คลังเก็บป้ายกำกับ: คุณป๊อกกี้

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT 2014 by Biere ตอน “รับรถที่โชว์รูม”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่ Nissan Juke เปิดตัวจำหน่ายในไทยมาได้ไม่กี่เดือน ก็พบว่ายอดขายสูงมากกว่าที่คิด แม้ไม่มีตัวเลขยืนยันแน่ชัดจากทางนิสสัน มอเตอร์ แต่การที่เบียร์ได้เห็น Juke วิ่งบนถนนวันละหลายสิบคัน แถมเห็นทุกวัน มันยืนยันได้เป็นอย่างดี

 

ที่แน่ๆ  บรรดาเพื่อน ๆ หลายคนที่รู้จักก็มาปรึกษา แล้วพากันไปออก Juke อีกหลายคน แม้แต่ลูกค้าที่ร่วมการร่วมงานกันอยู่ ก็ยังไม่วายไปออก Juke มาด้วยซะงั้น

 

คือถ้า Nissan Juke เป็นรถตลาดทั่ว ๆ ไป เช่น รถ eco car เครื่อง 1000 – 1200 , รถ B Segment เครื่อง 1,500 หรือ รถ C Segment เครื่อง 1600 – 2000 จะออกป้ายแดงกันมามากมาย เบียร์ก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะเป็นเรื่องปกติ

 

แต่การที่ Nissan Juke เป็นรถหน้าตาที่ฉีกแนวออกไปจากรถตลาดอย่างมาก แถมเปิดตลาดใหม่ กลุ่ม Sport Crossover ที่ไม่มีคู่แข่งเทียบเคียงใด ๆ

และแม้ว่าใคร ๆ ต่างก็ยัดเยียดรถ Mini SUV จากบางค่ายมาให้เป็นคู่แข่งเพื่อเปรียบเทียบกันก็ตาม แล้วดันสร้างยอดขายได้มากมายขนาดนี้ ถือว่านิสสัน จู๊คประสบความสำเร็จในเมืองไทยมากมายเลยทีเดียว

 

และแล้วความร้อนแรงของนิสสัน จู๊ค ก็กลับเพิ่มมากขึ้นไปอีก เมื่อพี่ชายเบียร์ได้ตัดสินใจเลือก Nissan Juke สีแดงสดมาเป็นรถคู่ใจคันใหม่ แทนที่ Toyota Vigo ที่ใช้อยู่ทันที ซึ่งการตัดสินใจของพี่ชายครั้งนี้ สร้างความแปลกใจให้เบียร์พอสมควร เพราะไม่คาดคิดว่า He จะเลือก Juke จริง ๆ

เบียร์จึงพาพี่ชายไปจองรถที่โชว์รูมนิสสัน กรุงไทย รามอินทรา กม. 4 เช่นเคย โดยกำหนดนัดรับรถในวันที่ 9 พฤษภาคม 2014

 

เมื่อถึงวันที่ 9 พฤษภาคมที่เฝ้ารอ ครอบครัวนิสสันครอบครัวนี้ ก็ยกพลกันมารับสมาชิกใหม่ Nissan Juke 1.6 ด้วยรถนิสสันเครื่อง 1600 ถึง 2 คัน นั่นคือ Nissan Tiida 1.6 และ Nissan Sylphy 1.6

 

ซึ่งทางนิสสัน กรุงไทยก็ได้เตรียมรถ Nissan Juke คันใหม่เอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วด้านหน้าโชว์รูม

 

เนื่องจากการรับรถรอบนี้ไม่ใช่รถของเบียร์ เบียร์จึงปล่อยให้พี่ชายดำเนินการด้านเอกสารไป และพาตัวเองออกมาตรวจเช็ครถตามปกติ

 

ที่จริงแล้ว เบียร์เองก็รู้จักเจ้า Juke มาระดับหนึ่งแล้ว จากที่ได้เขียนรีวิวรถ Nissan Juke ฉบับเต็มไปเรียบร้อยแล้วในชื่อตอนว่า “เธอคือ…สิ่งที่ฉันตามหา” ที่เพื่อน ๆ เคยมาอ่านกันแล้วนั่นละ

ซึ่งข้อที่ควรระวังในการรับรถ Nissan Juke นั้น คงมีแค่งานประกอบรถเท่านั้นที่น่ากังวล ดังนั้น เบียร์จึงเดินตรวจ สำรวจรอบคันให้เรียบร้อย

 

เสร็จจากภายนอก ก็สำรวจต่อภายใน

 

เมื่อมั่นใจว่างานประกอบโอเคแล้ว เบียร์ก็มาสำรวจวันที่ผลิตยาง เพื่อให้มั่นใจว่ายางไม่เก่าจนเกินไป

 

โดยตัวเลขออกมาคือ 1314 นั่นคือ สัปดาห์ที่ 13 ของปี 2014 ซึ่งก็ถือว่าใหม่ทีเดียว เพราะนับนิ้วไปมาก็น่าจะจะผลิตประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมานี่เอง

จากนั้นมาสำรวจป้ายแดง ก็พบว่ามันไม่มีตรา ขส ตรงมุมล่างขวา แสดงว่าเป็นป้ายปลอม

 

เบียร์จึงทักท้วงเซลล์ทันที เพราะเบียร์เองเน้นย้ำมาก ว่าต้องได้ป้ายแดงแท้เท่านั้น ซึ่งเซลล์ก็แจ้งว่า ช่วงนี้ปล่อยรถ Juke เยอะมาก ป้ายแดงแท้หมดเกลี้ยง เดิมทีมีลูกค้านัดเข้ามาเปลี่ยนป้ายเมื่อวาน เลยคิดว่าจะเปลี่ยนให้ Juke ของพี่ชายทัน

แต่ลูกค้าท่านนั้นกลับไม่ได้มาตามนัด เพราะติดธุระ และได้ขอเลื่อนมาคืนป้ายในวันศุกร์แทน เซลล์จึงต้องใส่ป้ายปลอมให้พี่ชายมาก่อนชั่วคราว แล้ววันเสาร์จะนัดเข้ามาเปลี่ยนป้ายแดงแท้อีกครั้งหนึ่ง

 

จบเรื่องป้ายแดงแล้ว มาดูของที่ได้รับกันต่อ เริ่มที่สมุดคู่มือรถ

 

ตามด้วยสมุดรับประกันและการบำรุงรักษา ซึ่งเอาไว้พกมาเวลาเข้าศูนย์บริการ

 

เจอกล่องใหญ่ ๆ 1 กล่อง มันคืออะไรหว่า?

 

เปิดมาดูสิ โห คู่มือระบบเครื่องเสียงเล่มเบ้อเริ่ม

 

จริง ๆ ก็คงไม่ค่อยได้อ่าน เพราะเบียร์คุ้ยแคะแกะเกาในรีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 7  “เครื่องเสียงทันสมัยกับ I CONNECT” ไปเองจนหมดไส้ หมดพุงแล้ว

 

นิสสันมีสายต่อมาให้เพิ่มอีก 1 สาย

 

ต่อมาเป็นบัตรรับประกันพ่นกันสนิมที่ศูนย์แถมให้

 

เปิดมามีรายละเอียดและการนัดหมาย

 

ส่วนศูนย์พ่นกันสนิมนั้นก็คือ ศูนย์ Car-Lack 68 ที่เพิ่งเข้ามาตั้งสาขาในศูนย์นิสสัน กรุงไทย รามอินทราไม่นานมานี้นี่เอง ซึ่งเบียร์ว่าสะดวกกับลูกค้ามาก

เพราะตอนที่เบียร์ซื้อ Nissan Sylphy และ Nissan March 2013 เมื่อปีที่แล้วนั้น ศูนย์นิสสัน กรุงไทยได้แถมบริการพ่นกันสนิมของอีกบริษัทหนึ่งให้ ซึ่งไม่ได้ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันแบบนี้ ทำให้ลำบากที่จะไปใช้บริการ

 

เอกสารถัดมาคือ บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง ที่นิสสันมอบความอุ่นใจให้ตลอด 3 ปีแรกที่ใช้รถคันนี้ มีปัญหาอะไร โทรได้ตลอด แม้น้ำมันหมดจนสตาร์ทไม่ติด ก็โทรมาให้ช่วยเติมน้ำมันให้ฟรีได้ถึง 10 ลิตร  ต่อปี นับว่าดีมาก (แต่รถนิสสันทุกคัน เบียร์ก็ไม่เคยใช้สิทธินะ เพราะการปล่อยให้รถน้ำมันเกลี้ยงถัง มันไม่ส่งผลดีต่อรถของเราเท่าไหร่นัก)

 

เปิดดูเอกสารถัดไป เป็นสมุดคู่มือฉบับย่อ ที่บอกข้อมูลสำคัญ ๆ เพื่อให้รู้จักและเข้าใจระบบรถคร่าว ๆ เพื่อขับรถกลับบ้านได้ สำหรับคนที่ไม่เคยใช้รถนิสสันมาก่อน

ซึ่งเป็นการพัฒนาขึ้นมาของนิสสัน เพราะช่วยมือใหม่ได้เยอะจริง ๆ

 

และสุดท้ายเป็นใบรับประกันฟิล์มของ Lamina ที่ศูนย์แถมมาให้ด้วย

 

ว่าแล้วก็ไปดู spec ฟิล์มสิว่า ให้มาถูกไหม?

 

ซึ่งฟิล์มหลายยี่ห้อจะระบุ spec ฟิล์มบนกระจกแบบนี้เป็นระยะ ๆ นั่นอาจจะทำให้เรารำคาญได้

โดยถ้าอักษรไปบดบังทัศนวิสัยในจุดสำคัญ เราสามารถลบออกได้ด้วยน้ำยาที่ Lamina ให้มาครับ

โดยเราสามารถเอาสำลีชุบน้ำยานี้ แล้วป้ายออกได้เลย แต่ไม่ต้องลบหมดนะครับ ควรเหลือจุดที่ไม่สำคัญ ที่ไม่ได้บดบังทัศนวิสัยไว้บ้างนะครับ เผื่อฟิล์มมีปัญหา ต้องเคลม จะได้รู้ spec ฟิล์ม เพราะบางทีใบรับประกันก็ไม่ได้ระบุ spec ชัดเจน

 

เบียร์ตรวจครบเรียบร้อยทุกอย่าง ทางเซลล์ก็เดินมาแซวขำ ๆ ว่า คุณเบียร์มารับรถด้วยแบบนี้ คงไม่ต้องอธิบายการใช้งานรถแล้วมั้งครับ

เบียร์เลยบอกว่า ไม่ขนาดนั้นหรอกครับ เบียร์เองอาจจะเคยได้สัมผัสและรีวิว Juke มาก่อนก็จริง แต่เบียร์ก็อยากรับความรู้และข้อมูลจากเซลล์อยู่ดี

เพราะการได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกันเป็นสิ่งที่ดีกว่า เนื่องจากประสบการณ์แต่ละคนย่อมต่างกัน

จากนั้นเซลล์ก็เริ่มอธิบายการใช้งานภายนอกรถให้พี่ชายฟัง

 

ต่อด้วยด้านใน

 

จุดที่เบียร์อยากชมเชยคุณอุดม เซลล์ที่ขายรถให้เบียร์มาเป็นคันที่ 3 แล้วนั้น คือมารยาทและความใส่ใจ เพราะก่อนที่คุณอุดมจะขึ้นรถไปอธิบายการใช้งานนั้น คุณอุดมจะถอดรองเท้าก่อนขึ้นรถทุกครั้ง

 

เมื่ออธิบายการใช้งานเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาส่งมอบรถ โดยครั้งนี้ เบียร์ยังได้รับเกียรติจากคุณพิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล หรือคุณป๊อกกี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท สยามนิสสันกรุงไทย มาส่งมอบรถให้ด้วยตัวเองเหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา

 

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยสมบูรณ์ รถนิสสันทั้ง 3 คันก็เคลื่อนตัวออกจากโชว์รูมนิสสัน กรุงไทยเดินทางกลับบ้านกันทันที

 

จนถึงวันเสาร์ตามที่เซลล์นัดไว้ พี่ชายก็ขับเจ้า Juke มาเปลี่ยนป้ายแดงแท้ที่ศูนย์อีกครั้ง เพื่อความสบายใจในการใช้รถ

 

ผ่านไป 17 วัน ทางคุณอุดมก็โทรมาแจ้งว่า ป้ายขาวมาแล้ว ให้เข้ามาเปลี่ยนได้เลย ซึ่งพี่ชายก็รีบขับไปเปลี่ยนทันที เพราะการใช้ป้ายขาว ย่อมสบายใจกว่าใช้ป้ายแดงครับ

 

ได้เลขทะเบียนคล้ายกันกับ Sylphy เลยทีเดียว ผิดไปแค่ตัวหน้าตัวเดียวเท่านั้น

 

เป็นอันว่า ครอบครัวเบียร์เสร็จนิสสัน จู๊คไปอีกหนึ่งคันครับ ต้องยอมรับเลยว่าของเค้าดีจริง

 

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ

 

 

รีวิว Nissan Sylphy 1.6 V CVT by Biere ตอนที่ 1 “มารับรถกันเถอะ”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่เบียร์เคยรีวิว Nissan Sylphy 1.8V Navi ไปก่อนหน้านี้แล้วใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 1 “เติมความสุนทรีย์ให้ชีวิตด้วยมินิ เทียน่า” นั้น

 

เบียร์ยอมรับเลยว่า การได้สัมผัสความสุนทรีย์ของการใช้ชีวิตในนิสสัน ซิลฟีนั้น ทำให้เบียร์ติดใจและอยากได้มันมาครอบครองจริง ๆ

โดยก่อนหน้านี้เบียร์เองอยากได้ Nissan Teana มาใช้งานมาก แต่ยังติดที่ว่า เทียน่านั้นใหญ่เกินความจำเป็นไปทั้งเครื่องยนต์ ขนาดตัวถัง และราคา

 

พอนิสสัน ซิลฟีออกมา เบียร์รู้สึกว่ามัน“ใช่เลย”

 

และแน่นอน ด้วยทางเลือกเครื่องยนต์ของ Sylphy ที่มีให้เลือกอยู่ 2 ขนาดคือ 1800 ซีซี และ 1600 ซีซีนั้น ทำให้เบียร์ไม่ลังเลที่จะเลือกขนาด 1600 ซีซี ซึ่งมีระบบหัวฉีดคู่  (Dual Injector System)

โดยข้อดีของระบบนี้ก็คือ จะทำการฉีดน้ำมันให้เป็นละอองฝอยขนาดเล็ก กระจายไปในวงกว้าง ทำให้การเผาไหม้ในเครื่องยนต์ดีกว่าปกติ และผลลัพธ์ก็คือ การประหยัดน้ำมันขั้นเทพนั่นเอง

 

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เบียร์ก็เดินทางไปจองรถ Nissan Sylphy 1.6V CVT ซึ่งเป็นตัว Top ของเครื่อง 1.6 ที่โชว์รูมนิสสัน กรุงไทย รามอินทรา กม.4 ทันที

โดยในครั้งนี้ไม่ได้ดูฤกษ์งามยามดีในการรับรถแต่อย่างใด เพราะเมื่อเซลล์หนุ่มแจ้งว่า รถพร้อมส่งมอบแล้ว เบียร์ก็จัดฤกษ์สะดวกนัดรับรถในวันที่ 23 เดือน 4 ปี 56 ซึ่งเป็นวันที่เลขเรียงกันพอดิบ พอดี

 

วันที่ 23-4-56

ปกติแล้วเบียร์จะซื้อแคชเชียร์เช็คเตรียมไว้ก่อนล่วงหน้า แต่ด้วยเพราะยึดความสะดวกสบาย และเรียบง่ายในครั้งนี้ ทำให้เบียร์ไปซื้อแคชเชียร์เช็คในเช้าวันที่รับรถเลย

และเมื่อได้รับบัตรคิวซื้อแคชเชียร์เช็คที่ธนาคาร ก็ยังจะได้เลขเรียงอีก ดูแล้วมีความสุขทางใจจริง ๆ

 

ซึ่งอย่างที่เบียร์เคยแนะนำไปในรีวิวก่อน ๆ นะครับ ว่าการจ่ายเงินค่าตัวรถไม่ว่าจะทั้งหมด หรือแค่ดาวน์ก็ตาม เราไม่ควรถอนเงินสดไปซื้อนะครับ เพราะมันมีความเสี่ยงมากในหลายอย่าง เช่น

–   เสี่ยงที่จะเงินหายระหว่างทาง
–   เสี่ยงที่จะโดนปล้นระหว่างทาง
–   เสี่ยงที่เงินจะไม่ครบ ตอนที่เจ้าหน้าที่ของโชว์รูมมารับเงิน ไม่ว่าจะนับผิดพลาดหรือตั้งใจยักยอกก็ตาม

และนอกจากลดความเสี่ยงแล้ว ยังช่วยให้ทุกฝ่ายเกิดความสะดวก และรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ซื้อแคชเชียร์ เช็คกับธนาคาร รวมถึงตอนที่ชำระค่าตัวรถ  เพราะไม่ต้องให้เราหรือเจ้าหน้าที่มาเสียเวลานับเงินให้วุ่นวาย และแคชเชียร์เช็คที่สั่งจ่ายชื่อบริษัทขายรถโดยตรง ก็จะทำให้เงินเข้าสู่ระบบอย่างครบถ้วน ป้องกันการฉ้อโกงจากเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดี แต่แฝงตัวรอโอกาสอยู่นั่นเอง

โดยค่าธรรมเนียมแคชเชียร์เช็คอยู่ที่ 20 – 25 บาท ซึ่งเบียร์ว่ามันคุ้มมากครับ แต่จะซื้อแคชเชียร์เช็ค หรือดราฟท์ก็ขึ้นอยู่กับเขตพื้นที่หักบัญชีของธนาคารที่ออกแคชเชียร์เช็ค กับธนาคารที่บริษัทขายรถใช้บริการอยู่นั่นเองครับ ซึ่งในกรณีที่จังหวัดเดียวกัน ก็สามารถซื้อแคชเชียร์เช็คได้เลย แต่ถ้าบัญชีของทั้งสองฝ่ายอยู่คนละจังหวัด ใช้ดราฟท์ก็จะสะดวกกว่าครับ

 

และเมื่อเบียร์เดินทางถึงโชว์รูม เบียร์ก็ปล่อยให้ภรรยาทำเรื่องเอกสารกับเซลล์ไป เพราะรถเป็นชื่อเธอเช่นเคย ส่วนเบียร์ก็แอบคว้ากุญแจอัจฉริยะทั้ง 2 ดอก เดินไปดูรถที่รอส่งมอบอยู่ด้านหลังโชว์รูมก่อนเลย

 

เมื่อเดินมาถึงจุดส่งมอบรถด้านหลัง ก็ยิ้มทันทีที่เห็นความงามของเจ้า Sylphy 1.6 V คันใหม่

 

ดูด้านหลังบ้าง

 

จากนั้นก็เริ่มสำรวจสีตัวถังรอบคัน

 

และก้มดูยางทั้ง 4 ล้อ ตามวิธีที่ผมเขียนไว้ก่อนหน้านี้ในรีวิว Nissan Sylphy 1.8 V NAVI by Biere ตอนที่ 4 “เปิดฝากระโปรงหลัง และตรวจยางรถยนต์” 

 

จากนั้นเบียร์ก็ทดสอบกุญแจอัจฉริยะในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะกดปุ่มที่ประตูหน้าทั้ง 2 บานเพื่อตรวจสอบ

 

ต่อด้วยการกดปุ่มที่ฝากระโปรงหลัง

 

จากนั้นมาลองกดทุกปุ่มที่ตัวกุญแจอัจฉริยะทั้ง 2 ดอก เพื่อทดสอบว่า ทุกปุ่มใช้งานได้จริง ไม่มีผิดพลาด

 

เมื่อกดครบทุกปุ่มเรียบร้อยแล้ว ก็เดินเข้ามาในรถ ลองกดปุ่ม Start ด้วยการไม่เหยียบเบรก

 

เมื่อกดได้ 2 ครั้ง หน้าจอก็แสดงมาแบบนี้

 

ไฟเตือนทุกอย่างขึ้นตามปกติ ไม่เว้นแม้กระทั่งน้ำมัน เพราะน้ำมันกำลังจะหมดนั่นเอง!! ซึ่งไม่ว่าจะรับรถมากี่คัน ก็ไม่เคยได้แถมน้ำมันสักคัน  ชิส์

 

จากนั้นก็ไล่สายตาลงมาที่ตัวเลขล่างขวาของหน้าจอตรงกลาง ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกระยะทางทั้งหมดตั้งแต่รถวิ่งออกจากโรงงาน (ODO) หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “เลขไมล์” ทันที เพราะอยากรู้ว่าวิ่งไปกี่กิโลเมตรแล้ว

ปรากฎว่าตัวเลขออกมาที่ 41

 

โดยตัวเลขนี้เป็นที่รับได้ เพราะรู้ดีว่า เซลล์จะต้องขับรถไปติดฟิล์ม / ล้าง+เคลือบสี / ติดของแถมอื่น ๆ ที่ร้านข้างนอก ไม่ได้ให้มาติดกันที่โชว์รูม

แล้วเบียร์ก็นึกได้ว่ายังไม่ได้ดูป้ายทะเบียน เลยเดินออกมาจากรถเพื่อดูป้ายแดงทั้งหน้าและหลัง ซึ่งทะเบียนป้ายแดงสวยถูกใจ ไม่รู้ว่าทางนิสสัน กรุงไทย ตั้งใจหรือไม่ แต่ได้ความหมายดี ๆ ทั้งหมดสำหรับเบียร์ นั่นคือ
– บ มาจาก เบียร์
– 41 มาจากเลขไมล์วันรับรถ
– 99 คือเลขสวยที่ชอบเป็นพิเศษ

 

พร้อมตรา “ขส” ประทับที่มุมล่างขวาของแผ่นป้าย เพื่อบ่งบอกว่าเป็น“ป้ายแดงแท้” 

 

ซึ่งต้องมาพร้อมสมุดคุมทะเบียนจากกรมขนส่งทางบก

 

และเมื่อทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลารับมอบรถยนต์คันใหม่ โดยการรับรถในวันนี้ ถือว่าพิเศษกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะได้รับเกียรติจากคุณพิสิทธิ์ จันทรเสรีกุล หรือคุณป๊อกกี้ ซึ่งเป็นผู้บริหารระดับสูงของบริษัท สยามนิสสันกรุงไทย มาส่งมอบรถให้ผมด้วยตัวเอง

 

เมื่อรับมอบรถเรียบร้อย เบียร์ก็ขับรถ Nissan Sylphy คันใหม่ไปเติมน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 เต็มถังอย่างเร่งด่วนที่ปั๊ม Esso ถนนรามอินทรา

 

พอน้ำมันเต็มถังแล้ว เบียร์ก็ขับรถด้วยความสบายใจไปที่บ้านคุณพ่อ คุณแม่ของภรรยา เพื่อให้ทั้ง 2 ท่านเจิมรถให้ตามปกติ เหมือนทุกคันที่ผ่านมา

 

เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินทางกลับบ้าน โดยขากลับ ภรรยาก็ขอสัมผัสความสุนทรีย์บ้าง

 

ซึ่งเบียร์รู้สึกเหมือนในโฆษณา Sylphy เด๊ะเลย ที่ชมพู่ไม่ยอมให้โป๊ปขับให้

 

มามะ งั้นมาเป็นชมพู่กับโป๊ปกันสักวัน 55555+

 

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน เราแวะซื้อของที่ห้าง TOPS โดยเราได้ที่จอดรถอยู่ข้างพี่ Teana สีเดียวกันเป๊ะ มองแล้วก็ปลื้มใจ ที่ตัดสินใจซื้อ Sylphy มา เพราะมองเผิน ๆ แทบไม่ต่างกันเลยทีเดียว

 

ซื้อของเรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาจอดอย่างสงบที่บ้าน

 

โดยภรรยาได้ตั้งชื่อ Sylphy ลูกรักคันนี้ว่า น้อง“เพชรพลอย”

 

จอดรถเรียบร้อยแล้ว ก็เปิดเก๊ะดูสักหน่อยว่าทางศูนย์ให้อะไรมาบ้าง

เริ่มที่สมุดคู่มือการใช้รถ

 

ตามด้วยสมุดรับประกันและการบำรุงรักษา ซึ่งต้องนำไปทุกครั้งที่เข้าศูนย์บริการ

 

ส่วนเอกสารนี้คือ รายละเอียดบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลา 3 ปีฟรี!! เมื่อมีปัญหาไม่ว่าอะไรก็ตาม เราก็โทรให้เค้ามาช่วยเหลือได้ตลอด (เฉพาะเรื่องรถนะ ไม่ใช่หมุนเงินไม่ทัน แล้วโทรไปขอยืมเค้านะ 55555+)  เช่น ขับ ๆ อยู่ น้ำมันหมดถัง เราก็สามารถโทรให้เค้ามาเติมน้ำมันให้เราได้ ที่สำคัญฟรี!! แถมมีให้ถึง 10 ลิตรต่อปีแน่ะ

 

โดยรอบนี้เบียร์ได้ฟิล์ม Lamina แถมมาจากศูนย์ด้วย ก็จะมีใบรับประกันฟิล์มติดมาให้เรียบร้อย

 

ว่าแล้วก็เดินไปดูสเปคฟิล์มที่กระจกหน้าสักหน่อย

 

ตามด้วยกระจกด้านข้างรอบคัน

 

กลับมาดูที่กองเอกสารอีกที ก็เจอกระป๋องสีเล็ก ๆ สำหรับเป็นตัวอย่าง และเอาไว้แต้มสีได้บ้างพอขำ ๆ

 

พลิกดูอีกด้าน ระบุสีรถ KBD Dark Gray ซึ่งถูกต้อง

 

ตรวจเอกสารในเก๊ะเรียบร้อยแล้ว ก็ถือว่าเรียบร้อยดีครับกับการรับรถครั้งนี้

และในตอนหน้า จะพาเพื่อน ๆ ไปดูวิธีจองป้ายทะเบียนรถแบบใหม่เพื่อมาติดให้น้องเพชรพลอยกันครับ

แล้วเจอกันตอนหน้าครับ