไปรษณีย์ที่รายล้อมไปด้วยเก้าอี้นั่งเล่น

 

ซึ่งมุมนี้ก็จะมองเห็นห้องพักนั่นเอง ตามโครงสร้างของโรงแรมที่ออกแบบเป็นรูปตัว L

 

ชมวิวได้ไม่นาน ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แถมอากาศก็เริ่มเย็น เบียร์จึงเดินขึ้นมาที่ Lobby เพื่อให้รถของโรมแรมพาไปส่งที่ถนนคนเดิน

 

ถึงแล้ว

 

เดินเข้ามาก็เจอรถตู้ประถม 1 ยอดฮิต

 

เห็นแล้วนึกถึงสมัยเด็ก ๆ

 

บรรยากาศรอบ ๆ มีนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง แต่ไม่หนาตา อันเนื่องมาจากปลายหนาว + วันธรรมดานั่นเอง

 

เดินมาถึงสามแยก เราสองคนพากันเลี้ยวขวาก็มาสะดุดสายตาร้านค้าชื่อดัง ที่ตั้งอยู่หน้าธนาคารกรุงไทย

 

สังเกตจากป้ายหน้าร้านและจำนวนลูกค้า(ฝรั่ง) ณ ขณะนั้นแล้ว คิดว่าคงขายดีไม่น้อยในช่วง High Season ที่ผ่านมา

 

รับอะไรดีครับ

 

จะบอกเพื่อน ๆ ที่ยังไม่เคยไปว่า อย่าดูแต่เมนูด้านล่าง ให้ดูด้านบน ๆ ด้วย เพราะโรตีชีสที่ฮิตหนักฮิตหนา เค้าเขียนไว้ด้านบน เนื่องจากเบียร์เองเข้าใจผิด คิดว่าโรตีทุกอันใส่ชีสอยู่แล้ว และด้วยการออกแบบกรอบด้านบน ทำให้เบียร์เลือกดูแต่เมนูด้านล่าง จึงอดทานโรตีชีสของร้านนี้ไปเลย

————————

เมื่อได้โรตีเรียบร้อยแล้ว เราสองคนเดินกินโรตีบนถนนคนเดินท่ามกลางอากาศที่เย็นลงเรื่อย ๆ  อย่างมีความสุข

ในขณะที่เคี้ยวแผ่นแป้งผสมกล้วยและช็อคโกแลตอยู่นั้น เบียร์กลับมีความรู้สึกอิสระอย่างบอกไม่ถูก

คิดดูสิครับ เบียร์ไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ที่กรุงเทพได้อย่างแน่นอน

…..ถ้าเป็นกรุงเทพ เบียร์ไม่สามารถเดินบนถนนที่รถสามารถวิ่งไป-มาได้
…..ถ้าเป็นกรุงเทพ เบียร์ไม่สามารถเดินกินโรตีท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่เดินสวนไป สวนมาได้ เพราะกลัวจะเสียฟอร์ม 
…..ถ้าเป็นกรุงเทพ เบียร์คงต้องคอยซับเหงื่อ แทนที่จะเดินชิลล์ ๆ ได้แบบนี้

เอ๊ะ หรือนี่จะคือ เสน่ห์ของเมือง“ปาย” เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา จนเหมือนเราได้มาอยู่อีกโลกหนึ่ง

แต่จะว่าไปก็เป็นไปได้ เพราะเมื่อเราเดินมาใกล้แม่น้ำปาย เบียร์เริ่มมีความรู้สึกถึงการมาฮันนีมูน“ต่างประเทศ” เพราะเบียร์แทบไม่พบคนไทยเลยแม้สักคนเดียว ในบริเวณนั้นมีแต่ฝรั่งเดินไป เดินมา ผับบาร์กิ๊บเก๋หลายที่ก็เต็มไปด้วยฝรั่งนั่งฟุดฟิดฟอไฟกันเต็มไปหมด

ก็อย่างว่าแหล่ะครับ ฝรั่งเค้าแห่มาเที่ยวที่นี่กันตั้งนานแล้ว ก่อนที่พี่ไทยจะนำเมืองปายขึ้นท็อปฮิตติดชาร์ตเสียอีก

————————

หลังจากเดินย่อยโรตีได้สักพัก เราก็มาสะดุดสายตากับร้านเค้กร้านหนึ่งซึ่งตกแต่งได้สวยสดงดงามมาก

 

เมื่อเห็นป้ายชื่อร้าน ภรรยารีบจูงมือเบียร์เข้าไป ด้วยเหตุผลที่ว่า “ร้านนี้มีคนแนะนำ”

ซึ่งการตกแต่งของร้าน เน้นสีสันของดอกไม้มาประดับ จนเบียร์อดคิดไม่ได้ว่า ตกลงร้านนี้ขายเค้กหรือขายดอกไม้กันแน่? 55555

 

นอกจากเค้ก ยังมีไอติมให้เลือกทานด้วย

 

แม้จะอิ่ม ๆ มาบ้าง แต่ก็ไม่วายที่จะสั่งเค้กและเครื่องดื่มร้อน ๆ มานั่งทานท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย

 

ไปนั่งริมถนนดูคนเดินดีกว่า

 

เมนูแรกมาแล้ว รอยัลช็อคโกแลตเค้ก ชิ้นละ 75 บาท

 

ต่อเนื่องด้วยเลมอน ชีสเค้ก ชิ้นละ 75 บาทเช่นกัน

 

เสิร์ฟเค้กเสร็จ ตามมาด้วยเครื่องดื่มร้อน ๆ โดยเบียร์สั่งช็อคโกแลตร้อน ถ้วยละ 50 บาท

 

ส่วนของภรรยาเป็นนมสดร้อนใส่น้ำผึ้ง แก้วละ 45 บาท

 

อืมมมม…รสชาติดีแฮะ

 

เอ๊ะ! เค้ามุงอะไรกัน?

 

จนเครื่องดื่มหมดแล้ว คนก็ยังแน่นไม่จางหาย

 

ซูมกล้องเข้าไปดูหน่อย มันคืออะไร

 

ทานเค้กเสร็จพอดี ไหน ๆ จะเดินกลับอยู่แล้ว ข้ามไปลองหน่อยดีกว่า

 

เค้าเอาน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่มาให้ โดยสามารถเก็บกระบอกไม้ไผ่กลับมาเติมได้อีกในราคา 10 บาท

 

เมื่อรับเครื่องดื่มมาแล้ว ก็ไม่วายที่จะดูดให้หมด และโยนกระบอกไม้ไผ่ทิ้งไป เพราะคงจะ“ไม่มาเติมอีกแล้ว”

สงสัยที่มุง ๆ ก่อนหน้านี้จะเป็นหน้าม้า 55555

———————-

แค่คืนเดียว ทั้งโรตี ทั้งเค้ก นี่ยังไม่รวมขนมนมเนยที่ทานมาตอนเดินทางอีกนะ จึงตัดสินใจโทรหาโรงแรมโยมาทันที เพื่อให้รถมารับกลับไปนอน

โดยทางโรงแรมแจ้งว่าให้มายืนคอยตรงร้าน Black Canyon ชื่อดังที่ตั้งอยู่ตรงสี่แยกปายหนาวพอดิบพอดี

 

เมื่อกลับถึงโรงแรม เบียร์เริ่มรู้สึกว่า อากาศมันเย็น ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เปิดแอร์ไว้แต่อย่างใด จึงเดินออกไปที่ระเบียงก็พบว่า อากาศข้างนอกหนาวมาก อุณหภูมิน่าจะอยู่ประมาณ 10 ต้น ๆ ได้เลยทีเดียว

เบียร์จึงตัดสินใจไม่ปิดประตูกระจก แต่เลือกที่จะปิดประตูมุ้งลวดแทน เพื่อให้อากาศภายนอกพัดเข้ามาในห้องโดยไม่นำยุงเข้ามาด้วย

เมื่อเบียร์เดินกลับมาที่เตียง ก็รู้สึกถึงความหนาวแบบธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นทันที และคืนนั้นก็จบลงด้วยการนอนที่ไม่ต้องใช้แอร์หรือพัดลมช่วยแต่อย่างใด

เบียร์ว่านี่แหล่ะ คือ เสน่ห์ของเมืองหนาวที่แท้จริง….

————————

 

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2011

Good Morning @Pai

 

เราสองคนตื่นมาด้วยความสดชื่น อากาศยามเช้ายังเย็นต่อเนื่อง และเมื่อมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องมาเก็บภาพความประทับใจในยามเช้า

 

เมื่อดื่มด่ำความสุขในยามเช้าเรียบร้อยแล้ว เราสองคนเดินจูงมือกันมาที่ห้องอาหารของโรงแรมบริเวณ Lobby

โดยอาหารเช้าจะเป็นแบบบริการตัวเอง

เริ่มด้วยการหยิบอาวุธที่ชั้นวางด้านล่าง

 

แล้วก็เดินมาหยิบตักตามใจชอบ

 

ไลน์เครื่องดื่ม ทั้งชา กาแฟ และน้ำผลไม้

 

น่าทานไหมครับ

 

หิวแล้ว ลุยเลยดีกว่า

 

อ่านต่อตอนที่ 3 ควบน้อง MARCH ตะลุยเมืองปาย แม่ฮ่องสอน

รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 1 เดินทางสู่เมืองปายด้วย Nissan March

เตรียมตัวก่อนฮันนีมูน ทำไมต้องไปปาย – เชียงใหม่?

แรกเริ่มเดิมที หลายปีมาแล้ว เบียร์ไม่เคยคิดเลยว่าหลังแต่งงาน เบียร์จะฮันนีมูนในประเทศ เนื่องจากเป็นคนชอบทะเลมากที่สุด แน่นอน ว่าปลายทางของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของเบียร์ ย่อมหนีไม่พ้นเกาะสวาทหาดสวรรค์อย่าง “หมู่เกาะมัลดีฟส์”

แต่เมื่อต้นทุนของน้ำผึ้งพระจันทร์มันช่างสูงในระดับเงินดาวน์เกือบ 30% ของ Nissan March รุ่น VL ที่เบียร์ขับอยู่ เบียร์ก็คงต้องหยุดความฝัน และหันมามองความจริงเสียดีกว่า……

———————

จนเมื่อจบงานแต่งงานของเบียร์เมื่อวันที่ 30 มกราคมปี 2011 ที่ผ่านมา เบียร์ก็ได้รับของขวัญวันแต่งงานสุดพิเศษจากพี่สาวและพี่เขย เป็นที่ซุกหัวนอนในยามดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ฟรี

โดยจุดหมายปลายทางมีให้เลือกหลากหลาย แต่สุดท้ายเบียร์ตัดสินใจไปพักที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผลของจำนวนวันและระดับห้องพักที่เหมาะสม

ซึ่งเบียร์คิดเอาเองว่า ช่วงนี้ยังเป็นช่วงปลายหนาว ซึ่งการไปเที่ยวภาคเหนือ อาจจะมีไอกรุ่นของความเย็นอยู่บ้าง และน่าจะเพิ่มความโรแมนติคให้คู่ข้าวใหม่ปลามันอย่างเบียร์และภรรยาได้อย่างดี……..

———————-

เบียร์จองห้องพักกับทางโรงแรมใจกลางเมืองเชียงใหม่ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม ซึ่งรวมระยะเวลา 5 วัน 4 คืนนั่นเอง

และในเมื่อไปไกลถึงภาคเหนือ เบียร์ก็ไม่พลาดที่จะคิดถึง “อำเภอปาย” ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตของชาวไทยไปเรียบร้อยแล้ว

โดยคำนิยามของอำเภอปายที่เบียร์ได้รับการตอกย้ำมาตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ “เมืองแห่งความโรแมนติค”

แม้ช่วงหลัง เบียร์จะได้ยินเสียงบ่นจากหลายคนว่า “ปายหมดเสน่ห์” บ้าง “ปายหมดความขลัง” บ้าง แต่ด้วยความที่เบียร์เป็นคนชอบพิสูจน์อะไรด้วยตัวเอง ถึงจะเชื่อ เบียร์ก็เลยคิดว่า เบียร์ควรจะเพิ่มทริป “ปาย” เข้าไปในโปรแกรมดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ด้วยน่าจะดีกว่า

แม้ช่วงเวลานี้จะใกล้หมด High Season หรือฤดูการท่องเที่ยวเมืองเหนือ (เพราะใกล้จะหมดหนาว) แล้วก็ตาม แต่เบียร์กลับมองว่าดีซะอีก เพราะคนจะได้ไม่พลุกพล่าน รถราจะได้ไม่วุ่นวาย

เพราะบางทีการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ น่าจะเหมาะกับความ “สงบ”และ“ส่วนตัว” มากกว่า จริงไหมครับ?

——————-

เมื่อมีแผนจะไปปาย เบียร์ยิ่งตื่นเต้น เพราะเบียร์จะได้พิสูจน์สมรรถนะของน้อง March เสียที ว่ามันดีจริงหรือไม่? วิ่งขึ้นเขาได้จริงหรือเปล่า? เพราะการที่เบียร์นั่งตอบกระทู้ชาวบ้านว่า มันวิ่งได้สบาย ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่เคยขับไปไหนไกลกว่ากรุงเทพ มันก็ใช่ที่

อีแบบนี้จะต่างอะไรกับชาวบ้านที่บอกว่า “นิสสัน มาร์ชวิ่งได้แค่ 120 ก็สั่นแล้ว” โดยไม่เคยมาขับมาร์ชเลยแม้แต่เมตรเดียว!!

หลังจากปรึกษากับภรรยาแล้ว เบียร์ตัดสินใจบรรจุโปรแกรมไป “ปาย” ไว้ก่อนเชียงใหม่ แม้จะแอบใจสั่นเล็กน้อยที่รู้ว่า ถ้าเลือกที่จะไป “ปาย”หลังเชียงใหม่ คงประหยัดราคาที่พักไปกว่าครึ่ง!!

โดยเบียร์เลือกที่จะไปอยู่ปายถึง 4 วัน 3 คืน รวมระยะเวลาสำหรับทริปนี้ทั้งหมดคือ 8 วัน 7 คืนนั่นเอง…..

———————-

เช็ครถก่อนเดินทาง

ก่อนที่จะเดินทางไกล เบียร์ไม่พลาดที่ตรวจเช็คความสมบูรณ์ของน้อง March ก่อน ว่าพร้อมพาเรา 2 คนไปฮันนีมูนแค่ไหน

แต่เบียร์ไม่ได้เหนื่อยอะไรเลยครับ เพราะก่อนจะเดินทาง 1 วัน น้องมาร์ชก็เตือนให้เข้าไปเช็คระยะ 20,000 กิโลอยู่แล้ว

ช่างที่ศูนย์นิสสันใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในการตรวจเช็คให้แน่ใจว่า March ของเราพร้อมเดินทางไกลแล้ว

จากนั้นเบียร์จึงนำรถไปเติมน้ำมันเต็มถัง ก่อนจะขับรถกลับมาจอดพักที่บ้านย่านรามคำแหง และทยอยจัดสัมภาระขึ้นรถเพื่อออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้ามืด..

หมายเหตุ : ดูรีวิวการจับ March เช็คระยะของเบียร์ได้ที่ รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 20,000 กิโล”

——————–

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2011

หลังจากอาบน้ำ แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เบียร์ลงมาที่รถ เพื่อเตรียมตัวเดินทาง โดยปล่อยให้ภรรยาแต่งตัวสวยอยู่ด้านบน

เริ่มด้วยการตั้งค่าไมล์ เพื่อบันทึกการเดินทางก่อนเป็นอันดับแรก

ว้าวววว เลขสวยมากเลย

นี่ไม่ได้จัดฉากเลยนะครับเนี่ย เลขเรียงกันสวยงามเลยทีเดียว ตั้งแต่ไมล์ก่อนเดินทางคือ 22,233 กิโล แถมเวลาในขณะที่บันทึกภาพ ยังเป็นช่วง ตี 4.56 นาทีอีก

เลยเรียงกันสวยซะงั้น 22233456 อิอิ

เบียร์กดไมล์มาที่ทริป A และกดค้าง เพื่อตั้งค่าให้เป็น 0

ซึ่งแน่นอน เบียร์ตั้งที่ทริป B ด้วย เพื่อใช้ในการจับไมล์ในครั้งนี้

เสร็จแล้ว เข้ามาที่จออัจฉริยะ ในส่วนค่าเฉลี่ย เพื่อตั้งค่าให้เป็น 0 เช่นกัน

 

ถัดมา ตั้งค่าเวลาในการขับรถเป็น 0 เพื่อจับเวลาดูว่า เบียร์ใช้เวลานานขนาดไหนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

 

เปิดฝากระโปรงหลังใส่สัมภาระ

 

น้อยมาก สู้ทริปไปหัวหินวันเดียวไม่ได้เลย 55555+

 

เบาะหลังวางเสบียงของกิน และแขวนเสื้อ โดยฝั่งซ้ายเป็นของภรรยา ฝั่งขวาเป็นของเบียร์

ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า เสื้อผ้าใครเยอะกว่า คริคริ

แต่การแขวนแบบนี้ดูเกะกะสายตาและบดบังทัศนวิสัยด้านหลังมากมาย จึงจัดใหม่ไปอยู่ข้างเดียวกัน

ผลออกมา สามารถนั่งไปได้อีกคนเลยนะเนี่ย ค่อยโล่งหน่อย อิอิ

ทีนี้เปิดแผนที่ดูจุดหมายกันก่อน ซึ่งเลข 33 คือ จุดหมายที่เบียร์จะเดินทางไปในวันนี้ โดยจะขับรถรวดเดียว กรุงเทพ – ปาย

แต่ด้วยความที่เบียร์ไม่เคยไปปาย รวมถึงใน GPS ก็ไม่มีข้อมูลของโรงแรมที่เบียร์จะไป ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีเทียบจากแผนที่ แล้วจิ้มจุดหมายเอาแบบนี้

หลังจาก GPS คำนวณจุดหมายปลายทาง ผลออกมาคือ

ระยะทาง 822 กิโลเมตร กับเวลาที่น่าจะใช้คือ 14 ชั่วโมง!!! แม่จ้าวววว

เบียร์คิดผิดไหมครับเนี่ย ที่จะขับมาร์ช อีโคคาร์คันจิ๋วรวดเดียวไปที่ปาย!!

เพราะถ้าคิดง่าย ๆ เบียร์จะไปถึงปายเกือบ 2 ทุ่ม ถ้าออกจากบ้านตอนนี้!!

ด้วยเหตุนี้ เบียร์จีบรีบวิ่งไปตามภรรยาสาวคนสวยให้ออกจากบ้านทันที!!

———————–

เบียร์เหยียบเบรค เข้าเกียร์ D พาน้อง March เคลื่อนตัวออกจากบ้านในเวลาตี 5 ครึ่งพอดิบพอดี ไม่มีผิดเพี้ยน…

ก่อนที่จะใช้เส้นทางวงแหวนรอบนอกมุ่งหน้าสู่จังหวัดอยุธยา ซึ่งในเช้าตรู่วันทำงานแบบนี้ รถมีให้เห็นค่อนข้างบางตาครับ

ขับไปได้ไม่นาน ฟ้าก็เริ่มสว่างสดใส เหมือนหัวใจของเรา 2 คนครับ

แผนการเดินทางของเบียร์คือ

1. ไม่เน้นประหยัด เน้นสมรรถนะ เบียร์ไม่สนใจ 20 กิโล/ลิตร แต่เบียร์สนใจเพียง ความสนุกสนานในการขับขี่เท่านั้น ไม่อยากมาเกร็งเท้ารักษารอบเครื่อง แต่อยากกดก็กด อยากผ่อนก็ผ่อน

2. เบียร์ไม่เคยขับรถไปภาคเหนือเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้น เบียร์จะไม่แวะพักที่ไหนนาน เพราะไม่ต้องการไปขับรถขึ้นเขา-ลงเขาในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเสี่ยงเกินไป

ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงต้องทำเวลา ในช่วงที่ถนนโล่ง ดังนั้น ในขณะที่วิ่งบนถนนวงแหวนในวันนั้น ความเร็วของน้องมาร์ชจะอยู่ในช่วง 140 – 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ

(ซึ่งไม่แนะนำให้ทำตามนะครับ เพราะผิดกฎหมายและอันตรายครับ และปัจจุบันตำรวจมีการตั้งกล้องจับปรับรถที่ใช้ความเร็วเกินกำหนดแล้วครับ)

—————————–

ขับมาเพียงชั่วโมงเดียว เบียร์ก็แวะที่ PTT สิงห์บุรี เพื่อจัดกาแฟเย็น 2 แก้วให้เรา 2 คน

ซึ่งแน่นอน วันนี้ไม่มีการนั่งจิบกาแฟชิลล์ ๆ เพราะจุดหมายปลายทางยังอีกยาวไกลนัก ดังนั้น เมื่อได้กาแฟคาปูชิโน่เย็น และลาเต้ปั่นจากร้านอเมซอนแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อทันที

———————–

ขับมาได้ 2 ชั่วโมงเต็ม หน้าจออัจฉริยะก็แจ้งเตือนให้พักทานกาแฟครับ ซึ่งดูจากหน้าจอแล้ว ก็พบว่าเราวิ่งมาได้ 350 กิโลเมตรพอดิบพอดี

เบียร์จึงแวะจอดที่ PTT จังหวัดกำแพงเพชร หาอะไรลงท้องสักหน่อย

เดินลงมาดูสภาพรถด้านหน้า ก็พบว่าเราเป็นฆาตกรไปเสียแล้ว

แต่ด้วยแผนการเดินทางที่เร่งรีบ เราจึงสอยมาเพียงไส้กรอก 7-11 และขนมนมเนย ก่อนจะเดินทางต่อทันที…..

———————-

ขับ ๆ ไปตามเส้นกำแพงเพชร – ตาก ผมเห็นต้นนี้บ่อยมาก ใครทราบไหมครับว่าต้นอะไร เพราะดอกสีส้มมันถูกใจผมยิ่งนัก

ลองคิดดูสิ ถ้ามันเรียงรายไปตลอดทาง ถนนเส้นนี้คงจะสวยน่าดู

ชมเชยความงามของต้นไม้ได้ไม่นาน หน้าจอ GPS ก็ระบุจุดหมายปลายทางต่อไป ซึ่งมันเป็นวังที่ไม่เหมาะกับคู่ฮันนีมูนเลย ให้ตายสิ!

เบียร์ขับได้อีก 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึงอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง แม้น้ำมันยังไม่หมด แต่เห็นปั๊มก็รีบเติมซะให้เต็มถัง เพื่อความปลอดภัย
ข้อมูลการเติมน้ำมัน

– ปั๊ม Esso
– ระยะทางที่วิ่งมาทั้งหมด = 456.4 กิโลเมตร
– น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ราคาลิตรละ 36.34 บาท
– จ่ายค่าน้ำมันไป 1,100 บาทถ้วน
– เท่ากับเติมน้ำมันกลับจนเต็มถัง 30.27 ลิตร
– หน้าจอแสดงอัตราสิ้นเปลือง 15.6 กิโลเมตร/ลิตร
– หน้าจอของ March แสดงความเร็วเฉลี่ย 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
– คำนวณจริงได้อัตราสิ้นเปลือง 15.08 กิโลเมตร/ลิตร
(เอาจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้จริงตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนลิตรที่เติมกลับ หรือ 456.4 / 30.27)

เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ ผมปล่อย Trip A เอาไว้เช่นเดิม เพราะต้องการจับระยะทางทั้งหมดของทริปนี้ และนำ Trip B มา Reset ใหม่ เพื่อจับระยะทางของน้ำมันที่เพิ่งเติมว่าจะวิ่งได้กี่กิโล

——————————

เบียร์ขับรถอย่างมีความสุข พร้อมฮัมเพลงที่เปิดในรถไปด้วย

“แค่เธอก็พอ ฉันจะไม่ขอมากกว่านี้…
แค่เธอก็พอ ฉันจะไม่ขออะไรอีก
แค่เธอก็พอ ชีวิตฉันเพียงพอแล้วกับ…คนนี้”

เบียร์หันไปมองหน้าภรรยาคนสวยแวบนึง เบียร์มีความสุขเสมอที่เธออยู่ข้าง ๆ

เบียร์ย้อนคิดไปถึงอดีตเมื่อ 8 ปีก่อน การมาเที่ยวด้วยกันแบบนี้ เป็นเพียงความฝันเท่านั้น เพราะเราสองคนเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบหัวโบราณตามคำสั่งสอนของคุณพ่อคุณแม่

จนเมื่อได้แต่งงานแล้วนี่ละ ความฝันก็กลายเป็นความจริง…..ในที่สุด

—————————-

เบียร์มองป้ายบอกทางเห็นคำว่า “อ.เถิน 20” ก็นึกถึงคำเตือนของเพื่อนสมาชิกชาวเชียงใหม่ และน้องชายว่า ให้ระวังเส้นทางที่อำเภอเถินให้ดี เพราะมันมีของ!!!

แน่นอน เราสองคนค่อนข้างตื่นเต้น เมื่อพบระยะกิโลเมตรที่เหลือใกล้อำเภอเถินเข้ามาเรื่อย ๆ

และแล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อเราสองคนเห็นสภาพถนนฝั่งตรงข้ามที่บอกได้เลยว่า

“นี่มันดาวอังคารชัด ๆ”

โชคดีที่ขาขึ้น ถนนได้ถูกราดยางเรียบร้อยแล้ว และกรมทางหลวงก็แก้ปัญหาด้วยการให้รถขาลงมาวิ่งสวนทางบนถนนฝั่งเดียวกันแทน

ก็เลยไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ

—————————–

เที่ยงครึ่ง ท้องเริ่มร้อง ของใหม่ก็อยากเอาเข้า ของเก่าก็อยากเอาออก จนเมื่อเราสองคนเห็นศูนย์บริการทางหลวงขุนตาล จึงรีบแวะ เพื่อหวังฝากท้องทันที

ซึ่งก็มีเพื่อนร่วมทางมาแวะเวียนอยู่บ้าง

แต่สักพักเค้าก็หายไป

ทิ้งเราไว้ให้เหงา..แต่ไม่เดียวดาย

เมื่อเข้าไปดูในส่วน Food Center แล้ว ค่อนข้างผิดหวัง อาจจะเพราะเป็นวันธรรมดาซึ่งคนค่อนข้างน้อย เราสองคนจึงตัดสินใจอุดหนุนเครื่องดื่มในมินิมาร์ทมาแทน โดยตั้งความหวังไปฝากท้องเอาดาบหน้า….

หลังพ้นศูนย์บริการทางหลวงขุนตาล เบียร์ก็ลืมความหิวไปเสียหมดสิ้น เมื่อพบเส้นทางขึ้น-ลงเขา และโค้งที่สวยงาม เบียร์เริ่มสนุกกับการขับขี่น้อง March ขึ้นเรื่อย ๆ

และยิ่งเมื่อมี VW Golf GTi ขับตามหลังมาด้วยแล้ว เบียร์ก็ยิ่งสนุกกับการขับ March ฉีกหนีเจ้า Golf คันแรงมากขึ้นอีก

แต่สนุกได้สัก 15 นาที อยู่ ๆ ภรรยาก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายที่มาทำงานแถวภาคเหนือว่า ให้ระวังด่านตำรวจแถวลำปาง-ลำพูน โดยเฉพาะเวลาลงเขา และเมื่อดูจากหน้าจอ GPS ก็พบว่า พิกัดเราก็อยู่ในบริเวณนี้ เบียร์ก็ตบ March ชิดซ้าย ปล่อยไหลไปด้วยอารมณ์ชิลล์ ๆ

————————–

1 ชั่วโมงถัดมา เรา 2 คนก็มาถึงอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความรู้สึกที่ว่า “ถึงเร็วดีแฮะ”

แวะปั๊ม PTT สารภีสักหน่อย

หลังจากดูลาดเลาแล้ว ว่ายังไม่มีของกินที่ถูกใจ เราสองคนก็เลยเดินเข้า Amazon เพื่อสอยเครื่องดื่มตามเคย

เท่าที่เคยแวะ Amazon มา เบียร์ว่าสาขานี้สวยที่สุดแล้วละ เพราะนอกจากจะมีน้ำตกอยู่ข้าง ๆ แล้ว ลองดูทางเดินขึ้นร้านสิครับ

และแล้วเราสองคนก็เข้าบริเวณอำเภอเมืองเชียงใหม่ จุดหมายปลายทางที่ 2 หลังกลับจากปาย ซึ่งเราก็ได้แต่พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวกลับมาหานะจ๊ะ”

ก่อนจะขับรถไปทางอำเภอแม่ริมตามที่เจ้า GPS สั่ง ระหว่างนี้เราเริ่มชลอรถช้า ๆ เลือกร้านไปตามทางเรื่อย ๆ จนในที่สุด เราก็มาหยุดตรงนี้ที่เธอ

โดยภรรยาเลือก“ข้าวซอย” อาหารขึ้นชื่อของชาวเหนือมารองท้อง

ส่วนเบียร์เลือก“ข้าวหมูกระเทียมพริกไทย” ซึ่งธรรมดาเกินไปที่จะถ่ายภาพ เลยเอาภาพ“น้ำลำใย” มาฝากแทน

ทานเสร็จบอกได้เลยว่า “ไม่ผ่าน” ครับ

————————–

นาฬิกาบอกเวลา 14.35 เบียร์จอดแวะซื้อของที่ 7-11 แม่ริม เพราะรู้ว่า อีกไม่นาน เราจะต้องเผชิญเส้นทางสู่อำเภอปายแล้ว

ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากหนังสือท่องเที่ยวปายคือ “ระยะทางแค่ 100 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง”

และใน GPS บนจอก็แสดงค่าที่ไม่ต่างกัน!!

ดังนั้น จึงต้องตุนเสบียง “เผื่อหิว” นั่นเอง

————————-

เมื่อเห็นป้ายบอกทางไป “ปาย” ให้เลี้ยวซ้าย เบียร์ก็รู้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงแล้ว

เส้นทางในระยะแรก ค่อนข้างเรียบง่าย ขึ้น-ลงเขาบ้าง แต่ไม่ชัน มีโค้งให้สาดกันพอประมาณ

เบียร์หลุดปากบอกภรรยาว่า “ถ้าเส้นทางเป็นแบบนี้ ก็สบาย ๆ”

แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง เบียร์ก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของถนน

ทางเริ่มคดเคี้ยวและมีองศาความชันมากขึ้น ภรรยาหัวเราะ ก่อนจะบอกเบียร์ว่า “นี่ไง เจอของจริงเข้าให้แล้ว”

รถที่ขับไปปายแทบจะไม่มี ส่วนใหญ่มีแต่สวนลงมา ไม่เว้นแม้กระทั่งมอไซค์วิบาก

ถนนเริ่มชันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทัศนียภาพบ่งบอกชัดเจนว่า เรากำลังอยู่ในหุบเขานั่นเอง

เบียร์ใช้เกียร์ D ตลอดการเดินทาง เมื่อเห็นทางชัน เบียร์กดคันเร่งให้สุดตามเทคนิคที่ได้ทราบมา ก็พบว่า มาร์ชปีนเขามาได้สบาย ๆ ไร้กังวล เมื่อเจอทางลงเขา เราก็เหยียบเบรคชลอ

แต่ในเมื่อนิสสันแนะนำมาว่า เวลาลงเขายาว ๆ ให้เข้า Mode Sport เบียร์ก็ทดสอบทันที ด้วยการกดปุ่ม Sport โดยไม่เหยียบเบรค ก็พบว่า รถมีอาการชลอ หรือหน่วง

ซึ่งมันก็คือ Engine Brake อย่างเห็นได้ชัด

หมายเหตุ : ลองดูคลิปประกอบวิธีการขับรถลงเขาด้วยโหมด Sport ครับ

เท่าที่เบียร์ทดสอบขับลงเขาได้สักพัก เบียร์คิดว่า ใช้ Mode Sport เวลาลงเขาสลับกับการเบรคยาว ๆ ก็น่าจะดีกับระบบเบรคของเรา เพื่อรักษาเบรคไม่ให้ร้อนเกินไป จากการแช่เบรคยาว ๆ

ส่วนเวลาขึ้นเขาชัน ๆ ถ้าไม่ใช่ทางตรงที่สามารถกดซิ่งแซงรถคันหน้าแบบยาว ๆ แต่เป็นทางชัน ๆ เบียร์คิดว่าใช้เกียร์ D เหยียบคันเร่งมิด ก็เพียงพอที่จะพาน้องมาร์ชไต่เขาได้อย่างสบาย ๆ แล้วครับ เพียงแต่ต้องทนเห็นอัตราสิ้นเปลืองที่โหดร้ายระดับ 5 กิโล/ลิตรเท่านั้นเอง

————————-

ขณะกำลังขับขึ้นเขาเพลิน ๆ อยู่ ๆ สายตาเบียร์ ก็เหลือบไปเห็นป้ายหลักกิโลอันนึงข้างทาง เบียร์จึงเหยียบเบรคกะทันหัน แล้วหักรถเข้าข้างทางทันที

ทำไงได้ ก็เจอเลขโปรดนี่ “ปายยยยยย 69”

ถ่ายรูปเสร็จ รีบออกเดินทางต่อ แต่เมื่อขับไปได้สักพัก เบียร์ก็ถูกกดดันจากอาการปวดปัสสาวะ ที่เข้ามารบกวนพอดิบพอดี และอย่างที่รู้ว่า กำลังอยู่ในหุบเขา ซึ่งไม่เห็นจะมีที่ให้ปลดปล่อยแต่อย่างใด นอกจากริมทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้

ด้วยความที่ไม่ชอบยืนยิงกระต่ายข้างทาง เบียร์ตัดสินใจอั้นต่อไป และขับด้วยใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะเจอจุดพักที่มีห้องน้ำ และแล้วสวรรค์ก็เข้าข้าง เมื่อเบียร์มาพบสถานที่อันสวยงามอันมีนามว่า Le Vintage

ด้วยความปวดฉี่ เบียร์จึงรีบจ้ำเข้าไปหาห้องน้ำ และขอใช้บริการทันที!!

——————–

เมื่อออกจากห้องน้ำ เบียร์ก็ได้มีเวลามองสถานที่นี้เต็ม ๆ ตา

โดยรวมยังมีการก่อสร้างอยู่ เหมือนยังไม่เสร็จดี แต่มีร้านกาแฟตรงหัวมุมที่เปิดขายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการตกแต่งก็ออกแนว vintage สมชื่อนั่นแหล่ะครับ และเนื่องจากกาแฟที่ยังมีอยู่ในรถ เราสองคนจึงไม่ได้อุดหนุนกาแฟร้านนี้ แต่เดินมาถ่ายรูปที่รถแทน

เบียร์มายืนด้านหลัง

ส่วนภรรยามายืนถ่ายด้านหน้า

หลังจากนั้น เราก็ออกเดินทางต่อ ซึ่งเส้นทางก็เริ่มโหดขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ลองดูภาพจาก GPS ก็ได้ นี่แบบเบาะ ๆ (เห็นโค้ง ๆ ไม่ใช่มีแต่โค้งนะครับ ขึ้น-ลงเขาพร้อมโค้งด้วย)

ส่วนอันนี้ยากขึ้น

แต่อันนี้สิ สุด ๆ ดูภาพแล้วจินตนาการเอานะครับ สำหรับคนที่ไม่เคยไป มันทั้งขึ้น – ลงเขา พร้อมโค้งหักศอก เบียร์เข้าใจแล้วว่าทำไมคนนั่งรถไปปาย ถึง“อ้วก” กันเป็นแถว

ขณะกำลังชิลล์ ๆ ไต่เขา อยู่ ๆ ก็มี Honda Jazz สีชมพู ทะเบียนขอนแก่นมาจ่อท้าย ซึ่งจริง ๆ เราก็เจอกันก่อนหน้านี้ที่ Le Vintage เป็นวัยรุ่น 2 คู่ ชาย – หญิง มาเที่ยวปายเหมือนเรานั่นแหล่ะ

ก่อนหน้านี้ด้วยความไม่ชำนาญเส้นทาง เบียร์ก็จะชิดซ้ายหลบให้รถกระบะเจ้าพลังที่ตามมาทุกคัน ตามมารยาท แต่เมื่อ Honda Jazz มาจ่อตูด เบียร์เกิดนึกสนุก เลยตัดสินใจลองขับหนีดูสักหน่อย คิดว่าถ้าหนีไม่ออก เค้ายังจ่อตูดได้ ก็จะชิดซ้ายให้เค้าไป

เบียร์เริ่มเร่งความเร็วขึ้น ไม่แน่ใจว่าเร็วขนาดไหน แต่รู้ว่าเร็วมากกว่าเดิมเยอะ แต่แทนที่เส้นทางจะง่าย มันก็กลับยากขึ้น เบียร์เข้าโค้งชัน ๆ เข้าซ้าย ป่ายขวา เข้าซ้าย ป่ายขวาจนน่าเวียนหัว Jazz ยังตามมา แต่ในระยะที่ห่างออกไป…

แม้จะยังไม่ถึงปลายทาง แต่เชื่อไหมครับ เบียร์คิดว่า การที่ลงล้อ Mag + ใส่ยางใหม่ที่หน้ากว้างกว่าเดิม รวมถึงสปริงโหลด มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม March เข้าโค้งซ้าย-ขวา อย่างสบาย ๆ ไม่มีอาการโยน รถเกาะถนนหนึบแน่น ยิ่งขับเร็ว อาการกระด้างที่เคยมีในช่วงความเร็วต่ำก็แทบไม่รู้สึก

เบียร์สนุกสนานกับการเข้าโค้ง ประหนึ่งขับ AE86 ส่งเต้าหู้ในเรื่อง Initial D อย่างไรอย่างนั้นเลย

แต่ถ้าถามความรู้สึกของการขับ March เดิม ๆ จากโรงงาน ใส่ล้อ Mag ขนาด 15 นิ้วของรุ่น VL มา เบียร์คิดว่า เบียร์คงไม่สามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วขนาดนั้นแน่นอนครับ เพราะความที่รถสูงและหน้ายางแคบ คงไม่อาจรองรับความสนุกและความปลอดภัยเฉกเช่นที่เบียร์ทำอยู่ในขณะนี้ได้เลย…..

———————–

แต่การสนุกครั้งนี้แน่นอน ว่ายังมีสติ เบียร์ควบคุมรถอย่างระมัดระวัง ส่วนภรรยาก็คอยดูเส้นทางโค้งผ่านหน้าจอ GPS ล่วงหน้า และคอยเตือน เมื่อใกล้จะถึงโค้งต่อ ๆ ไป

ซึ่งตรงนี้เองที่ GPS มีประโยชน์มากกว่าการบอกทางไปครับ มันยังทำให้เรารู้ถึงเส้นทางล่วงหน้า และเตรียมรับมือได้อย่างสบาย ๆ

จนสักพัก เบียร์ก็เห็นสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย ก็รู้แล้วว่ามาถึง“ปาย”สักที แม้สะพานนี้จะตั้งอยู่ที่หลักกิโล 88 ก็ตาม ซึ่งอีก 10 กิโลนิด ๆ ก็สบาย ๆ แล้วละครับ เพราะความรู้สึกเหมือนพ้นเส้นทางลงเขาชัน ๆ มาเรียบร้อยแล้ว

โดยที่ Honda Jazz คันนั้นไม่สามารถตามมาได้ทันครับ

————————

ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ รอยยิ้มของเรา 2 คนทันทีที่รู้ว่ามาถึงปาย เพราะนอกจากเราจะมาถึงเร็วกว่าที่คาดแล้ว เรา 2 คนยังไม่มีอาการ“อ้วก” หรือ“เมารถ” อย่างที่ใคร ๆ เค้าเป็นกัน แถมเบียร์ยังไม่มีอาการล้า หรือเหนื่อย หรือเมื่อยจากการขับรถนาน ๆ แต่อย่างใด

จนอดคิดไม่ได้ว่า เบาะผ้าเดิม ๆ ของน้อง March ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่ใช่น้อย

แบบนี้จะชมประสิทธิภาพของน้อง March ก็คงไม่ผิดใช่ไหมครับ

———————–

และแล้วเบียร์ก็เข้ามาถึงในตัวเมืองปายเสียที และหลังจากขับผ่านถนนคนเดินมาได้เกือบกิโล ก็มาถึงที่พักสำหรับคืนนี้

เมื่อจอดรถเสร็จ ผมรีบกดดูสถิติบนหน้าจอน้อง March ทันที

หน้าจอนี้บอกว่า

– ระยะทางที่ยังวิ่งได้เหลืออีก 226 กิโลเมตร (โดยประมาณ)
– ทริป A คือ ระยะทางทั้งหมดจากบ้านมาถึงปาย เท่ากับ 820.3 กิโลเมตร
– เวลาในขณะนี้คือ 16.55 หรือ อีก 5 นาที 5 โมงเย็นนั่นเอง
– หน้าจอถัดมา แสดงให้เห็นถึง ทริป B คือ ระยะทางตั้งแต่เติมน้ำมันเต็มถังที่กำแพงเพชรมาจนถึงปาย คือ วิ่งมาทั้งหมด 363.9 กิโลเมตร

ในหน้าจอนี้บอกอัตราสิ้นเปลืองตั้งแต่กรุงเทพ – ปาย คือ 15.6 กิโล/ลิตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หน้าจอถัดมาแสดงเวลาที่เบียร์ขับรถจากบ้าน – ปาย (เฉพาะเวลาที่ขับรถ ไม่รวมเวลาแวะพัก) คือ 10 ชั่วโมง 13 นาที

นั่นหมายถึงเบียร์ขับได้เร็วกว่าที่ GPS คาดไว้ถึง 4 ชั่วโมง!!!

อ่านต่อตอนที่ 2 คืนแรกที่ปายในโรงแรมโยมา (Yoma Hotel)