รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 6 “สำรวจเบาะหน้า เพื่อปรับท่าการขับขี่”

หลังจากสำรวจเบาะหลังกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็ได้เวลามาสำรวจเบาะหน้าในตำแหน่งคนขับกันแล้วละครับ

โดยในตำแหน่งมือเปิดประตูด้านคนขับนอกจากจะเป็นโครเมียมแล้ว ยังมีปุ่มรูปทรงวงรี ที่เอาไว้กดปลดล็อคประตูสีเดียวกันอีกด้วย ซึ่งแรกสัมผัสทั้งด้วยตา และด้วยมือแล้ว ให้ความรู้สึกหรูหราเหมือนรุ่นพี่เทียน่าเป๊ะเลย

ซึ่งเป็นไปได้ว่า มือจับนี้อาจจะยกมาจากพี่ใหญ่ นิสสัน เทียน่าเลยก็ได้ เพราะดูหรูหราเหนือระดับจริง ๆ

 

เมื่อเปิดประตูเข้ามา ก็พบกับแผงประตูดูสะอาดตา มีลายไม้มาผสม ให้อารมณ์หรูหรา แต่บางคนอาจจะมองว่า “แก่ไป” ก็แล้วแต่ใครจะมอง

 

แต่ที่แน่ ๆ แผงประตูหน้าและหลังให้อารมณ์ต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างที่ผมรีวิวไว้ในตอนที่ 5 “สำรวจเบาะหลัง เพื่อจะได้นั่งอย่างผู้บริหาร” เพราะที่แผงประตูหลังไม่มีลายไม้มาให้เห็นเลยแม้แต่นิดเดียว

 

มองเข้าไปตรงที่นั่งคนขับ พบเบาะหนังแท้แบบเจาะรูระบายความร้อนและหนังสังเคราะห์ผสมกัน ดูน่านั่ง เลยก้าวเข้าไปนั่งเลยดีกว่า

 

มองภาพรวมของคอนโซลด้านหน้า ที่เล่นสีทูโทนสะอาดตา และผสมด้วยลายไม้เพิ่มความหรูหรา

 

และถึงแม้ว่านิสสัน ซิลฟีจะให้เบาะหนังแท้หรูหราน่านั่งมาให้แล้วก็ตาม แต่เราก็อาจจะนั่งไม่สบาย ถ้าไม่ได้ปรับเบาะให้เข้ากับสรีระของเรา

 

ดังนั้น มาเริ่มปรับเบาะไปพร้อม ๆ กันเลยแล้วกันครับ โดยที่ปรับเบาะจะอยู่ด้านข้างของเบาะคนขับฝั่งประตู

 

สำหรับก้านนี้ ซึ่งอยู่ด้านในสุด และมีขนาดสั้นสุด เอาไว้ปรับพนักพิงหลังครับ

 

วิธีปรับ ก็ให้ดึงก้านขึ้น เพื่อปลดล็อคก่อน จากนั้นก็ดึงค้างไว้ครับ

– ถ้าเราจะเอนไปข้างหลังก็เอาหลังดันเบาะไปจนถึงระยะที่พอใจ

– ถ้าเราจะให้เบาะเอนมาด้านหน้า ก็ไม่ต้องเอาหลังดัน แต่ให้เลื่อนหลังของเรามาด้านหน้าแทน มันก็จะเกาะหลังคุณมาตามตำแหน่งที่คุณต้องการด้วยนั่นเอง

มาดูที่ปรับตัวถัดมาด้านขวา หรือ ก้านยาว (แต่ไม่ใช่พันธุ์ทุเรียนนะครับ 55555+)

 

มีเจ้าตัวนี้แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่า ผมตัวสูงไปครับ!!! หรือ หนูตัวเตี้ยไปค่ะ!!! เพราะสามารถใช้เจ้าก้านยาวนี้ ปรับเบาะให้เข้ากับสรีระของเพื่อน ๆ ที่แตกต่างกันได้

ถ้าคุณตัวเล็ก ก็โยกเจ้าก้านยาวนี้ขึ้นทีละจังหวะ เบาะจะยกไปทีละ step ได้ระดับที่พึงพอใจก็หยุดครับ แต่ถ้าใครลองโยกแล้วเบาะไม่ขึ้นตาม กรุณาลดน้ำหนักตัวด่วนครับ!!! 55555+

 

ส่วนเพื่อน ๆ ที่ตัวสู๊งงงง สูง ก็โยกก้านลงไปทีละจังหวะครับ โดยเวลาโยก ให้เอามือจับทั้งก้านนะครับ อย่าทำแบบในรูป ไม่งั้นจะไม่ลงครับ และเมื่อได้ตำแหน่งที่ต้องการก็หยุดโยกซะ

 

และถ้าต้องการเลื่อนเบาะไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ให้เพื่อน ๆ เอามือลอดขาทั้ง 2 ข้างของท่าน แล้วล้วงไปใต้เบาะที่นั่ง ก็จะเจอก้านเหล็กยาว ๆ ขวางอยู่ ก็ให้ยกก้านเหล็กขึ้นเพื่อปลด Lock และกดค้างไว้ก่อน แล้วเอาก้นงาม ๆ ของท่านไสเบาะไปข้างหน้าหรือข้างหลังให้ได้ระดับตามใจชอบเลยนะครับ

สำหรับเบาะนั่งของผู้โดยสารด้านหน้า จะไม่มีการปรับสูง-ต่ำ-ดำ-ขาว นะครับ มีแค่การปรับเอนหลัง และเลื่อนเบาะไปหน้า-หลังเท่านั้น

 

เมื่อปรับเบาะให้เข้ากับสรีระของเราเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาปรับพวงมาลัยกันต่อครับ

 

ซึ่งพวงมาลัยของ Nissan Sylphy นั้น สามารถปรับตั้งได้ถึง 4 ทิศทาง คือ สูง – ต่ำ และ ใกล้ – ไกล โดยเรามาเริ่มปรับตั้งกันไปพร้อม ๆ กันเลยครับ โดยเริ่มด้วยการเอามือล้วงเข้าไปใต้พวงมาลัย จะเจอกับก้านรูปตัว L แบบนี้ครับ

 

จากนั้นให้เพื่อน ๆ เอามือไปจับที่ก้าน

 

แล้วดึงเข้าหาตัวแบบนี้

 

จากนั้นเราก็ปรับทิศทางของพวงมาลัยได้อย่างอิสระครับ ไม่ว่าจะปรับขึ้น

 

ปรับลง

 

ดึงเข้าหาตัว

 

และผลักออกจากตัว

 

เมื่อปรับระยะพวงมาลัยจนถนัดแล้ว ก็ดันก้านกลับไปที่เดิม เพื่อล็อคตำแหน่งพวงมาลัยเอาไว้นั่นเอง

 

ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถดูการปรับตั้งพวงมาลัยแบบละเอียดได้จากคลิปที่เบียร์ทำไว้ให้เลยครับ

 

นับว่า Nissan Sylphy สามารถปรับระดับการขับขี่ตามสรีระร่างกายได้หลากหลายเลยครับ ดังนั้น ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะตัวสูงขนาดไหน หรือตัวเตี้ยมากเท่าไหร่ ก็สามารถปรับระดับเพื่อขับ Nissan Sylphy ได้ทั้งนั้น

 

ปรับกระจกมองข้าง

 

สำหรับการปรับกระจกมองข้าง ก็ให้ใช้แผงควบคุมบริเวณขวาสุดของคอนโซลหน้าที่อยู่ใต้ช่องแอร์เลยครับ

 

ซึ่งการปรับมุมมอง ก็ต้องเลือกฝั่งกันก่อน ว่าจะปรับข้างซ้าย หรือข้างขวา โดยเลื่อนปุ่มที่อยู่เหนือคำว่า AUTO ไปตามทิศทางนั้น
เริ่มที่ด้านขวาก่อน ก็เลื่อนปุ่มมาด้านขวาแบบนี้

 

จากนั้น ก็กดปุ่มลูกศรปรับทิศทางได้ตามถนัดเลยครับ จะขึ้น ๆ ลง ๆ ซ้ายขวา ซ้ายขวา บีเอ ซีเล็ค สตาร์ท ยังไงก็ได้ จัดไปตามความถนัดในการดูรถหลังครับ

 

เสร็จแล้วมาปรับด้านซ้าย ด้วยการเลื่อนปุ่มมาทางซ้ายครับ

 

แล้วก็กดลูกศรปรับทิศทางตามความต้องการครับ

 

เมื่อปรับเสร็จทั้งสองฝั่งแล้ว ก็เลื่อนปุ่มกลับมาอยู่ตรงกลางด้วยนะครับ เป็นการปิดระบบ จบการปรับนั่นเอง

 

สำหรับปุ่มที่อยู่ด้านล่างมีคำว่า AUTO , CLOSE เป็นรูปกระจกมองข้างมีลูกศร 2 ทิศทางนั้น คือปุ่มพับกระจกมองข้างนั่นเองครับ

 

ซึ่งใน Sylphy ตระกูล V ทั้ง 3 รุ่นนั้น จะมีคำว่า AUTO ให้ นั่นหมายถึง ระบบพับกระจกมองข้างอัตโนมัติซึ่งใช้งานสะดวกมาก เพราะเราแค่กดปุ่มไว้ในตำแหน่ง AUTO แบบนี้

 

เมื่อเราลงจากรถ และล็อคประตู ไม่ว่าจะด้วยปุ่มที่มือจับประตู หรือกดจากรีโมทกุญแจอัจฉริยะ กระจกมองข้างก็จะพับเก็บทันทีโดยอัตโนมัติ

 

ซึ่งข้อดีของระบบพับเก็บอัตโนมัติมีดังนี้ครับ

1. สะดวกสบาย ไม่ต้องกดปุ่มพับเอง เพราะถ้ารีบ ๆ ลงจากรถ ก็อาจจะลืมพับได้

2. ระบบจะพับเมื่อล็อครถ ดังนั้น ตอนเราลงจากรถ เรายังสามารถมองกระจกมองข้างเพื่อจะลงจากรถได้ ว่ามีรถหรือคนวิ่งมาด้านหลังหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นรุ่นที่พับเอง เราต้องพับก่อนลงจากรถ เราจะมองรถหรือคนลำบาก และถ้าไม่ได้มอง เปิดประตูไป อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

3. ปลอดภัยจากรถหรือคนที่จะมาเฉี่ยวชน เวลาเราจอดรถอยู่

4. ทำให้เรารู้และมั่นใจว่าเราได้“ล็อค”รถเรียบร้อยแล้ว เพราะถ้าไม่ล็อครถ กระจกมองข้างก็จะไม่พับเก็บให้นั่นเองครับ

และเมื่อเรากลับมาขึ้นรถ ระบบก็จะกางกระจกมองข้างให้โดยอัตโนมัติ เมื่อเรากดปุ่ม Start ไม่ว่าจะเหยียบเบรกหรือไม่ก็ตาม แต่ถ้าเรายังไม่ได้กดปุ่ม Start กระจกมองข้างก็จะพับเก็บอยู่แบบนี้เหมือนเดิม

 

แต่ถ้าเราไม่ได้ตั้งปุ่มไว้ที่ AUTO แต่เลื่อนมาตรงกลางแบบนี้

 

จะหมายถึงการปิดระบบพับกระจกทุกอย่าง กระจกทั้ง 2 ข้าง ก็จะกางอยู่แบบนี้ ไม่ว่าจะล็อครถ ขับรถ หรือทำอะไรก็ตามแต่

 

และตำแหน่งสุดท้ายคือ CLOSE เมื่อเรากดลงมาแบบนี้

 

กระจกทั้งสองข้างก็จะพับเก็บให้อย่างเรียบร้อยครับ

 

ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ใช้ Nissan Sylphy รุ่น S และ E จะได้ใช้ประโยชน์ของการพับกระจกก็ตรงนี้แหล่ะครับ เพราะในรุ่น S และ E เครื่อง 1.6 จะไม่มีปุ่ม AUTO ให้ใช้ มีเพียงปุ่มกางและพับแบบนี้เท่านั้น

 

แต่สำหรับเพื่อน ๆ ที่ใช้รุ่น V ทั้ง 1.6 และ 1.8 จะได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ เวลาเพื่อน ๆ ขับรถในกรุงเทพมหานคร อมรรัตนโกสินทร์ เพื่อน ๆ จะเจอมอเตอร์ไซค์ไต่ยั้วเยี้ยไปหมด โดยเฉพาะเวลารถติด มอเตอร์ไซค์จะมุดมาตามช่องแคบมะละกา โยกซ้าย ป่ายขวา เพื่อไปให้ถึงจุดหมายเร็วที่สุด

ดังนั้น ถ้าเจอมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ชำนาญ หรือมอเตอร์ไซค์ที่ชอบ “ฝืน” ทั้ง ๆ ที่ช่องมันเล็กแสนเล็กเหลือเกิน โอกาสที่กระจกมองข้างงาม ๆ ของรถเราจะโดนมอเตอร์ไซค์กินก็มีสูงมากครับ

 

ซึ่งส่วนตัวเบียร์เอง ในรถคันเก่า ๆ ที่ไม่มีระบบแบบนี้ โดนมาหลายคันแล้วครับ T_T และมอเตอร์ไซค์ที่ดี ก็มีแค่ยกมือขอโทษ แล้วก็จากไป

ส่วนมอเตอร์ไซค์แย่ ๆ ก็จะไม่สนใจ และขี่ต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งร่องรอยของการกระทำชำเราเอาไว้ให้เจ็บช้ำ

และในเมื่อเรียกร้องอะไรพวกเค้าไม่ได้ เราก็ต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อนดีที่สุดครับ โดยเทคนิคที่เบียร์ใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็คือ เมื่อเห็นมอเตอร์ไซค์กำลังจะพุ่งมาในช่องแคบมะละกอ เอ๊ย มะละกา ที่เพื่อน ๆ ประเมินแล้วว่ามันไม่ผ่านแน่ แต่มันก็ยังจะฝืนมาแบบนี้

 

ให้เพื่อน ๆ กดปุ่มพับกระจกมองข้างไปที่ตำแหน่ง CLOSE เลยครับ กระจกมองข้างก็จะพับเก็บทันทีแบบนี้

 

ซึ่งมันจะส่งผลดีต่อรถเรา 2 ประการ

1. กระจกมองข้างไม่โดนกิน

2. คนขี่มอเตอร์ไซค์ดี ๆ จะยิ้มหรือพยักหน้าขอบคุณ และเมื่อมอเตอร์ไซค์ผ่านพ้นไปแล้ว เพื่อน ๆ ก็กดปุ่มให้ไปอยู่ในตำแหน่ง AUTO เพื่อกางกระจกกลับมาเช่นเดิมครับ

ปรับกระจกมองหลัง

 

การปรับระดับการมองก็ง่าย ๆ ครับ เพราะใช้มือเราจับโยกเอาได้เลย จะขึ้น ลง ซ้าย ขวา ได้หมด

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ สังเกตดี ๆ จะเห็นก้านเล็ก ๆ ตรงกลางของกระจกมองหลัง ซึ่งมีไว้ปรับระดับกระจกลง 1 ระดับ

 

ปุ่มนี้เอาไว้กด เพื่อลดแสงไฟจากรถคันหลังในยามค่ำคืนครับ เช่น เพื่อน ๆ กำลังขับรถอยู่กลางดึก แล้วมีรถตามหลังมา เปิดไฟสูงซะจนแสบตา เพื่อน ๆ ก็กดปุ่มนี้ไปด้านหน้า กระจกจะลดระดับลงมาอีกระดับนึง เพื่อลดแสงที่สะท้อนเข้าตาเรา ทีนี้ เราก็สบายตาขึ้นเยอะครับ และมองกระจกหลังได้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง

ซึ่งการสำรวจเบาะหน้า เพื่อปรับท่าในการขับขี่ก็มีเพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า เบียร์จะพาเพื่อน ๆ มาสำรวจอุปกรณ์ด้านหน้ารถกันต่อครับ

ไปดูต่อเลยที่ รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 7 “สำรวจอุปกรณ์ด้านหน้า ว่าคุ้มค่าแค่ไหน?”

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *