รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 7 “สำรวจอุปกรณ์ด้านหน้า ว่าคุ้มค่าแค่ไหน?”

 

เมื่อเราได้ปรับท่านั่งสำหรับการขับขี่เรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลามาสำรวจคอนโซลด้านหน้าเพิ่มเติมกันครับ ว่าในรถซิลฟีของเรานั้น มีอุปกรณ์อะไรบ้าง? และแต่ละอย่างใช้งานกันอย่างไร?

เริ่มที่แผงประตูกันก่อน

 

มองลงไปด้านล่างมีช่องวางแก้วน้ำ หรือขวดน้ำให้ 1 ช่อง พร้อมใส่ข้าวของที่จำเป็นในช่องได้อีก ซึ่งมีให้ทั้งฝั่งคนขับ

 

และฝั่งคนนั่ง

 

ไล่สายตาขึ้นมา จะพบกับแผงควบคุมพร้อมปุ่มสีดำ

 

มาดู 2 ปุ่มแรกนี้กันก่อน

 

ปุ่มแรกด้านซ้าย รูปกากบาททับแผงประตู จะเป็นปุ่มที่ใช้สำหรับล็อคไม่ให้เปิดหน้าต่าง ซึ่งรถได้มอบสิทธิให้คนขับสามารถล็อค เพื่อไม่ให้มีใครกดปุ่มเปิดหน้าต่างจากแผงประตูบานอื่นเล่นได้นั่นเอง

ซึ่งเจ้าปุ่มนี้ นิสสันทำมาเพื่อ

1. ความปลอดภัยในกรณีที่คุณมีลูก มีหลานตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่ด้านหลัง แล้วเผลอไปกดปุ่มเปิดกระจกหน้าต่างเล่น ทำให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ตามมาได้ อาทิเช่น เด็กเอาแขนโผล่ออกไปนอกหน้าต่าง อาจจะโดนรถเฉี่ยวได้ เป็นต้น

 

2. ถ้าเพื่อน ๆ ไปติดฟิล์มรถยนต์มาใหม่ ๆ เราจะไม่สามารถเปิดกระจกหน้าต่างได้ภายใน 7 วันครับ ซึ่งเราก็ควรใช้ปุ่มนี้ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารท่านอื่นเผลอกดหน้าต่างลงให้ฟิล์มเสียหายนั่นเอง

 

ส่วนปุ่มข้าง ๆ ถัดมา เป็นรูปแม่กุญแจล็อค กับไม่ล็อค ก็ตรงตัวเลย คือปุ่ม “ล็อครถ” กับ “ปลดล็อครถ” ซึ่งเอาไว้ให้เรากดเมื่อเรานั่งอยู่ในรถ หรือกำลังขับรถอยู่นั่นแหล่ะ

 

เนื่องจาก Nissan Sylphy จะไม่มีระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนดนะครับ นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ขับไปไกลแค่ไหน แต่ไม่ยอมกดปุ่มล็อคนี้ รถก็จะไม่ล็อคครับ

ยกเว้นบางท่านที่นำรถไปติดระบบกันขโมยทั่วไปเพิ่มเติม ก็จะมีระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรคใส่มาให้แทน

ซึ่งการใช้งานแรก ๆ ไม่ชินเลยครับ ลืมล็อครถทุกที พอเริ่มล็อครถจนชินแล้ว ก็ดันลืมปลดล็อคอีก ผลก็คือ โดนคนนั่งข้าง ๆ “เหวี่ยง” เข้าให้นะสิครับ หาว่าไม่ยอมให้เค้าลง 55555+

 

เนื่องจาก Nissan Sylphy ก็เหมือนรถรุ่นใหม่ ๆ ทั่วไป ที่อำนวยความสะดวกให้คนขับเสียเหลือเกิน นั่นคือ แม้เราจะล็อคประตูอยู่ แต่ถ้าคนขับต้องการเปิดประตูรถ ก็สามารถเปิดออกได้ในทันที ไม่ต้องปลดล็อคก่อน (เฉพาะเปิดจากภายในนะครับ แต่ถ้าเปิดจากภายนอกยังล็อคอยู่ตามปกติ)

 

ในเมื่อมันสะดวกแบบนี้ เบียร์ก็ลืมปลดล็อคประจำนะสิครับ กว่าจะฝึกให้คล่อง ไม่ให้คนข้าง ๆ มาเหวี่ยงใส่ ก็เล่นเอาระบมไปทั้งตัวแล้วละ หุหุ

แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น ข้อดีของการที่เราสามารถเปิดประตูคนขับได้ แม้รถจะล็อคอยู่ ก็ทำให้เบียร์ได้คิด“เทคนิคการล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์” ที่เขียนไปในรีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 3 “เทคนิคการล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์” นั่นแหล่ะครับ

ระบบล็อครถอัตโนมัติใน Nissan Sylphy

แม้เวลาขับขี่ รถจะไม่ล็อคเองอัตโนมัติก็ตาม แต่นิสสันก็ใส่ระบบล็อคอัตโนมัติมาให้ในตอนที่ปลดล็อครถโดยไม่ได้ตั้งใจครับ สมมติ เพื่อน ๆ สั่งปลดล็อครถด้วยรีโมท แต่เพื่อน ๆ ไม่ยอมเปิดประตูรถบานใด บานหนึ่ง ภายในช่วงไม่เกิน 1 นาที รถจะล็อคเองอัตโนมัติครับ!!

 

ซึ่งระบบนี้มีขึ้นมาเพื่อป้องกันการเผลอไปโดนปุ่มเปิดรถที่รีโมทโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจจะทำให้ผู้ไม่หวังดี สามารถเปิดรถเราเข้าไปได้แบบสบาย ๆ ถือว่าเป็นความปลอดภัยที่ทางนิสสันใส่ใจทำมาให้เราครับ

แค่ปุ่มล็อครถ เบียร์ก็ร่ายไปซะยาวเลย กลับมาดูแผงปุ่มกันต่อครับ

 

สำหรับอีก 4 ปุ่มที่เหลือ คือ ปุ่มเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บานครับ ซึ่งก็วางเรียงตามทิศทางของกระจกอยู่แล้ว ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใด

และอย่าลืมนะครับว่า ในกรณีที่เพื่อน ๆ ไปรับรถมา แล้วเค้าเพิ่งติดฟิล์มมาให้ หรือเพื่อน ๆ เพิ่งนำรถไปติดฟิล์มด้วยตัวเอง จะยังไม่สามารถเปิดกระจกได้ใน 7 วันนะครับ

แต่ดูดี ๆ จะเห็นว่าปุ่มเปิดกระจกไฟฟ้าด้านคนขับด้านเดียว จะมีตัว A ติดอยู่ นั่นคือ ระบบ Auto คือ กดครั้งเดียวขึ้นสุด – ลงสุดนั่นเองครับ

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ประสบปัญหาว่ากดแล้วมันไม่ auto คือ ต้องกดค้างเท่านั้น ถึงจะขึ้น แสดงว่า ระบบไฟของรถเพื่อน ๆ ถูก Reset มาครับ

วิธีแก้ไขให้เข้าไปดูได้ที่ วิธีแก้ไขกระจกไฟฟ้าด้านคนขับขึ้น-ลงไม่ Auto (มีคลิป VDO)

ส่วนกระจกด้านอื่นจะเป็นแบบ Manual ครับ คือ จะเปิดแค่ไหน ก็กดไปแค่นั้น จะเปิดให้หมด ก็ต้องกดจนสุดนั่นเอง

 

ถัดมาจากแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าก็จะเจอช่องไว้ดึงประตูปิด ซึ่งเอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิกได้นิดหน่อย แต่ส่วนตัวเบียร์จะชอบใส่เหรียญไว้ทิปเด็กโบกรถ หรือจ่ายค่าทางด่วนมากกว่า เบียร์เลยลองหย่อน iPhone ลงไปให้เพื่อน ๆ ดูด้วยตัวเองว่า ช่องมันใหญ่ มากน้อยแค่ไหน

 

จากแผงประตู เบียร์ขอพุ่งสู่เพดานด้านคนขับต่อเลย แหงนหน้ามาก็เจอกับสิ่งนี้ครับ

 

มันคือที่บังแดด พร้อมสายรัด สำหรับให้เราสอดเอกสารจำเป็นได้อีกด้วยครับ ว่าแล้วก็ลองดึงลงมาบังแดดดูสิ

 

จริง ๆ วัตถุประสงค์หลักมันคือ เอาไว้บังแสงแดดส่องเข้าตา แต่ในเมืองไทย ไม่ค่อยมีคนใช้บังแดดมากเท่ากับการส่องกระจกเช็คความสวย ความหล่อ หรอก ยิ่งสาว ๆ ในยุคสมัยของการจราจรที่ติดขัด + ชีวิตที่ต้องเร่งรีบด้วยแล้ว จึงหลีกเลี่ยงการแต่งหน้าในรถไม่ได้

นิสสัน ซิลฟีจึงมอบกระจกส่องหน้า พร้อมไฟมาให้ใช้เรียบร้อยแล้ว

 

ว่าแล้ว เบียร์ก็ขอเช็คความหล่อของตัวเองดูสักหน่อย ^^

 

หันไปดูที่ด้านคนนั่ง ก็มีที่บังแดดให้มาเหมือนกัน

 

แถมยังมีกระจกแต่งหน้าพร้อมไฟให้ส่องตอนมืด ๆ มาเหมือนกันอีกด้วย

 

ทีนี้มาดูตรงกลางของเพดานรถด้านหน้า ก็จะพบสิ่งนี้

 

เบียร์เลยลองกดตรงนี้ดู

 

ฝาก็เด้งลงมาแบบนี้

 

ให้เก็บแว่นตาได้ง่าย ๆ แบบนี้

 

มาดูช่องถัดมากันดีกว่า มีปุ่มเต็มไปหมด

 

โดยปุ่มซ้ายสุดและขวาสุด คือ ปุ่มเปิดไฟส่องแผนที่ในแต่ละด้าน

 

ปุ่มซ้ายเอาไว้เปิดด้านคนนั่ง ส่วนปุ่มขวาก็เปิดด้านคนขับแบบนี้

 

ซึ่งไฟส่องแผนที่แยกด้านแบบนี้ สามารถใช้งานได้จริงครับ เพราะเมื่อเบียร์ลองเปิดไฟส่องแผนที่ด้านคนขับในช่วงกลางคืน ก็จะมีไฟส่องมาให้เฉพาะด้านคนขับจริง ๆ

 

ลองดูจากด้านนอกรถครับ

 

ทีนี้ มาดูปุ่มถัดมาครับ รูปแสงไฟ + ประตูรถเปิด ก็แปลตรง ๆ เลยว่า ถ้าประตูรถเปิด ไฟก็จะเปิดนั่นเอง

 

แต่ปุ่มนี้ต้องทำความเข้าใจหน่อยครับว่า ถ้าเรากดปุ่มเข้าไปลึกแบบนี้ มันคือการปิดระบบ นั่นหมายความว่า ถ้าเราเปิดประตูรถอยู่ ไฟจะไม่สว่างครับ

 

แต่ถ้าเรากดปุ่มให้มันมาเสมอเรียบกับปุ่มอื่นแบบนี้ คือการเปิดระบบ

 

นั่นคือ ไฟส่องแผนที่ทั้ง 2 ด้านจะสว่างขึ้น เมื่อประตูรถบานใด บานหนึ่งมีการเปิดออกแบบนี้

 

แต่เมื่อเราปิดประตูปุ๊ป จะแยกเป็น 2 กรณีครับ

1. ถ้าเรายังไม่ได้เปิดระบบไฟรถ หรือเพิ่งปลดล็อครถ แล้วเดินเข้ามานั่งในรถ ต่อให้เราปิดประตูแล้ว ไฟจะยังไม่ดับ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เรามองเห็นภายในรถ จนกว่าเราจะกดปุ่ม Start 1 ที ไฟก็จะดับลงทันที

 

2. แต่ถ้าเราสตาร์ทรถ หรือเปิดระบบไฟด้วยการกดปุ่ม Start ไว้ก่อนแล้ว พอเราปิดประตูปุ๊ป ไฟจะดับปั๊ปเลย

ถือว่าเป็นระบบที่หรูหรา และสะดวกสบายกับชีวิตขึ้นเยอะทีเดียวครับ

ซึ่งประโยชน์ของระบบนี้ นอกจากจะทำให้เรามองเห็นเวลาเปิดประตูรถเข้ามาในช่วงกลางคืนแล้ว ยังมีประโยชน์สำคัญอีกอย่าง คือ ทำให้เรารู้ได้ว่า ประตูรถเราปิดสนิทแล้วหรือยัง? อีกด้วย

 

ทีนี้ มาดูปุ่มสุดท้ายกันครับ รูปหลอดไฟ

 

ปุ่มนี้ ถ้าเรากดเข้าไปลึก ไฟส่องแผนที่ก็จะเปิดหมดทุกดวงแบบนี้

 

ซึ่งปุ่มนี้ก็ใช้งานง่าย ๆ แบบนี้แหล่ะครับ กดให้จมเพื่อเปิด และกดให้ปุ่มเด้งขึ้นมา เพื่อปิด

แต่ทีนี้ ถ้าเพื่อน ๆ มองไปที่เพดานตรงกลางของตัวรถ ระหว่างเบาะนั่งด้านหน้า กับด้านหลัง จะเห็นไฟในห้องโดยสารอีกดวงหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “ไฟเก๋ง”

 

ไฟดวงนี้ ทำมาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ที่นั่งตอนหลังเป็นหลักครับ เวลาหาของหรือเข้าไปนั่งเบาะหลัง จะได้มองเห็นภายในรถได้อย่างสบาย ๆ

 

ทีนี้เมื่อเราดันปุ่มให้เป็น ON แบบนี้

 

ไฟเก๋งดวงนี้ ก็จะถูกควบคุมด้วยปุ่มสุดท้ายรูปไฟด้านหน้า ที่เรากดมาก่อนหน้านี้

 

นั่นคือ ถ้าเรากดปุ่มลงไป ไฟส่องแผนที่ทั้ง 2 ดวง และไฟเก๋งดวงนี้ก็จะติดขึ้นมาทั้งหมด และถ้าเรากดปิด ก็จะปิดทั้งหมดนั่นเอง

แต่ถ้าเราเลื่อนปุ่มมาที่ตำแหน่ง DOOR แบบนี้

 

เวลาเราเปิดประตูรถบานใด บานหนึ่ง ไฟก็จะติดขึ้น

 

แล้วถ้าเราเปิดระบบประตู ที่ไฟส่องแผนที่ด้านหน้าด้วยแล้วละก็ เวลากลางคืน จะสว่างจ้าแบบนี้เลยครับ

 

จากเพดาน ก้มลงมามองด้านล่างในตำแหน่งเดียวกัน ก็พบกับที่ท้าวแขนบุหนังขนาดใหญ่ วางแขนสบายทั้งคนขับและคนนั่ง

 

ซึ่งนอกจากจะใช้วางแขนแล้ว ก้มมาดูด้านหน้ายังมีสลักสำหรับเปิดออกด้วย

 

ผมเลยเอามือดันสลักขึ้นแบบนี้

 

ก็พบห้องแห่งความลับเล็ก ๆ แบบนี้

 

มองแล้วเป็นห้องที่ไม่กว้างใหญ่ แต่ออกแนวลึกสุดใจ

 

เอา iPhone ไปวางเป็นนายแบบเช่นเคย เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้รู้ขนาดโดยประมาณ

 

ที่บอกว่าเป็นห้องแห่งความลับ เพราะมันมีเจ้าสิ่งนี้ซ่อนอยู่ โดยที่ใครไม่รู้ ก็จะหาไม่เจอ

 

เมื่อเปิดฝาออกมา ก็พบว่า มันคือช่องสำหรับเล่นเพลงจาก USB และ AUX นั่นเองครับ หลายคนที่ได้รถใหม่ ๆ มักจะหาไม่ค่อยเจอ เพราะเข้าใจว่า ช่องเสียบนี้จะต้องอยู่กับตัววิทยุ ซึ่งเบียร์จะรีวิวการใช้งานทั้ง USB และ AUX แน่นอนในตอนต่อ ๆ ไปในเรื่องเครื่องเสียงของ Sylphy ครับ

 

ถัดจากที่วางแขน มาดูพื้นที่ตรงกลางระหว่างเบาะคนขับ กับเบาะผู้โดยสารตอนหน้ากันต่อครับ

 

เริ่มที่ช่องนี้ มองเผิน ๆ ก็น่าจะวางของเช่น โทรศัพท์มือถือ กระเป๋าสตางค์ลงไปได้

 

แต่ความจริงแล้ว เราสามารถเลื่อนแผ่นนี้ได้ ด้วยการลากมันไปอีกด้านครับ

 

ก็จะพบช่องวางแก้วน้ำ 2 ใบแบบนี้

 

ดูจากขนาดแล้ว วางแก้วกาแฟผอม ๆ หรือกระป๋องน้ำอัดลมน่าจะกำลังดี แต่ผมทดสอบวางด้วยแก้วกาแฟใบอ้วนเลยแล้วกัน

 

ก็สามารถวางได้ทั้ง 2 ใบนั่นแหล่ะ

 

เพียงแต่มันจะเบียดกันหน่อย 55555+

 

แต่ทีนี้ ถ้าเพื่อน ๆ ไม่มีแก้วน้ำมาวาง เพื่อน ๆ สามารถดึงที่กั้นกลางออกได้ครับ

 

ช่องก็จะกว้างขวางแบบนี้

 

เอามือถือ iPhone ใส่ลงไปให้ดูกันจะจะอีกที ถึงขนาดความยาว หลังดึงที่กั้นกลางออก

 

ถัดจากช่องนี้ไปทางผู้โดยสารคนนั่ง จะเป็นเบรกมือ ซึ่งเอาไว้กั้นไม่ให้คนนั่งมานอนหนุนตักคนขับ 55555+

 

ล้อเล่นครับ ความจริงเจ้าก้านยาว ๆ ที่ไม่ใช่พันธุ์ทุเรียน หลายคนรู้จักดีอยู่แล้ว ว่ามันคือ “เบรคมือ” มีไว้ให้ดริฟท์ เอ๊ย ไม่ใช่ครับ มีไว้ดึงกันรถไหล เวลาจอดในที่ลาดชันครับ

 

ซึ่งวิธีใช้ก็กดปุ่มที่ด้าม แล้วลากขึ้นมาเลยครับ เวลาไปจอดในที่ลาดชัน จะช่วยกันรถไหลได้อีกชั้นหนึ่งครับ ซึ่งในรุ่นเกียร์ธรรมดาอย่าง S MT ควรใช้ตอนที่รถติดบนสะพานด้วยนะครับ เวลาออกตัว อย่าเพิ่งปลดเบรคมือลง แต่ให้ออกตัวไปก่อนนิดนึง แล้วค่อยปลดเบรคมือลง จะช่วยไม่ให้รถไหลไปข้างหลังครับ

โดยวิธีดึงเบรคมือลงก็เพียงกดปุ่มที่ด้าม แล้วดึงเบรคมือขึ้นให้สุด จากนั้นก็ดันกลับลงไปที่เดิมได้เลยครับ ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ดึงเบรคมือเอาไว้ จะมีไฟเตือนสีแดง ขึ้นที่หน้าจอด้านซ้าย บริเวณเลข 0 เแบบนี้

 

แล้วถ้าเพื่อน ๆ ออกรถไป โดยที่ไม่ได้ดึงเบรคมือลง เมื่อถึงความเร็วประมาณ 7 กม./ชม. รถจะร้องเตือนนะครับ เสียงคล้าย ๆ นาฬิกาดัง “ติ๊ด ติ๊ด….ติ๊ด ติ๊ด…..” เพื่อเตือนว่า เพื่อน ๆ ลืมปลดเบรคมือ เป็นการช่วยป้องกันผลลัพธ์ของการลืม นั่นคืออาการ “เบรคไหม้” ครับ

ถัดขึ้นมาจะเจอช่องเล็ก ๆ อีกช่องหนึ่งครับ เอาไว้ใส่ของจุกจิกตามใจเจ้าของรถครับ

 

ซึ่งเบียร์ก็จับนายแบบเจ้าเดิม iPhone มาวางวัดขนาดให้ดูกันครับ

 

จากช่องใส่ของ มองไล่ขึ้นมา ก็จะพบคันเกียร์ CVT ครับ โดยมีฐานเป็นลายไม้ เพิ่มความหรูหรา

 

แต่เบียร์จะขอยกยอดเรื่องเกียร์ไปพูดทีเดียวในรีวิวช่วงขับขี่นะครับ ขอพามาดูช่องเล็ก ๆ เหนือคันเกียร์ช่องนี้ก่อน ด้วยการกด 1 ที

 

ช่องก็จะเปิดออกมาแบบนี้

 

ช่องกลม ๆ ด้านขวา เมื่อเราดึงจุกนี้ออกมา ก็สามารถชาร์ตหรือต่อไฟได้ทันที ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เป็นขาสูบ เข้าใจว่าต้องซื้อที่จุดบุหรี่เพิ่มเติมนะครับ ราคาประมาณ 400 กว่าบาทครับ

 

ส่วนช่องด้านซ้าย หลายท่านคงเข้าใจว่าเป็นที่เขี่ยบุหรี่ เพราะสามารถดึงออกมาทำความสะอาดได้ครับ

 

แต่ดันมีป้ายกำกับไว้ว่า “ห้ามสูบบุหรี่” นะจ๊ะ 55555+

 

ดังนั้น เบียร์ว่าเอาไว้ใส่ของจุกจิกเช่น เศษเหรียญ ก็น่าจะเหมาะสมกว่าครับ เพราะถ้าล้วงไม่ได้ เราก็ยังสามารถดึงกล่องมันออกมาได้นั่นเอง

เมื่อปิดช่องเรียบร้อยแล้ว เบียร์หันไปทางด้านซ้าย ก็เจอกับสิ่งนี้

 

เลยลองเปิดออกมาก็พบกับเก๊ะใส่ของถึงสองชั้น

 

ก้มลงดู มีขนาดที่ใหญ่และลึกมาก เบียร์ชอบตรงมี 2 ชั้น ทำให้แบ่งของใส่ได้อย่างเป็นระเบียบมากกว่าชั้นเดียวโดด ๆ

 

ซึ่งรีวิวตอนที่ 7 เบียร์คงขอพักการสำรวจด้านหน้าไว้เพียงเท่านี้ก่อน ในตอนที่ 8 เบียร์จะพาเพื่อน ๆ มาดูวิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกที่ปัดน้ำฝนเพื่อทำความสะอาดกันครับ

อ่านต่อได้เลยที่ รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 8 “วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกก้านที่ปัดน้ำฝน”

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *