รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 1 “เติมความสุนทรีย์ให้ชีวิตด้วยมินิ เทียน่า”

เฮ้อออออออออออออออ………………

เสียงถอนหายใจของเบียร์ดังขึ้น จนภรรยาแปลกใจ ต้องหันมาถามว่า “พี่เบียร์เป็นอะไรค่ะ?”

เบียร์ได้แต่ยิ้ม แล้วตอบเธอไปว่า “เปล่าจ้ะ ก็แค่ตามลุ้นเจ้า L12F มานานเหลือเกิน ในที่สุด ก็ได้เห็นสักที”

ภรรยาเบียร์พยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ก่อนจะบอกว่า “นั่นสิ เจเห็นพี่ลุ้นรถรุ่นนี้มากเป็นพิเศษเลย”

***************

ใช่ครับ เบียร์ไม่เคยลุ้นรถอะไรมากเป็นพิเศษขนาดนี้เลย

เบียร์เชื่อว่า ถ้าผู้อ่านเป็นเบียร์ ก็คงจะรู้สึกไม่ต่างกัน เมื่อวันหนึ่งนิสสันบอกว่า จะพัฒนารถรุ่นนี้จากรถต้นแบบคันนี้ที่ชื่อว่า Ellure Concept

 

ภาพของรถต้นแบบ ทำให้เบียร์ตาลุกวาว เพราะมันช่างสวยงาม จับใจเสียเหลือเกิน

 

ยิ่งนิสสันปิดข่าวซะมิดชิด ขนาดก้านไม้ขีดไฟก็ลอดออกมาไม่ได้  ก็ยิ่งสร้างต่อมความอยากรู้ อยากเห็นของเบียร์มากเข้าไปอีก ว่ารถจะออกมาสวยงามจับใจขนาดไหน?

 

และที่สำคัญ เมื่อโชคชะตา + ฟ้าเป็นใจให้เบียร์ได้เจอเจ้า L12F ในรูปแบบของการพรางตัวเป็นครั้งแรก หลังจากที่ไม่เคยเจอะ ไม่เคยเจอด้วยตัวเองกับรถรุ่นไหนมาก่อน จึงเกิดเป็นความมันส์ในการไล่ล่าถ่ายรูปตามที่เบียร์เขียนไปในรีวิว ปฏิบัติการไล่ล่า
ถ่ายภาพ Spy Shot Nissan Sylphy by Biere

 

และจากวันนั้น จนถึงวันนี้ วันที่เบียร์ได้เห็น Nissan Sylphy ตัวจริงอยู่ตรงหน้า เบียร์ก็จึงต้องถอนหายใจเฮือกใหญ่นั่นเอง

 

แม้หลายคนที่คาดหวังความเป็นสปอร์ตคาร์จากรถรุ่นนี้ แล้วต้องผิดหวังอันด้วยเหตุผลของการตลาดรถยนต์ ที่ต้องเอาใจคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ จนภาพลักษณ์ของรถที่จำหน่ายจริงออกมาเป็นรถที่ดูหรูหรามากกว่ารถที่ดูโฉบเฉี่ยว สวยงาม

 

ซึ่งแน่ละ ถ้าคุณผูกใจติดกับ Ellure Concept แล้วละก็ การจะยอมรับความงามของมันได้มีเพียง“ลืม”ภาพความงามของ Ellure ซะ เหมือนที่ Buddha Bless ร้องเพลง “ลืมไปก่อน” นั่นแหล่ะ

“มีเพียงสิ่งเดียวที่อยากขอให้เธอจำ และเป็นสิ่งเดียวที่อยากขอให้เธอทำ คือลืมลืมฉันลืมไปก่อน ได้ไหมลืมไปก่อน ทำเหมือนว่าเราไม่เคยได้พบกัน”

 

แล้วหันมามองมันอีกทีแบบเต็มตา

 

จากนั้น ลองดูรถที่บ้านเบียร์คันนี้ คันที่ Sylphy ได้เข้ามาแทนที่ในตลาด

 

นั่นคือ Nissan Tiida Latio 4 ประตูนั่นเอง

 

มุมมองด้านหลัง Nissan Tiida Latio

 

และเมื่อมาดูนิสสัน เทียน่า คันซ้ายมือสีขาวมุก

 

แล้ววนกลับมาดู Sylphy อีกทีหนึ่ง

 

เบียร์ก็ถึงกับอึ้งเลย เพราะถ้าเปรียบเทียบกันแล้ว รุ่นใหม่มันสวยหรูดูดีกว่าเดิมมาก แถมหน้าตายังละม้ายคล้าย Nissan Teana ราคาล้านกว่าอีกต่างหาก

 

ซึ่งจะว่าไป มันเป็นคำตอบของใครหลาย ๆ คนเลยนะครับ กับการที่ได้ขับรถหรู ดูดี มีระดับเหมือน Nissan Teana ในราคาสบายกระเป๋า เพราะมันเบาทั้งค่าตัวที่ไม่ถึงล้าน และเบาค่าน้ำมันจากเครื่องยนต์ที่เล็กลง

ซึ่งดูแล้ว น่าจะเหมาะสมกับยุคที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อย ๆ แบบนี้

 

แต่ Nissan Sylphy จะเป็นคำตอบของ “ความสุนทรีย์ในการใช้ชีวิต” ได้จริงหรือเปล่า? ตามผมมาดูกันเลยดีกว่าครับ

 

สำหรับความสวยงาม แน่นอนว่าแต่ละคนย่อมมองไม่เหมือนกัน แต่สำหรับเบียร์ เมื่อมองแวบแรกที่ด้านหน้า รู้สึกว่า เหมือนเอา Teana กับ Almera มาผสมกัน ^^

แต่ไม่ว่าเจ้าหญิงซิลฟีจะเกิดจากการผสมสายพันธุ์จากรถรุ่นไหนก็ตาม แต่ที่แปลกใหม่จนทำให้ดูดีมีระดับที่แตกต่าง ก็คือ ไฟ LED สีขาวที่ไฟหน้า

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เคยเห็นไฟ LED สีขาวตามรถหรูต่าง ๆ เช่น Benz , Audi , Porsche ฯลฯ นั่นคือไฟ Daytime Running Light ที่ต่างประเทศ โดยเฉพาะโซนยุโรปบังคับให้มีและเปิดใช้ในเวลากลางวัน

 

โดยนิสสันเองก็ได้ใส่ไฟ Daytime มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่นที่ขายในต่างประเทศด้วย แต่ไฟประเภทนี้ยังไม่เป็นที่รู้จักมักจี่กับผู้ใช้รถในเมืองไทยนัก รวมถึงกฎหมายของไทยก็ยังไม่มีการบังคับใช้แต่อย่างใด ทางนิสสันจึงได้เปลี่ยนไฟ Daytime ดวงนี้ให้เป็นไฟหรี่ซะ

 

จากไฟหน้า เบียร์เดินมาดูด้านข้าง เบียร์ก็ต้องยอมรับเลยว่า มันดูเหมือน Mini Teana ชัด ๆ ไม่ว่าจะมองไกล ๆ

 

หรือมองใกล้ ๆ

 

ถ้าสังเกตดี ๆ จะพบว่า นิสสันเลือกที่จะใช้ไฟ LED ให้กับซิลฟีมาก นอกจากไฟหรี่ด้านหน้าแล้ว ในด้านข้าง ก็พบเห็นได้ที่กระจกมองข้าง โดยนิสสันใส่ไฟเลี้ยว LED ไว้ให้เรียบร้อย ไม่ต้องแต่งเพิ่มแต่อย่างใด

 

ซึ่งไฟ LED นั้น ต้องบอกว่า มันไม่ใช่แค่สวยงามครับ แต่เจ้าเทคโนโลยี LED หรือ Light Emitting Diode นั้น มันให้ความสว่างได้ดี แม้ใช้กระแสไฟเพียงเล็กน้อย จึงเข้ามามีบทบาทในระบบไฟรถยนต์อย่างมาก

ที่สำคัญไฟ LED ยังมีข้อดีต่าง ๆ ดังนี้

1. ให้แสงสว่างได้ดีกว่าหลอดไฟทั่วไป
2. ประหยัด เพราะกินไฟน้อยมาก
3. มีอายุการใช้งานที่นานกว่าหลอดไฟทั่วไปมาก
4. ไม่มีรังสีที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อผิวหนัง

ได้ทราบข้อดีของ LED กันไปแล้ว คราวนี้เดินมาดูด้านหลังกันหน่อย แหม มันดูหรูหราน่าใช้จริง ๆ

 

เมื่อมองก้นของ Nissan Sylphy เบียร์รู้สึกได้ถึงความบึกบึน ใหญ่โต แต่ก็แฝงความ sexy อยู่เล็ก ๆ

 

และที่ถูกใจมากกว่าใคร ก็คือเจ้าไฟท้าย LED ที่เรียงรายเป็นเม็ด ๆ นี่แหล่ะ

 

เพราะส่วนตัวเบียร์เองหลงใหลได้ปลื้มกับไฟท้าย LED รูปตัว C ของ Nissan Teana มาตั้งแต่แรกเห็นแล้ว

 

ดังนั้นเมื่อ Nissan Sylphy ใส่ไฟท้าย LED รูปตัว C แต่สลับด้านกับเทียน่ามาให้แบบนี้ ยิ่งดูดี มีระดับคล้ายนิสสัน เทียน่ามากขึ้นไปอีก

 

จากไฟท้าย ลองแหงนหน้ามาดูด้านบน ก็จะเห็นได้ว่าหลังคาของ Nissan Sylphy จะโล่งเตียน ไม่มีอะไรวางขวางหรือเกะกะเลย

 

เพราะนิสสัน ซิลฟี เลือกที่จะใช้เสาอากาศแบบฝังที่กระจกหลังนั่นเอง

 

เท่าที่เบียร์สัมผัส เบียร์รู้สึกได้ว่า Nissan Sylphy มีขนาดที่ใหญ่ ใกล้เคียง Nissan Teana แต่จะเล็กกว่านิดหน่อย เบียร์จึงมาดูตัวเลข spec ของขนาดรถ ก็พบว่ามีขนาดที่เล็กกว่า Teana เกือบทุกด้าน ขาดแค่ความสูง ที่ซิลฟีจะสูงกว่านิดหน่อย

 

แต่เมื่อเทียบกับรถระดับเดียวกันทั้ง Toyota Altis , Honda Civic , Mazda 3 , Mitsubishi Lancer EX , Chevrolet Cruze และ Ford Focus กลับพบว่า Nissan Sylphy มีขนาดตัวถังที่ “ยาว” มากกว่าใคร ๆ

 

แม้ยังไม่มีโอกาสจอดเทียบกับคู่แข่งของซิลฟีโดยตรง แต่ก็พอจะมีการจอดเทียบกับรถรุ่นต่าง ๆ อยู่บ้าง ที่พอจะให้เพื่อน ๆ ได้เห็นขนาดของซิลฟี แต่ต้องบอกก่อนว่า บางภาพก็ขึ้นอยู่กับมุมกล้องด้วยครับ

ภาพแรกเจอรถกระบะ Isuzu และ Honda CR-V ประกบ

 

เทียบกับกระบะ Isuzu และ Toyota Fortuner

 

กับ Toyota Camry รุ่นเก่า เบียร์กลับรู้สึกว่า มันเท่า ๆ กันเลยนะ

 

และสุดท้ายเทียบกับ Nissan March ของเบียร์เอง จะเห็นว่ายาว ใหญ่กว่าแบบชัดเจนที่สุด

 

ด้านหลังอีกสักรูป

 

หลังจากชมความงามภายนอกของ Nissan Sylphy ไปเรียบร้อยแล้ว ในตอนหน้า เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไปรู้จักกับกุญแจอัจฉริยะและระบบป้องกันขโมย Immobilizer ว่าจะช่วยให้เราสะดวกสบายและปลอดภัยได้มากน้อยแค่ไหน

เข้าไปอ่านกันได้เลยครับใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 2 “สะดวกสบายและปลอดภัยไปกับ กุญแจอัจฉริยะและระบบกันขโมย IMMOBILIZER”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *