รีวิว Nissan Note VL CVT by Biere ตอน “Eco car คันใหญ่ Option ไฮโซ”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2017 ที่ผ่านมา ทาง Nissan Motor ประเทศไทย ได้เปิดตัวรถ Eco Car คันที่ 3 ขึ้นในชื่อว่า Nissan Note

โดยเป็นการนำเอา Nissan Note Minorchange หรือโน้ตที่ผ่านการปรับแต่งหน้าตาใหม่ให้ไฉไลกว่าเดิมมาทำตลาด

ซึ่งเบียร์เองก็ตื่นเต้นพอสมควรที่รู้ว่านิสสันจะเปิดตัวรถอีโค คาร์คันใหม่ เพราะต้องยอมรับเลยว่า ที่ผ่านมา Nissan เป็นผู้นำในตลาด Eco Car อย่างแท้จริง จากการเปิดตัว Nissan March ซึ่งเป็น Eco Car คันแรกของประเทศไทยเมื่อปี 2010 ซึ่งเบียร์เคยรีวิวให้อ่านกันไปแล้วที่ รีวิว NISSAN MARCH VL CVT 2010 by Biere มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ?

ตามด้วย Nissan Almera อีโค คาร์ซีดาน 4 ประตูคันแรกของประเทศไทยที่ฉีกกฎเกณฑ์ว่า Eco Car ไม่จำเป็นต้องเป็นรถเล็กนะ เป็นรถคันใหญ่ ที่กว้างขวาง นั่งสบาย และเดินทางไกลได้ทั่วประเทศไทยก็ได้ และเบียร์ก็รีวิวให้อ่านกันไปนานแล้วเช่นกันที่ รีวิว NISSAN ALMERA BY Biere ตอนที่ 1 “อีโค คาร์คันใหญ่ ใครว่าเป็นไปไม่ได้?”

เบียร์จึงลุ้นมากว่า Nissan Note นั้น จะมีทีเด็ดอะไรในการเปิดตัวครั้งนี้

 

แต่ในวันเปิดตัวเมื่อเดือนมกราคมนั้น เบียร์ก็ยังไม่ได้ไปสัมผัสรถคันจริงแต่อย่างใด จนเมื่อวันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทางนิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย ได้เชิญเบียร์ไปสัมผัสเจ้าโน้ตคันจริงกันที่ห้าง The Crystal ถนนเลียบด่วน ซึ่งเบียร์ก็ตอบรับคำเชิญ และรีบเดินทางมาดูเจ้าโน๊ตตัวเป็น ๆ ทันที

 

แรกพบเมื่อสบตา รู้สึกได้ว่า รถคันจริงมันสวยกว่าในภาพที่เห็นครับ ดูล้ำยุคและมีมิติมากกว่าที่คิดครับ

 

โดย Nissan Note คันนี้ถูกสาดด้วยสีแดงเรเดียนท์ เรด ซึ่งเป็นสีที่ใช้เปิดตัวครับ โดยสีนี้จะเหมือนกับสีแดงของ Nissan Almera โฉมปัจจุบันนั่นเองครับ จะให้ความหรูหรากว่าสีแดงสดธรรมดา ที่นิสสันเคยสาดสีใส่ให้อัลเมร่าโฉมแรกครับ

 

ส่วนคันนี้จะเป็นสีขาวมุก หรือสีขาวไวท์เพิร์ลครับ ให้ความหรูหรา นวลตากว่าสีขาวธรรมดา แต่แลกกับราคาค่าสีที่เราต้องจ่ายเพิ่มอีก 7,000 บาทครับ

 

ส่วน Nissan Note นั้น มีให้เลือกเพียง 2 รุ่นย่อยเท่านั้นครับ คือ

1. V CVT ราคา 568,000 บาท
2. VL CVT ราคา 640,000 บาท

 

น่าเสียดายที่นิสสันนำรุ่นท๊อปสุด VL CVT มาให้ชมแค่รุ่นเดียว เลยไม่เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนของทั้ง 2 รุ่นครับ

แต่ไม่เป็นไรครับ เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไปชมและชี้ให้เห็นความแตกต่างเบื้องต้นกันก่อนครับ ว่าทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน?

เริ่มที่ด้านหน้ากันก่อนครับ มีข้อแตกต่างถึง 3 จุด

1.โคมไฟหน้า

สำหรับไฟหน้าของรุ่น V นั้น แม้จะเป็นโคมไฟโปรเจคเตอร์ก็จริง แต่ยังได้หลอดไฟแบบฮาโลเจนครับ ซึ่งให้ความสว่างได้ดีนั่นแหล่ะ แต่ก็นิยมใช้กันมานานแล้ว

ส่วนรุ่น VL CVT จัดเต็มกับโคมไฟหน้าโปรเจคเตอร์แบบ LED สีขาวสวยงาม และสว่างสุด ๆ แถมยังทนทาน และประหยัดพลังงานไฟฟ้าอีกต่างหาก

ที่สำคัญยังมีไฟ LED Signature Light ที่สวยงาม บาดใจสุด ๆ ครับ

2.ไฟตัดหมอก

ในรุ่น V CVT ไม่มีไฟตัดหมอกมาให้นะครับ
ส่วนรุ่น VL CVT จัดมาให้เรียบร้อยครับ

แต่ขอร้องอย่างเดียว ให้เปิดใช้ตอนเจอหมอกหรือฝนตกหนักเท่านั้นนะครับ อย่าเปิดทุกเวลา จะทำให้เพื่อนร่วมทางเสียสายตาครับ

3.โครเมียมที่กันชนด้านล่าง

รุ่น V ไม่มีโครเมียมติดตรงกันชนด้านล่างนะครับ มีแต่ในรุ่น VL เท่านั้นครับ ที่เสริมให้หรูหรามากขึ้น

 

พอก้มดูด้านล่าง เบียร์พบว่า มีการเสริมชายล่างมาเพิ่มให้ด้วยครับ ข้อดีที่เห็นคือ จะช่วยลดกระแสลมให้ท้องรถได้ครับ เพื่อให้รถลู่ลมและวิ่งได้ดีขึ้นครับ

 

ด้านหน้าหมดแล้ว มาชมด้านข้างกันบ้างครับ จะเห็นได้ว่าค่อนข้างยาวใหญ่เหมือนกันครับ

 

เพราะ Nissan Note นั้น มีฐานล้อ หรือความห่างจากล้อหน้ากับล้อหลังถึง 2600 มม. เทียบเท่ากับ Nissan Almera ครับ

ส่วน Nissan March นั้นยาวเพียง 2,450 มม. ครับ

 

ด้านข้างของ 2 รุ่นย่อย มีข้อแตกต่างเพียงจุดเดียวเท่านั้นครับ คือ รุ่น V จะได้กระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวในตัวเพียงอย่างเดียวครับ

 

ส่วนรุ่น VL นอกจากจะเป็นกระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวในตัวอยู่แล้ว ยังมีกล้องติดตั้งเพิ่มที่ด้านล่างกระจก เพื่อใช้กับระบบ Around View Monitor ครับ สามารถเปิดดูมุมมองต่าง ๆ ของรถได้ เวลาจอดรถ รวมทั้งยังใช้งานสำหรับระบบความปลอดภัยต่าง ๆ ด้วยครับ

 

สังเกตว่ากระจกมองข้างของ Nissan Note จะถูกติดตั้งฝังกับประตูรถเลย ไม่ได้ติดกับหูช้างเหมือน Nissan March ครับ ทำให้รู้สึกสปอร์ตมากขึ้นครับ

 

แถมไฟเลี้ยวที่กระจกมองข้างนั้น เรียวยาวเอามาก ๆ ทรงคล้าย ๆ กับของ Nissan Juke ครับ ข้อดีคือ ทั้งสวยและสว่างชัดเจนแน่นอน

 

มองลงมาที่มือจับประตู ก็พบว่า ทั้ง V และ VL ต่างก็ได้มือจับประตูสีโครเมียมมาเหมือนกันครับ พร้อมปุ่มล็อครถ/ปลดล็อครถโดยไม่ต้องใช้กุญแจครับ

 

ส่วนล้อรถนั้น ทั้ง 2 รุ่นได้สเปคเดียวกันเป๊ะครับ คือล้ออัลลอยพร้อมยางขนาด 185/65 R15 ซึ่งจะใหญ่และเกาะถนนกว่า Nissan March ครับ

 

ซึ่งยางของรถคันนี้เป็น Dunlop รุ่น Enasave EC300 ครับ ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความประหยัดพลังงาน ความทนทาน และความนุ่มสบายครับ ซึ่งรถใหม่ป้ายแดงหลายรุ่นก็ได้ยางรุ่นนี้ติดรถมาครับ

 

โดยระบบเบรกนั้น ทั้ง 2 รุ่นย่อยได้ดิสค์เบรกเฉพาะล้อหน้า และดรัมเบรกในล้อหลัง พร้อมระบบเบรก ABS EBD BA มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเหมือนกันทั้งคู่ครับ

 

ไปดูด้านหลังกันบ้างครับ

 

ข้อแตกต่างของ 2 รุ่นย่อยก็คือ รุ่น VL จะได้สปอยเลอร์หลังมาเรียบร้อยแล้วครับ ส่วนรุ่น V จะไม่มีครับ

 

แต่ไฟท้ายแบบ Signature Light พร้อมไฟเบรกแบบ LED นั้น ไม่ได้สงวนสิทธิให้เฉพาะรุ่น VL เหมือนไฟด้านหน้าครับ เพราะได้ไฟท้ายงาม ๆ เหมือนกันทั้ง 2 รุ่นครับ

ถัดลงมาใต้โลโก้นิสสัน จะเห็นปุ่มสีดำเล็ก ๆ ครับ คือ ปุ่มปลดล็อครถ/ล็อครถ โดยไม่ต้องใช้กุญแจนั่นเองครับ ปุ่มนี้จะมีอยู่ 3 ตำแหน่งครับ คือ

1.ประตูคนขับ
2.ประตูคนนั่งด้านหน้า
3.ประตูหลัง

เพียงเราพกกุญแจรถเอาไว้ในตัว ก็สามารถกดปุ่มนี้เพื่อเปิดล็อครถ หรือล็อครถได้ทันทีครับ โดยไม่ต้องล้วงหากุญแจออกมาให้เสียเวลาครับ

ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถกดปุ่มไหนก็ได้ครับ แล้วแต่ว่าเราอยู่ตรงไหน ก็จะกดได้เฉพาะปุ่มนั้น ๆ ครับ ส่วนปุ่มที่ประตูอื่นจะไม่ทำงานครับ เพราะปุ่มจะจับสัญญาณว่ากุญแจอัจฉริยะอยู่ใกล้ปุ่มหรือเปล่านั่นเองครับ

จึงสบายใจได้ครับว่า คนที่ไม่มีกุญแจรถติดตัว ไม่สามารถกดเปิดได้แน่นอน

 

ถัดลงมาด้านล่าง จะเป็นตำแหน่งของมือเปิดประตูท้ายครับ แม้จะแอบซ่อนอยู่เพื่อความสวยงาม แต่ก็สามารถเปิดได้สะดวกครับ เพราะขนาดกำลังดีครับ ไม่ใหญ่ ไม่เล็กเกินไป

 

ก้มลงดูด้านล่าง ก็แอบดีใจครับ เพราะ Nissan Note ได้ติดเหล็กกันโคลงมาให้เรียบร้อยแล้วครับ เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น

 

เปิดประตูไปดูด้านในรถกันบ้างดีกว่าครับ

 

แวบแรกที่เห็นคือ แผงประตูดูดีกว่าที่คิดมาก เพราะมีการเติมผ้าสีเบจเข้ามา และมีขนาดที่วางแขนที่ใหญ่กำลังดี

 

ส่วนปุ่มควบคุมที่แผงประตู ก็มีครบครันตามแบบฉบับรถนิสสันทั่วไป คือ

– ปุ่มล็อครถ/ปลดล็อครถ
– ปุ่มล็อคหน้าต่างไฟฟ้า
– ปุ่มเปิด-ปิดหน้าต่างไฟฟ้าทั้ง 4 บาน โดยเป็นระบบอัตโนมัติเฉพาะบานคนขับ

แถมมือดึงปิดประตู ก็ยังเป็นช่องทึบ ที่พอจะใส่ของจุกจิก เช่น เหรียญหรือกิ๊ฟติดผมของสาว ๆ ได้สบาย ๆ

 

ด้านล่างของแผงประตูสามารถใส่ขวดน้ำได้ครับ และยังยาวพอให้ใส่ของจุกจิกทั่วไปตามใจเจ้าของรถครับ

 

พอหันไปดูเบาะนั่งคู่หน้า ก็พบว่า เป็นเบาะผ้าสีดำ แต้มด้วยสีเบจให้เข้ากันกับแผงประตูครับ

โดยด้านคนขับ สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ครับ โดยการโยกก้านยาว ๆ ข้างเบาะขึ้นหรือลงตามใจชอบครับ

 

มาดูแผงคอนโซลหน้ากันบ้างครับ

 

สิ่งแรกที่สะดุดตาคือ พวงมาลัยครับ สวยงามหรูหราเกินหน้ารถอีโค คาร์ไปแล้วครับ นี่ถ้าหุ้มหนังเพิ่มมาสักหน่อยจะงดงามสุด ๆ เลยครับ

 

โดยในรุ่น VL จะมีปุ่มควบคุมเครื่องเสียงและรับสาย/วางสายโทรศัพท์ที่พวงมาลัยด้วยนะครับ

ส่วนรุ่น V จะไม่มีปุ่มอะไรให้กดเลยครับ ว่างโล่งเลย

 

สำหรับพวงมาลัยนั้น สามารถปรับระดับสูง-ต่ำได้ตามสรีระของเราเลยนะครับ เพียงแต่ไม่สามารถปรับเข้าหาตัวหรือออกจากตัวได้เหมือน Nissan Sylphy หรือ Pulsar ครับ

โดยวิธีการปรับตั้ง ให้ดึงก้านที่อยู่ใต้พวงมาลัยลงมาครับ แล้วโยกพวงมาลัยขึ้น-ลงจนได้ที่ จากนั้นก็ให้กดก้านกลับไปล็อคไว้เหมือนเดิมครับ

 

จากพวงมาลัย เรามองมาทางขวา จะเจอช่องแอร์กลม ๆ ที่มีอยู่ในรถนิสสันหลายรุ่น ซึ่งการดีไซน์ก็แล้วแต่คนชอบ เพราะมันอาจจะดูไม่หรูหรามากนัก

แต่สิ่งที่เบียร์ชอบก็คือ มันสะดวกมากครับ เพราะจะหมุนซ้ายป่ายขวา เปิดช่อง ปิดช่อง ทำได้ง่ายดายเอามาก ๆ

แต่ถัดลงมา พบว่า มีปุ่มควบคุมจำนวนมากอยู่เต็มไปหมดครับ ซึ่งดูแล้ว ปุ่มมากมายเหล่านี้คงจะมีแค่รุ่น VL เท่านั้นแน่ ๆ ครับ

 

มาดูปุ่มแถวบนกันก่อนครับ เรียงจากซ้ายไปขวานะครับ

ปุ่มแรกเขียนว่า AUTO OFF คือปุ่มปิดระบบ Idle Stop ครับ ซึ่งระบบ Idle Stop คือ ระบบที่หยุดการทำงานของเครื่องยนต์เมื่อเราหยุดรถครับ เพื่อช่วยประหยัดมลพิษให้สมกับเป็นรถ Ecology Car หรือรถอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมนั่นเองครับ

โดยระบบนี้จะดับเครื่องยนต์ลงเมื่อเราหยุดรถและเหยียบเบรคค้างไว้ พอเราถอนเบรก รถก็จะสตาร์ทติดเองเหมือนเดิมครับ

ซึ่งตอนที่ระบบนี้ทำงานนั้น ระบบจะหยุดการทำงานของเครื่องยนต์และคอมแอร์ด้วยนะครับ แต่รถยังปล่อยลมจากช่องแอร์มาปกติครับ ถ้าเราจอดนานไป ก็จะรู้สึกว่าแอร์เริ่มไม่เย็นแล้วนั่นเองครับ

ส่วนระบบไฟฟ้าอื่น ๆ ยังทำงานปกตินะครับ เรายังฟังเพลง เปิด-ปิดกระจกไฟฟ้า และชาร์ตไฟให้มือถือและ GPS ได้เหมือนเดิมเลยครับ

โดยระบบนี้จะมีเวลาจำกัดครับ โดยทำงานแต่ละครั้งไม่เกิน 3 นาทีครับ ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่ยอมถอนเบรก แต่หยุดรถนานเกิน 3 นาทีแล้ว ระบบก็จะสั่งสตาร์ทเครื่องยนต์อยู่ดีครับ เพื่อหล่อเลี้ยงระบบไฟในรถต่อครับ

ซึ่งระบบนี้จะเปิดการทำงานทุกครั้งนะครับที่เราสตาร์ทรถครั้งแรก ถ้าเพื่อน ๆ รำคาญ หรือไม่อยากใช้ ก็ให้กดปุ่มนี้ 1 ทีเพื่อปิดครับ

ที่สำคัญ ระบบ Idle Stop นี้ มีให้ใช้กันทั้ง 2 รุ่นครับ คือ V และ VL

 

ปุ่มถัดมาจะเป็นปุ่มปรับและพับกระจกมองข้างครับ เห็นแล้วน่าเสียดายที่ไม่มีระบบพับอัตโนมัติเมื่อเราล็อครถให้มาเหมือนใน Nissan March ครับ

โดยทั้ง 2 รุ่นย่อยได้ปุ่มควบคุมแบบนี้เหมือนกันทั้งคู่ครับ

 

ส่วนปุ่มขวาสุดเป็นปุ่มปิดระบบช่วยเตือนก่อนการชนด้านหน้าอัจฉริยะครับ ซึ่งปุ่มนี้จะมีเฉพาะรุ่น VL เท่านั้นครับ

โดยระบบนี้จะช่วยเตือนเพื่อน ๆ เมื่อขับเจ้านิสสัน โน้ตเข้าใกล้รถคันหน้าหรือคนเดินถนนในระยะที่ใกล้มากเกินไปครับในช่วงความเร็ว 10 – 80 กม./ชม ครับ

ซึ่งระบบจะคำนวณจากความเร็วในการขับขี่ และระยะห่างจากรถคันหน้าโดยใช้กล้องบริเวณกระจกหน้าเป็นตัวจับระยะห่างครับ

เมื่อเราขับรถเข้าใกล้เกินไป ระบบจะส่งเสียงเตือนพร้อมแสดงสัญลักษณ์เตือนบนหน้าปัดทันทีครับ

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เกิดไม่ยอมลดความเร็วลงให้ทันท่วงที เจ้า Nissan Note จะสั่งการให้รถเบรกอย่างฉับพลันครับ เพื่อความปลอดภัยของเรานั่นเองครับ สุดยอดมาก ๆ

ที่สำคัญ ระบบนี้ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงนะครับ จะมืดหรือสว่างก็เข้าเวรดูแลความปลอดภัยให้เราตลอดเวลาครับ

ยกเว้นเราไปกดปุ่มสั่งปิดนั่นแหล่ะครับ ระบบก็จะขอตัวลาไปพักผ่อนทันทีครับ

 

มาดูปุ่มแถวล่างกันบ้างครับ เรียงจากซ้ายไปขวาเหมือนเดิมครับ

 

ปุ่มซ้ายมือสุดคือ ปุ่มปิดระบบช่วยควบคุมเสถียรภาพการทรงตัวอัตโนมัติครับ โดยระบบนี้มีมาให้ทั้ง 2 รุ่นย่อยครับ เพื่อความปลอดภัยและมั่นใจในการขับขี่ครับ

ซึ่งเราจะกดปุ่มนี้เพื่อปิดระบบนั่นเองครับ เช่น เกิดเราอยากจะดริฟท์เป็นต้นครับ อิอิ

 

ปุ่มกลางคือ ปุ่มปรับระดับไฟหน้าครับ สามารถเลือกปรับให้ตรงกับระดับสายตาของเราได้ครับ เวลาขับรถยามค่ำคืนจะได้มั่นใจครับ

ระบบนี้สามารถปรับได้ทั้งรุ่น V และ VL ครับ

 

ส่วนปุ่มขวาสุด ยกให้เป็นเอกสิทธิ์ของ VL เค้าครับ กับปุ่มควบคุมระบบเตือนเมื่อรถออกนอกช่องทาง ที่จะช่วยเตือนเมื่อเราขับ Nissan Note ด้วยความเร็ว 70 กม./ชม.ขึ้นไปครับ

ถ้าเราหลับใน หรือเผลอเปลี่ยนเลนโดยไม่ระวัง ระบบจะเตือนเราด้วยสัญลักษณ์ที่หน้าจอและส่งเสียงบอกเราทันทีครับ

โดยเบียร์เข้าใจว่า ระบบนี้จะทำงานร่วมกับไฟเลี้ยวด้วยนะครับ เพราะถ้าเราเปิดไฟเลี้ยวถูกต้อง ระบบก็น่าจะไม่เตือนครับ เพราะรู้ว่าเรามีสติสัมปชัญญะอยู่นั่นเอง

โอ้โห นี่ Option มาตรฐานของรถอีโคคาร์ในราคา640,000 เองหรอเนี่ย!!! ไฮโซมากกกกกกกกกก

 

ถัดลงมาจากแผงควบคุม จะมีสลักให้ดึงอยู่ 2 อันครับ คือ

1.ด้านซ้าย เปิดฝากระโปรงหน้ารถ
2.ด้านขวา เปิดฝาน้ำมัน

 

สังเกตว่า สลักทั้ง 2 อันเป็นสีดำล้วน ทำให้เพื่อน ๆ มองยากว่า ฝั่งไหน เปิดอะไร ซึ่งเพื่อน ๆ ที่มาใช้รถนิสสันใหม่ ๆ มักจะสับสนครับกับ 2 อันนี้

เบียร์เห็นเพื่อน ๆ หลายคนเข้าปั๊มเพื่อเติมน้ำมัน แต่ไปดึงเปิดฝากระโปรงหน้ารถกันทั้งนั้นเลย 555555+

ซึ่งก่อนหน้านี้ เบียร์เคยแนะนำเพื่อน ๆ ที่ใช้ March และ Almera ให้ท่องเอาไว้ว่า

“ซ้ายเปิดฝากระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”

“ซ้ายเปิดฝากระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”

“ซ้ายเปิดฝากระโปรงหน้า ขวาเปิดฝาน้ำมัน”

แต่เพื่อน ๆ หลายคนคงคิดว่า “ฉันเรียนจบแล้ว จะให้มาท่องจำอะไรหนักหนา ไม่ท่องแล้วโว้ยยยย” ดังนั้น เบียร์เลยจะบอกว่า ที่จริงแล้ว ความแตกต่างของ 2 ปุ่มนี้ นิสสัน เค้าเข้าใจดีว่าเราอาจจะสับสน จึงทำปุ่มให้แตกต่างกัน คือ ปุ่มขวาที่ใช้เปิดฝาน้ำมันจะมีครึ่งวงกลมอยู่ด้านล่างครับ

เพราะสลักนี้ เราน่าจะดึงบ่อยกว่าเปิดฝากระโปรงหน้ารถเยอะ ทีนี้เวลาเราคลำหา เราไม่ต้องจำแล้วว่าซ้ายหรือขวา เรารู้แค่ว่า ถ้ามีร่องนิ้วให้เราสอดเข้าไป นั่นแหล่ะ สลักดึงเพื่อเปิดฝาน้ำมันครับ

 

ไหน ๆ ก็ลองเล่นดูแล้ว งั้นเบียร์ลองดึงสลักซ้าย เปิดฝากระโปรงหน้ามาดูห้องเครื่องหน่อยครับ

 

ก็พบกับเครื่องยนต์ขนาด 1,198 ซีซี ที่มีมาใน Nissan March และ Almera นั่นแหล่ะครับ

ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ผ่านมาตรฐานยูโร 4 มาแล้ว สมกับเป็นรถ“รักษ์โลก”ของแท้ครับ

 

ส่วนตัวเบียร์เอง คุ้นเคยกับเครื่องยนต์ตัวนี้มาก เพราะใช้เองใน Nissan March มาหลายปี

ข้อดีคือ ไปได้ทั่วไทย ขึ้นเขาลงดอยสบาย ใช้ความเร็วได้เหมาะสม ที่สำคัญประหยัดน้ำมันสุด ๆ 20 กิโล/ลิตรทำได้จริงครับ

 

แถมค่าภาษีแต่ละปีก็ถูกแสนถูก จ่าย 5 ปีแรก ปีละ 1,197 บาทเท่านั้นครับ พอปีที่ 6 ก็ลดลงไปเรื่อย ๆ ครับตามระเบียบของกรมขนส่งทางบก

 

เงยหน้าขึ้นมา พบกับฉนวนกันความร้อนบนฝากระโปรงที่นิสสันติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้วครับ

 

ดูเสร็จแล้ว ก็ปิดฝากระโปรงหน้าลงครับ

และนั่นทำให้เบียร์หันไปเห็นที่ปัดน้ำฝนด้านหน้าก็เลยหยุดดูทันทีครับ

 

เพราะช่วงหลังรถนิสสันหลายรุ่น เลือกซ่อนที่ปัดน้ำฝนหน้าเข้าไปเพื่อให้ลู่ลมครับ

แต่ข้อเสีย คือ มันดึงออกมาด้วยมือไม่ได้ จนกว่าเราจะไปสั่งเปิดระบบจากภายในรถครับ

ผลก็คือ รถหลายคันเจอร้านล้างรถที่ไม่ทราบข้อมูล หรือคนเช็ดกระจกตามสี่แยกไฟแดง ดึงซะฝากระโปรงเป็นรอยกันถ้วนหน้าเลยครับ

แต่พอทดสอบแล้ว Nissan Note สามารถดึงขึ้นได้ปกติเหมือนรถทั่วไปครับ สบายใจได้ในจุดนี้ครับ

 

กลับเข้าไปดูในรถกันต่อ เริ่มที่เรือนไมล์ดีกว่าครับ

โดยเรือนไมล์ของ Nissan Note น่าจะยกมาจาก Nissan Almera นั่นแหล่ะครับ โดยยังคงความหรูหราด้วยเรือนไมล์แบบเรืองแสงเช่นเคย แต่น่าจะมีการปรับปรุงให้แตกต่างอยู่บ้างเล็กน้อย

 

ซึ่งข้อเสียของเรือนไมล์เรือนแสงนั้น มีเพียงอย่างเดียวคือ มันทำให้หลายคนลืมเปิดไฟหน้าตอนกลางคืนนั่นเองครับ เพราะเมื่อดูเรือนไมล์ที่เรืองแสงออกมา ทำให้เข้าใจว่า เปิดไฟเรียบร้อยแล้ว

โดยทางค่ายรถก็แก้ไขอาการขี้ลืมเหล่านี้ ด้วยการทำระบบไฟหน้าอัตโนมัติมาให้ใช้ แต่ก็ได้เพียงบางรุ่น อย่าง Nissan เองก็จะมีเพียง Nissan Juke , Nissan Sylphy และ Nissan Pulsar เท่านั้นที่มีระบบนี้

ดังนั้นในเมื่อ Nissan Note ไม่มีระบบนี้มาให้ ก็คงต้องเตือนตัวเองกันนิดนึงว่า ถ้ามืดค่ำแล้ว ก็เปิดไฟหน้ากันด้วยนะครับ

ส่วนในกรณีถ้าเกิดเพื่อน ๆ เกิดลืมดับไฟหน้าอีก อันนี้ไม่ต้องกังวลครับ เพราะ Nissan Note มีระบบเตือนการลืมปิดไฟหน้าให้ครับ ด้วยการส่งเสียงเตือนจี๊ดแบบยาว ๆ บาดแก้วหูเราทันทีที่ดับเครื่อง ประมาณว่า “จะปิดหรือไม่ปิด ห๊ะ!!!”

 

กลับมาดูเรือนไมล์กันต่อครับ จะเห็นได้ว่า เป็นเรือนไมล์ที่ดูสะอาด สบายตา มองเห็นค่าต่าง ๆ ได้ชัดเจน

ด้านซ้ายเป็นวัดรอบเครื่องยนต์ครับ ส่วนด้านขวาเป็นความเร็วของรถยนต์ และตรงกลางเป็นจอบอกข้อมูลต่าง ๆ ของรถครับ แต่จะบอกอะไรบ้างนั้น มาดูกันเลยครับ

โดยการดูค่าหน้าจอต่าง ๆ ให้ใช้ก้านขวามือรูปสี่เหลี่ยมแค่ก้านเดียวนะครับ เวลาเปลี่ยนหน้าจอเพื่อดูข้อมูลอื่น ๆ ก็กดเพียง 1 ทีครับ

ส่วนการ reset ค่านั้น ๆ ใหม่ให้เป็น 0 ก็แค่กดก้านค้างเอาไว้ประมาณ 2 วินาทีเท่านั้นเองครับ

ส่วนก้านด้านซ้าย เป็นการปรับความสว่างของหน้าจอเรืองแสงครับ สามารถปรับค่าความสว่างได้จะเอียดมากครับ ประมาณ 12 ระดับ

ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถกดปรับความสว่างได้ทั้งตอนกลางวันที่เรืองแสง และตอนกลางคืนที่เราเปิดไฟหน้าครับ ระบบจะแยกการทำงานกันอย่างอิสระ ไม่ต้องกลัวแล้วครับ ว่าหน้าจอจะส่องแสงแยงตายามขับขี่ Nissan Note คันใหม่ครับ

ทีนี้มาดูหน้าจอแรกกันครับ กับคำว่า ODO หรือระยะทางรวมทั้งหมดที่รถวิ่งมา อย่างรถคันนี้คือ วิ่งมาแล้ว 49 กิโลเมตรครับ

จะว่าไป ตัวเลขนี้ก็คือ เลขไมล์ของรถนั่นเองครับ เอาไว้อ้างอิงเวลาจะเข้าเช็คระยะที่ศูนย์บริการด้วยครับ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

ที่สำคัญ เพื่อน ๆ ที่ไปรับรถใหม่ที่โชว์รูม ควรตรวจสอบค่า ODO ดูนะครับ ว่าตอนที่เรารับรถมาเนี่ย รถของเราได้วิ่งไปแล้วมากน้อยแค่ไหน?

ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 100 กิโลเมตรครับ ยิ่งวิ่งแค่ 10 – 30 กิโลเมตรนี่ถือว่าดีมากเลย

แต่ค่านี้ไม่สามารถกดค้างเพื่อ reset ได้นะครับ เอาไว้ดูได้อย่างเดียวครับ

 

ทีนี้กดก้านขวา 1 ที หน้าจอก็จะเปลี่ยนเป็น Trip A ครับ

Trip A ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา

อย่างหน้าจอนี้ คือ ตั้งแต่เราเริ่มกดตั้งค่าครั้งสุดท้ายมาถึงตอนนี้ รถเราวิ่งไป 22.5 กิโลเมตรแล้วครับ และถ้าเพื่อน ๆ อยากจะตั้งค่าใหม่ เพื่อจับระยะทาง ก็ให้กดปุ่มที่ก้านขวาค้างไว้แป๊ปนึง ตัวเลขนี้ก็จะกลายเป็น 0 ทันที

ซึ่งการวัดระยะทาง ใช้ได้หลากหลายครับ อย่างเบียร์เองจะใช้แบบนี้

1. เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ กดค้างให้เป็น 0 ทิ้งไว้ และเมื่อต้องมาเติมน้ำมันอีกรอบ ก็สามารถดูได้ว่า รถเราวิ่งได้กี่กิโลตั้งแต่เราเติมน้ำมันครั้งล่าสุด

2. เมื่อต้องการทราบว่าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไกลแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านก็กดก้านค้างไว้ให้เป็น 0 พอถึงที่ทำงาน เราก็จะได้ตัวเลขระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงาน เป็นต้น

 

ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไปครับ ด้วยการกดก้านขวาด้านล่าง 1 ทีครับ ก็จะเจอกับ Trip B ครับ

ซึ่ง Trip B ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา

นั่นก็หมายความว่า Trip B ก็ใช้งานเหมือน Trip A เป๊ะ ๆ เลย ว่าแต่จะมีมาทำไม 2 อัน เนี่ย?

ก็ต้องบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจับ หรือวัดระยะทางอะไรมาก ก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก แต่ที่นิสสันเค้ามีมาให้ 2 อัน เพราะบางครั้ง เราอาจจะต้องจับระยะทางพร้อมกัน 2 จุด เอ๊ะยังไง!

อ่ะ ลองมาดูวิธีการใช้งานของเบียร์ดูครับ

::: ชีวิตประจำวัน :::

– เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง เบียร์จะกดก้านขวาให้แสดง Trip A และกดค้างอีกที เพื่อ Reset ค่าให้เป็น 0 เพื่อจะดูว่าน้ำมันถังนี้ รถเบียร์จะวิ่งได้กี่กิโลเมตร

– ส่วน Trip B เบียร์จะทำแบบเดียวกัน เมื่อต้องการจับระยะทางในการเดินทางในแต่ละวัน

เช่น วันนี้เบียร์จะไปหาลูกค้าที่พัทยา จะใช้ระยะทางวิ่งไปเท่าไหร่? ซึ่งเบียร์ไปกดดูที่ Trip A ไม่ได้ เพราะ Trip A ไว้จับระยะทางการใช้น้ำมันอยู่นั่นเอง

:::ชีวิตท่องเที่ยว :::

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เบียร์มักจะใช้ Trip A เพื่อดูระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ไปจนกลับ เช่น รีวิวที่เบียร์ขับ March ไปฮันนีมูนที่ปาย เบียร์ก็กดไว้ตั้งแต่ออกจากบ้าน จนไปเที่ยวปาย เชียงใหม่ กลับถึงกรุงเทพ ก็จะรู้ว่า ระยะทางทั้งหมดในทริปนี้ วิ่งไปเท่าไหร่

ส่วน Trip B เบียร์จะใช้เมื่อเข้าเติมน้ำมันเต็มถังในแต่ละครั้ง เพื่อดูระยะทางที่วิ่งได้จนกว่า จะเติมน้ำมันอีกครั้ง ว่าวิ่งไปได้ทั้งหมดกี่กิโลเมตร

ซึ่งเบียร์จะเอาค่าเหล่านั้นมาดูอัตราการกินน้ำมันนั่นเองครับ

โดยเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูการคำนวณและใช้ทริป A B ของเบียร์จริง ๆ ได้ในรีวิว “ขับ Nissan March ไปฮันนีมูนที่ปาย – เชียงใหม่” ที่นี่ครับ http://www.reviewbybiere.com/honeymoon-pai-by-nissan-march/

หวังว่าจะพอเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกท่านนะครับ

 

จบเรื่อง Trip A B ไปแล้ว กดก้านขวา 1 ที มาดูหน้าจอถัดไปครับ

จะเห็นตัวเลข 0.0 km/l ตัวเลขนี้คือการบอกอัตราการกินน้ำมันแบบ Real Time ครับ

นั่นคือ ในขณะที่เราขับเจ้านิสสัน โน๊ตนั้น รถกินน้ำมันมากน้อยแค่ไหน? ซึ่งมีประโยชน์มากครับ เราจะได้รู้ว่า เท้าเรา หนัก-เบาไปไหม? จะได้ควบคุมน้ำหนักเท้าในการเหยียบคันเร่งของเราให้ดี เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุดนั่นเองครับ

เคยมีหลายคนเห็นหน้าจอนี้แล้วตกใจว่า ทำไมตัวเลขเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จนนึกว่าหน้าจอรถเสีย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ นี่คือเรื่องปกติของหน้าจอนี้ ที่บอกค่ากันสด ๆ วิ่งขึ้น วิ่งลงตลอดเวลาที่รถเคลื่อนไหวคร้าบบบ

 

มาดูกันต่อครับ ด้วยการกดก้านขวาอีก 1 ที ในหน้าจอนี้ จะมีคำว่า “AVG. 1.3 km/l” โชว์อยู่

ตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่บอกค่าเฉลี่ยการกินน้ำมันของเรานั่นเองครับ โดยคำนวณมาจากค่า Real Time ในจอก่อนหน้านี้นั่นแหล่ะ

ซึ่งค่าเฉลี่ยนี้จะเริ่มนับตั้งแต่เรากดก้านขวาค้างไว้เพื่อ reset ค่านี้ให้เป็น 0 นะครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการจับว่า จากบ้านไปที่ทำงานในเช้าวันนี้ เราขับรถได้อัตราเฉลี่ยเป็นยังไง จะถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรตามที่โฆษณาไว้ไหม? ก็กดก้านขวาค้างไว้เพื่อ reset หน้าจอใหม่ซะ และขับไปที่ทำงาน

จากนั้นก็จะทราบว่า เราขับรถได้ประหยัดมากน้อยแค่ไหน ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรหรือไม่? นั่นเอง

 

เคยมีเพื่อน ๆ มาถามเบียร์ว่า ขับยังไงก็ไม่ประหยัด ตัวเลขอยู่ที่ 10 ต้น ๆ มานานแล้ว เผลอ ๆ ลงมา 8 หรือ 9 ด้วยซ้ำ เบียร์ก็ขอบอกเลยนะครับว่า ต้องกดค้างเพื่อ reset ค่าก่อนด้วย เพื่อเริ่มคำนวณใหม่

เพราะหลายท่านไม่เคยกด reset เลยตั้งแต่รับรถป้ายแดงมา ค่ามันก็คำนวณมายาวนานเกินไปครับ ตัวเลขจะขยับยาก และไม่แสดงผลเป็นปัจจุบัน

ดังนั้น อย่าลืมกด reset กันก่อนขับรถนะครับ

::: หมายเหตุ :::

– หลังกด reset จะยังไม่มีตัวเลขขึ้นจนกว่าจะวิ่งถึง 500 เมตรแรก

– การคำนวณอัตราเฉลี่ย จะคำนวณทุก 30 วินาที


คราวนี้กดก้านขวาอีก 1 ทีครับ มาดูที่หน้าจอถัดไป หน้าจอนี้มีลูกศรชี้ที่ปั๊มน้ำมัน และมีตัวเลข 201 km กำกับอยู่

ซึ่งหน้าจอนี้จะแสดงระยะทางที่น้องโน๊ตสามารถวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมดถังครับ

แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่นะครับ เพราะหน้าจอจะคำนวณจากการขับขี่ของเราประกอบด้วย

อย่างตอนนี้รถสามารถวิ่งได้อีก 201 กิโลเมตรใช่ไหมครับ?

แต่ถ้าเบียร์ขับแบบประหยัดสุด ๆ สักพัก หน้าจออาจจะเปลี่ยนเป็น 230 km ก็ได้ คือ เหลือระยะทางวิ่งได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ท่านที่เพิ่งไปเติมน้ำมันเต็มถังมา แล้วหน้าจอแสดงผลระยะทางคงเหลือได้น้อย ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะมันจะคำนวณจากการขับรถของเราล่าสุด แล้วแสดงผลออกมา

ซึ่งระยะทางสามารถเพิ่มขึ้น-ลงได้ตามการขับขี่ของเรานั่นเองครับ

 

และเมื่อน้ำมันเหลือขีดสุดท้าย หน้าจอนี้จะแสดงตัวเลขกระพริบ ๆ นะครับ เพื่อเป็นการเตือนคนขับว่า น้ำมันใกล้หมดแล้วนะ รีบเติมซะ!

และถ้ายังไม่เติมอีก สักพัก ตัวเลขจะหายไป กลายเป็น “—–”

นั่นคือ คำนวณระยะทางไม่ได้แล้ว ควรเติมน้ำมันได้แล้ว!!!

สรุป หน้าจอนี้จะเป็นการแสดงผลคร่าว ๆ เท่านั้น เพื่อน ๆ อย่าไปยึดติดหรือซีเรียสกับตัวเลขระยะทางคงเหลือมากนัก

เอาเป็นว่า ถ้ามันเตือนเมื่อไหร่ว่า ถึงเวลาเติมน้ำมันได้แล้ว ก็เติมไปเลย อย่าไปเสี่ยงวิ่ง ถึงแม้จริง ๆ อาจจะวิ่งได้อีกร่วม 100 กิโลเมตรก็เถอะ

เพราะการปล่อยให้น้ำมันหมดถังแล้วค่อยเติมนั้น มันไม่ส่งผลดีต่อรถยนต์ของเรานักหรอกครับ

 

จบจากระยะทางคงเหลือแล้ว กดก้านขวา 1 ทีเพื่อดูจอถัดไปต่อเลยครับ

หน้าจอนี้บอกอุณหภูมิภายนอกรถครับ ว่าร้อนเย็นแค่ไหน ซึ่งหน้าจอนี้ เบียร์ขอแนะนำให้ดูประกอบกับการใช้แอร์อัตโนมัตินะครับ เพราะมันจะทำงานสัมพันธ์กันครับ ไว้เบียร์จะเล่าให้ฟังอีกทีตอนรีวิวแอร์นะครับ

 

กดก้านขวาอีก 1 ครั้ง ก็จะเจอจอว่าง ๆ แบบนี้ครับ ซึ่งหน้าจอนี้ มีไว้ตั้งค่านาฬิกาที่แสดงอยู่ด้านล่างนั่นเองครับ

โดยวิธีการตั้งเวลาให้ทำดังนี้ครับ

1. กดก้านขวาค้างไว้ 1 ที เวลาที่เป็นชั่วโมงจะกระพริบ

2. เพื่อน ๆ ก็กดก้านขวาตั้งเวลาที่เป็นหน่วยชั่วโมงได้เลยครับ โดยเวลาจะเป็นแบบ 12 ชั่วโมงครับ คือ 1 – 12 เท่านั้น โดยกดก้านขวา 1 ที ก็เลื่อนไปทีละ 1 ชั่วโมงครับ

3. เมื่อตั้งชั่วโมงเรียบร้อยแล้ว ให้เพื่อน ๆ อยู่เฉย ๆ แล้วนับ 1 – 3 ในใจ เลข “นาที” ก็จะกระพริบต่อทันที เพื่อน ๆ ก็กดก้านขวาไปเรื่อย ๆ ครับ ตัวเลขจะเปลี่ยนไปทีละนาที

4. พอตั้งเวลาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจจอแล้วครับ เพียงแค่รอสักพัก เวลาที่จอก็จะถูกต้องตรงเผงตามที่เพื่อน ๆ ตั้งค่าเอาไว้

ถ้าเพื่อน ๆ สังเกตให้ดี จะพบว่า นาฬิกาจะแสดงเวลาอยู่ในทุกหน้าจอเลยนะครับ ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะกดก้านซ้ายหรือขวา ไปดูค่าอะไรก็ตาม

ทำให้เราดู“เวลา”จากนาฬิกาในรถได้ตลอด โดยไม่ต้องคอยกดเปลี่ยนหน้าจอให้เสียเวลาครับ

หรือลองดูวิธีการตั้งค่าได้จากคลิปนี้เลยครับ

 

และจริง ๆ จอแสดงผลนี้ สามารถแสดงผลเตือนระยะเวลาตรวจเช็คและเปลี่ยนอะไหล่ด้วยนะครับ โดยแสดงเป็นรูปไขควง พร้อมแสดงระยะทาง

ซึ่งเบียร์ลองเล่นดูแล้ว พบว่าเราไม่สามารถตั้งค่า และดูรายละเอียดได้ด้วยตัวเองนะครับ

จุดนี้จะต่างกับหน้าจออัจฉริยะของ Nissan March ที่สามารถดูค่านี้ได้ และตั้งค่าได้ด้วยตัวเอง แถมยังสามารถเลือกประเภทการเตือนได้อีก ทั้งเตือนเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง / ไส้กรอง / ยางรถยนต์ ตามที่เบียร์เคยรีวิวเอาไว้ที่ รีวิว การตั้งค่าจออัจฉริยะ NISSAN MARCH รุ่น VL , EL นั่นเองครับ

 

เรื่องข้อมูลจอตรงกลางจบไปแล้ว แต่จริง ๆ ยังมีข้อมูลที่ควรรู้อีกหน่อยนะครับ

นั่นคือ เมื่อเพื่อน ๆ มองไปริมซ้ายของจอตรงกลาง จะเห็นขีดวัดระดับด้านซ้ายที่มีตัวอักษร H อยู่ข้างบนและ C อยู่ข้างล่าง

สารภาพเลยว่า เบียร์แอบดีใจลึก ๆ ที่นิสสันใส่ “ระดับความร้อนของเครื่องยนต์” มาให้ จุดนี้เป็นจุดที่คนไทยให้ความสำคัญมากในการขับขี่รถยนต์ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อนมากกกก และการเกิด overheat หรือ ความร้อนสูงในเครื่องยนต์ มีให้เห็นบ่อยมากในเมืองไทย

ซึ่งสาเหตุหลักมาจากขาดการดูแลระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ รวมถึงสายพานขาด และพัดลมหยุดทำงาน เป็นต้น

โดยเฉพาะเรื่องพัดลมนี่ตัวดีเลย เบียร์ไม่ที่ทราบว่าที่ผ่านมา Nissan ใช้พัดลมของซัพพลายเออร์เจ้าไหน ถึงได้พังกันมากมายขนาดนี้

เพราะรถ Nissan ของเบียร์เกือบทุกคัน ทั้ง March , Sylphy และ Juke นั้น ได้เคลมพัดลมใหม่กันมาเรียบร้อยแล้ว

ล่าสุดทราบมาว่า ทางผู้บริหารได้แก้ไขในเรื่องนี้แล้ว ก็หวังว่าจะหายขาด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถนิสสันกลับมาเหมือนเดิมนะครับ

แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเกิดจากอะไร การมีระดับความร้อนบอกเราแบบนี้ มันดีกับเรามากครับ เพราะอย่างใน Nissan March หรือ Almera รุ่นย่อยล่าง ๆ นั้น ยังคงได้แต่ลุ้นกันไป ว่าไฟแดงเตือนบนหน้าจอเมื่อไหร่ ก็ “งานเข้า”เมื่อนั้น เพราะไม่มีระดับความร้อนให้ดูก่อนแบบนี้ครับ

ส่วนวิธีการดู ก็ง่าย ๆ ครับ ตัว C ข้างล่าง ย่อมาจาก Cold หรือ “เย็น” ส่วน H ข้างบน มีความหมายตรงกันข้าม โดยย่อมาจาก “Hot” ที่แปลว่าร้อนนั่นเอง

โดยเพื่อน ๆ ต้องดูระดับความร้อน อย่าให้เกินครึ่งหนึ่งนะครับ ถ้าขีดระดับความร้อนไต่เกินครึ่้ง ขึ้นไปใกล้ H เมื่อไหร่ ต้องรีบจอดรถ เพื่อตรวจสอบทันทีครับ

มาดูหน้าจอกันต่อครับ คราวนี้เบียร์พาเพื่อน ๆ ย้ายสายตามาด้านขวาสุดกันเลย จะพบขีดบอกระดับ “น้ำมัน” ในถังครับ ซึ่งข้างบนจะมี “รูปปั๊มน้ำมัน มีลูกศรชี้ไปทางซ้ายมือ” กำกับอยู่

โดยนิสสันเค้าทำมาเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่า ถังน้ำมันนะอยู่ฝั่งซ้ายของตัวรถ เวลาเข้าปั๊มน้ำมันนะ เข้าให้ถูกด้านด้วยนะจ๊ะ!!

ซึ่งเหมาะสำหรับ

– เจ้าของรถที่มีรถหลายคัน คันนึงถังอยู่ขวา คันนึงถังอยู่ซ้าย

– แต่ถ้ามีคันเดียว ด้วยความที่ Nissan Note เป็นรถประหยัดน้ำมัน ทำให้ไม่ค่อยได้เข้าปั๊มน้ำมันบ่อย จนอาจจะลืมว่า เวลาจะเข้าปั๊ม ต้องจอดที่หัวจ่ายด้านไหน ก็ดูได้ที่ลูกศรนี่ละครับ

ทีนี้มาดูตัวเลขตรงกลางจอ แต่เยื้องลงมาด้านล่างหน่อย เพื่อน ๆ จะเห็นเลข 04:46 นี่คือ “นาฬิกาบอกเวลา” นั่นแหล่ะครับ ว่าตอนนี้เวลา “สี่โมงเย็นสี่สิบหกนาที”

แต่ถ้าเห็นฟ้ามืดมิด ก็แสดงว่าตอนนี้ “ตี 4 กับอีก 46 นาที” นั่นเองครับ

ซึ่งถ้าเวลาผิดเพี้ยนไป เราก็ตั้งค่าใหม่ได้ ตามที่เบียร์สอนไปด้านบนนั่นแหล่ะครับ

และจบด้วยค่าสุดท้ายด้านล่างสุด ก็คือ ตำแหน่งเกียร์ CVT นั่นเองครับ เพื่อน ๆ จะได้ไม่ต้องก้มดูที่คันเกียร์ให้เสียเวลา สามารถรู้ได้เลยว่า เราเข้าเกียร์ไหนอยู่นั่นเองครับ

 

ทีนี้มาดูด้านข้างพวงมาลัยรถกันต่อครับ เริ่มที่ด้านซ้ายก่อน จะเห็นปุ่มสตาร์ทรถและดับเครื่องครับ ซึ่งเป็น Option ที่มีให้ทั้ง V และ VL ครับ

 

ถือว่าหรูหราและสะดวกสบายมากครับ เพราะตั้งแต่ขึ้นรถมาปลดล็อคประตูนั้น เราไม่ต้องล้วงหากุญแจให้ยุ่งยากเลย กดปุ่มที่ประตู เข้ารถมา กดปุ่มสตาร์ท ก็ไปได้ทันที

เพราะ Nissan Note ทั้งรุ่น V และ VL นั้น ต่างก็ได้“กุญแจอัจฉริยะ” มาด้วยกันทั้ง 2 รุ่นครับ

เพียงแต่กุญแจอัจฉริยะของ Nissan Note นั้น จะเหมือนกับ Nissan Juke เปี๊ยบเลย คือ มีปุ่มแค่ 2 ปุ่มเท่านั้นบนรีโมท นั่นก็คือ ปุ่มปลดล็อครถและปุ่มล็อครถ ซึ่งเอาไว้ใช้เวลากดล็อครถหรือปลดล็อครถ ตอนเราอยู่ห่างจากรถมาก ๆ นั่นเองครับ

 

ถัดลงมาจากปุ่มสตาร์ท จะมีช่องใส่ของจุกจิกอยู่ 1 ช่อง ที่เบียร์ยังไม่รู้ว่า เบียร์จะวางอะไรดี? 555555+

เพราะขนาดมันไม่ได้ใหญ่และลึกเลย ซึ่งบางคนอาจจะใช้วางกล่องลูกอม หมากฝรั่ง หรือซองบุหรี่ ก็แล้วแต่จะวางกันเลยนะครับ

 

จากซ้ายย้ายมาขวา ก็เจอช่องแบบนี้อีกเหมือนกัน แต่ขนาดจะใหญ่กว่าหน่อย ถ้าเป็นการใช้รถปกติ เบียร์จะชอบใส่ใบขับขี่ไว้รอแลกที่ป้อมยาม เวลาไปติดต่องาน หรือไม่ก็บัตรจอดรถเวลาเข้าสถานที่ต่าง ๆ เป็นต้น

 

ทีนี้เบียร์ขอขึ้นไปดูเพดานด้านหน้ารถก่อนครับ ก็จะพบกับบังแดดติดมาให้ทั้ง 2 ด้าน ที่สำคัญมีกระจกให้ส่องหน้า ทาปาก เช็คความสวย ความหล่อของคนขับและผู้โดยสารก่อนลงจากรถ

 

ส่วนตรงกลาง จะเป็นตำแหน่งของไฟส่องแผนที่ครับ ซึ่งไม่มีแบบแยกซ้าย-ขวาอีกต่อไปแล้ว

อาจเป็นเพราะนิสสันเค้ารู้ว่า สมัยนี้ไม่มีใครกางแผนที่แล้ว ดูกันแต่ GPS 555555+

 

พอมองมาที่กลางรถ ก็ยังมีไฟส่องสว่างเพิ่มให้อีกชุดครับ สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง นับว่า เป็นการพัฒนาขึ้นมาของนิสสันจริง ๆ เพราะแต่เดิมใน Nissan March จะมีแค่ด้านหน้าเท่านั้นครับ

โดยไฟทั้ง 2 ตำแหน่งนี้จะมี 3 ระดับครับ คือ

1.ปิดไฟ
2.เปิดไฟ
3.เปิดไฟอัตโนมัติเมื่อประตูรถบานใด บานหนึ่งเปิด (เอาไว้เช็คได้ว่า ประตูบานไหนปิดไม่สนิท)

 

กลับมาที่ด้านหน้า มองลงมาหน่อย ก็จะพบกับกระจกมองหลังครับ

 

สำหรับรุ่น V จะได้กระจกมองหลังธรรมดา ๆ นี่แหล่ะครับ

ส่วนความพิเศษจะตกอยู่กับรุ่น VL ที่ได้กระจกมองหลังตัดแสงอัตโนมัติมาเรียบร้อย เวลาขับรถยามค่ำคืน เจอรถคันหลังที่เผลอเปิดไฟสูงค้างไว้ หรือไฟแสบ ๆ แบบสว่างเว่อร์ ๆ ขับตามมา ก็ไม่ส่งผลกระทบกับการขับขี่ของเราครับ

ที่สำคัญ ยังเป็นกระจกที่รองรับภาพจากกล้อง Around View Monitor ที่ถูกติดตั้งไว้รอบคัน เพื่อใช้ดูเวลาจอดรถอีกด้วยครับ

 

ซึ่งภาพจะแสดงขึ้นมาอัตโนมัติเมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลังแบบเก่งเกียร์ R ครับ 55555+

 

โดยภาพจะถูกแบ่งเป็น 2 จอครับ คือ

– จอซ้าย แสดงมุมมองจากบนฟ้า เหมือนมีโดรนถ่ายอยู่ด้านบน เพื่อให้เราดูภาพรวมเวลาจอดรถครับ ว่าตรงช่องหรือยัง? ใกล้คันหน้า คันหลัง หรือคันข้าง ๆ ไปไหม จะได้ขยับให้เรียบร้อยครับ

– จอขวา แสดงภาพด้านหลังรถครับ

 

ลองดูภาพรถจริงที่จอด เทียบกับภาพในกล้อง จะได้เข้าใจครับ

 

ที่สำคัญ ระบบ Around View Monitor นี้ ไม่ได้ใช้แค่ตอนเข้าเกียร์ถอยหลังอย่างเดียวนะครับ สามารถใช้ดูตอนเราเลื่อนรถไปข้างหน้าก็ได้ ขอแค่ความเร็วไม่เกิน 8 กม./ชม. ก็สามารถดูภาพได้ตลอด ด้วยการกดปุ่ม Camera ที่กระจกมองหลังครับ

 

ภาพก็จะขึ้นมาแสดงทันทีครับ

 

และเมื่อเรากดปุ่ม Camera อีก 1 ที ภาพด้านซ้ายจะเปลี่ยนเป็นมุมมองด้านซ้ายของรถครับ เอาไว้ดูเวลาจอดรถชิดขอบทางได้สบาย ๆ ครับ นับว่าเจ๋งมาก

 

และเมื่อเรากดปุ่ม Camera อีก 1 ที ก็เป็นการปิดระบบครับ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถดูคลิปวิธีใช้ระบบนี้ที่เบียร์ทำไว้ได้ที่

จะว่าไปข้อเสียของระบบนี้คือ ภาพที่แสดงเล็กไปหน่อยครับ เพราะที่จริง มันควรจะมาอยู่ที่จอวิทยุเหมือนรุ่นพี่ที่ไฮโซอย่าง Teana และ X-trail มากกว่า

เพราะ Note เองก็ได้เครื่องเสียงหน้าจอสีแบบ LED มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานอยู่แล้ว

แต่อย่างว่าครับ มีมาให้ก็ยังดีกว่าไม่มี เพราะมันก็ใช้ประโยชน์ได้จริงครับ

แต่เบียร์ได้ยินมาว่า อนาคตที่โน๊ตวางจำหน่าย อาจจะมีอุปกรณ์ที่ทำให้ภาพมาออกที่จอวิทยุครับ จะมีจริงหรือไม่ก็รอดูกันไปนะครับ

 

จากกระจกมองหลัง ไล่ลงมาดูที่คอนโซลกลางกันบ้างครับ ซึ่งตกแต่งด้วยสีดำเงาหรือ Piano Black ให้ความสวยงาม หรูหรามากมายครับ

 

เริ่มต้นด้วยช่องแอร์วงกลม 2 ช่องเหมือนเช่นเคย และมีปุ่มเปิดไฟฉุกเฉินอยู่ตรงกลางครับ

ไล่ลงมาจะพบกับเครื่องเสียงของ kenwood ขนาด 7 นิ้ว เป็นจอสัมผัสแบบสี LED เลยทีเดียวครับ ฟังวิทยุได้ มี Option ให้ใส่แผ่น CD , DVD ได้ทีละ 1 แผ่น อีกทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อผ่าน Bluetooth , USB , AV-in , HDMI แถมยังต่อโทรศัพท์มือถือไว้คุยผ่าน Blouetooth ได้อีกด้วย สะดวกสบายสุด ๆ

ทั้งหมดที่พูดมานี้ เฉพาะรุ่นย่อย VL เท่านั้นนะครับ

ส่วนรุ่น V จะได้จอสีเหมือนกัน แต่ลดขนาดลงเหลือ 5 นิ้ว ฟังวิทยุได้ ใส่แผ่น CD ได้ เชื่อมต่อได้แค่ AUX-IN และ USB เท่านั้น แถมยังดู DVD ไม่ได้คร้าบบบ

 

ถัดจากวิทยุลงมาจะพบกับระบบแอร์อัตโนมัติครับ เป็นทรงกลมเข้ากันกับช่องแอร์นั่นแหล่ะ แต่ได้สีดำเงาแบบเปียโน แบล็คมา ก็ดูสวยงามเข้ากันดีครับ

ซึ่งการใช้งาน ขอยกข้ามไปนะครับ เพราะเพื่อน ๆ สามารถอ่านรีวิวการใช้งานแอร์อัตโนมัติที่เบียร์เคยรีวิวไว้ใน Nissan Almera ได้เลยที่ รีวิว NISSAN ALMERA by Biere ตอนที่ 10 “ว้าวว อัลเมร่า รุ่น ES – V – VL มีแอร์อัตโนมัติด้วย”

 

ถัดจากช่องแอร์ลงมา มีช่องให้ใส่ของจุกจิกได้อีก 1 ช่องครับ

 

ลงมาดูต่อ จะเจอที่วางแก้วน้ำ 2 ช่องครับ

 

ถัดมาก็จะเป็นคันเกียร์ CVT ครับ มีการตกแต่งสีเงิน ๆ เทา ๆ แต้มเข้าไปให้ดูดีขึ้นครับ

 

ไล่มาเรื่อย ๆ จะเจอกับเบรกมือครับ และมีช่องยาว ๆ เผื่อให้ใส่บิลค่างวดด้วย จะได้ไม่ลืมผ่อน 55555+

 

และปิดท้ายด้วยช่องจ่ายไฟขนาด 12V ครับ แถมยังมีช่องขนาดใหญ่ให้ใส่ของได้อีก 1 ช่อง เผื่อสำหรับผู้โดยสารด้านหลังจะวางแก้วน้ำเพิ่มได้อีกด้วยครับ

 

ทีนี้มาดูคอนโซลหน้าฝั่งคนนั่งกันบ้างครับ

 

ด้านบนสุดเป็นช่องถุงลมนิรภัยครับ ที่มีมาให้ทั้ง 2 รุ่นย่อย

ถัดลงมาจะเป็นเก๊ะบนครับ เปิดแบบยกขึ้น ใส่ของได้ตามใจเราเลยครับ

 

ไล่ลงมาก็มีเก๊ะล่างอีก 1 จุด ลึกพอสมควรครับ

 

ปิดท้ายด้วยแผงประตูคนนั่งครับ วางแขนได้สบาย เพราะขนาดกำลังดี แถมมีผ้าสีเบจนุ่ม ๆ ให้สัมผัส

มีปุ่มเปิด-ปิดหน้าต่างไฟฟ้าฝั่งตัวเองได้ปกติ มีที่วางขวดน้ำ และของใช้ได้ยาวเหมือนด้านคนขับเลยครับ

 

ทีนี้ไปสำรวจประตูหลังกันบ้างครับ

ซึ่งต้องบอกว่าถูกใจมาก เพราะประตูหลังสามารถเปิดได้กว้างถึง 85 องศา เรียกว่าเกือบตั้งฉากเลยทีเดียวครับ ลองดูจากคลิปที่เบียร์ทำไว้ก็ได้ครับ

 

ทำให้การเข้า-ออกรถ สะดวกสบายและง่ายขึ้นเยอะเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นผู้โดยสารก็ดี สัมภาระขนาดใหญ่ก็ดี มีประโยชน์มาก ๆ ครับ

 

สำหรับแผงประตูด้านหลังก็ยังตกแต่งเหมือนด้านหน้าครับ คือมีผ้าสีเบจมาหุ้มบุเอาไว้ ให้สัมผัสแบบนิ่ม ๆ

 

มีที่วางแขนขนาดใหญ่ พร้อมที่วางขวดน้ำหรือแก้วน้ำได้อีกครับ

 

ส่วนเบาะหลังก็ตกแต่งด้วยโทนสีเดียวกันครับ

 

มีหมอนรองศีรษะมาให้ครบทั้ง 3 ใบ ปรับระดับสูง-ต่ำได้ครับ

 

และฟังชั่นที่น่าจะถูกใจคุณแม่ก็คือ มีจุดยึด Car seat ให้น้อง ๆ ที่น่ารักด้วยนะครับ โดยมีให้ทั้งรุ่น V และ VL ครับ

 

ว่าแล้วก็ลองไปนั่งกันเลยดีกว่าครับ นายแบบคือ เบียร์เอง ส่วนสูง 175 น้ำหนักไม่รู้ครับ ไม่กล้าชั่ง 55555+

 

บอกเลยว่ากว้างกว่าที่คิดครับ โดยเฉพาะ Leg Room หรือที่วางขา เพราะเบียร์สามารถนั่งไขว้ขาได้สบาย ๆ เลยครับ

 

ด้านบน มีมือจับให้ครบทั้ง 2 ฝั่งนะครับ แต่เบียร์ว่า ไม่ค่อยมีคนจับกันเท่าไหร่หรอก ส่วนใหญ่จะใช้แขวนเสื้อผ้ากันมากกว่า

ยกเว้นพ่อตา แม่ยายของใครบางคนครับ แฮ่ๆๆๆๆ

 

ส่วนหลังเบาะหน้า มีช่องใส่เอกสารให้ 1 ช่องครับ คือ ฝั่งเบาะคนนั่งเท่านั้นครับ

 

ยังงงว่าช่วงหลัง Nissan ให้ช่องมาแค่ฝั่งเดียวกับรถหลายรุ่น จะบอกเลยว่าไม่พอครับ เพราะคนสมัยนี้บ้าหอบฟางเอามาก ๆ

 

เบียร์ลองกดกระจกไฟฟ้าด้านหลังดู พบว่า Nissan Note สามารถเปิดหน้าต่างคู่หลังลงได้สุดเลยนะครับ

 

เพราะปกติ รถส่วนใหญ่จะไม่สามารถเปิดลงได้สุดครับ เพราะบานกระจกติดกับซุ้มล้อหลังครับ

 

สำรวจด้านหลังหมดแล้ว ไปเปิดดูประตูท้ายกันดีกว่าครับ

 

สำหรับด้านหลังนั้น มีพื้นที่กว้างและลึกพอสมควรเลยครับ ใส่ของได้จุดีทีเดียว

 

แถมยังสามารถเพิ่มพื้นที่วางสัมภาระด้วยการพับเบาะหลังลงได้อีกครับ เพียงแต่ข้อแตกต่างของทั้ง 2 รุ่นย่อยคือ VL สามารถแยกพับทีละฝั่งได้แบบ60:40 นั่นคือ ไม่ต้องลงพร้อมกันทั้งหมดถ้าไม่จำเป็น เผื่อให้มีที่นั่งเหลือได้บ้าง

ส่วน V จะพับได้ทีเดียวพร้อมกันเท่านั้นครับ ลงแล้ว ลงเลย ขึ้นแล้ว ขึ้นเลย

โดยวิธีการพับนั้น ให้เพื่อน ๆ ดึงสลัดล็อคตรงนี้ขึ้น แล้วผลักเบาะพับไปด้านหน้าครับ

 

และถ้าจะพับเพิ่มอีกข้าง ก็มาทำแบบเดียวกันกับอีกฝั่งครับ

 

โดยเพื่อน ๆ สามารถดูภาพจริงการพับเบาะผ่านคลิป VDO ที่เบียร์ทำไว้ได้เลยครับ

 

และเมื่อพับครบทั้ง 2 ฝั่ง ก็จะกว้างขวางขนาดนี้ครับ

 

หลายคนอยากรู้ว่า ถ้าเทียบกับ Honda Jazz ซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายกัน ใครจะกว้างกว่า ตรงนี้ เบียร์ไม่สามารถตอบให้ได้นะครับ เพราะเบียร์ยังไม่เคยได้สัมผัสรถ Jazz เลยครับ

ส่วนที่พื้นห้องสัมภาระนั้น เราสามารถเปิดออกได้ครับ ก็จะพบกับส่วนที่เก็บยางอะไหล่และเครื่องมือสำหรับเปลี่ยนล้อครับ

 

แต่จะว่าไป เบียร์สังเกตว่าในห้องสัมภาระด้านหลังมีร่องอยู่ด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง เหมือนทำมาเพื่อรองรับอุปกรณ์เสริมอะไรบางอย่าง ซึ่งน่าเกี่ยวกับการจัดวางข้าวของ

ซึ่งเบียร์ก็คิดไว้ไม่ผิดครับ เพราะนิสสันทำมารองรับอุปกรณ์เสริมตามที่เบียร์รีวิวให้เพิ่มเติมใน รีวิว ชั้นวางสัมภาระท้ายรถ NISSAN NOTE อุปกรณ์เสริมเพิ่มความสะดวก

 

สำรวจครบหมดแล้ว ก็ได้เวลาไปลองขับดูครับ

 

ทัศนวิสัยของ Nissan Note นั้น ถือว่า โล่งโปร่งมากครับ ไม่รู้สึกอึดอัดแต่อย่างใด

 

กระจกมองข้างก็ให้มุมมองที่ใหญ่กำลังดีครับ ไม่แคบเหมือน Nissan March ไม่ว่าจะข้างขวา

 

หรือข้างซ้าย

 

ถึงตอนนี้ หลายคนคงอยากรู้ว่า Nissan Note ที่ใช้เครื่องยนต์ 1200 ซีซี เครื่องเดียวกับ Nissan March และ Almera แต่กลับมีน้ำหนักตัวมากกว่าMarch ถึง 100 กิโลกรัมนั้น จะทำให้รถอืดเป็นเรือเกลือหรือไม่?

ต้องอย่าลืมว่า จริง ๆ มันก็ไม่ได้หนักกว่า Almera เท่าไหร่เลยครับ น้ำหนักอยู่ที่ 1 ตันนิด ๆ ทั้งคู่ โดย Nissan Note จะอ้วนกว่าประมาณ 20 กิโลกรัมเท่านั้นเอง

 

แต่ก่อนอื่น ต้องบอกว่า น่าเสียดายที่ รถ Nissan Note ตรงหน้าทั้ง 2 คันนั้น เป็นรถที่ใช้โชว์ ไม่ใช่รถที่เอาไว้ทดลองขับ ทำให้เบียร์ไม่สามารถขับออกไปเทสต์ไกล ๆ แรง ๆ และเร่งแซงได้ครับ ได้แต่ขับวนไปวนมาอยู่ในลานจอดรถของห้างเท่านั้น

 

จึงไม่สามารถทดสอบสิ่งที่อยากรู้ได้มากเท่าที่ควร ต้องรอช่วงเดือนมีนาคม ที่นิสสันจะส่งรถทดสอบขับมาให้ลองขับอีกครั้ง ถึงจะรีวิวในส่วนนี้ได้เต็มที่ครับ

แต่ไม่เป็นไรครับ ก็ยังดีกว่าไม่ได้ลองเลย จริงไหม?

คลิบตอนรถวิ่งครับ

 

โดย Nissan Note นั้น เป็นรถนิสสันรุ่นแรกในประเทศไทย ที่ได้เกียร์ CVT แบบ D Step Logic ซึ่งเป็นการปรับปรุงเกียร์ CVT ให้มีอารมณ์ความสนุกสนานมากขึ้น ไม่จืดชืด ไร้อารมณ์แบบ CVT ทั่วไป

เบื้องต้นที่เบียร์ได้ลองเข้าเกียร์ D แล้วออกตัวนั้น บอกเลยว่า รถไม่อืดนะครับ เบาสบาย พุ่งได้ดั่งใจคิด

 

การขับขี่ เลี้ยวเข้าช่องโน้น ออกช่องนี้ ให้ความคล่องตัวอย่างที่รถไซส์นี้ควรจะเป็นครับ

 

เรียกได้ว่า การขับขี่เบื้องต้นน่าประทับใจ ยังไม่มีอะไรให้ตำหนิติติงครับ

 

ส่วนระบบช่วยออกตัวขณะอยู่บนทางลาดชันที่มีทั้งรุ่น V และ VL ก็ยังไม่ได้ทดสอบครับ ว่าจะทำให้มั่นใจมากน้อยแค่ไหน ซึ่งคงต้องยกยอดทั้งหมดไปในการทดสอบจริงในเดือนหน้าแทนครับ

ที่สำคัญ เทคโนโลยีความปลอดภัยใหม่ ๆ ที่ยัดใส่มาให้ในรุ่น VL ก็เป็นสิ่งที่เบียร์อยากรู้เอามาก ๆ ครับ ว่าใช้งานจริงได้สะดวกสบาย ปลอดภัย และทำให้เราอุ่นใจได้มากน้อยเพียงใด?

 

::::: บทสรุป :::::

ซื้อรุ่นไหนดี V หรือ VL?

ก็คงต้องบอกว่า ขึ้นอยู่กับงบประมาณของแต่ละท่านครับ เพราะราคาของทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกันอยู่ประมาณ 7 หมื่นบาท

รุ่น V CVT ราคา 568,000 บาท
รุ่น VL CVT ราคา 640,000 บาท

แต่ถ้าให้เบียร์แนะนำ 7 หมื่นบาทที่เพิ่มขึ้นมา จะได้เทคโนโลยีความปลอดภัยแบบเต็มที่ เหมือนรถราคาหลักล้าน ซึ่งเราไม่สามารถเอาเงินส่วนต่าง 7 หมื่นบาท มาติดตั้งเพิ่มเองได้แน่นอน

ถ้าชอบ Nissan Note เลือกรุ่น VL CVT ไปเลย ก็จะคุ้มค่าที่สุดครับ

 

สีรถ

สำหรับ Nissan Note นั้น มีสีให้เลือกอยู่ 6 สี ซึ่งเป็นสีที่มีใน March และ Almera นั่นแหล่ะครับ ขึ้นอยู่กับว่า เราจะชอบสีอะไร

1.สีแดง
2.สีชมพู
3.สีม่วงพลัม
4.สีขาวมุก
5.สีเงิน
6.สีดำ

โดยเพื่อน ๆ สามารถดูสีจริงของรุ่นพี่ Eco Car ของนิสสันทั้ง 2 รุ่นก่อนตัดสินใจได้ครับ ก็ช่วยได้มากเลยทีเดียว

 

เพียงแต่ถ้าเพื่อน ๆ เลือกสีขาวไวท์เพิร์ล จะต้องเสียค่าสีเพิ่มอีกประมาณ 7,000 บาทครับ แลกกับความขาวหรูดูสง่า

 

ส่วนสีชมพู ก็ดูจะเหมาะกับสาว ๆ ซะมากกว่า

 

แต่สีม่วงพลัมนั้น อย่าไปคาดหวังกับความม่วงนะครับ เพราะเวลาปกติมันจะดูเหมือนสีดำนั่นแหล่ะ แต่จะส่องประกายม่วงออกมา เมื่อโดนแสงเท่านั้นเองครับ

 

สุดท้ายนี้ขอขอบคุณคุณพิมพร ศิริวรรณ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่สายงานประชาสัมพันธ์และ CSR บริษัท นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ให้เกียรติเชิญเบียร์เข้ามาสัมผัส Nissan Note ใหม่ในวันนี้

อีกทั้งยังให้เกียรติขับรถให้เบียร์ทดลองนั่งเบาะด้านหลังอีกด้วยครับ ^__^

 

และถ้าเพื่อน ๆ อ่านรีวิว Nissan Note ถึงบรรทัดนี้แล้ว แต่ยังไม่จุใจ เบียร์ยังมีให้อ่านต่อภาค 2 ใน รีวิว NISSAN NOTE VL CVT by Biere ตอน “การเดินทางของฉันและเธอ คือ การเรียนรู้” ครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์นะครับ

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ Facebook Review by Biere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *