รีวิว Nissan Note VL CVT by Biere ตอน “การเดินทางของฉันและเธอ คือ การเรียนรู้”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากรีวิวตัวรถไปเรียบร้อยแล้วในรีวิว Nissan Note VL CVT by Biere ตอน “Eco car คันใหญ่ Option ไฮโซ” นั้น ก็ได้เวลามาขับออกถนนจริงสักทีครับ

แน่นอนว่า ถ้าขับวนไปวนมาในกรุงเทพ ก็คงจะไม่ได้อะไรเหมือนเช่นเคย เส้นทางทดสอบในวันนี้เลยไปไกลกันถึงอัมพวา จังหวัดสมุทรสงครามครับ

 

ได้รถมา เบียร์ก็กดตั้งไมล์ก่อนเลย คือ reset Trip A ให้เป็น 0 เพื่อจับระยะทางทั้งหมดของวันนี้ และ reset อัตราการกินน้ำมัน (AVG) ให้เป็น 0 เช่นกัน ด้วยวิธีตามที่รีวิวไปในตอนที่แล้ว

 

จากนั้น ก็ขับเจ้า Nissan Note ขึ้นทางด่วนสาทร แล้วยิงยาวมาลงถนนพระรามที่ 2

 

เมื่อได้วิ่งจริงแล้ว เบียร์สัมผัสได้ว่า Nissan Note ไม่ได้อืดอย่างที่คาดไว้จริง ๆ ครับ คือ เวลาออกตัว ก็ให้ความรู้สึกเดียวกับ March หรือ Almera เกียร์ CVT นั่นแหล่ะ ทั้งที่น้ำหนักตัวมันหนัก และวัสดุภายในก็แน่น ๆ ไม่โพรงเหมือนพี่ชายทั้ง 2 ของมันเลย

และเมื่อความเร็วไต่ขึ้นไปถึง 60 กิโลเมตร/ชั่วโมงแล้ว มันก็จะยิ่งไหลและพุ่งไปได้อย่างน่าประหลาดใจตามสไตล์เกียร์ CVT นั่นแหล่ะครับ

แต่ต้องบอกก่อนว่า ถ้าเพื่อน ๆ เคยขับแต่รถแรง ๆ เร็ว ๆ เครื่องใหญ่ ๆ แล้วมาขับ Nissan Note ต่อนั้น ก็จะไม่สนุก และเริ่มรู้สึกว่ารถอืดอยู่แล้วครับ เพราะต้องยอมรับว่า มันคือรถอีโค คาร์เครื่อง 1200 ซีซีเท่านั้น

ส่วนเพื่อน ๆ ที่ใช้รถนิสสัน มาร์ชหรืออัลเมร่าเป็นประจำอยู่แล้ว แล้วอยากเปลี่ยนมาเป็นนิสสัน โน๊ตนั้น ก็จะคุ้นชินโดยไม่ต้องปรับตัวอะไรเลยนั่นเอง

โดยตลอดเส้นทางบนทางด่วนยาวมาถึงถนนพระรามที่ 2 นั้น เบียร์ได้ลองเร่งแซง และรักษาความเร็วไว้ไม่ให้เกินกฎหมายเมืองไทยกำหนดคือ 120 กิโลเมตร/ชั่วโมง ก็พบว่า มันวิ่งได้นิ่งและสบายจริง ๆ นะ ในย่านความเร็วนี้ ไม่เหนื่อย และไม่เครียดเหมือนที่คนคิดว่าเครื่องเล็กแค่นิดเดียว

 

และบางจังหวะที่เผลอเหยียบเกินไปถึง 150 กิโลเมตร/ชั่วโมง เพราะลองเร่งแซงแบบฉุกเฉินนั้น ก็ให้ความรู้สึกที่มั่นใจและมั่นคง ไม่ต่างกับรถคันใหญ่ที่เบียร์ใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน แต่ต้องบอกว่า ความเร็วระดับนี้ มันผิดกฎหมาย และไม่แนะนำให้ทำตามนะครับ เพราะอันตรายเกินไป

เรียกได้ว่า ถ้าเพื่อน ๆ ใช้งาน Nissan Note แบบปกตินั้น มันวิ่งได้โอเคเลยละ ไม่ใช่รถที่เต่าคลานตามมากัดยางอย่างแน่นอน

 

ทดสอบระบบเตือนการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ

 

ใน Nissan Note รุ่น VL นั้น จะมีระบบเตือนการเปลี่ยนเลนอัตโนมัติด้วยครับ ซึ่งระบบนี้จะทำงานเมื่อเราเปลี่ยนเลนที่ความเร็ว 70 กิโลเมตร/ชั่วโมงขึ้นไป โดยที่ไม่เปิดไฟเลี้ยวครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ เปิดไฟเลี้ยว แล้วเปลี่ยนเลนตามปกติ ระบบนี้จะไม่ทำงานครับ เพราะระบบถือว่า เพื่อน ๆ มีสติในการขับรถอยู่แล้ว

โดยเมื่อระบบจับได้ว่า รถเฉไฉออกไปจากเลนปกติ ก็จะส่งเสียงเตือน พร้อมแสดงสัญลักษณ์ขึ้นบนหน้าปัดรถครับ โดยเพื่อน ๆ สามารถดูการทำงานของระบบนี้ผ่านคลิปที่เบียร์ทดสอบได้เลยครับ

 

ซึ่งเบียร์ต้องขอชมเชยว่า นิสสันทำระบบนี้ได้ออกมาดีมาก คือ อย่างที่รู้กันว่า ถนนเมืองไทยนั้น มันไม่สมบูรณ์เท่าไหร่นัก เส้นเลนก็เลือนหายจนแทบมองไม่เห็น แต่ระบบเตือนเปลี่ยนเลนของเจ้าโน๊ตดันมองเห็นซะงั้น!! สุดยอดจริง ๆ

ถามว่า ระบบนี้ดีไหม? ก็ต้องบอกว่า มันดีจริง ๆ นะครับ เพราะเวลาเราเหม่อ ใจลอย หรือเผลอหลับใน มันช่วยได้จริง ๆ นะ เพราะอย่างน้อย ถ้าเรายังไม่มีสติจริง ๆ แต่ผู้โดยสารคนอื่นที่นั่งไปด้วย ก็จะรับรู้ว่า คนขับรถ เริ่มไม่อยู่กะร่องกะรอยแล้ว ก็น่าจะช่วยบอกกล่าว หรือเตือนสติคนขับรถก่อนที่จะเกิดอุบัติเหตุขึ้นมานั่นเอง

ทดสอบระบบเตือนก่อนการชนด้านหน้า

ในนิสสัน โน้ตรุ่น VL CVT นั้น มีระบบเตือนก่อนการชนด้านหน้ามาให้ด้วยครับ ซึ่งระบบจะทำงานในช่วงความเร็ว 10 – 80 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น โดยคำนวณจากปัจจัยหลาย ๆ อย่างว่า รถเรามีโอกาสจะชนวัตถุด้านหน้าหรือไม่?

ซึ่งระบบนี้ ถือว่าชาญฉลาดมากครับ เพราะสามารถสแกนตรวจได้ทั้งรถ / มอเตอร์ไซค์ หรือแม้แต่คนครับ

เท่าที่เบียร์ทดสอบดู ระบบจะไม่ทำงานพร่ำเพรื่อครับ คือ ไม่ใช่เราขับเร็วจนจี้ตูดชาวบ้าน แล้วระบบจะเตือนนะครับ เพราะอย่างที่บอกว่า ระบบเค้าคำนวณเยอะมาก และจะทำงานเมื่อแน่ใจจริง ๆ ว่า มีโอกาสที่จะชนหรือเกิดอุบัติเหตุ

ในระหว่างที่ทำการทดสอบ เบียร์จับได้ว่า ระบบทำงานอยู่ 3 ครั้ง คือ

1. ตอนวิ่งบนถนนพระราม 2 แล้วรถคันหน้าเบรกกะทันหันจริง ๆ และเบียร์ก็ไม่ได้ตั้งตัวเบรกตามก่อน

2. ตอนที่เราขับมาเจอสะพานชันข้างหน้า ระบบจะเตือนก่อนขึ้นสะพาน เพราะคันหน้าเค้าเบรครถเพื่อไต่ขึ้นสะพานครับ

3. ตอนออกจากทางแยกตามคันหน้า แล้วคันหน้าชะลอตัวเพื่อดูรถจากด้านอื่นกะทันหัน

โดยระบบจะส่งเสียงเตือนพร้อมแสดงสัญลักษณ์ขึ้นมาบนหน้าจอเหมือนกับระบบเตือนเปลี่ยนเลนนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่สัญลักษณ์จะเป็นคนละแบบ ซึ่งเพื่อน ๆ ดูจากคลิปที่เบียร์ทำไว้ได้เลยครับ

แต่ความพิเศษที่มากกว่านี้ก็คือ เมื่อระบบประเมินแล้วว่า เพื่อน ๆ ไม่สามารถหยุดรถได้ทันท่วงที นิสสัน โน้ตก็จะทำการ“เบรค”อัตโนมัติให้ทันที เพื่อลดความเสียหายลงให้เหลือน้อยที่สุด

แน่นอนว่า เบียร์ไม่สามารถรีวิวระบบนี้ได้ เพราะมันอันตรายและเสี่ยงเกินไป แต่จะบอกเพื่อน ๆ ว่า อย่าไปคาดหวังกับความ“เทพ”ของมัน จนเกิดความ“ประมาท” เพราะคิดว่ายังไงรถก็“เอาอยู่”

เพื่อน ๆ ยังคงต้องขับรถอย่างมีสติตามปกติ และให้คิดอยู่เสมอว่า ไม่มีระบบนี้เลย อย่าลืมว่าการทำงานของมันนั้น คือ ลดความเสียหายให้น้อยที่สุด แต่ไม่ได้รับประกันว่า รถจะไม่ชน หรือไม่เสียหายเลยนั่นเองครับ

ดังนั้น ไม่ต้องกังวลนะครับ ว่าขับ ๆ อยู่ แล้วรถจะเบรคเองจนหัวทิ่ม ทำให้รถคันหลังตามมาสอยท้าย เพราะดูแล้วกว่าระบบนี้จะแสดงปาฏิหาริย์หยุดรถให้เราได้นั้น ต้องอยู่ในภาวะอุบัติเหตุที่ฉุกเฉินสุด ๆ จริง ๆ ครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ขับรถด้วยความไม่ประมาท และมีสติ สมาธิอยู่กับตัว รับรองว่า ปลอดภัยครับ เพราะระบบเบรก ABS EBD และ BA ที่มีให้มานั้น ก็ช่วยให้เราหยุดรถได้ด้วยความมั่นใจและปลอดภัยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วครับ

หลังจากขับมาได้ระยะหนึ่ง เราก็เลี้ยวเข้าพักที่ร้านน้อยเบเกอรี่ ถนนพระรามที่ 2 ครับ

เบียร์จึงเปิดดูเลขไมล์ทันที ก็พบว่า เบียร์ขับมา 66.2 กิโลเมตรแล้วครับ

แต่พอเปิดดูอัตรากินน้ำมันเฉลี่ยตั้งแต่ขับมาจากกรุงเทพ ก็ต้องแปลกใจครับ เพราะหน้าจอแสดงผลความประหยัดที่ 19 กิโลเมตร/ลิตรพอดิบพอดี

ที่แปลกใจเพราะตลอดเส้นทางการขับนั้น เบียร์ไม่ได้ขับที่ความเร็วคงที่ ไม่ได้รักษาคันเร่งเหมือนเวลาทดสอบอัตราการกินน้ำมัน แต่ขับทั้งเร่ง ทั้งแซง ทั้งลองระบบความปลอดภัยมาตลอดทาง

แม้ความจริง เราอาจจะเชื่อตัวเลขบนจอได้ไม่ 100% แต่ในฐานะที่เบียร์เองขับรถนิสสันมามากมายนั้น บอกได้เลยว่า หน้าจอนี้มีความน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งเลยละครับ คือ ผลมันจะประหยัดเว่อร์กว่า วิธีการทดสอบแบบเติมน้ำมันกลับ หาจำนวนลิตรมาคำนวณจริงเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง

ซึ่งสมมติว่า ถ้าลดตัวเลขลงไปอยู่ที่ 17 – 18 กิโล/ลิตร เบียร์ก็ถือว่า ประหยัดแล้วนะ ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงมองว่า Nissan Note น่าจะมีอัตรากินน้ำมันไม่ต่างจาก Nissan March นักหรอกครับ

แต่ทั้งนี้ ต้องรอการทดสอบจริงอีกครั้ง ถึงจะยืนยันในความประหยัดได้ 100% นั่นเองครับ

หลังจากจอดรถดื่มน้ำ ดื่มท่าเรียบร้อย ก็ได้เวลาเดินทางต่อครับ โดยเบียร์เปลี่ยนให้น้องเจมาลองขับดูบ้าง เพื่อฟังความรู้สึกจากผู้หญิงครับ ว่าจะเป็นยังไง

 

ก่อนจะพาตัวเองไปนั่งด้านหลัง เพื่อจับความรู้สึกเวลาเป็นผู้โดยสารตอนหลังเช่นกัน

 

เมื่อน้องเจเปลี่ยนมาขับแทนเบียร์นั้น เธอก็จัดการปรับท่านั่งอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะปิดท้ายด้วยการปรับระดับของเข็มขัดนิรภัย ให้เหมาะกับสรีระของเธอเอง

นี่เป็นข้อดีอีกข้อของนิสสัน โน้ตครับ คือ สามารถปรับระดับสูง-ต่ำของเข็มขัดนิรภัยได้ทั้ง 2 ฝั่งเลย ทำให้เข็มขัดไม่บาดคออีกต่อไป เพราะใน Nissan March และ Nissan Almera นั้นไม่สามารถปรับระดับได้ครับ

โดยวิธีปรับ ก็แค่เพียงดึงสลัคตัวนี้ออกมา แล้วเลื่อนขึ้น เลื่อนลงให้ได้ตำแหน่งที่ต้องการ จากนั้นก็ปล่อยสลัคให้ล็อคไปตามเดิมครับ

สำหรับความรู้สึกเมื่อได้นั่งด้านหลังเดินทางไกลนั้น เบียร์บอกเลยว่า มันกว้างสบายจริง ๆ นะครับ จะวางขา ทำท่าไหน ยังไงก็สะดวก ดูจากคลิปนี้ที่เบียร์ถ่ายมาก็ได้ครับ

 

ซึ่งในคลิปจะเห็นว่า เบาะด้านหน้าฝั่งที่เบียร์นั่งนั้น ไม่ได้ดันไปข้างหน้าเพื่อเอาที่วางขายืดยาวแบบรถผู้บริหารนะครับ แต่ตั้งไว้ในตำแหน่งที่ผู้ชายสูง 175 อย่างเบียร์นั่งได้สบายที่สุด แล้วย้ายตัวเองมานั่งข้างหลังแทนครับ

 

ส่วนน้องเจนั้น เธอบอกว่า Nissan Note เป็นรถที่ขับสบายมาก และไม่ได้อืดอย่างที่คิดจริง

ต้องบอกก่อนว่า รถยนต์ส่วนตัวของเธอนั้น คือ Nissan Sylphy 1.6V นะครับ เพื่อให้เข้าใจความรู้สึก และความคุ้นชินตรงกัน

เธอเสริมต่อว่า ชอบทัศนวิสัยที่กว้างขวางของ Nissan Note ครับ ดูโล่ง โปร่งสบาย กระจกมองข้างให้มุมมองที่กว้างดี ไม่ว่าจะทางซ้าย

หรือจะย้ายมาทางขวา

ซึ่งเบียร์ก็ยืนยันอีกหนึ่งเสียงครับ ว่ามันกว้างกว่าของ March และ Almera จริง ๆ ทำให้การเปลี่ยนเลนมั่นใจมากขึ้นครับ

จากนั้น เรามาจอดแวะพักกันที่อาสนวิหารแม่พระบังเกิด จังหวัดสมุทรสงครามครับ

สังเกตดูก็พบว่า Nissan Note ที่มาทดสอบกันในวันนี้นั้น มากันถึง 5 สีเลยครับ คือ

1. สีแดง

2. สีดำ

3. สีเงิน

4. สีขาวมุก

5. สีม่วงพลัม

ขาดเพียงสีชมพูเท่านั้นเองครับ

เบียร์ถึงถือโอกาสนี้ถ่ายคลิปสีจริงมาให้เพื่อน ๆ ดูกันเลยดีกว่าครับ เผื่อใครยังเลือกสีไม่ถูกว่าจะซื้อสีไหนดี?

 

และในจุดนี้ยังได้เห็นไฟเบรก LED ของ Nissan Note ด้วยครับ เป็นจุด 4 จุด สว่างชัดเจนครับ

 

ออกจากอาสนวิหาร เบียร์เปลี่ยนมือมาขับเหมือนเดิมครับ เพื่อทดสอบการเข้าโค้งของนิสสัน โน้ตดูบ้าง เพราะถนนช่วงนี้โค้งเยอะเหลือเกิน

 

ซึ่งต้องขอบคุณการเซ็ตพวงมาลัยของนิสสัน โน๊ต + กับช่วงล่างที่ดี ที่มีการติดตั้งเหล็กกันโคลงมาให้เรียบร้อย ทำให้การเข้าโค้งแรง ๆ ในระดับความเร็วของการใช้งานปกตินั้น เต็มไปด้วยความมั่นใจครับ

 

เอาเป็นว่า ขนาด Nissan March เบียร์เองยังขับไปเมืองปายมาแล้วตาม รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 1 เดินทางสู่เมืองปายด้วย NISSAN MARCH ก็ยังมั่นใจ ไปได้สบาย ๆ เลย ยิ่งพอได้สัมผัสแฮนด์ลิ่งของ Nissan Note เดิม ๆ แบบนี้ บอกได้เลยว่า เพื่อน ๆ ขับไปเที่ยวทั่วไทยได้ทุกที่….ที่มีถนนนั่นแหล่ะครับ

ที่สำคัญ เวลาเจอหลังเต่าหรือคอสะพาน เจ้าโน๊ตก็สามารถรูดผ่านไปได้เลยครับ ไม่ต้องเสียเวลาชะลอรถเลย นิ่มสบาย ไม่เจ็บตรูดครับ เบียร์ลองมาแล้ว 55555+

ส่วนระบบเกียร์ D-Step Logic นั้น ไม่ได้ทำให้รถแรงขึ้นนะครับ แต่ทำให้เรารู้สึก “มันส์” ขึ้นเท่านั้นเอง

เพราะเดิมทีเกียร์ CVT เนี่ย มันมีลักษณะการขับแบบ “ผู้ดี” คือ ไปเรื่อย ๆ ชิลล์ ๆ ไม่รู้สึกว่ารถมีการเปลี่ยนเกียร์

แต่พอชิลล์ไปคนก็ดันเบื่อ รู้สึกว่าจืดชืดไร้รสชาติ เหมือนแกงจืดจากครัวในบ้าน อยากได้ความรู้สึกเผ็ดมัน เร้าใจแบบเกียร์ออโต้ธรรมดา ที่มีการกระตุกของจังหวะการเปลี่ยนเกียร์มาแทน

ทางนิสสันจึงใส่ระบบนี้เข้ามาเพื่อทำให้เรารู้สึก“ดีต่อใจ”นั่นแหล่ะครับ

โดยความรู้สึกนี้ มันจะเกิดเวลาที่เราเร่งแซง หรือขับด้วยความเร็วครับ ก็จะมีฟีลลิ่ง “การกระตุกของเกียร์”นี้มาให้เราได้สัมผัสประหนึ่งขับรถแรง ยิ่งได้พวงมาลัยทรงสปอร์ตสวยเท่แบบนี้ด้วยแล้ว บอกเลยว่า “ฟิน”ครับ

ขับมาไม่นาน ก็มาถึงวัดบางกุ้ง จังหวัดสมุทรสงครามครับ พวกเราก็จอดพักสักการะพระพุทธรูปในโบสถ์ปรกโพธิ์กันสักหน่อยครับ

โดยเบียร์เลยถือโอกาสทดสอบกล้อง 360 องศา Around View Monitor ซะเลยครับ ซึ่งก็ช่วยในการจอดรถได้ดีทั้งด้านหน้า และด้านหลังตามคลิปที่เบียร์ถ่ายมาฝากครับ

 

ต้องบอกก่อนเลยว่า ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ใช้รถที่มีกล้องถอยหลังอยู่กับหน้าจอวิทยุเหมือนเบียร์นั้น มันไม่ชินหรอกครับ เมื่อต้องเปลี่ยนมาดูกล้องบนกระจกมองหลัง แถมยังเป็นภาพที่เล็กอีกต่างหาก

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่มีกล้องมองหลังบนจอวิทยุอยู่แล้ว จะชิน และชอบครับ เพราะโดยปกติ รถที่ไม่มีกล้องถอยหลัง เวลาเราถอยหลัง เราก็ต้องมองที่กระจกส่องหลังอยู่แล้วครับ จึงสามารถปรับตัวใช้กล้องนี้ได้ง่ายกว่า

 

ที่พิเศษคือ มันไม่ได้มีแค่กล้องหลังเหมือนรถทั่วไปครับ มันมีกล้องด้านหน้าด้วย ช่วยให้เราดูวัตถุด้านหน้าได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องขอร้องให้คนข้าง ๆ ลงไปโบก 55555+

 

เบียร์จะลองจอดให้ดูครับ นี่คือภาพจากกล้องนะครับ

 

และนี่คือภาพจริงครับ

 

นอกจากการเป็นกล้องช่วยจอดรถแล้ว มันยังมีระบบ MOD ตรวจจับวัตถุรอบคันด้วยนะครับ และจะกระพริบเตือนให้เรารู้ตลอดเวลาว่ามีวัตถุเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวเรา

 

ตรวจจับได้แม้กระทั่งบุคคลครับ

 

ทดสอบการจอดรถเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินทางกลับครับ ซึ่งเราก็ได้มาเจอแยกไฟแดงครั้งแรกครับ ทำให้เราได้สัมผัสระบบ Idle Stop หรือระบบหยุดเครื่องยนต์อัตโนมัติครับ

 

หลักการทำงานของมัน ก็คือ เมื่อเราหยุดรถ เหยียบเบรคค้างไว้ เครื่องยนต์จะดับครับ พอเราถอนเบรกขึ้น รถก็จะสตาร์ทขึ้นมาใหม่ ให้เราเดินทางไปต่อครับ

โดยในขณะที่ระบบนี้ทำงาน จะมีสัญลักษณ์ขึ้นมาที่เรือนไมล์เป็นคำว่า Auto สีเขียวครับ

ซึ่งประโยชน์จริง ๆ ของระบบนี้ คือ การลดมลพิษ นั่นเองครับ เพราะรถเราคือรถ Ecology Car หรือรถรักษ์โลกครับ หลักการเดียวกันกับ ป้ายตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เขียนไว้ว่า “กรุณาดับเครื่องยนต์เมื่อจอดรถ” นั่นเองครับ เพื่อลดมลพิษทั้งทางเสียงและอากาศครับ

เพียงแต่รถ Nissan Note เรานั้น สามารถดับเครื่องและติดเครื่องได้เองโดยอัตโนมัติครับ ซึ่งสมัยนี้กระแสลดมลพิษเพื่อให้โลกสะอาดนั้นมาแรงมาก ขนาดรถมอเตอร์ไซค์ Honda ของเบียร์คันนี้ก็ยังมีระบบ Idle Stop นี้เช่นกันครับ โดยสามารถเลือกเปิด-ปิดได้ตามปกติครับ

ส่วนการประหยัดน้ำมัน เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้นเองครับ เพราะเมื่อเครื่องยนต์หยุดทำงาน น้ำมันก็ไม่สูบเข้าระบบ ผลก็คือ การประหยัดน้ำมันนั่นแหล่ะ

โดยระบบนี้มีมาตั้งแต่ใน Nissan March รุ่นแรกปี 2010 ครับ และถูกยกเลิกไป เพราะเงื่อนไขการใช้งานยุ่งยาก แต่ทางนิสสันได้ปรับปรุงระบบนี้ขึ้นมาใหม่ใน Nissan Almera ให้ทำงานได้ง่ายขึ้นโดยใส่ปุ่มปิดระบบนี้ไว้ให้สำหรับลูกค้าที่ไม่ชอบครับ จากนั้นก็ยกระบบของ Almera มาใส่ไว้ใน Note เหมือนเดิม

แต่ในการใช้งานจริง หลายคนคงไม่ชอบเวลาเครื่องยนต์ติด ๆ ดับ ๆ เพราะมันจะเสียจังหวะในการออกตัวตอนไฟเขียวไปนิดนึง รวมถึงเวลาระบบนี้กำลังทำงานนั้น แม้ลมแอร์จะยังมีอยู่ แต่ระบบจะหยุดการทำงานของคอมเพลสแอร์ หรือตัวทำความเย็นในแอร์นะครับ โดยที่หลายคนไม่รู้สึก เพราะยังมีความเย็นฉ่ำเดิมติดอยู่ก่อนเครื่องจะดับ

ถ้าเราขับอยู่ที่ญี่ปุ่นที่อากาศเย็น ระบบนี้จะดีมาก แต่เมืองไทยเป็นเมืองร้อนค่อนไปทางร้อนมาก ความเย็นฉ่ำที่มีอยู่ในรถก่อนระบบ idle stop จะทำงาน เลยจางหายไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อรวมกับแสงแดดที่ส่องเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เลยต้องขอร้องเพลงแบบพี่เบิร์ดเลยว่า

“หากถามว่าร้อนไหม? ฉันตอบเลยว่า ไหม้!!!”

จะไม่ไหม้ได้ไงละครับ อุณหภูมิ 39 องศา!!! แม่เจ้า

คนขี้ร้อนอย่างเบียร์ จึงต้องยอมกดปิดระบบนี้ไปโดยทันที หุหุ

ในระหว่างการเดินทางกลับกรุงเทพ ก็นึกขึ้นได้ว่า รีวิวครั้งที่แล้ว ไม่ได้เปิดเก๊ะบนให้เพื่อน ๆ ดูกันเลย

รอบนี้เลยเปิดให้ดูสักหน่อย ซึ่งในเก๊ะบนนั้นมีรูเสียบสาย HDMI และ USB เพื่อต่อเข้าวิทยุด้วยนะครับ

โดยขนาดของเก๊ะบนนั้น เบียร์ลองเอามือถือของตัวเอง iPhone 6 Plus ขนาดจอ 5.5 นิ้ว วางให้ดูนะครับ จะได้รู้ความจุโดยประมาณ

เดินทางมาทั้งวัน แบตโทรศัพท์มือถือก็เริ่มน้อยลงทุกที เลยถือโอกาสเสียบชาร์ตในช่อง USB ดูครับ ก็สามารถชาร์ตไฟได้ปกติ แล้ววางทิ้งไว้ในเก๊ะได้อย่างสบาย ๆ

เปิดเก๊ะล่างด้วยเลยดีกว่า

ในเก๊ะล่างมีสมุดคู่มือรถ

และรีโมทวิทยุให้มาด้วยครับ

สำหรับวิทยุนั้น มี Option ล้นเหลืออยู่พอสมควรครับ แต่สัมผัสแรกยังไม่ค่อยประทับใจมากนัก  เพราะแม้จะเป็นยี่ห้อ Kenwood ก็ตาม แต่หน้าตานั้น เหมือนวิทยุจีนที่ขายกันทั่วไปนั่นแหล่ะครับ

ที่สำคัญ จอสัมผัสและเมนูดันใช้งานไม่ง่ายอย่างที่คิดครับ อันนี้แอบผิดหวังนิด ๆ แฮะ

เพราะคำว่าง่ายของเบียร์ คือ การเล่นแล้วไหลลื่นไปเลยโดยไม่ต้องนั่งจิ้มไปจิ้มมา แต่วิทยุตัวนี้ยังไม่ให้ความรู้สึกนั้นกับเบียร์ครับ

ซึ่งคงต้องมีเวลาเล่นกับมันจริง ๆ จัง ๆ มากพอสมควร ถึงจะบอกได้ว่า ดีมากน้อยแค่ไหนนั่นเองครับ

เมื่อถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เบียร์เปิดดูจอที่เรือนไมล์อีกครั้ง ก็พบว่าวันนี้ทั้งวัน เบียร์วิ่งไปถึง 205.8 กิโลเมตร

และจบอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยบนจอที่ 15.7 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งถ้ามีโอกาสได้รถมาใช้งานจริงจังอีกครั้ง จะจับอัตรากินน้ำมันที่แท้จริงมาฝากอีกรอบนะครับ ^^

สำหรับการขับขี่โดยรวม ถือว่าสอบผ่านครับ สำหรับการใช้งานปกติในชีวิตประจำวัน จะใช้ในเมืองก็ได้ ขับไปต่างจังหวัดก็ดี เพราะแม้จะเป็นเครื่องเดียวกับ Nissan March และ Almera ที่ขายในเมืองไทยมาครบ 7 ปีแล้วก็ตาม

แต่ข้อดีคือ ด้วยยอดขายรวมทั้ง 2 รุ่น มีจำนวนมากหลักหลายแสนคัน นั่นหมายถึงอะไหล่จำนวนมาก ที่เราจะหาได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ถูกลงครับ

รวมถึงปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับรถทั้ง 2 รุ่น ก็มีปรากฏมามากพอ จนทำให้ทางนิสสันได้ทราบข้อบกพร่องและทำการแก้ไขก่อนนำ Nissan Note มาจำหน่ายแล้วนั่นเอง

ส่วนระบบเตือนความปลอดภัยต่าง ๆ ที่นิสสันอัดใส่เข้ามาให้นั้น แม้จะใช้งานได้จริง แต่เบียร์ก็อยากย้ำให้เพื่อน ๆ ทราบอีกครั้งว่า มันคือ“ส่วนเสริม”เท่านั้น อย่าไปยึดติดและไว้ใจมันจนลืมหน้าที่ของคนขับรถว่า เราเองนั่นแหล่ะที่ต้องมีสติ สมาธิ และไม่ประมาทเพราะในเมืองไทย อะไรก็เกิดขึ้นได้ครับ

สุดท้ายนี้ ก็ต้องบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ อยากรู้ว่า Nissan Note นั้นเหมาะกับเพื่อน ๆ ไหม ก็ลองไปโชว์รูมนิสสันที่สะดวก แล้วขอทดลองขับดูครับ เพราะถึงยังไง รีวิวก็เป็นแค่คำบอกเล่าจากความรู้สึกส่วนตัวของเบียร์ ไม่สามารถตอบโจทย์แทนทุกคนได้ทั้งหมด

การไปทดลองด้วยตัวเอง จะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิว Nissan Note by Biere นะครับ

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ Facebook Review by Biere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *