คลังเก็บป้ายกำกับ: นิสสัน ซิลฟี

รีวิวหน้าจอเรือนไมล์ Nissan Sylphy by Biere

สวัสดีครับเพื่อนๆ

วันนี้เบียร์จะพาเพื่อนๆมาดูหน้าจอเรือนไมล์ของ Nissan Sylphy กันครับ ว่าหน้าจอจะบอกอะไรเราบ้าง ตัวเลขแต่ละตัวจะหมายถึงอะไร เข้าไปชมคลิปกันได้เลยครับ

รีวิว Nissan Sylphy 1.6V by Biere ตอน 2 “จองป้ายทะเบียนแบบใหม่ ว่องไวกว่าเดิม”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากรับรถมาเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลา“จองทะเบียนรถ”

ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หลายท่านยอมสละเวลามาเพื่อ

1.   ได้เลขที่ชอบ
2.   ได้เลขมงคล
3.   ได้เลขถูกโฉลก
4.   ได้เลขทะเบียนเดียวกันกับรถคันอื่นในบ้าน

และแน่นอนครับ ขั้นตอนนี้ไม่ได้มีความจำเป็นใด ๆ เลย ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนไม่ซีเรียสกับเลขทะเบียนรถ ก็ข้ามขั้นตอนนี้ไปได้เลย 

แต่สำหรับเบียร์ การได้เลขที่เราชอบ นอกจากจะจำทะเบียนรถตัวเองได้ง่ายแล้ว ก็ทำให้เรามีความสบายใจในการขับรถอีกต่างหาก

 

และที่สำคัญที่สุด การจองทะเบียนรถนั้น “ฟรี!!” ครับ ไม่ได้เสียสะตุ้งสตางค์แต่อย่างใด ยกเว้นเพื่อน ๆ จะนับค่าใช้จ่ายในการเดินทางมาที่กรมขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายนั่นก็แล้วแต่เพื่อน ๆ  แต่กรมขนส่งไม่ได้เก็บค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น

ต่างกับเลขทะเบียนสวย ๆ เช่นเลขตัวเดียว เลขคู่ เลขเหมือน เลขหาบ เลขหาม เลขโต๊ด เอ๊ย ไม่ใช่แล้ว เลขอะไรก็ไม่รู้เยอะแยะที่มันดูสวย ๆ  เช่น 1 200 3000 77 888 9999 หรือพวก 6699 6969 9966 9696 9669 (งงม่ะ) เลขพวกนี้ เราต้องเสียตังค์“ประมูล” ถึงจะได้มา ซึ่งกรมขนส่งทางบกก็จัดประมูลอยู่เป็นระยะ ๆ อยู่แล้ว

 

ซึ่งในการจองทะเบียนรถเลขทั่วไปนั้น เดิมทีเพื่อน ๆ อาจจะได้ยินถึงความโหดร้ายในการจอง เช่น ต้องมารอตั้งแต่ตี 4 ตี 5 เพื่อเอาคิวแรก ๆ ในเวลาเปิดทำการ 8.30 ซึ่งมันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ถ้าต้องทำขนาดนั้น เบียร์ก็ไม่เอาเหมือนกัน

แต่โชคดีที่กรมขนส่งมองเห็นปัญหานี้ ที่ทำให้ประชาชนลำลากลำบน แถมกรมขนส่งเองก็คงจะวุ่นวายอยู่ไม่น้อย จึงได้ถือฤกษ์งามยามดีรับวันปีใหม่ไทย เปลี่ยนวิธีจองใหม่เป็นรับจองทาง Internet เท่านั้น โดยเปิดรับคิวก่อนล่วงหน้า 1 วันในเวลา 6 โมงเย็นเป็นต้นไปจนถึง 7 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้น

โดยประเดิมระบบวันแรกคือ วันที่ 17 เมษายน 2556 หลังวังสงกรานต์พอดิบพอดี

ซึ่งใครจองทาง Internet ไม่เป็น หรือไม่รู้ข่าว แล้วเดินทางมาที่กรมขนส่งตามปกติ ก็ต้องมาใช้คอมพิวเตอร์ที่กรมทำการจองคิวนั่นเอง

ทีนี้มาดูระบบระเบียบของกรมขนส่งในการจองเลขแบบใหม่กันครับ

หลักเกณฑ์การจองหมายเลขทะเบียนรถ

1. ผู้ยื่นคำขอต้องเป็นเจ้าของรถที่จดทะเบียน หรือผู้เช่าซื้อรถ เท่านั้น

1.1 กรณีรถจดทะเบียนใหม่
– บัตรประชาชนฉบับจริง (พร้อมสำเนา)
– ใบเสร็จรับเงินฉบับจริง ระบุเลขเครื่องยนต์ เลขตัวรถ (พร้อมสำเนา)
หรือใบส่งมอบรถฉบับจริง  ระบุเลขเครื่องยนต์  เลขตัวรถ (พร้อมสำเนา)
หรือสมุดคู่มือรับประกันรถ (BOOK SERVICE)ฉบับจริง (พร้อมสำเนา)
หรือสัญญาเช่าซื้อฉบับจริง (พร้อมสำเนา)
หรือกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ฉบับจริง (พร้อมสำเนา)

1.2 กรณีรถที่จดทะเบียนแล้ว
– บัตรประชาชนฉบับจริง (พร้อมสำเนา)
– สมุดคู่มือทะเบียนรถฉบับจริง (พร้อมสำเนา)
หรือสัญญาเช่าซื้อฉบับจริง (พร้อมสำเนา)

1.3 กรณีรถย้ายมาจากต่างจังหวัด เข้ามาใช้งานในกรุงเทพฯ และโอนกรรมสิทธิ์(ต้องดำเนินการย้ายรถออกจากต่างจังหวัดมาแล้ว)
– บัตรประชาชนฉบับจริง (พร้อมสำเนา)
– สมุดคู่มือการจดทะเบียนรถฉบับจริง (พร้อมสำเนา)
– นำรถเข้าตรวจสภาพ ณ อาคาร 4 กรมการขนส่งทางบก แนบผลรับรองการตรวจสภาพรถ
และชุดโอนกรรมสิทธิ์ฉบับจริง (พร้อมสำเนา)

2. นิติบุคคล ผู้ขอต้องเป็นกรรมการบริษัท ที่มีอำนาจลงนาม

2.1 หลักเกณฑ์ตาม ข้อ1.1
2.2 สำเนาหนังสือรับรองบริษัทฯ และสำเนาบัตรประชาชน
2.3 กรณีมอบอำนาจ ผู้รับมอบต้องเป็นพนักงานบริษัท แนบสำเนาบัตรประชาชน
2.4 หนังสือรับรองการทำงาน และใบมอบอำนาจ

3. จองหมายเลขทะเบียนมากกว่า 1 คัน แนบหลักฐานตามข้อ 1.1 ของรถทุกคัน หรือเคยจองเลข
และจดทะเบียนไปแล้วไม่ถึง 6 เดือน ต้องแนบหลักฐานการจดทะเบียนของรถคันเดิมด้วย

4. ไม่สามารถจองเลขใหม่ได้ จนกว่าเลขที่จองไว้นั้นจดทะเบียนไปแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน

5. เลขทะเบียนที่จองแล้ว ห้ามเปลี่ยนเลข หรือโอนสิทธิ์เปลี่ยนชื่อ หรือยกเลิก ไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น

6. เมื่อรับทราบหมายเลขทะเบียนแล้ว ต้องดำเนินการจดทะเบียนภายใน 60 วัน หากไม่มาดำเนินการภายในกำหนดระยะเวลา  ยินยอมให้นำหมายเลขทะเบียนที่ได้รับจัดให้กับผู้อื่นรายต่อไป

7. หากมีข้อผิดพลาดในการจอง ไม่ว่ากรณีใด ๆ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการเปลี่ยนหมวดอักษรให้ใหม่และจะแจ้งให้
ทราบ

จากระเบียบมาดูการปฏิบัติจริงของเบียร์กันบ้างครับ

เริ่มแรก เราต้องถามตัวเราก่อนครับ ว่าเราอยากได้หมวดไหนและเลขอะไร?
โดยเราสามารถเข้าไปเช็คได้ว่าวันไหนถึงจะเปิดให้จองหมวดและเลขที่เราต้องการโดยคลิกที่นี่เลยครับ

เบียร์รับรถมาในวันที่ 23 เมษายน 2556 ซึ่งตอนนั้นกำลังจะปิดหมวด 2 กก และเปิดหมวด 2 กข

เมื่อเปิดเวบไล่ดูตารางที่กรมขนส่งทางบกทำไว้ในเวบแล้ว เบียร์จึงตัดสินใจจะไปจองเลขในวันจันทร์ที่ 29 เมษายน ซึ่งจะเปิดหมวด 2กข 6001 – 9998

และตามระเบียบของกรมขนส่งที่ระบุไว้ว่า เบียร์สามารถจองคิวล่วงหน้า 1 วันตั้งแต่ 6 โมงเย็น ซึ่งก็ตรงกับวันอาทิตย์ที่ 28 เมษายน นั่นเอง

เบียร์มานั่งเฝ้าหน้าจอ รอเวลา โดยเปิดหน้าเวบ http://www.tabienrod.com/m/ เอาไว้

ในกรณีที่เพื่อน ๆ เข้าเวบหลัง 6 โมง ซึ่งระบบจะเปิดให้จองแล้ว ก็สามารถกรอกข้อมูลจองคิวได้เลย โดยเราจะเห็นว่าคิวที่จองไปมีเท่าไหร่แล้วด้านบนของหน้าเวบ

 

แต่เบียร์เข้าเวบก่อน 6 โมง ระบบจะยังไม่เปิดจอง ดังนั้น เบียร์ต้องคอย refresh หน้าจอเอาไว้จนกว่าระบบจะเปิด ซึ่งจะทำให้เบียร์กรอกข้อมูลทิ้งเอาไว้ก่อนไม่ได้

เทคนิคที่เบียร์ใช้ก็คือ ให้ดูที่หน้าจอ ก็จะเห็นว่ามีข้อมูลให้กรอกคือ ชื่อ-นามสกุล และบัตรประชาชนของเจ้าของรถ  เบียร์ก็พิมพ์ชื่อและเลขที่บัตรประชาชนของภรรยาเอาไว้ก่อนที่ Notepad เพื่อรอ copy มาลงทันทีที่ระบบเปิดรับคิวในเวลา 6 โมงเย็นนั่นเอง

และเมื่อ refresh หน้าเวบตอน 6 โมง ด้วยปุ่ม F5 จนระบบเปิดรับคิว เบียร์ก็รีบ copy ข้อมูลลง และกดปุ่มรับคิวทันที ซึ่งคิวที่เบียร์ได้รับคือ คิวที่ 4!!

เพื่อความแน่ใจว่าทุกอย่างเรียบร้อย ไม่มีผิดพลาด เบียร์เลยคลิกที่ปุ่ม “ตรวจสอบคิวจอง คลิก” ด้านล่าง และกรอกข้อมูลบัตรประชาชนลงไป ชื่อและเลขคิวก็จะขึ้นมาแบบนี้ เป็นอันว่าได้คิวที่ 4 แน่นอน สบายใจแล้ว

 

ซึ่งในภาพ กรมขนส่งบอกว่าคิว 1-50 ให้มาตรวจเอกสาร 7 โมงเป็นต้นไป และให้มาก่อนคิว 30 นาที นั่นหมายความว่า เราไม่ต้องแหกขี้ตาตื่น แล้วรีบแจ้นไปแต่เช้ามาก ให้ไปถึงตอน 7 โมงก็โอเคแล้ว

วันจันทร์ที่ 29 เมษายน 2556

ด้วยความที่รีบออกจากบ้านแต่เช้า ทำให้รถราไม่ติดขัดเท่าไหร่นัก เบียร์ก็มาถึงตั้งแต่ 6 โมงครึ่ง ซึ่งข้อดีคือ มีที่จอดหน้าตึกเลย ไม่ต้องไปวนหาแต่อย่างใด

 

ประกอบกับยังเห่อสีใหม่ของเจ้า Lucky ตามที่เบียร์เพิ่งรีวิวไว้ใน  รีวิวแปลงโฉม Nissan March ภาค 2 ตอนที่ 6 “เปลี่ยนสีรถใหม่ ให้สดใส และซาบซ่าส์”   ทำให้เบียร์เลือกขับเจ้า Lucky มาจองทะเบียนให้ Sylphy แทน

เบียร์นั่งหม่ำอาหารเช้าในรถจนถึงเวลา 7 โมง จึงหยิบเอกสารและทะยานเข้าไปในอาคาร 2 ทันที

 

เมื่อเดินขึ้นบันไดถึงชั้น 5 แล้ว ก็เดินเข้าไปดูรายการเลขทะเบียนที่เปิดให้จองที่บอร์ดทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่จะแปะกระจายไว้หลายจุดครับ ไม่ต้องไปรุมกันอยู่ที่เดียวก็ได้

 

และถ้าเลขที่เราต้องการมีอยู่ในรายการที่เปิดให้จองก็หมายปองกันได้เลยครับ ส่วนเลขสวย ๆ แต่ไม่ใช่เลขประมูล เช่น 6999 8999 อะไรพวกนี้ อย่าไปฝันถึงครับ เพราะเป็นเลข“ผู้ใหญ่” จะใหญ่แค่ไหนเบียร์ก็ไม่รู้ รู้แค่ว่าเราเป็นเด็กเป็นเล็ก เราก็อย่าไปยุ่งครับ

จากนั้นก็หยิบใบจองทะเบียน ใบเล็ก ๆ มากรอกให้เรียบร้อยครับ ว่าต้องการเลขไหนบ้าง แล้วเตรียมเอกสารให้เรียบร้อย ซึ่งสำหรับเบียร์เป็นรถจดทะเบียนใหม่ เอกสารก็มีดังนี้

1.   ใบจองรถที่กรอกเสร็จแล้ว
2.   บัตรประชาชนตัวจริง
3.   ใบรับมอบรถยนต์ ที่โชว์รูมออกให้

 

แต่พอเบียร์จะเดินไปตรวจเอกสารที่เคาน์เตอร์ก็แอบท้อครับ คิวยาวเหลือเกิน

 

เบียร์เลยถือโอกาสเดินดูบรรยากาศในห้องจองทะเบียน  ก็เลยไปเจอโต๊ะคอมพิวเตอร์ที่ให้จองคิวสำหรับคนที่ไม่ได้จองมาจากบ้านแบบเบียร์นั่นเองครับ

 

เดินเล่นสักพัก เห็นแถวเริ่มสั้นลง ก็เลยไปต่อคิว ตรวจเอกสารซะ เดี๋ยวผิดระเบียบคิวต้น ๆ จะอดกันเปล่า ๆ

 

เมื่อยื่นเอกสารแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ให้เลขคิวมาครับ และบอกให้รอเรียกตอน 8.30

 

สรุปนะครับ ถ้าเพื่อน ๆ ได้คิว 1-50 ไม่จำเป็นต้องมาตรวจเอกสารตั้งแต่ 7 โมงหรอกครับ มาสัก 7 โมงครึ่งก็ได้ แต่อย่าให้เกิน 8 โมง เพราะเมื่อตรวจเอกสารเสร็จ เราก็รอเวลาเรียกคิวตอน 8.30 อย่างเดียวครับ เพราะตอนเบียร์เข้าไปตรวจเอกสารก็เวลา 7.45 แล้วครับ

และระหว่างรอนี่ละ ทำให้เบียร์ต้องเอาใบจองเลขมาเขียนใหม่ เพราะเบียร์กับภรรยาเกิดนึกเปลี่ยนใจ จากตอนแรกจะเอาเลขทะเบียนเดียวกับเจ้า Lucky จะได้จำง่าย ๆ

ทำไปทำมาเลยคิดว่า ลองเปลี่ยนเลขใหม่ไปเลยดีกว่า แต่ให้จำง่ายคล้าย ๆ กัน จึงเขียนเลขใหม่ไป 4 เลข เรียงจากที่ต้องการมากที่สุดลงมาเรื่อย ๆ เพราะคำนวณแล้ว เบียร์ได้คิวที่ 4 ต่อให้คิวที่ 1-3 เกิดชอบเลขเหมือนกัน ยังไงก็ได้เลขใดเลขหนึ่งใน 4 เลขแน่นอนอยู่แล้ว

และเมื่อถึงเวลา 8.30 กรมขนส่งก็เริ่มเรียกคิวที่ 1 ครับ ซึ่งเบียร์เพิ่งจะเดินเข้ามาในห้อง ยังไม่ทันได้หาเก้าอี้นั่งเลย ก็ได้ยินเสียง หมายเลข 2 หมายเลข 3 และหมายเลข 4 อย่างรวดเร็ว

 

พอยื่นเอกสารไป เจ้าหน้าที่มองเลขแรกที่เบียร์จองแล้วบอกว่า “ได้เลขแรกเลยครับ”

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็ออกใบเล็ก ๆ คืนมาให้ แล้วบอกให้เบียร์เอาใบนี้ไปให้เซลล์ที่โชว์รูมได้เลย

 

เบียร์เลยโทรหาคุณหนึ่ง เซลล์ที่ขาย Nissan Sylphy ให้ ว่าได้เลขทะเบียนแล้ว เดี๋ยวจะเอาใบไปให้ คุณหนึ่งเลยบอกว่า ไม่ต้องลำบากมาก็ได้ครับ คุณเบียร์บอกเลขทะเบียนที่ได้มาก็พอ ก็เลยแจ้งเลขไป สะดวกสบาย ไม่ต้องไปโชว์รูม

หลังจากนั้นประมาณ 15 วัน คุณหนึ่งก็โทรมาบอกเบียร์ว่า ป้ายทะเบียนมาแล้ว คุณเบียร์เข้ามาเปลี่ยนได้เลย

13 พฤษภาคม 2556

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจประจำวัน เบียร์ก็ขับรถ Sylphy ซึ่งตั้งชื่อเล่นว่า “น้องเพชรพลอย” เข้าไปที่โชว์รูมนิสสัน กรุงไทย รามอินทรา

 

เพื่อเตรียมจะเปลี่ยนเป็นป้ายขาว นับว่าเป็นการขับรถป้ายแดงที่น้อยมาก คือยังไม่ถึงเดือนเลย

 

แต่เบียร์กลับชอบนะ เพราะเบียร์รู้สึกว่าป้ายแดงมันลำบากในการใช้ ขับดึก ๆ กลัวเจอด่าน พี่ท่านก็เล่นงานอีก ถึงจะไม่เคยโดนก็เหอะ แต่เปลี่ยนป้ายขาวแล้วสบายใจกว่า เพราะเบียร์ทำงานเลิกดึก แล้วแถวบ้านก็มีด่านไม่ต่ำกว่า 3 ด่านด้วยในช่วงนั้น

 

แถมการที่รีบมาเปลี่ยนป้ายนั้น ยังช่วยให้โชว์รูมเอาป้ายแดงไปหมุนเวียนให้ลูกค้าคนอื่นใช้ได้อีก เมื่อคนอื่นได้ใช้ป้ายแดงแท้ ก็จะได้ไม่โดนพี่ตำรวจเล่นงานได้ โห ฟังดูเป็นคนดีนะเนี่ย 55555+

 

จากนั้น คุณหนึ่ง เซลล์ที่ขายรถให้เบียร์ก็ลุยสลับป้ายทันที

 

บ๊าย บาย ป้ายแดง

 

จาก 99 หลัง เปลี่ยนมาเป็น 99 หน้า ชีวิตจะได้ก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ คริคริ

 

เปลี่ยนป้ายเสร็จแล้ว เบียร์ก็เอาใบเสร็จมัดจำป้ายแดงแท้ มาแลกกับเงินค่ามัดจำป้ายคืน 3,000 บาท โดยทางคุณหนึ่งได้เตรียมเงินสดไว้ให้เรียบร้อย ไม่ต้องรอเบิกหรือรอบริษัททำเรื่องอีก

 

พร้อมรับสมุดทะเบียนรถเล่มสีฟ้ากลับบ้าน เพราะคันนี้ซื้อด้วยเงินสดเหมือนเช่นทุกคันที่ผ่านมา ไม่ได้เอาเข้าไฟแนนซ์นั่นเอง

 

ทุกอย่างเป็นอันเสร็จเรียบร้อย ใช้ Sylphy ได้อย่างสบายใจ ไปไหน เวลาเท่าไหร่ก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป

 

สำหรับรีวิวตอนนี้ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ ผู้อ่านทุกท่าน ทุกคัน ทุกยี่ห้อ เพราะการจองทะเบียนใช้ระเบียบเดียวกันหมด

 

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ

หมายเหตุ : ปัจจบันกรมขนส่งทางบกได้เปลี่ยนวิธีการจองเลขทะเบียนใหม่อีกแล้วครับ โดยเข้าไปอ่านรีวิวแบบปัจจุบันได้ที่ รีวิว “จองเลขทะเบียนรถออนไลน์” แบบไม่ต้องเหนื่อยกายไปถึงกรมขนส่งทางบก

 

 

รีวิว Nissan Sylphy 1.6 V CVT by Biere ตอนที่ 1 “มารับรถกันเถอะ”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่เบียร์เคยรีวิว Nissan Sylphy 1.8V Navi ไปก่อนหน้านี้แล้วใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 1 “เติมความสุนทรีย์ให้ชีวิตด้วยมินิ เทียน่า” นั้น

 

เบียร์ยอมรับเลยว่า การได้สัมผัสความสุนทรีย์ของการใช้ชีวิตในนิสสัน ซิลฟีนั้น ทำให้เบียร์ติดใจและอยากได้มันมาครอบครองจริง ๆ

โดยก่อนหน้านี้เบียร์เองอยากได้ Nissan Teana มาใช้งานมาก แต่ยังติดที่ว่า เทียน่านั้นใหญ่เกินความจำเป็นไปทั้งเครื่องยนต์ ขนาดตัวถัง และราคา

 

พอนิสสัน ซิลฟีออกมา เบียร์รู้สึกว่ามัน“ใช่เลย”

 

และแน่นอน ด้วยทางเลือกเครื่องยนต์ของ Sylphy ที่มีให้เลือกอยู่ 2 ขนาดคือ 1800 ซีซี และ 1600 ซีซีนั้น ทำให้เบียร์ไม่ลังเลที่จะเลือกขนาด 1600 ซีซี ซึ่งมีระบบหัวฉีดคู่  (Dual Injector System)

โดยข้อดีของระบบนี้ก็คือ จะทำการฉีดน้ำมันให้เป็นละอองฝอยขนาดเล็ก กระจายไปในวงกว้าง ทำให้การเผาไหม้ในเครื่องยนต์ดีกว่าปกติ และผลลัพธ์ก็คือ การประหยัดน้ำมันขั้นเทพนั่นเอง

 

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เบียร์ก็เดินทางไปจองรถ Nissan Sylphy 1.6V CVT ซึ่งเป็นตัว Top ของเครื่อง 1.6 ที่โชว์รูมนิสสัน กรุงไทย รามอินทรา กม.4 ทันที

โดยในครั้งนี้ไม่ได้ดูฤกษ์งามยามดีในการรับรถแต่อย่างใด เพราะเมื่อเซลล์หนุ่มแจ้งว่า รถพร้อมส่งมอบแล้ว เบียร์ก็จัดฤกษ์สะดวกนัดรับรถในวันที่ 23 เดือน 4 ปี 56 ซึ่งเป็นวันที่เลขเรียงกันพอดิบ พอดี

 

วันที่ 23-4-56

ปกติแล้วเบียร์จะซื้อแคชเชียร์เช็คเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า แต่ด้วยเพราะยึดความสะดวกสบาย และเรียบง่ายในครั้งนี้ ทำให้เบียร์ไปซื้อแคชเชียร์เช็คในเช้าวันที่รับรถเลย

และเมื่อได้รับบัตรคิวซื้อแคชเชียร์เช็คที่ธนาคาร ก็ยังจะได้เลขเรียงอีก ดูแล้วมีความสุขทางใจจริง ๆ

 

ซึ่งอย่างที่เบียร์เคยแนะนำไปในรีวิวก่อน ๆ นะครับ ว่าการจ่ายเงินค่าตัวรถไม่ว่าจะทั้งหมด หรือแค่ดาวน์ก็ตาม เราไม่ควรถอนเงินสดไปซื้อนะครับ เพราะมันมีความเสี่ยงมากในหลายอย่าง เช่น

–   เสี่ยงที่จะเงินหายระหว่างทาง
–   เสี่ยงที่จะโดนปล้นระหว่างทาง
–   เสี่ยงที่เงินจะไม่ครบ ตอนที่เจ้าหน้าที่ของโชว์รูมมารับเงิน ไม่ว่าจะนับผิดพลาดหรือตั้งใจยักยอกก็ตาม

และนอกจากลดความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยให้ทุกฝ่ายเกิดความสะดวก และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ซื้อแคชเชียร์ เช็คกับธนาคาร รวมถึงตอนที่ชำระค่าตัวรถ  เพราะไม่ต้องให้เราหรือเจ้าหน้าที่มาเสียเวลานับเงินให้วุ่นวาย และแคชเชียร์เช็คที่สั่งจ่ายชื่อบริษัทขายรถโดยตรง ก็จะทำให้เงินเข้าสู่ระบบอย่างครบถ้วน ป้องกันการฉ้อโกงจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดี แต่แฝงตัวรอโอกาสอยู่นั่นเอง

โดยค่าธรรมเนียมแคชเชียร์เช็คอยู่ที่ 20 – 25 บาท ซึ่งเบียร์ว่ามันคุ้มมากครับ แต่จะซื้อแคชเชียร์เช็ค หรือดราฟท์ก็ขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่หักบัญชีของธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็ค กับธนาคารที่บริษัทขายรถใช้บริการอยู่นั่นเองครับ ซึ่งในกรณีที่จังหวัดเดียวกัน ก็สามารถซื้อแคชเชียร์เช็คได้เลย แต่ถ้าบัญชีของทั้งสองฝ่ายอยู่คนละจังหวัด ใช้ดราฟท์ก็จะสะดวกกว่าครับ

 

และเมื่อเบียร์เดินทางถึงโชว์รูม เบียร์ก็ปล่อยให้ภรรยาทำเรื่องเอกสารกับเซลล์ไป เพราะรถเป็นชื่อเธอเช่นเคย ส่วนเบียร์ก็แอบคว้ากุญแจอัจฉริยะทั้ง 2 ดอก เดินไปดูรถที่รอส่งมอบอยู่ด้านหลังโชว์รูมก่อนเลย

 

เมื่อเดินมาถึงจุดส่งมอบรถด้านหลัง ก็ยิ้มทันทีที่เห็นความงามของเจ้า Sylphy 1.6 V คันใหม่

 

ดูด้านหลังบ้าง

 

จากนั้นก็เริ่มสำรวจสีตัวถังรอบคัน

 

และก้มดูยางทั้ง 4 ล้อ ตามวิธีที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ในรีวิว Nissan Sylphy 1.8 V NAVI by Biere ตอนที่ 4 “เปิดฝากระโปรงหลัง และตรวจยางรถยนต์” 

 

จากนั้นเบียร์ก็ทดสอบกุญแจอัจฉริยะในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกดปุ่มที่ประตูหน้าทั้ง 2 บานเพื่อตรวจสอบ

 

ต่อด้วยการกดปุ่มที่ฝากระโปรงหลัง

 

จากนั้นมาลองกดทุกปุ่มที่ตัวกุญแจอัจฉริยะทั้ง 2 ดอก เพื่อทดสอบว่า ทุกปุ่มใช้งานได้จริง ไม่มีผิดพลาด

 

เมื่อกดครบทุกปุ่มเรียบร้อยแล้ว ก็เดินเข้ามาในรถ ลองกดปุ่ม Start ด้วยการไม่เหยียบเบรก

 

เมื่อกดได้ 2 ครั้ง หน้าจอก็แสดงมาแบบนี้

 

ไฟเตือนทุกอย่างขึ้นตามปกติ ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำมัน เพราะน้ำมันกำลังจะหมดนั่นเอง!! ซึ่งไม่ว่าจะรับรถมากี่คัน ก็ไม่เคยได้แถมน้ำมันสักคัน  ชิส์

 

จากนั้นก็ไล่สายตาลงมาที่ตัวเลขล่างขวาของหน้าจอตรงกลาง ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกระยะทางทั้งหมดตั้งแต่รถวิ่งออกจากโรงงาน (ODO) หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “เลขไมล์” ทันที เพราะอยากรู้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว

ปรากฎว่าตัวเลขออกมาที่ 41

 

โดยตัวเลขนี้เป็นที่รับได้ เพราะรู้ดีว่า เซลล์จะต้องขับรถไปติดฟิล์ม / ล้าง+เคลือบสี / ติดของแถมอื่น ๆ ที่ร้านข้างนอก ไม่ได้ให้มาติดกันที่โชว์รูม

แล้วเบียร์ก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ดูป้ายทะเบียน เลยเดินออกมาจากรถเพื่อดูป้ายแดงทั้งหน้าและหลัง ซึ่งทะเบียนป้ายแดงสวยถูกใจ ไม่รู้ว่าทางนิสสัน กรุงไทย ตั้งใจหรือไม่ แต่ได้ความหมายดี ๆ ทั้งหมดสำหรับเบียร์ นั่นคือ
– บ มาจาก เบียร์
– 41 มาจากเลขไมล์วันรับรถ
– 99 คือเลขสวยที่ชอบเป็นพิเศษ

 

พร้อมตรา “ขส” ประทับที่มุมล่างขวาของแผ่นป้าย เพื่อบ่งบอกว่าเป็น“ป้ายแดงแท้” 

 

ซึ่งต้องมาพร้อมสมุดคุมทะเบียนจากกรมขนส่งทางบก

 

และเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลารับมอบรถยนต์คันใหม่ โดยการรับรถในวันนี้ ถือว่าพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะได้รับเกียรติจากคุณพิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล หรือคุณป๊อกกี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท สยามนิสสันกรุงไทย มาส่งมอบรถให้ผมด้วยตัวเอง

 

เมื่อรับมอบรถเรียบร้อย เบียร์ก็ขับรถ Nissan Sylphy คันใหม่ไปเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 เต็มถังอย่างเร่งด่วนที่ปั๊ม Esso ถนนรามอินทรา

 

พอน้ำมันเต็มถังแล้ว เบียร์ก็ขับรถด้วยความสบายใจไปที่บ้านคุณพ่อ คุณแม่ของภรรยา เพื่อให้ทั้ง 2 ท่านเจิมรถให้ตามปกติ เหมือนทุกคันที่ผ่านมา

 

เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับบ้าน โดยขากลับ ภรรยาก็ขอสัมผัสความสุนทรีย์บ้าง

 

ซึ่งเบียร์รู้สึกเหมือนในโฆษณา Sylphy เด๊ะเลย ที่ชมพู่ไม่ยอมให้โป๊ปขับให้

 

มามะ งั้นมาเป็นชมพู่กับโป๊ปกันสักวัน 55555+

 

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เราแวะซื้อของที่ห้าง TOPS โดยเราได้ที่จอดรถอยู่ข้างพี่ Teana สีเดียวกันเป๊ะ มองแล้วก็ปลื้มใจ ที่ตัดสินใจซื้อ Sylphy มา เพราะมองเผิน ๆ แทบไม่ต่างกันเลยทีเดียว

 

ซื้อของเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาจอดอย่างสงบที่บ้าน

 

โดยภรรยาได้ตั้งชื่อ Sylphy ลูกรักคันนี้ว่า น้อง“เพชรพลอย”

 

จอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็เปิดเก๊ะดูสักหน่อยว่าทางศูนย์ให้อะไรมาบ้าง

เริ่มที่สมุดคู่มือการใช้รถ

 

ตามด้วยสมุดรับประกันและการบำรุงรักษา ซึ่งต้องนำไปทุกครั้งที่เข้าศูนย์บริการ

 

ส่วนเอกสารนี้คือ รายละเอียดบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 3 ปีฟรี!! เมื่อมีปัญหาไม่ว่าอะไรก็ตาม เราก็โทรให้เค้ามาช่วยเหลือได้ตลอด (เฉพาะเรื่องรถนะ ไม่ใช่หมุนเงินไม่ทัน แล้วโทรไปขอยืมเค้านะ 55555+)  เช่น ขับ ๆ อยู่ น้ำมันหมดถัง เราก็สามารถโทรให้เค้ามาเติมน้ำมันให้เราได้ ที่สำคัญฟรี!! แถมมีให้ถึง 10 ลิตรต่อปีแน่ะ

 

โดยรอบนี้เบียร์ได้ฟิล์ม Lamina แถมมาจากศูนย์ด้วย ก็จะมีใบรับประกันฟิล์มติดมาให้เรียบร้อย

 

ว่าแล้วก็เดินไปดูสเปคฟิล์มที่กระจกหน้าสักหน่อย

 

ตามด้วยกระจกด้านข้างรอบคัน

 

กลับมาดูที่กองเอกสารอีกที ก็เจอกระป๋องสีเล็ก ๆ สำหรับเป็นตัวอย่าง และเอาไว้แต้มสีได้บ้างพอขำ ๆ

 

พลิกดูอีกด้าน ระบุสีรถ KBD Dark Gray ซึ่งถูกต้อง

 

ตรวจเอกสารในเก๊ะเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าเรียบร้อยดีครับกับการรับรถครั้งนี้

และในตอนหน้า จะพาเพื่อน ๆ ไปดูวิธีจองป้ายทะเบียนรถแบบใหม่เพื่อมาติดให้น้องเพชรพลอยกันครับ

แล้วเจอกันตอนหน้าครับ

 

รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 8 “วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกก้านที่ปัดน้ำฝน”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

ถ้าเพื่อน ๆ ลองเปิดปฏิทินดู ก็จะพบว่า เราได้ผ่านพ้นฤดูฝน แล้วเริ่มต้นเข้าสู่ฤดูหนาวกันเรียบร้อยแล้วในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

แต่ความจริง ในเมืองไทยนั้น ไม่เคยมีฤดูอะไรจริงจังอย่างที่ปฏิทินบอกหรอกครับ เพราะสมัยนี้ ถ้าไม่นับ “ฤดูร้อน” กับ “ฤดูร้อนมาก” ที่เกิดขึ้นอยู่ทุกวี่วันแล้วละก็ “ฤดูฝน” ก็มักจะมาเยี่ยมเยือนชาวไทยอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ไม่ใช่หน้าฝนแต่อย่างใด

 

ดังนั้น ถ้าเบียร์จะรีวิวการใช้ “ที่ปัดน้ำฝน” ของ Nissan Sylphy ในเดือนนี้ ก็คงยังไม่ช้าเกินไปนัก

 

โดยการควบคุมที่ปัดน้ำฝนนั้น เราจะใช้ก้านยาว ๆ ที่อยู่ด้านซ้ายมือของพวงมาลัยครับ

 

สังเกตจากภาพ ระบบการทำงานของใบปัดน้ำฝนจะมี 4 ระดับนะครับ

 

– MIST คือ การกดก้านขึ้นไปเพื่อปัดเพียงครั้งเดียว ใช้เวลาที่เราต้องการปัดเพียงครั้งเดียวแล้วจบ เช่น มีน้ำหยดมาใส่กระจก เป็นต้น เพราะเมื่อเราดันก้านขึ้นไปที่ตำแหน่ง MIST ที่ปัดน้ำฝนจะทำงานทันที พอเราปล่อยมือ ก้านก็จะตกลงมาที่ตำแหน่ง OFF เช่นเดิมครับ

– INT คือ การปัดแบบหน่วงเวลา ใช้เวลาฝนตกปรอย ๆ แต่ยังไม่ตกต่อเนื่อง เมื่อเรากดก้านลงมาไว้ที่ตำแหน่งนี้ ที่ปัดน้ำฝนจะทำงานเป็นระยะ ๆ คือ ปัดสะอาด 1 ที หยุดไปสักพัก ก็ขึ้นมาปัดเอง โดยที่เราไม่ต้องมาคอยกดครับ

– LO คือ การปัดแบบต่อเนื่อง เมื่อฝนตกตลอดเวลา เรากดก้านลงมาที่ตำแหน่งนี้ ที่ปัดน้ำฝนจะทำงานตลอดเวลา ไม่มีหยุดครับ

– HI คือ การปัดแบบต่อเนื่องอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาฝนตกหนักมาก ต้องการความเร็วในการปัดน้ำฝนอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้น้ำฝนมาบดบังทัศนวิสัยครับ

 

แต่เมื่อเพื่อน ๆ สังเกตที่ก้านควบคุมให้ดี ก็จะพบว่า มีช่วงต่อเพิ่มขึ้นมา เขียนว่า INT TIME และมีขีดระดับอยู่ ซึ่งนี่คือ การตั้งเวลาในการใช้ที่ปัดน้ำฝนแบบหน่วงเวลา หรือ การกดก้านลงมาในตำแหน่ง INT ครับ โดยการควบคุมเวลานั้น ให้ท่านหมุนก้านตรงกลางตามรูป ให้จุดสีขาวด้านซ้ายตรงกับขีดที่ต้องการครับ

 

ซึ่งจำนวนขีดมาก ๆ ไม่ใช่หมายถึงความแรงหรือความถี่ในการปัดมากนะครับ แต่มันคือระยะเวลาต่างหาก

 

นั่นคือ ถ้าท่านเลือกให้ขีดเยอะ ๆ มันก็จะหน่วงเวลานานมากในการปัดแต่ละที เบียร์ไม่ได้จับเวลาว่านานเท่าไหร่

แต่เอาเป็นว่า กว่าจะขึ้นมาปัดแต่ละที แทบลืมไปเลยว่าเปิดระบบนี้ไว้ ซึ่งเหมาะกับการปัดตอนที่น้ำฝนมาน้อยมาก แบบนาน ๆ มีละอองตกลงมาที

โดยการใช้งาน ท่านก็เลือกให้เหมาะสมกับสภาพฝน ณ เวลานั้นนะครับ

 

ที่สำคัญ เวลาเราขับรถ เราไม่สามารถดูได้ว่า เราใช้ขีดมากหรือน้อย เบียร์แนะนำเทคนิคให้ครับ คือ ถ้าเราต้องการให้ปัดเร็วขึ้นหรือถี่ขึ้น ให้หมุนแกนกลางไปข้างหน้า และถ้าต้องการให้ช้าลง ให้หมุนมาข้างหลังครับ

เท่านี้เอง ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ

**********************

วิธียกที่ปัดน้ำฝน

เพื่อน ๆ หลายคนรับรถมา คงจะได้รับกระดาษแผ่นนี้แขวนติดมากับก้านควบคุมที่ปัดน้ำฝนด้วย

 

ซึ่งนิสสันทำเอกสารนี้ขึ้นมา เพื่อแนะนำการยกที่ปัดน้ำฝนภายนอกรถ เมื่อเพื่อน ๆ ต้องการจะทำความสะอาดกระจกนั่นเอง

 

ดูแล้วค่อนข้างยุ่งยากเหมือนกัน เพราะปกติในรถทั่วไป จะสามารถยกที่ปัดน้ำฝนได้เลย ไม่ต้องมาเปิดระบบไฟฟ้าตามที่นิสสันแนะนำแบบนี้

 

ซึ่งดูตามเอกสารแล้ว เบียร์คงไม่เขียนวิธีซ้ำนะครับ

 

แต่เบียร์ขอลองทำด้วยตัวเองผ่านคลิปเลยดีกว่า ถ้าเพื่อน ๆ อ่านเอกสารไม่เข้าใจ ก็ลองดูตามคลิปที่เบียร์ทำได้เลยครับ

 

สำหรับรีวิวตอนที่ 8 ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ

ขอบคุณมากครับที่เข้ามาอ่านกัน ถ้ามีตอนที่ 9 เมื่อไหร่ จะรีบแจ้งให้ทราบนะครับ

 

รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 7 “สำรวจอุปกรณ์ด้านหน้า ว่าคุ้มค่าแค่ไหน?”

 

เมื่อเราได้ปรับท่านั่งสำหรับการขับขี่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลามาสำรวจคอนโซลด้านหน้าเพิ่มเติมกันครับ ว่าในรถซิลฟีของเรานั้น มีอุปกรณ์อะไรบ้าง? และแต่ละอย่างใช้งานกันอย่างไร?

เริ่มที่แผงประตูกันก่อน

 

มองลงไปด้านล่างมีช่องวางแก้วน้ำ หรือขวดน้ำให้ 1 ช่อง พร้อมใส่ข้าวของที่จำเป็นในช่องได้อีก ซึ่งมีให้ทั้งฝั่งคนขับ

 

และฝั่งคนนั่ง

 

ไล่สายตาขึ้นมา จะพบกับแผงควบคุมพร้อมปุ่มสีดำ

 

มาดู 2 ปุ่มแรกนี้กันก่อน

 

ปุ่มแรกด้านซ้าย รูปกากบาททับแผงประตู จะเป็นปุ่มที่ใช้สำหรับล็อคไม่ให้เปิดหน้าต่าง ซึ่งรถได้มอบสิทธิให้คนขับสามารถล็อค เพื่อไม่ให้มีใครกดปุ่มเปิดหน้าต่างจากแผงประตูบานอื่นเล่นได้นั่นเอง

ซึ่งเจ้าปุ่มนี้ นิสสันทำมาเพื่อ

1. ความปลอดภัยในกรณีที่คุณมีลูก มีหลานตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่ด้านหลัง แล้วเผลอไปกดปุ่มเปิดกระจกหน้าต่างเล่น ทำให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ตามมาได้ อาทิเช่น เด็กเอาแขนโผล่ออกไปนอกหน้าต่าง อาจจะโดนรถเฉี่ยวได้ เป็นต้น

 

2. ถ้าเพื่อน ๆ ไปติดฟิล์มรถยนต์มาใหม่ ๆ เราจะไม่สามารถเปิดกระจกหน้าต่างได้ภายใน 7 วันครับ ซึ่งเราก็ควรใช้ปุ่มนี้ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารท่านอื่นเผลอกดหน้าต่างลงให้ฟิล์มเสียหายนั่นเอง

 

ส่วนปุ่มข้าง ๆ ถัดมา เป็นรูปแม่กุญแจล็อค กับไม่ล็อค ก็ตรงตัวเลย คือปุ่ม “ล็อครถ” กับ “ปลดล็อครถ” ซึ่งเอาไว้ให้เรากดเมื่อเรานั่งอยู่ในรถ หรือกำลังขับรถอยู่นั่นแหล่ะ

 

เนื่องจาก Nissan Sylphy จะไม่มีระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนดนะครับ นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ขับไปไกลแค่ไหน แต่ไม่ยอมกดปุ่มล็อคนี้ รถก็จะไม่ล็อคครับ

ยกเว้นบางท่านที่นำรถไปติดระบบกันขโมยทั่วไปเพิ่มเติม ก็จะมีระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรคใส่มาให้แทน

ซึ่งการใช้งานแรก ๆ ไม่ชินเลยครับ ลืมล็อครถทุกที พอเริ่มล็อครถจนชินแล้ว ก็ดันลืมปลดล็อคอีก ผลก็คือ โดนคนนั่งข้าง ๆ “เหวี่ยง” เข้าให้นะสิครับ หาว่าไม่ยอมให้เค้าลง 55555+

 

เนื่องจาก Nissan Sylphy ก็เหมือนรถรุ่นใหม่ ๆ ทั่วไป ที่อำนวยความสะดวกให้คนขับเสียเหลือเกิน นั่นคือ แม้เราจะล็อคประตูอยู่ แต่ถ้าคนขับต้องการเปิดประตูรถ ก็สามารถเปิดออกได้ในทันที ไม่ต้องปลดล็อคก่อน (เฉพาะเปิดจากภายในนะครับ แต่ถ้าเปิดจากภายนอกยังล็อคอยู่ตามปกติ)

 

ในเมื่อมันสะดวกแบบนี้ เบียร์ก็ลืมปลดล็อคประจำนะสิครับ กว่าจะฝึกให้คล่อง ไม่ให้คนข้าง ๆ มาเหวี่ยงใส่ ก็เล่นเอาระบมไปทั้งตัวแล้วละ หุหุ

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ข้อดีของการที่เราสามารถเปิดประตูคนขับได้ แม้รถจะล็อคอยู่ ก็ทำให้เบียร์ได้คิด“เทคนิคการล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์” ที่เขียนไปในรีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 3 “เทคนิคการล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์” นั่นแหล่ะครับ

ระบบล็อครถอัตโนมัติใน Nissan Sylphy

แม้เวลาขับขี่ รถจะไม่ล็อคเองอัตโนมัติก็ตาม แต่นิสสันก็ใส่ระบบล็อคอัตโนมัติมาให้ในตอนที่ปลดล็อครถโดยไม่ได้ตั้งใจครับ สมมติ เพื่อน ๆ สั่งปลดล็อครถด้วยรีโมท แต่เพื่อน ๆ ไม่ยอมเปิดประตูรถบานใด บานหนึ่ง ภายในช่วงไม่เกิน 1 นาที รถจะล็อคเองอัตโนมัติครับ!!

 

ซึ่งระบบนี้มีขึ้นมาเพื่อป้องกันการเผลอไปโดนปุ่มเปิดรถที่รีโมทโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจจะทำให้ผู้ไม่หวังดี สามารถเปิดรถเราเข้าไปได้แบบสบาย ๆ ถือว่าเป็นความปลอดภัยที่ทางนิสสันใส่ใจทำมาให้เราครับ

แค่ปุ่มล็อครถ เบียร์ก็ร่ายไปซะยาวเลย กลับมาดูแผงปุ่มกันต่อครับ

 

สำหรับอีก 4 ปุ่มที่เหลือ คือ ปุ่มเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บานครับ ซึ่งก็วางเรียงตามทิศทางของกระจกอยู่แล้ว ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใด

และอย่าลืมนะครับว่า ในกรณีที่เพื่อน ๆ ไปรับรถมา แล้วเค้าเพิ่งติดฟิล์มมาให้ หรือเพื่อน ๆ เพิ่งนำรถไปติดฟิล์มด้วยตัวเอง จะยังไม่สามารถเปิดกระจกได้ใน 7 วันนะครับ

แต่ดูดี ๆ จะเห็นว่าปุ่มเปิดกระจกไฟฟ้าด้านคนขับด้านเดียว จะมีตัว A ติดอยู่ นั่นคือ ระบบ Auto คือ กดครั้งเดียวขึ้นสุด – ลงสุดนั่นเองครับ

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ประสบปัญหาว่ากดแล้วมันไม่ auto คือ ต้องกดค้างเท่านั้น ถึงจะขึ้น แสดงว่า ระบบไฟของรถเพื่อน ๆ ถูก Reset มาครับ

วิธีแก้ไขให้เข้าไปดูได้ที่ วิธีแก้ไขกระจกไฟฟ้าด้านคนขับขึ้น-ลงไม่ Auto (มีคลิป VDO)

ส่วนกระจกด้านอื่นจะเป็นแบบ Manual ครับ คือ จะเปิดแค่ไหน ก็กดไปแค่นั้น จะเปิดให้หมด ก็ต้องกดจนสุดนั่นเอง

 

ถัดมาจากแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าก็จะเจอช่องไว้ดึงประตูปิด ซึ่งเอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิกได้นิดหน่อย แต่ส่วนตัวเบียร์จะชอบใส่เหรียญไว้ทิปเด็กโบกรถ หรือจ่ายค่าทางด่วนมากกว่า เบียร์เลยลองหย่อน iPhone ลงไปให้เพื่อน ๆ ดูด้วยตัวเองว่า ช่องมันใหญ่ มากน้อยแค่ไหน

 

จากแผงประตู เบียร์ขอพุ่งสู่เพดานด้านคนขับต่อเลย แหงนหน้ามาก็เจอกับสิ่งนี้ครับ

 

มันคือที่บังแดด พร้อมสายรัด สำหรับให้เราสอดเอกสารจำเป็นได้อีกด้วยครับ ว่าแล้วก็ลองดึงลงมาบังแดดดูสิ

 

จริง ๆ วัตถุประสงค์หลักมันคือ เอาไว้บังแสงแดดส่องเข้าตา แต่ในเมืองไทย ไม่ค่อยมีคนใช้บังแดดมากเท่ากับการส่องกระจกเช็คความสวย ความหล่อ หรอก ยิ่งสาว ๆ ในยุคสมัยของการจราจรที่ติดขัด + ชีวิตที่ต้องเร่งรีบด้วยแล้ว จึงหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าในรถไม่ได้

นิสสัน ซิลฟีจึงมอบกระจกส่องหน้า พร้อมไฟมาให้ใช้เรียบร้อยแล้ว

 

ว่าแล้ว เบียร์ก็ขอเช็คความหล่อของตัวเองดูสักหน่อย ^^

 

หันไปดูที่ด้านคนนั่ง ก็มีที่บังแดดให้มาเหมือนกัน

 

แถมยังมีกระจกแต่งหน้าพร้อมไฟให้ส่องตอนมืด ๆ มาเหมือนกันอีกด้วย

 

ทีนี้มาดูตรงกลางของเพดานรถด้านหน้า ก็จะพบสิ่งนี้

 

เบียร์เลยลองกดตรงนี้ดู

 

ฝาก็เด้งลงมาแบบนี้

 

ให้เก็บแว่นตาได้ง่าย ๆ แบบนี้

 

มาดูช่องถัดมากันดีกว่า มีปุ่มเต็มไปหมด

 

โดยปุ่มซ้ายสุดและขวาสุด คือ ปุ่มเปิดไฟส่องแผนที่ในแต่ละด้าน

 

ปุ่มซ้ายเอาไว้เปิดด้านคนนั่ง ส่วนปุ่มขวาก็เปิดด้านคนขับแบบนี้

 

ซึ่งไฟส่องแผนที่แยกด้านแบบนี้ สามารถใช้งานได้จริงครับ เพราะเมื่อเบียร์ลองเปิดไฟส่องแผนที่ด้านคนขับในช่วงกลางคืน ก็จะมีไฟส่องมาให้เฉพาะด้านคนขับจริง ๆ

 

ลองดูจากด้านนอกรถครับ

 

ทีนี้ มาดูปุ่มถัดมาครับ รูปแสงไฟ + ประตูรถเปิด ก็แปลตรง ๆ เลยว่า ถ้าประตูรถเปิด ไฟก็จะเปิดนั่นเอง

 

แต่ปุ่มนี้ต้องทำความเข้าใจหน่อยครับว่า ถ้าเรากดปุ่มเข้าไปลึกแบบนี้ มันคือการปิดระบบ นั่นหมายความว่า ถ้าเราเปิดประตูรถอยู่ ไฟจะไม่สว่างครับ

 

แต่ถ้าเรากดปุ่มให้มันมาเสมอเรียบกับปุ่มอื่นแบบนี้ คือการเปิดระบบ

 

นั่นคือ ไฟส่องแผนที่ทั้ง 2 ด้านจะสว่างขึ้น เมื่อประตูรถบานใด บานหนึ่งมีการเปิดออกแบบนี้

 

แต่เมื่อเราปิดประตูปุ๊ป จะแยกเป็น 2 กรณีครับ

1. ถ้าเรายังไม่ได้เปิดระบบไฟรถ หรือเพิ่งปลดล็อครถ แล้วเดินเข้ามานั่งในรถ ต่อให้เราปิดประตูแล้ว ไฟจะยังไม่ดับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรามองเห็นภายในรถ จนกว่าเราจะกดปุ่ม Start 1 ที ไฟก็จะดับลงทันที

 

2. แต่ถ้าเราสตาร์ทรถ หรือเปิดระบบไฟด้วยการกดปุ่ม Start ไว้ก่อนแล้ว พอเราปิดประตูปุ๊ป ไฟจะดับปั๊ปเลย

ถือว่าเป็นระบบที่หรูหรา และสะดวกสบายกับชีวิตขึ้นเยอะทีเดียวครับ

ซึ่งประโยชน์ของระบบนี้ นอกจากจะทำให้เรามองเห็นเวลาเปิดประตูรถเข้ามาในช่วงกลางคืนแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญอีกอย่าง คือ ทำให้เรารู้ได้ว่า ประตูรถเราปิดสนิทแล้วหรือยัง? อีกด้วย

 

ทีนี้ มาดูปุ่มสุดท้ายกันครับ รูปหลอดไฟ

 

ปุ่มนี้ ถ้าเรากดเข้าไปลึก ไฟส่องแผนที่ก็จะเปิดหมดทุกดวงแบบนี้

 

ซึ่งปุ่มนี้ก็ใช้งานง่าย ๆ แบบนี้แหล่ะครับ กดให้จมเพื่อเปิด และกดให้ปุ่มเด้งขึ้นมา เพื่อปิด

แต่ทีนี้ ถ้าเพื่อน ๆ มองไปที่เพดานตรงกลางของตัวรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้า กับด้านหลัง จะเห็นไฟในห้องโดยสารอีกดวงหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “ไฟเก๋ง”

 

ไฟดวงนี้ ทำมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ที่นั่งตอนหลังเป็นหลักครับ เวลาหาของหรือเข้าไปนั่งเบาะหลัง จะได้มองเห็นภายในรถได้อย่างสบาย ๆ

 

ทีนี้เมื่อเราดันปุ่มให้เป็น ON แบบนี้

 

ไฟเก๋งดวงนี้ ก็จะถูกควบคุมด้วยปุ่มสุดท้ายรูปไฟด้านหน้า ที่เรากดมาก่อนหน้านี้

 

นั่นคือ ถ้าเรากดปุ่มลงไป ไฟส่องแผนที่ทั้ง 2 ดวง และไฟเก๋งดวงนี้ก็จะติดขึ้นมาทั้งหมด และถ้าเรากดปิด ก็จะปิดทั้งหมดนั่นเอง

แต่ถ้าเราเลื่อนปุ่มมาที่ตำแหน่ง DOOR แบบนี้

 

เวลาเราเปิดประตูรถบานใด บานหนึ่ง ไฟก็จะติดขึ้น

 

แล้วถ้าเราเปิดระบบประตู ที่ไฟส่องแผนที่ด้านหน้าด้วยแล้วละก็ เวลากลางคืน จะสว่างจ้าแบบนี้เลยครับ

 

จากเพดาน ก้มลงมามองด้านล่างในตำแหน่งเดียวกัน ก็พบกับที่ท้าวแขนบุหนังขนาดใหญ่ วางแขนสบายทั้งคนขับและคนนั่ง

 

ซึ่งนอกจากจะใช้วางแขนแล้ว ก้มมาดูด้านหน้ายังมีสลักสำหรับเปิดออกด้วย

 

ผมเลยเอามือดันสลักขึ้นแบบนี้

 

ก็พบห้องแห่งความลับเล็ก ๆ แบบนี้

 

มองแล้วเป็นห้องที่ไม่กว้างใหญ่ แต่ออกแนวลึกสุดใจ

 

เอา iPhone ไปวางเป็นนายแบบเช่นเคย เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้รู้ขนาดโดยประมาณ

 

ที่บอกว่าเป็นห้องแห่งความลับ เพราะมันมีเจ้าสิ่งนี้ซ่อนอยู่ โดยที่ใครไม่รู้ ก็จะหาไม่เจอ

 

เมื่อเปิดฝาออกมา ก็พบว่า มันคือช่องสำหรับเล่นเพลงจาก USB และ AUX นั่นเองครับ หลายคนที่ได้รถใหม่ ๆ มักจะหาไม่ค่อยเจอ เพราะเข้าใจว่า ช่องเสียบนี้จะต้องอยู่กับตัววิทยุ ซึ่งเบียร์จะรีวิวการใช้งานทั้ง USB และ AUX แน่นอนในตอนต่อ ๆ ไปในเรื่องเครื่องเสียงของ Sylphy ครับ

 

ถัดจากที่วางแขน มาดูพื้นที่ตรงกลางระหว่างเบาะคนขับ กับเบาะผู้โดยสารตอนหน้ากันต่อครับ

 

เริ่มที่ช่องนี้ มองเผิน ๆ ก็น่าจะวางของเช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ลงไปได้

 

แต่ความจริงแล้ว เราสามารถเลื่อนแผ่นนี้ได้ ด้วยการลากมันไปอีกด้านครับ

 

ก็จะพบช่องวางแก้วน้ำ 2 ใบแบบนี้

 

ดูจากขนาดแล้ว วางแก้วกาแฟผอม ๆ หรือกระป๋องน้ำอัดลมน่าจะกำลังดี แต่ผมทดสอบวางด้วยแก้วกาแฟใบอ้วนเลยแล้วกัน

 

ก็สามารถวางได้ทั้ง 2 ใบนั่นแหล่ะ

 

เพียงแต่มันจะเบียดกันหน่อย 55555+

 

แต่ทีนี้ ถ้าเพื่อน ๆ ไม่มีแก้วน้ำมาวาง เพื่อน ๆ สามารถดึงที่กั้นกลางออกได้ครับ

 

ช่องก็จะกว้างขวางแบบนี้

 

เอามือถือ iPhone ใส่ลงไปให้ดูกันจะจะอีกที ถึงขนาดความยาว หลังดึงที่กั้นกลางออก

 

ถัดจากช่องนี้ไปทางผู้โดยสารคนนั่ง จะเป็นเบรกมือ ซึ่งเอาไว้กั้นไม่ให้คนนั่งมานอนหนุนตักคนขับ 55555+

 

ล้อเล่นครับ ความจริงเจ้าก้านยาว ๆ ที่ไม่ใช่พันธุ์ทุเรียน หลายคนรู้จักดีอยู่แล้ว ว่ามันคือ “เบรคมือ” มีไว้ให้ดริฟท์ เอ๊ย ไม่ใช่ครับ มีไว้ดึงกันรถไหล เวลาจอดในที่ลาดชันครับ

 

ซึ่งวิธีใช้ก็กดปุ่มที่ด้าม แล้วลากขึ้นมาเลยครับ เวลาไปจอดในที่ลาดชัน จะช่วยกันรถไหลได้อีกชั้นหนึ่งครับ ซึ่งในรุ่นเกียร์ธรรมดาอย่าง S MT ควรใช้ตอนที่รถติดบนสะพานด้วยนะครับ เวลาออกตัว อย่าเพิ่งปลดเบรคมือลง แต่ให้ออกตัวไปก่อนนิดนึง แล้วค่อยปลดเบรคมือลง จะช่วยไม่ให้รถไหลไปข้างหลังครับ

โดยวิธีดึงเบรคมือลงก็เพียงกดปุ่มที่ด้าม แล้วดึงเบรคมือขึ้นให้สุด จากนั้นก็ดันกลับลงไปที่เดิมได้เลยครับ ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ดึงเบรคมือเอาไว้ จะมีไฟเตือนสีแดง ขึ้นที่หน้าจอด้านซ้าย บริเวณเลข 0 เแบบนี้

 

แล้วถ้าเพื่อน ๆ ออกรถไป โดยที่ไม่ได้ดึงเบรคมือลง เมื่อถึงความเร็วประมาณ 7 กม./ชม. รถจะร้องเตือนนะครับ เสียงคล้าย ๆ นาฬิกาดัง “ติ๊ด ติ๊ด….ติ๊ด ติ๊ด…..” เพื่อเตือนว่า เพื่อน ๆ ลืมปลดเบรคมือ เป็นการช่วยป้องกันผลลัพธ์ของการลืม นั่นคืออาการ “เบรคไหม้” ครับ

ถัดขึ้นมาจะเจอช่องเล็ก ๆ อีกช่องหนึ่งครับ เอาไว้ใส่ของจุกจิกตามใจเจ้าของรถครับ

 

ซึ่งเบียร์ก็จับนายแบบเจ้าเดิม iPhone มาวางวัดขนาดให้ดูกันครับ

 

จากช่องใส่ของ มองไล่ขึ้นมา ก็จะพบคันเกียร์ CVT ครับ โดยมีฐานเป็นลายไม้ เพิ่มความหรูหรา

 

แต่เบียร์จะขอยกยอดเรื่องเกียร์ไปพูดทีเดียวในรีวิวช่วงขับขี่นะครับ ขอพามาดูช่องเล็ก ๆ เหนือคันเกียร์ช่องนี้ก่อน ด้วยการกด 1 ที

 

ช่องก็จะเปิดออกมาแบบนี้

 

ช่องกลม ๆ ด้านขวา เมื่อเราดึงจุกนี้ออกมา ก็สามารถชาร์ตหรือต่อไฟได้ทันที ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เป็นขาสูบ เข้าใจว่าต้องซื้อที่จุดบุหรี่เพิ่มเติมนะครับ ราคาประมาณ 400 กว่าบาทครับ

 

ส่วนช่องด้านซ้าย หลายท่านคงเข้าใจว่าเป็นที่เขี่ยบุหรี่ เพราะสามารถดึงออกมาทำความสะอาดได้ครับ

 

แต่ดันมีป้ายกำกับไว้ว่า “ห้ามสูบบุหรี่” นะจ๊ะ 55555+

 

ดังนั้น เบียร์ว่าเอาไว้ใส่ของจุกจิกเช่น เศษเหรียญ ก็น่าจะเหมาะสมกว่าครับ เพราะถ้าล้วงไม่ได้ เราก็ยังสามารถดึงกล่องมันออกมาได้นั่นเอง

เมื่อปิดช่องเรียบร้อยแล้ว เบียร์หันไปทางด้านซ้าย ก็เจอกับสิ่งนี้

 

เลยลองเปิดออกมาก็พบกับเก๊ะใส่ของถึงสองชั้น

 

ก้มลงดู มีขนาดที่ใหญ่และลึกมาก เบียร์ชอบตรงมี 2 ชั้น ทำให้แบ่งของใส่ได้อย่างเป็นระเบียบมากกว่าชั้นเดียวโดด ๆ

 

ซึ่งรีวิวตอนที่ 7 เบียร์คงขอพักการสำรวจด้านหน้าไว้เพียงเท่านี้ก่อน ในตอนที่ 8 เบียร์จะพาเพื่อน ๆ มาดูวิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกที่ปัดน้ำฝนเพื่อทำความสะอาดกันครับ

อ่านต่อได้เลยที่ รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 8 “วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกก้านที่ปัดน้ำฝน”

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ