รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 2 “สะดวกสบายและปลอดภัยไปกับ กุญแจอัจฉริยะ”

ก่อนที่เพื่อน ๆ จะเข้าไปสำรวจความสุนทรีย์ภายในนิสสัน ซิลฟีได้ ย่อมต้องใช้กุญแจรถปลดล็อครถกันก่อน ซึ่งนิสสัน ซิลฟีในรุ่น V ทุกรุ่น ทั้ง 1.6 และ 1.8 รวม 3 รุ่น จะได้กุญแจอัจฉริยะเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน

 

โดยปัจจุบัน กุญแจอัจฉริยะทรงคล้ายเมล็ดข้าวสารนี้ แทบจะเป็นกุญแจมาตรฐานของรถนิสสันไปแล้ว โดยมีให้ใช้แทบทุกรุ่น ตั้งแต่ March , Almera , Teana จนถึง Supercar ในค่ายอย่าง GT-R

 

เพียงแต่ในรถที่ราคาไม่ถึงล้าน มักจะมีให้เลือกใช้ในรุ่นบน ๆ เท่านั้น แต่ถ้าเป็นรถที่ราคาเกินล้าน อย่างนิสสัน เทียน่า กุญแจอัจฉริยะก็จะมีให้ใช้ในทุกรุ่น ทุกเกรดทั้งเครื่อง 2000 ซีซี และ 2500 ซีซี

 

ซึ่งกุญแจอัจฉริยะนี้จะมีข้อแตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่น โดยรถเก๋งซีดาน 4 ประตูอย่างนิสสัน ซิลฟีก็จะมีให้ถึง 4 ปุ่ม แต่ถ้าเป็นรถ 5 ประตูอย่างนิสสัน มาร์ช  หรือนิสสัน พัลซ่าร์ (กุญแจด้านขวามือ) จะมีปุ่มให้กดเพียง 3 ปุ่มเท่านั้น

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ มีรถอีก 2 รุ่นนี้อยู่ที่บ้าน

 

เพื่อน ๆ ก็จะมีกุญแจอีก 2 ดอกนี้อยู่ที่บ้านเช่นกัน

 

แน่นอนละ ถ้าไม่แยกให้ดี ก็อาจจะสับสน หยิบกุญแจไปผิดคันก็เป็นได้นะครับ ^^

โดยในวันรับรถ เราจะได้กุญแจอัจฉริยะมา 2 ดอกเลยนะครับ พร้อมเพลทกุญแจอีก 1 อัน

 

มาดูตัวเพลทกันครับ ซึ่งจริง ๆ จะมีตัวเลขระบุอยู่ แต่เบียร์ขออนุญาตให้ชมอีกด้านนึง เพื่อความปลอดภัยครับ

 

ซึ่งเจ้าเพลทตัวเล็ก ๆ นี่ เบียร์แนะนำให้แยกเอาไปเก็บไว้ต่างหากในบ้าน เพราะเวลากุญแจมีปัญหา เช่น กุญแจเสีย / กุญแจหาย ก็นำเจ้าเพลทตัวนี้ไปที่ศูนย์บริการของ Nissan เพื่อขอรับทำกุญแจใหม่ได้ครับ

โดยกุญแจอัจฉริยะมีขนาดที่พอดีมือมากครับ สำหรับมือผู้ชายเล็ก ๆ อย่างเบียร์

 

ถือไว้ 2 ดอกก็ยังไหว สบาย ๆ

 

โดยกุญแจอัจฉริยะนั้น สามารถแยกใช้งานได้หลัก ๆ 3 แบบ

1. แบบกุญแจรีโมททั่วไป
2. แบบกุญแจธรรมดา
3. แบบกุญแจอัจฉริยะ

ลองมาดูแบบแรกที่คุ้นเคยกันก่อนครับ

1. แบบกุญแจรีโมททั่วไป

การใช้งานแบบนี้ ก็เหมือนรีโมททั่วไป มีปุ่มให้กดอยู่ 4 ปุ่มครับ

 

เบียร์จะไล่จากซ้ายมาขวาเลยนะครับ

ปุ่มแรก รูปแม่กุญแจล็อคอยู่ ก็ตามภาพครับ เอาไว้กด“เพื่อล็อครถ” โดยเมื่อเรากด 1 ครั้ง รถจะมีเสียงดัง “ปี๊ป” 1 ที พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง สว่างขึ้น 1 ทีเช่นกัน เพื่อบอกว่ารถล็อคให้เรียบร้อยแล้ว

ปุ่มที่สอง รูปแม่กุญแจไม่ได้ล็อค ก็คือ “กดเพื่อปลดล็อค” โดยจะมีเสียงดัง “ปี๊ป ปี๊ป” ดังขึ้น 2 ที พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง สว่างขึ้น 2 ทีเช่นกัน เพื่อบอกว่า รถได้ถูกปลดล็อคประตูทั้ง 4 บาน เพื่อรอให้ท่านได้เข้าไปภายในเรียบร้อยแล้ว

 

ปุ่มที่สาม รูปรถเปิดฝากระโปรงหลัง และมีคำว่า HOLD คือ ปุ่มเปิดฝากระโปรงหลังรถครับ โดยการกดปุ่มนี้“ค้าง”ไว้มากกว่า 1 วิ หรือจนกว่าฝากระโปรงหลังจะเด้งเปิดขึ้นมาแบบนี้นั่นแหล่ะ

 

ทีนี้มาดูปุ่มสุดท้ายรูปลำโพงสีแดงกันบ้างครับ

 

สำหรับปุ่มนี้ ถ้าใครได้ลองกด 1 ที จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้ากดค้างเมื่อไหร่ บรรลัยเกิด ระเบิดดังตู้ม!!

แว๊กกกก ไม่ใช่และ!!! ปุ่มนี้เมื่อเพื่อน ๆ กดค้างมากกว่า 1 วินาที เสียงแตรของรถจะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนสัญญาณไฟไหม้ห้างไม่มีผิดเพี้ยน

โดยจะดังยาวนานประมาณ 25 วินาที ถึงจะหยุด หรือจนกว่าเพื่อน ๆ จะกดปุ่มที่รีโมทปุ่มใดปุ่มหนึ่ง 1 ที เพื่อหยุดเสียงของมัน

ซึ่งปุ่มนี้เจ้าจะใช้ต่อเมื่อ

กรณีที่ 1

ไปจอดรถไว้ในที่สาธารณะแล้วพอดีเกิดขี้หลง ขี้ลืม หารถไม่เจอ ก็กดปุ่มนี้ เพื่อถามว่า

“รถจ๋า เธออยู่ไหน?”

รถก็จะตอบกลับว่า “ฉันอยู่นี่……” แป๊ด แป๊ด แป๊ด แป๊ด แป๊ด

เพื่อน ๆ ก็เดินไปตามเสียงร้องของรถได้เลยครับ แล้วถ้าเห็นพิกัดของเจ้าหญิงซิลฟีแล้ว อย่าลืมกดปุ่มที่รีโมทอีกครั้งเพื่อปิดเสียงด้วยละ เดี๋ยวคนแถวนั้นตื่นเต้น ตกใจ ขนตู้เย็น

วิ่งออกจากบ้าน ไม่รู้ด้วยนะเออ!!!

 

กรณีที่ 2

เพื่อน ๆ อาจจะเห็นใครมาด้อม ๆ มอง ๆ หรือทำอะไรมิดีมิร้ายกับเจ้าหญิงซิลฟีของเรา ไม่ว่าจะหมาเตรียมฉี่ใส่ล้อ หรือโจรเตรียมแงะโลโก้ ก็กดปุ่มนี้ เพื่อให้คน(หรือหมา)เหล่านั้นตกใจ และหนีไป รวมถึงเรียกร้องความสนใจจากคนแถวนั้นให้หันมามองด้วย ว่ามีอะไรเกิดขึ้น

จะว่าไป หลักการคล้ายสัญญาณกันขโมยทั่วไปนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ต้องกดปุ่มด้วยตัวเองครับ

อ๋อ เบียร์จะเล่าให้ฟังถึงการใช้งานจริงว่า มีอยู่วันหนึ่งเบียร์พาคุณพ่อ คุณแม่ไปทานข้าวที่ห้างแฟชั่นฯ ตามประสาลูกที่(พยายามจะทำตัว)ดี ทานข้าวเสร็จ เบียร์แวะเข้าห้องน้ำก่อน

แล้วเดินออกมาพร้อมคุณแม่และภรรยา ก็เห็นไกล ๆ ว่า คุณพ่อเดินมายืนรอที่รถอยู่แล้ว

เบียร์นึกสนุก เลยแกล้งดึงดึงกุญแจมากดปุ่มสีแดงค้างไว้ เสียงแตรบรรเลงก้องกังวาลอย่างรวดเร็ว ภาพที่เบียร์เห็นคือ คุณพ่อสะดุ้งตกใจ และกระโดดถอยห่างจากรถทันที

ซึ่งงานนี้เบียร์ก็ต้องไปกราบขอโทษคุณพ่อกันที่รถนั่นแหล่ะครับ ที่ทำให้ท่านตกใจ แต่ผลที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เบียร์รู้ว่า การใช้งานกุญแจในกรณีที่ 2 สามารถใช้ได้จริงครับ

ทีนี้ ลองมาดูคลิป VDO การกดปุ่มจริงจากเบียร์กันครับ ว่ากดแล้ว เป็นยังไง

 

เมื่อเพื่อน ๆ ทราบวิธีใช้งานไปแล้วทั้ง 4 ปุ่ม เพื่อน ๆ หลายคนคงอยากรู้ว่า แล้วมันกดได้ไกลแค่ไหน?

เบียร์จึงทดสอบมาให้เพื่อน ๆ ดู ซึ่งผมเองไม่มีเครื่องมือวัดระยะทางที่แน่นอน เบียร์จึงเดินนับก้าวไปประมาณ 100 ก้าว

ลองดูว่าไกลพอไหม?

 

แล้วลองกดปุ่มรูปลำโพงสีแดงค้างดู

 

มาดูผลผ่านคลิปกันครับ

 

เมื่อลองกดในระยะ 100 ก้าวของเบียร์แล้ว รถก็ส่งเสียงร้องได้ตามปกติครับ ซึ่งแน่นอน มันจะช่วยให้เราหารถได้ง่ายขึ้นครับ

แต่ระยะทางจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระดับแบตเตอรี่ในกุญแจอัจฉริยะด้วยนะครับ ถ้าแบตเตอรี่เริ่มอ่อน ระยะทางก็จะน้อยลงนั่นเองครับ

ทีนี้ลองมากดเปิด – ปิดรถกันบ้างครับ โดยเดินมา 100 ก้าวเช่นเดิม

 

มาทดสอบกันเลยครับ ทั้งกดล็อค และปลดล็อค

 

มาดูผลกันครับ

 

ด้วยระยะทางที่ไกล เพื่อน ๆ อาจจะไม่ค่อยได้ยินเสียง “ปี๊ป ปี๊ป” เท่าไหร่นะครับ แต่ให้สังเกตไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้างที่กระพริบ ก็แสดงให้เห็นว่า ในระยะนี้สามารถกดปลดล็อค หรือ ล็อครถได้ครับ

และในเมื่อทดสอบไป 3 ปุ่มแล้ว ก็จัดไปให้ครบ ๆ ครับ คราวนี้ทดสอบปุ่มเปิดฝากระโปรงหลังในระยะไกลดูบ้าง แต่คราวนี้อาจจะไม่ถึง 100 ก้าวนะครับ เบียร์เดินไปประมาณ 50 ก้าวเท่านั้น

 

ซึ่งแน่นอนก็สามารถเปิดได้ปกติทุกปุ่มนะครับ ในระยะทางที่ห่างจากรถพอสมควร

*********************

แบบที่ 2 กุญแจธรรมดา

ทีนี้ลองมาดูการใช้กุญแจในรูปแบบธรรมด๊า ธรรมดากันบ้างครับ โดยก่อนอื่น ให้เพื่อน ๆ พลิกไปดูด้านหลังของกุญแจรีโมทรูปเมล็ดข้าวก่อน จะพบสลักปลดล็อค ก็ให้เพื่อน ๆ เลื่อนสลักเพื่อปลดล็อค โดยถ้าตามตำแหน่งในภาพแล้ว ให้เลื่อนไปทางซ้าย

 

แล้วดึงกุญแจที่ซ่อนอยู่ขึ้นมาครับ

 

ก็จะได้กุญแจออกมาแบบนี้

 

ถ้าเพื่อน ๆ อยากเปิดฝากระโปรงหลัง ก็ถือตัวกุญแจไป

 

เสียบที่รูปกุญแจตรงฝากระโปรงหลังเหนือโลโก้ PURE DRIVE XTRONIC CVT

 

แล้วบิด 1 ที ฝากระโปรงหลังก็จะเด้งขึ้นมาแบบนี้

 

ส่วนการเปิด-ปิดรถก็ให้เพื่อน ๆ เดินมาที่ประตูคนขับได้เลย เพราะมีรูกุญแจให้ไขได้แค่ฝั่งเดียวเท่านั้นครับ

 

เสียบเข้าไปเลยแบบนี้

 

บิดไปทางซ้าย 1 ที

 

ก็สามารถเปิดประตูได้แล้ว แต่…..เฉพาะประตูคนขับบานเดียวเท่านั้นนะครับ บานอื่นยังล็อคอยู่

ซึ่งจะเห็นได้ว่า วิธีนี้สามารถป้องกันผู้ไม่ประสงค์ดี จะแอบเปิดประตูรถด้านอื่นเข้ามาได้ เพราะถ้าเรากดรีโมทปลดล็อค รถจะปลดล็อคให้หมดทั้ง 4 บานเลยนั่นเอง

ที่สำคัญ วิธีนี้ยังใช้ในกรณีที่แบตเตอรี่ของกุญแจอัจฉริยะหมดด้วยนะครับ ทำให้เพื่อน ๆ เปิดรถด้วยรีโมทหรือกดปุ่มที่ประตูไม่ได้ ก็ให้ใช้กุญแจนี้ ไขเข้ารถได้ทันทีครับ

 

และเมื่อเราต้องการล็อคประตู ก็เพียงเสียบกุญแจเข้าไปแล้วบิดมาทางขวาเท่านั้นเองครับ

 

หมายเหตุ ในกรณีที่แบตเตอรี่กุญแจอัจฉริยะหมด เพื่อน ๆ สามารถเปลี่ยนได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเอง โดยสามารถดูได้จากรีวิว วิธีเปลี่ยนถ่าน “กุญแจอัจฉริยะ” ของ Nissan

****************

แบบที่ 3 กุญแจอัจฉริยะ

แน่นอนครับ ว่าถ้าเพื่อน ๆ ใช้วิธีเปิดรถธรรมดาแบบนี้ เราจะเรียกกุญแจอัจฉริยะได้อย่างไรละครับ? ในเมื่อจ่ายเงินค่าตัวรถไปตั้ง 8 – 9 แสนแล้ว เราจะมาใช้ชีวิตให้มันยาก ๆ เหมือนรุ่นที่ถูกกว่าได้ยังไงครับ?

โยนกุญแจอัจฉริยะเข้ากระเป๋าไปเลย จะกระเป๋าเสื้อก็ได้ กระเป๋ากางเกงก็ดี หรือถ้ามีกระเป๋าสะพายก็จัดไป!! จากนั้นก็เดินมาที่ประตูด้านหน้าฝั่งไหนก็ได้ เพื่อน ๆ จะเห็นปุ่มเล็ก ๆ ที่มือเปิดประตูทั้งด้านคนขับ

 

และด้านคนนั่งหน้า

 

แล้วเอามือกดปุ่มที่มือจับประตูแบบนี้

 

ก็จะมีเสียง “ปี๊ป ปี๊ป” ดังขึ้น 2 ครั้ง พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง (หรือไฟฉุกเฉิน) สว่างขึ้น 2 ที เพื่อปลดล็อคประตูทุกบานให้เราเปิดเข้าไปนั่ง

แต่ถ้าเรากดปุ่มอีก 1 ที ก็จะมีเสียง “ปี๊ป” ดังขึ้น 1 ครั้ง พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง (หรือไฟฉุกเฉิน) สว่างขึ้น 1 ที เพื่อล็อครถให้เรานั่นเอง

 

ซึ่งปุ่มนี้จะใช้งานได้ต่อเมื่อ กุญแจอัจฉริยะอยู่กับตัวเพื่อน ๆ ในรัศมีระหว่างปุ่มและกุญแจไม่เกิน 80 เซนติเมตรครับ

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ยืนอยู่ที่ประตูคนขับ แล้วไม่ได้กดปุ่ม แต่มีแฟน หรือใครก็ตามมากดปุ่มอีกด้านที่ฝั่งคนนั่ง ประตูจะไม่เปิดนะครับ เพราะกุญแจอัจฉริยะอยู่ใกล้ปุ่มไหน ปุ่มนั้นถึงจะทำงานครับ

ดังนั้น สบายใจได้ ว่าถ้าเราเดินมาที่ประตูรถแล้ว จะมีใครมากดปุ่มอีกฝั่งเพื่อขึ้นรถนั้น ไม่มีทาง!!

และในกรณีที่กุญแจอัจฉริยะอยู่ภายในรถ แม้จะอยู่ในรัศมี 80 เซนติเมตร เพื่อน ๆ ก็ไม่สามารถกดปุ่มเพื่อปลดล็อคหรือล็อครถได้นะครับ เพราะระบบจะจับได้ว่ากุญแจอยู่ข้างในรถครับ

ลองมาดูตัวอย่างความชาญฉลาดกันครับ

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าเราลืมกุญแจอัจฉริยะไว้ในรถ (อาจจะอยู่ในกระเป๋าสะพายแล้วไม่ได้เอาลงมาด้วย) เมื่อเราลืมตัว กดปุ่มเพื่อล็อครถ รถจะไม่ล็อคให้นะครับ และจะส่งเสียงเตือนประมาณ 3 ครั้ง เพื่อบอกว่า เราลืมกุญแจไว้ในรถ

ตัวอย่างที่ 2 ถ้าเรานั่งอยู่ในรถ ล็อครถแล้ว กุญแจอยู่กับตัวเราภายในรถ มีผู้ไม่ประสงค์ดี เดินมากดปุ่มที่มือจับประตู เพื่อจะปลดล็อครถ ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกันครับ

ตัวอย่างที่ 3 ถ้าประตูรถบานใด บานหนึ่งปิดไม่สนิท แม้เราจะนำกุญแจอัจฉริยะติดตัวมาแล้ว เมื่อเรากดปุ่มที่ประตู รถก็จะไม่ยอมล็อคให้ครับ จะส่งเสียงเตือนให้เรารู้ว่าประตูปิดไม่สนิท

 

สำหรับเพื่อน ๆ ที่พกกุญแจอัจฉริยะคนละดอกกับแฟน แล้วเกิดนั่งรถไปด้วยกัน 

เวลาลงจากรถพร้อมกัน ผู้ชายนำกุญแจติดตัวมาด้วย ส่วนผู้หญิงลืมไว้ในกระเป๋าในรถ พอผู้ชายกดปุ่มที่มือจับประตู เพื่อล็อค รถจะไม่ล็อคนะครับ รถจะร้องเตือน 3 ครั้งเหมือนด้านบน เพราะสามารถจับสัญญาณกุญแจในรถได้

ดังนั้น ทั้ง 2 คน ก็ต้องนำกุญแจติดตัวไปด้วยตลอด รถถึงจะ Lock ได้

แต่ทีนี้ ผู้หญิงที่ใช้กุญแจอัจฉริยะเนี่ย โดยส่วนใหญ่มักจะเก็บกุญแจไว้ในกระเป๋าถือใช่ไหมครับ ถ้าลงจากรถไปธุระปกติก็ต้องนำไปอยู่แล้ว

 

แต่เวลาที่คุณผู้หญิงแค่เดินลงไปซื้อของหรือแวะเข้าห้องน้ำตามปั๊มเล็ก ๆ น้อย แบบแป๊ปเดียว เค้าก็ไม่อยากจะถือกระเป๋าลงไปให้เกะกะ ซึ่งถ้าเราจะล็อครถด้วย เค้าก็จะต้องล้วงเอากุญแจออกมาจากกระเป๋า เพื่้อถือไปด้วย ซึ่งอาจจะสร้างความลำบากให้เค้าได้

เบียร์จึงแนะนำเทคนิคดังนี้ครับ

– เราสามารถล็อครถได้ด้วยกุญแจอีก 1 อันที่อยู่ข้างนอกครับ ด้วยวิธี“กดปุ่มล็อคที่ตัวรีโมท”เท่านั้น ต่อให้กุญแจอัจฉริยะอีกอันจะถูกวางทิ้งไว้ในรถ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ

 

พอเราซื้อของหรือเข้าห้องน้ำเสร็จ กลับมาที่รถ ซึ่งคราวนี้เราสามารถกดปุ่มปลดล็อคที่รีโมทหรือกดปุ่มที่มือจับประตูก็ได้นะครับ

สรุป กรณีกุญแจอัจฉริยะอีกดอกอยู่ในรถ

– เวลา Lock รถ ให้กดปุ่มจากรีโมทเท่านั้น
– เวลาปลด Lock รถ สามารถกดปุ่มที่รีโมทหรือกดปุ่มที่มือจับประตูก็ได้

ง่าย ๆ แค่นี้เองครับ

*************

การเปิดฝากระโปรงหลัง

เมื่อเพื่อน ๆ เดินมาที่รถด้วยของเต็มไม้ เต็มมือ มันคงยุ่งยากและวุ่นวายกับการควานหากุญแจมากดปุ่มหรือไข เพื่อเก็บข้าวของเหล่านั้น

แต่ถ้าเพื่อน ๆ มีกุญแจอัจฉริยะติดอยู่กับตัว จะกลัวอะไรครับ ลืมการควานหากุญแจขึ้นมาไขหรือกดปุ่มไปได้เลย แต่ให้เพื่อนพุ่งตรงไปที่ด้านหลังรถ จะเห็นปุ่มยาว ๆ สีดำซ่อนอยู่ใตโลโก้นิสสัน

 

จากนั้นให้เอามือกดปุ่มนี้ 1 ทีครับ

 

ฝากระโปรงก็จะเด้งขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ซึ่งในกรณีที่เพื่อน ๆ ไม่ได้พกกุญแจอัจฉริยะติดตัวไว้ เพื่อน ๆ จะไม่สามารถเปิดฝากระโปรงหลังด้วยวิธีนี้ได้นะครับ ไม่ว่ารถจะล็อคหรือไม่ล็อค เครื่องจะสตาร์ทหรือไม่สตาร์ทก็ตาม ปุ่มนี้จะใช้งานไม่ได้ ถ้าไม่มีกุญแจอัจฉริยะอยู่ในรัศมี 80 เซนติเมตรครับ

 

แต่ในทางกลับกัน ถ้ากุญแจอัจฉริยะอยู่กับตัวเพื่อน ๆ ไม่ว่ารถจะล็อคหรือไม่ล็อค เครื่องจะดับหรือไม่ดับ เพื่อน ๆ สามารถใช้ปุ่มนี้เปิดฝาประโปรงหลังรถได้ตลอดเวลานั่นเองครับ

แต่ผิดกันกับ Nissan Tiida Latio ที่กดปุ่มนี้ได้ตลอด ขอแค่รถไม่ได้ล็อคเท่านั้นเอง ซึ่งถือเป็นข้อเสียครับ เพราะคนอื่น คนไกลจะแอบมาเปิดฝากระโปรงหลังรถของเพื่อน ๆ ได้ ซึ่งการที่ Nissan พัฒนาระบบมาให้ Sylphy ได้แบบนี้ เบียร์ถือว่าเป็นความเอาใจใส่ความปลอดภัยของลูกค้าได้ดีครับ

*******************

ได้เวลา…สตาร์ท

หลังจากเพื่อนกดปุ่มที่ประตูรถ และเปิดเข้ารถมาได้อย่างสบาย ๆ แล้ว ใน Nissan Sylphy รุ่น V ทั้งหลายก็ให้ความสะดวกสบายด้วยปุ่มสตาร์ทเครื่องยนต์ที่เห็นกลม ๆ ส้ม ๆ อยู่ตรงคอนโซลด้านซ้ายมือคนขับ ข้างขวาของปุ่มควบคุมแอร์นั่นล่ะครับ

 

แต่ก่อนที่เพื่อน ๆ จะสตาร์ทรถได้ จะต้องเจอด่านป้องกันการขโมยรถที่เรียกกันเป็นทางการว่า Nissan Anti-Theft System หรือคำย่อคือ NATS

โดยระบบการทำงานของมันเป็นที่รู้จักกันดีในนาม กุญแจ Immobilizer นั่นเองครับ ซึ่งหลักการป้องกันขโมยของเจ้ากุญแจ immo คือ การตรวจสอบว่า กุญแจที่นำมาไข หรือนำมาใช้ในรถคันนั้น เป็นกุญแจที่ถูกต้อง โดยกล่อง ECU ซึ่งถือเป็นหัวใจของรถเรานั้นจะส่งรหัสออกมา และมีเพียงกุญแจตัวจริงที่ถูกต้องเท่านั้น ที่จะรู้รหัสและสามารถเปิดรถ รวมถึงสตาร์ทรถออกไปได้

ซึ่งในขณะนี้ ระบบ Immobilizer ถือเป็นระบบกันขโมยที่ป้องกันได้ดีที่สุดแล้วละครับ เพราะการขโมยรถ โจรจะต้องหากล่อง ECU ใหม่มาเปลี่ยนเท่านั้น ถึงจะขโมยได้ ซึ่งต้องใช้เวลานานมาก ไม่เหมือนกับการตัดสัญญาณกันขโมยแบบส่งเสียงทั่วไป ที่โจรใช้เวลาแป๊ปเดียว ก็หยุดเสียงร้องของรถ และทำการขโมยได้แบบสบายใจเฉิบ

แม้จะดูเหมือนการทำงานของระบบ Immobilizer มันจะดูวุ่นวาย แต่ความจริงแล้ว มันใช้เวลาเพียงชั่วเสี้ยววินาทีเท่านั้นเองครับที่จะตรวจสอบว่าเราถือ “กุญแจตัวจริง” เพราะเมื่อเราเข้ามาในรถ จะสังเกตได้ว่า ปุ่มสตาร์ตจะยังเป็นสีส้มแบบนี้อยู่

 

แต่ถ้าเรากดปุ่มสตาร์ท 1 ที ระบบจะทำการตรวจสอบรหัส ซึ่งถ้าถูกต้องแล้ว จะมีไฟสีส้มเล็ก ๆ เหนือคำว่า Start ติดขึ้นมาเพื่อให้เราได้รู้ว่า ระบบได้ตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว และพร้อมทำงานตามที่เราต้องการ

 

ซึ่งข้อดีของปุ่มสตาร์ท ก็คือ เราสามารถเลือกระดับเหมือนการบิดกุญแจของรุ่นอื่น ๆ ได้ หรือจะสตาร์ตรถเลยก็ย่อมได้

 

เช่น ถ้าเพื่อน ๆ ขึ้นรถมา อยากสตาร์ทรถเลย ก็แค่เหยียบเบรคค้างไว้ แล้วกดปุ่ม Start 1 ที เครื่องยนต์ก็จะติดทันที และพร้อมพาเพื่อน ๆ ทะยานสู่จุดหมายปลายทางที่ต้องการ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่อยากติดเครื่อง แต่จะเปิดระบบไฟในรถเฉย ๆ ก็ทำได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเหยียบเบรค

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม Start 1 ครั้ง ไม่ได้เหยียบเบรค สถานะจะเหมือนระดับ Acc ในรุ่นอื่น ๆ ซึ่งเพื่อน ๆ จะเปิดวิทยุฟังเพลงได้ เหมาะกับเวลาเพื่อน ๆ ไปนั่งฟังเพลงรอใครบางคนในรถ

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม Start อีก 1 ครั้ง (หรือ 2 ครั้ง จากเดิม) ระบบไฟทั้งหมดก็จะเปิดขึ้น สถานะจะเหมือนระดับ On ในรุ่นอื่น ๆ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเปิดไฟ เปิดกระจกไฟฟ้า ปรับกระจกมองข้าง ดูจอที่เรือนไมล์ได้ทันที

 

และถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม Start อีก 1 ครั้ง (หรือ 3 ครั้งจากเดิม) ก็คือการปิดระบบทั้งหมดครับ ซึ่งมันก็จะวนเวียนไปมาอยู่ 3 ตำแหน่งแบบนี้

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้เหยียบเบรก หน้าจอของ Sylphy จะมีการแนะนำให้เหยียบเบรคในกรณีที่ต้องการจะสตาร์ทรถครับ

 

จนเมื่อเพื่อน ๆ Start รถเรียบร้อยแล้ว แต่ต้องการดับเครื่องก็กดปุ่ม Start 1 ที เครื่องยนต์ก็จะดับครับ และถ้าเพื่อน ๆ ดับเครื่องแล้ว แต่ยังอยากฟังเพลงต่อในรถ ก็กดปุ่ม Start โดยไม่ต้องเหยียบเบรคอีกครั้งหนึ่งครับ ก็จะสามารถฟังเพลงได้ตามปกติครับ

มาถึงตรงนี้ คงมีเพื่อน ๆ สงสัยว่าตำแหน่งปุ่ม Start รถของ Nissan Sylphy ทำไมมาอยู่ฝั่งซ้ายของคนขับ มันจะเสี่ยงต่อการถูกกดเล่นในขณะที่เราขับรถอยู่ เกิดลูก ๆ หลาน ๆ จอมซนของเรามากด แล้วรถดับ จะทำยังไง?

จริง ๆ ต้องบอกว่า ด้วยตำแหน่งจริงแล้ว การที่เด็กสักคนจะเอื้อมมือมากดได้นั้น มันไม่ใช่กดได้ง่าย ๆ โดยที่เราไม่รู้ตัวนะครับ แต่ถ้ามีเด็กสักคนต้องเอี้ยวตัวหรือปีนมาในตำแหน่งที่กดปุ่มได้นั้น มันจะต้องมีการรบกวนสมาธิเราจนรู้ว่า เด็กน้อยได้มาถึงจุดนั้นแล้ว เราก็จะสามารถห้ามปรามและสอนน้อง ๆ ได้ทัน

แต่ถ้าเพื่อน ๆ บอกว่า ลูกตัวเองไวอย่างกับลิง สามารถกดได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ก็สบายใจได้ครับ เพราะนิสสันเองก็คิดถึงความปลอดภัยในข้อนี้ เมื่อมีน้อง ๆ มากดปุ่มสตาร์ท 1 ครั้ง ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซึ่งเราพลาดไป 1 ทีแล้ว เราต้องห้ามลูกได้ในรอบที่ 2 นี่แหล่ะ

ซึ่งเวลารถวิ่งอยู่ รถจะยอมดับเครื่องให้ในกรณีที่มีการกดติดกันต่อเนื่อง 3 ครั้งขึ้นไป เพื่อเอาไว้ให้เราใช้เวลาฉุกเฉินเท่านั้น

แล้วปุ่มสตาร์ทในระยะยาวจะเสียง่ายไหม?

สำหรับปุ่มสตาร์ทรถนั้น ต้องบอกว่ามันทนทานมากครับ และระบบนี้มีใช้ในรถหรู ราคาแพงมานานมากแล้ว มีการทดสอบและใช้งานกันมายาวนาน ซึ่งเบียร์เองได้ใช้ใน Nissan March รุ่น VL ของเบียร์มา 2 ปีกว่า ใช้รถทุกวัน  ตอนนี้วิ่งมา 74,000 กิโลเมตรแล้ว กดปุ่มนี้มาน่าจะเป็นหมื่น ๆ ครั้งแล้ว ก็ไม่เคยมีปัญหาว่ากดปุ่มไม่ได้แต่อย่างใดครับ ทุกอย่างยังปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง และเท่าที่ดูแลเวบบอร์ดรถนิสสันในหลายรุ่น เบียร์เองก็ยังไม่เคยเจอเคสเรื่องปุ่มสตาร์ทเสียเลยสักครั้งครับ

 

ทีนี้เมื่อเพื่อน ๆ ออกจากรถไป และทำการล็อครถไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนก็ตามแต่ ถ้าเพื่อน ๆ หันกลับมามองที่เรือนไมล์ของรถ ก็จะเห็นไฟรูปรถสีแดงมีกุญแจอยู่ด้านในกระพริบอยู่ตลอดเวลา

 

ลองดูจากคลิปครับ

 

มีหลายท่านบังเอิญเห็น ก็ตกอก ตกใจว่า รถใหม่ป้ายแดงของตัวเองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า? เบียร์ขอบอกไว้เลยว่า นี่คือ เรื่องปกตินะครับ รถของท่านไม่ได้เป็นอะไร สบายใจได้

เพราะสัญลักษณ์นี้แปลว่า “ระบบกันขโมย Immobilizer กำลังทำงานอยู่” มันจะสว่างขึ้นเมื่อเพื่อน ๆ ล็อครถไปแล้ว

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้ล็อครถ แต่เห็นไฟรูปรถสีแดงกระพริบทำงานอยู่ ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะระบบนี้จะมีเวลาการทำงานอยู่ในระยะหนึ่ง หลังตรวจสอบความถูกต้องของกุญแจเรียบร้อยแล้วในครั้งแรก

 

เมื่อหมดเวลาแล้ว แต่เรายังไม่กดปุ่ม Start รถสักที ไฟรูปรถสีแดง ก็จะกระพริบขึ้นอีกครั้ง เพื่อแสดงการป้องกันขโมยต่อเนื่องทันที ในจังหวะนี้ ถ้ามีโจรเอากุญแจผีมาใช้ แม้เราจะเปิดรถทิ้งไว้ โจรก็ไม่สามารถ Start รถได้นั่นเองครับ

เป็นยังไงบ้างครับ กับการใช้กุญแจอัจฉริยะของ Nissan Sylphy จะเห็นได้ว่า มันใช้งานได้ง่ายมากจริง ๆ นะครับ

แค่เก็บกุญแจไว้กับตัว ไม่ต้องดึงออกมาให้วุ่นวาย ก็สามารถใช้งานเจ้าหญิง Sylphy ได้ตลอด ทั้งเปิด-ปิด สตาร์ทรถ ขับรถไปไหนต่อไหน จนจอดรถ ล็อคประตู โดยไม่มีกุญแจให้เกะกะมือเลย เรียกว่า วัน ๆ ไม่ต้องเห็นหน้าค่าตากุญแจกันเลยทีเดียว

สำหรับการใช้งานกุญแจอัจฉริยะเบื้องต้นก็มีเพียงเท่านี้ครับ สำหรับตอนหน้าเบียร์จะพาเพื่อน ๆ มารู้จักเทคนิคการล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่อง ว่าทำไปทำไม? แล้วมันมีประโยชน์กับเราตรงไหน?

เข้าไปอ่านต่อได้เลยครับที่รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 3 “เทคนิคการล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *