รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V NAVI by Biere ตอนที่ 4 “เปิดฝากระโปรงหลัง และตรวจยางรถยนต์”

ก่อนที่จะเข้าไปสัมผัสความสุนทรีย์ในรถ เบียร์อยากพาเพื่อน ๆ ไปเปิดดูฝา กระโปรงหลังกันก่อนครับ

 

ซึ่งเพื่อน ๆ ที่อ่านรีวิวตอนที่ 2 มาแล้ว ก็คงจะทราบวิธีการเปิดฝากระโปรงหลังด้วยกุญแจอัจฉริยะไปถึง 3 วิธีแล้ว นั่นคือ

1. เปิดด้วยปุ่มบนรีโมท

 

2. เปิดด้วยกุญแจสำรอง

 

3. เปิดด้วยปุ่มที่ฝากระโปรงหลัง

 

แต่ทีนี้ เรายังมีวิธีเปิดฝากระโปรงหลังอีก 1 วิธีครับ ด้วยปุ่มที่อยู่ในรถ โดยให้เพื่อน ๆ มาดูที่คอนโซลด้านขวาของพวงมาลัยรถ บริเวณใต้ช่องแอร์

 

จากนั้นให้เพื่อน ๆ ก้มมาดูช่วงกลาง ๆ คอนโซลด้านขวาหน่อยครับ

 

ก็จะเจอปุ่มเปิดฝากระโปรงหลังจากภายในรถปุ่มนี้

 

ซึ่งถ้าเราเปิดไฟหน้ารถอยู่ ปุ่มก็จะมีสีส้มแบบนี้ ให้สังเกตได้ง่ายในยามค่ำคืน

 

วิธีเปิดก็ให้เพื่อน ๆ กดปุ่มลงไปแบบนี้

 

ฝากระโปรงหลังก็จะเด้งขึ้นมาแบบนี้

 

เราก็เอามือดันฝากระโปรงเปิดขึ้นไปให้สุดซะ

 

เมื่อแหงนมองที่ตัวฝาหลังก็พบว่านิสสันได้หุ้มวัสดุปิดไว้แล้วอย่างดี

 

พอก้มมาดูความจุภายในก็พบว่ามันกว้าง ใหญ่มาก ซึ่งนิสสันระบุไว้ว่า มีความจุมากถึง 510 ลิตร

 

ซึ่งใหญ่กว่า Nissan Teana ที่จุได้เพียง 506 ลิตร

 

ส่วน Nissan Almera อีโค คาร์ซีดานคันแรกของประเทศไทย สามารถจุได้เพียง 490 ลิตรเท่านั้น

 

เมื่อเบียร์จะขับเจ้าหญิงซิลฟีเดินทางไปต่างจังหวัด เบียร์จึงจัดแจงแพ็คกระเป๋าเสื้อผ้า 2 ใบ กระเป๋าเอกสาร 1 ใบ และกระเป๋าโน้ตบุ๊คอีก 2 ใบใส่ไปด้วย

 

ซึ่งพื้นที่ใหญ่โตขนาดนี้ แน่นอนว่าขากลับเบียร์ยังสามารถซื้อของฝากกลับกรุงเทพมาได้อย่างสบาย ๆ

 

และจะว่าไป ด้วยความใหญ่ขนาดนี้ ทำให้ผู้ชายที่สูง 175 หนัก 78 กิโลกรัมอย่างเบียร์ สามารถเข้าไปนอนเล่นในรถได้อีก

 

แถมยังแบ่งที่ให้สาวอีกคนเข้ามานอนเล่นด้วยก็ยังได้ 55555+

 

ซึ่งต้องกด Like ให้นิสสัน ซิลฟีจริง ๆ ครับ กับความจุของห้องสัมภาระด้านท้ายที่ใหญ่โตกว่ารุ่นพี่อย่าง Nissan Teana ราคาล้านกว่าซะอีก

 

เมื่อมองเข้าไปลึก ๆ จะเห็นอะไรขาว ๆ อยู่ด้านในสุด

 

โดยมันสามารถเปิดออกมาได้เป็นช่องแบบนี้

 

เพื่อเอาไว้เล่น “จ๊ะเอ๋” กันนั่นเอง ^^

 

เอ๊ย ไม่ใช่แล้ว!! จริง ๆ มันคือช่องที่มีประโยชน์ใช้งานอยู่ 2 อย่างครับ

1. สำหรับผู้โดยสารใช้เปิดเพื่อหยิบของจากห้องสัมภาระ โดยไม่ต้องลงจากรถให้เสียเวลา

 

2. สามารถขนของที่มีความยาวได้ เพื่อวางทะลุไปกับห้องโดยสาร

 

ในภาพตัวอย่างอาจจะยังไม่เข้าใจ ถ้าอยากเห็นความชัดเจนว่า ตัวอย่างสิ่งของนั้นคืออะไร ลองอ่านจากรีวิวนี้ที่เบียร์ขนมันใส่ Nissan March ครับกับรีวิว อึ้งกันทั้งลานจอดโฮมโปร March เราทำได้!!!!

ซึ่งถ้าเราจะใช้งานช่องนี้ เราก็ต้องเข้ามาดึงที่ท้าวแขนที่อยู่ตรงกลางของเบาะหลังลงมาแบบนี้ครับ

 

แล้วก็ดึงที่ปิดช่องลงมาทับท้าวแขนอีกที

 

เท่านี้ เราก็สามารถใช้ประโยชน์จากช่องนี้ได้แล้วครับ

 

กลับมาดูห้องสัมภาระด้านหลังอีกครั้งจากภายนอก ให้แหงนดูด้านบน

 

ก็จะเห็นว่ามีไฟติดมาให้ 1 ดวง

 

ซึ่งไฟนี้ก็จะติดทุกครั้งที่เราเปิดฝากระโปรงหลัง

 

เพื่อช่วยให้เราหาของได้สะดวกยิ่งขึ้นในยามค่ำคืนนั่นเอง

 

ทีนี้เรามาดูของอีกอย่างที่ซ่อนอยู่ในห้องสัมภาระด้านล่าง ดึงขึ้นมาดูกันเลยครับ เราจะได้พบกับ “ยางอะไหล่”

 

และเครื่องมือในการเปลี่ยนยางอะไหล่ ประกอบไปด้วย แม่แรง

 

ซึ่งถ้าจะเอาแม่แรงออกมาใช้งาน ต้องดันตัวล็อคออกก่อนนะครับ

 

ใกล้ ๆ กันมีเครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้ ใส่อยู่ภายในซองสีดำ

 

เปิดซองออกมาก็มีอยู่แค่นี้แหล่ะ

 

สำหรับ 2 อันขวานั้น เราเอาไว้เปลี่ยนล้อ ส่วนอันซ้ายมือคือ หูลาก เอาไว้ลากจูงรถครับ โดยวิธีใช้ คือ ให้ไปที่ด้านซ้ายของรถ ใต้ไฟหน้า จะเจอช่องสี่เหลี่ยมแบบนี้

 

ถ้าเราจะใช้ เราก็ใช้นิ้วแงะช่องนี้ออกมา

 

สังเกตดี ๆ จะมีตัวล็อคอีกชั้น กันฝาหลุดหายด้วย

 

ซึ่งเบียร์จะไม่เปิดให้ดูนะครับ แต่หลักการคือ เมื่อเปิดฝาออกมา จะเจอเกลียวในนั้น เราก็เอาหูลากตัวนี้ไขเสียบไปกับรถเลย เพื่อเอาไว้ลากจูง ในยามที่รถมีปัญหา

 

ซึ่งเบียร์ขออวยพรว่า อย่าให้เพื่อน ๆ ต้องใช้เจ้าตัวนี้เลย สาธุ!!

กลับมาที่ยางอะไหล่ ก็จะพบว่ามีตัวล็อคยางอะไหล่อยู่ตรงกลาง

 

ถ้าเราจะเอายางอะไหล่ออก เราก็เพียงแค่หมุนมันออกมาเพื่อปลดล็อค

 

หมุนเสร็จเรียบร้อย

 

เราก็สามารถดึงยางอะไหล่ออกมาใช้งานได้แล้ว (ในกรณีที่ยางแตกกลางทาง) ซึ่งยางอะไหล่ที่ให้มาจะเป็นล้อกระทะ ที่เอาไปทอดไข่กินไม่ได้

 

โดยยางที่นิสสันให้มาคือ ยางยี่ห้อ Bridgestone

 

รุ่น Ecopia ซึ่งบ่งบอกว่าเป็นเทคโนโลยี Ecopia ของ Bridgestone ที่ช่วยลดความต้านทานการหมุนของยาง ทำให้ยางหมุนได้ไกลขึ้น เผาผลาญน้ำมันน้อยลงและลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตามสไตล์การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือ Ecology ที่กำลังฮิตกันอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

 

โดยรุ่นย่อยของยางคือ EP150 ซึ่งเข้าใจว่าจะเป็นยางที่ Bridgestone ผลิตส่งให้ค่ายรถยนต์โดยเฉพาะ ไม่มีขายปลีกทั่วไป

 

ซึ่งขนาดยางที่ให้มาก็คือ 195/60R16 89H เหมือนยางติดรถเป๊ะเลย

 

แล้วอักษรเหล่านี้มันคืออะไร มาดูกันครับ

โดยเลขตัวหน้าสุด 195 นั้น แสดงความกว้างของยาง โดยมีหน่วยเป็น ม.ม. ซึ่งหน้ายางยิ่งกว้างก็ยิ่งเกาะถนนได้ดีขึ้น เพราะมีหน้าสัมผัสกับถนนมากขึ้น แต่ต้องแลกกับการกินน้ำมันที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยขนาด 195 เป็นขนาดที่เหมาะสมแล้วครับ ไม่กว้าง ไม่แคบจนเกินไป

ถัดมาคือ 60 มันคือค่า % ความสูงของขอบยางครับ ซึ่งถ้าเราดูด้วยตาเปล่า ๆ ก็หมายถึงแก้มยางที่เตี้ยหรือสูงนั่นเองครับ โดยยางที่มี % ความสูงของขอบยางที่มากกว่า จะทำให้การขับขี่นิ่มนวลกว่ายางที่มี % ความสูงของขอบยางต่ำกว่า หรือพูดง่าย ๆ ตัวเลขยิ่งมาก ยิ่งขับได้นิ่มกว่านั่นแหล่ะ  โดย 60 ถือเป็นตัวเลขที่เหมาะสมเช่นกันครับ ในการใช้งานปกติ

ส่วน R ย่อมาจาก Radial ที่หมายถึงโครงสร้างยางแบบเรเดียล ซึ่งยึดเกาะถนน ทนทาน ให้ระบายความร้อนได้ดีกว่ายางผ้าใบปกติ

สำหรับ 16 คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของกระทะล้อ หรือขนาดล้อนั่นเอง โดยมีขนาดเป็นนิ้วครับ

ต่อมาเลข 89 คือ ตัวเลขดัชนีแสดงถึงการความสามารถในการรับน้ำหนักได้สูงสุด ในขณะที่รถวิ่งด้วยความเร็วสูงสุด ซึ่งยางตัวนี้รับน้ำหนักได้มากสุด 580 กิโลกรัมนั่นเอง

และสุดท้่ายคือตัวอักษร H ที่บ่งบอกว่า ยางเส้นนี้สามารถวิ่งได้เร็วสุดที่ความเร็วเท่าไหร่ โดยถ้าเป็น H จะวิ่งได้มากสุดที่ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเท่านั้น ถึงจะปลอดภัย ซึ่งตัวเลขนี้จะบอกถึงความสามารถของ“ยางรถยนต์”เท่านั้นนะครับ ไม่ใช่ความสามารถของตัวรถยนต์

ทีนี้ สิ่งสำคัญที่เราต้องตรวจสอบเลยคือ วันที่ผลิตยาง

 

ตัวเลขนี้สำคัญนะครับ เพราะถ้ายางผลิตมานานแล้ว อายุการใช้งานจะน้อยลง ซึ่งแน่นอน มันอันตรายมาก ๆ ครับ กับอุปกรณ์ที่สัมผัสพื้นถนนตลอดเวลา

แล้วดูอย่างไรละ?

ยางทุกเส้นจะระบุตัวเลข 4 ตัวนี้นะครับ อย่างยางเส้นนี้คือ 2712

2 ตัวแรก = สัปดาห์
2 ตัวหลัง = ปี ค.ศ.

นั่นหมายความว่า ยางที่ติดรถ Nissan Sylphy คันนี้ ผลิตในสัปดาห์ที่ 27 ปี 2012

ซึ่งสัปดาห์ที่ 27 คือช่วงประมาณต้นเดือนกรกฎาคม ซึ่งก็ถือว่าเพิ่งผลิตมาไม่นานครับ

เบื้องต้นก็พยายามดูวันที่ผลิต อย่าให้นานกว่าวันที่เรารับรถมากนะครับ ถ้าห่างกันไม่กี่เดือนยังถือว่าปกติครับ แต่ถ้าเกินปีแล้ว ไม่แนะนำให้รับรถครับ

อีกอย่าง เวลาเพื่อน ๆ ไปเปลี่ยนยางใหม่ตามร้านต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนล้อ Mag ใหม่พร้อมยาง หรือเปลี่ยนยางตามระยะปกติ ให้ขอดูเลขนี้กับร้านค้าก่อนนะครับ เพื่อความมั่นใจว่าเราจะได้ยางใหม่จริง ๆ

และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ตรวจให้ครบทั้ง 4 ล้อด้วยนะครับ

 

ทีนี้มาตรวจดูกันครับ กับยางติดรถจริง ซึ่งใน Nissan Sylphy ทุกรุ่น ก็จะได้ล้ออัลลอย (หรือที่ชอบเรียกติดปากกันว่าล้อแม็ค) ในลายเดียวกันหมด

 

ยี่ห้อเดียวกัน

 

Ecopia เหมือนกัน

 

และแน่นอนรุ่นเดียวกัน EP150

 

โดยตัวเลขที่สำคัญที่เบียร์อยากให้ตรวจดูทุกล้อ นั่นคือวันที่ผลิตยาง

 

ไปดูอีกล้อซิ

 

ดูแล้ว ดูให้ครบไปเลยทุกล้อ

 

ก็จะพบตัวเลขเดียวกัน คือ 2712 ซึ่งถือว่าโอเคครับกับรถคันนี้

 

เพราะถ้าเพื่อน ๆ มารับรถแล้วเจอยางเส้นใด เส้นหนึ่งมีวันที่ผลิตต่างไป ก็ให้ชั่งใจให้ดีนะครับ ซึ่งเบียร์แนะนำให้เป็นวันที่เดียวกัน และห่างจากวันรับรถไม่นาน ดีที่สุดครับ

 

สำหรับการเปิดฝากระโปรงหลังและตรวจสอบยางอะไหล่ และยางติดรถก็คงจบแต่เพียงเท่านี้ครับ

ในตอนหน้า เบียร์จะพาขึ้นรถไปสำรวจเบาะหลังกันก่อนเลยครับ เข้าไปอ่านกันต่อได้เลยที่ รีวิว Nissan Sylphy by Biere ตอนที่ 5 “สำรวจเบาะหลัง เพื่อจะได้นั่งอย่างผู้บริหาร”

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *