รีวิว “จอแสดงผล Nissan March รุ่น S , E , V”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่เบียร์เคยรีวิวหน้าจออัจฉริยะและจอแสดงผลของ Nissan March รุ่น EL และ VL CVT ไปเรียบร้อยแล้วนั้น ก็ได้รับ feedback จากเพื่อน ๆ สมาชิกชาว March ให้เบียร์ได้รีวิวจอในรุ่นปกติ อย่าง S MT , E MT/CVT , V CVT บ้าง ว่าค่าบนหน้าจอนั้นดูอย่างไร และถ้าจะตั้งค่า หรือ reset ค่าบนหน้าจอ จะทำอย่างไร?

จากรูปจะเห็นได้ว่า หน้าจอของรุ่น S E V นั้น จะมาแสดงค่าทั้งหมดในหน้าจอด้านขวามือล่าง เนื่องจากไม่มีหน้าจออัจฉริยะเหมือนรุ่นที่ลงท้ายด้วย L นั่นเอง

ทำให้หน้าจอนี้มีขนาดที่ใหญ่กว่าหน้าจอในตำแหน่งเดียวกันของรุ่น EL VL ตามภาพครับ

โดยการดูและตั้งค่าหน้าจอนี้ จะใช้ก้านยาวที่ยื่นออกมาถึง 2 ก้าน ไว้บังคับควบคุมการแสดงผลต่างๆ

ก้านซ้ายมีรูปสี่เหลี่ยมกำกับอยู่ เพื่อบอกว่าเป็นก้านที่ใช้ควบคุมจอแสดงผลทั่วไป

ส่วนก้านขวามีรูปนาฬิกากำกับอยู่ เพื่อบอกว่าเป็นก้านที่ใช้ตั้งค่าเวลาครับ

มาเริ่มดูจอแรกกันเลยดีกว่าครับ

ในหน้าจอนี้บ่งบอกอะไรบ้าง?

  1. ตัวอักษร “P” คือ ตำแหน่งเกียร์ CVT ในขณะนั้น จะได้ไม่ต้องไปก้มดูที่คันเกียร์ครับ(มีเฉพาะรุ่น E CVT และ V CVT)
  2. ODO คือ ระยะทางทั้งหมด หรือเลขไมล์รถนั่นเอง เป็นระยะทางทั้งหมดที่แสดงว่า รถคันนี้ตั้งแต่ถูกผลิตออกมา วิ่งไปแล้วกี่กิโลเมตร โดยค่านี้ไม่สามารถ reset ได้นะครับ โดยตัวเลขนี้เราจะเอาไว้อ้างอิงในการเช็คระยะ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

โดยในหน้าจอนี้บอกว่า รถคันนี้วิ่งมาแล้ว 9,400 กิโลเมตรครับ

3. “3.03” คือ นาฬิกาบอกเวลาครับ ว่าตอนนี้บ่าย 3 โมง 3 นาที ซึ่งนาฬิกาของรุ่น S E V นั้นจะแสดงค่าแบบ 12 ชั่วโมงนะครับ ไม่เหมือนรุ่น EL VL ที่แสดงค่าเป็นแบบ 24 ชั่วโมง (ถ้าเป็นรุ่น EL VL เลขนี้คือ 15.03)

โดยตัวเลขนี้ตั้งค่าได้ครับ โดยใช้ก้านด้านขวามือรูปนาฬิกานั่นแหล่ะ ซึ่งเบียร์จะบอกวิธีตั้งค่าเวลาอีกครั้งนึงตอนท้ายรีวิวนะครับ

4. “รูปปั๊มน้ำมัน มีลูกศรชี้ไปทางซ้ายมือ” นิสสันเค้าทำมาเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่า ถังน้ำมันนะอยู่ฝั่งซ้ายของตัวรถ เวลาเข้าปั๊มน้ำมันนะ เข้าให้ถูกด้านด้วย

ซึ่งเหมาะสำหรับ

  • เจ้าของรถที่มีรถหลายคัน
  • แต่ถ้ามีคันเดียว ด้วยความที่ March ประหยัดน้ำมัน ทำให้ไม่ได้เข้าปั๊มบ่อย อาจจะลืมว่า เวลาจะเข้าปั๊ม ต้องจอดที่หัวจ่ายด้านไหน 55555

5. ระดับน้ำมันคงเหลือ มีทั้งหมด 8 ขีดครับ อย่างในภาพนี้ คือ มีน้ำมันเหลืออยู่ครึ่งถังนั่นเอง

พอเข้าใจหน้าจอแรกแล้ว ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไป ด้วยการกดก้านด้านซ้ายมือรูปสี่เหลี่ยม 1 ทีครับ

ก็จะเจอหน้าจอนี้

หน้าจอนี้ค่าอื่น ๆ จะเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนตรงที่มีคำว่า Trip A ขึ้นมา และมีตัวเลขคือ 349.3

ซึ่ง Trip A ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา

อย่างหน้าจอนี้ คือ ตั้งแต่เราเริ่มกดตั้งค่าครั้งสุดท้ายมาถึงตอนนี้ รถเราวิ่งไป 349.3 กิโลเมตรแล้ว

และถ้าเพื่อน ๆ อยากจะตั้งค่าใหม่ เพื่อจับระยะทาง ก็ให้กดปุ่มด้านซ้ายค้างไว้ ตัวเลขนี้ก็จะกลายเป็น 0 ทันที

ซึ่งการวัดระยะทาง ใช้ได้หลากหลายครับ อย่างเบียร์เองจะใช้แบบนี้

  1. เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ กดค้างให้เป็น 0 ทิ้งไว้ และเมื่อต้องมาเติมน้ำมันอีกรอบ ก็สามารถดูได้ว่า รถเราวิ่งได้กี่กิโลตั้งแต่เราเติมน้ำมันครั้งล่าสุด
  2. เมื่อต้องการทราบว่าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไกลแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านก็กดก้านค้างไว้ให้เป็น 0 พอถึงที่ทำงาน เราก็จะได้ตัวเลขระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานนั่นเอง

 

ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไปครับ ด้วยการกดก้านซ้าย 1 ที เหมือนเดิม

ก็จะเจอกับ Trip B ซึ่ง Trip B ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา

นั่นก็หมายความว่า Trip B ก็มีค่าเหมือน Trip A เป๊ะ ๆ เลย

แล้วจะมีมาทำไม 2 อัน?

ก็ต้องบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจับ หรือวัดระยะทางอะไรมาก ก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก

แต่ที่มีมา 2 อัน เพราะบางครั้ง เราอาจจะต้องจับระยะทางพร้อมกัน 2 จุด

เอ๊ะยังไง! อ่ะ ลองมาดูวิธีการใช้งานของเบียร์ดูครับ

ชีวิตประจำวัน

  • เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง เบียร์จะกดก้านซ้ายให้แสดง Trip A และกดค้างอีกที เพื่อ Reset ค่าให้เป็น 0 เพื่อจะดูว่าน้ำมันถังนี้ ผมจะวิ่งได้กี่กิโลเมตร
  • ส่วน Trip B เบียร์จะทำแบบเดียวกัน เมื่อต้องการจับระยะทางในการเดินทางในแต่ละวัน เช่น วันนี้เบียร์จะไปหาลูกค้าที่พัทยา จะใช้ระยะทางวิ่งไปเท่าไหร่? ซึ่งเบียร์ไปกดดูที่ Trip A ไม่ได้ เพราะ Trip A ไว้จับระยะทางการใช้น้ำมันอยู่นั่นเอง

ชีวิตท่องเที่ยว

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เบียร์มักจะใช้ Trip A เพื่อดูระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ไปจนกลับ เช่น รีวิวที่เบียร์ขับ March ไปฮันนีมูนที่ปาย เบียร์ก็กดไว้ตั้งแต่ออกจากบ้าน จนไปเที่ยวปาย เชียงใหม่ กลับถึงกรุงเทพ ก็จะรู้ว่า ระยะทางทั้งหมดในทริปนี้ วิ่งไปเท่าไหร่

ส่วน Trip B เบียร์จะใช้เมื่อเข้าเติมน้ำมันเต็มถัง เพื่อดูระยะทางวิ่งจนกว่า จะเติมน้ำมันอีกครั้ง ว่าวิ่งไปได้กี่กิโลเมตร ซึ่งเบียร์จะเอาค่าเหล่านั้นมาดูอัตราการกินน้ำมัน

ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูการคำนวณและใช้ทริป A B ของเบียร์จริง ๆ ได้ในรีวิว “ขับ Nissan March ไปฮันนีมูนที่ปาย – เชียงใหม่” โดยอ่านที่นี่เลยครับ

หวังว่าจะพอเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกท่านนะครับ

จบเรื่อง Trip A B ไปแล้ว กดก้านซ้าย 1 ที มาดูหน้าจอถัดไปครับ

จะเห็นตัวเลข 0.0 km/l เลขนี้คือการบอกอัตราการกินน้ำมันแบบ Real Time ครับ นั่นคือ ในขณะที่เรากำลังขับน้อง March นั้น รถกำลังกินน้ำมันมากน้อยแค่ไหน?

ซึ่งมีประโยชน์มากครับ เราจะได้รู้ว่า เท้าเรา หนัก-เบาไปไหม จะได้ควบคุมน้ำหนักเท้าในการเหยียบคันเร่งของเราให้ดีครับ เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด

เคยมีหลายคนเห็นหน้าจอนี้แล้วตกใจว่า ทำไมตัวเลขวิ่งขึ้น ๆ ลง ๆ จนนึกว่าหน้าจอรถเสีย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ เป็นปกติครับ ของหน้าจอนี้ ที่บอกค่ากันสด ๆ แบบเรียลไทม์

 

มาดูกันต่อครับ กดก้านซ้ายอีก 1 ที

ในหน้าจอนี้ มีคำว่า “AVG. 13.7 km/l” ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกอัตราเฉลี่ยการกินน้ำมันของเรานั่นเองครับ ซึ่งก็คำนวณมาจากค่า Real Time ในจอก่อนหน้านี้นั่นแหล่ะ

โดยค่าเฉลี่ยนี้จะเริ่มนับตั้งแต่เรากดก้านซ้ายค้างเพื่อ reset ค่านี้ให้เป็น 0 นะครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการจับว่า จากบ้านไปที่ทำงานในเช้าวันนี้ เราขับรถได้อัตราเฉลี่ยเป็นยังไง จะถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรตามที่โฆษณาไว้ไหม? ก็กดก้านซ้ายค้างเพื่อ reset หน้าจอใหม่ซะ และขับไปที่ทำงาน จากนั้นก็จะทราบว่า เราขับรถได้ประหยัดมากน้อยแค่ไหน ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรหรือไม่? นั่นเอง

เคยมีเพื่อน ๆ มาถามเบียร์ว่า ขับยังไงก็ไม่ประหยัด ตัวเลขอยู่ที่ 10 ต้น ๆ มานานแล้ว เบียร์ก็ขอบอกเลยนะครับว่า ต้อง reset ค่าก่อนด้วย เพื่อเริ่มคำนวณใหม่ เพราะหลายท่านไม่เคยกด reset เลยตั้งแต่รับรถป้ายแดงมา ค่ามันก็คำนวณมายาวนานเกินไปครับ ตัวเลขจะขยับยาก และไม่แสดงผลเป็นปัจจุบันนั่นเอง

ดังนั้น อย่าลืมกด reset กันก่อนขับรถนะครับ

หมายเหตุ

  • หลังกด reset จะยังไม่มีตัวเลขขึ้นจนกว่าจะวิ่งถึง 500 เมตรแรก
  • การคำนวณอัตราเฉลี่ย จะคำนวณทุก 30 วินาที

 

มาดูอีกหน้าจอครับ หน้าจอสุดท้ายแล้ว

หน้าจอนี้มีจุดสีดำชี้ที่ระดับน้ำมันเต็มถัง และมีตัวเลข 177 km กำกับอยู่

ซึ่งหน้าจอนี้จะแสดงระยะทางที่น้อง March สามารถวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมดถัง

แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่นะครับ เพราะหน้าจอจะคำนวณจากการขับขี่ของเราประกอบด้วย

อย่างตอนนี้ถ้าดูจากหน้าจอ จะเห็นได้ว่า รถสามารถวิ่งได้อีก 177 กิโลเมตรใช้ไหมครับ?

แต่ถ้าเบียร์ขับแบบประหยัดสุด ๆ สักพัก หน้าจออาจจะเปลี่ยนเป็น 220 km ก็ได้ คือ เหลือระยะทางวิ่งได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น เพื่อน ๆ ที่เพิ่งไปเติมน้ำมันเต็มถังมา แล้วหน้าจอแสดงผลได้น้อย ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะมันจะคำนวณจากการวิ่งล่าสุด แล้วแสดงผลออกมา ซึ่งระยะทางสามารถเพิ่มขึ้น-ลงได้ตามการขับขี่ของเราครับ

และเมื่อน้ำมันเหลือขีดสุดท้าย หน้าจอนี้จะแสดงตัวเลขกระพริบ ๆ นะครับ เพื่อเป็นการเตือนคนขับว่า น้ำมันใกล้หมดแล้วนะ รีบเติมซะ!

และถ้ายังไม่เติมอีก สักพัก ตัวเลขจะหายไป กลายเป็น “—-” นั่นคือ คำนวณระยะทางไม่ได้แล้ว ถ้าเจอแบบนี้ควรเติมน้ำมันทันทีครับ!!

สรุป หน้าจอนี้จะเป็นการแสดงผลคร่าว ๆ เท่านั้น เพื่อน ๆ อย่าไปยึดติดหรือซีเรียสกับตัวเลขระยะทางคงเหลือมากนัก เอาเป็นว่า ถ้ามันเตือนเมื่อไหร่ว่า ถึงเวลาเติมน้ำมันได้แล้ว ก็เติมไปเลย อย่าไปเสี่ยงวิ่ง ถึงแม้จริง ๆ อาจจะวิ่งได้อีกร่วม 100 กิโลเมตรก็เถอะ เพราะการปล่อยให้น้ำมันหมดถังแล้วเติม มันไม่ส่งผลดีต่อรถยนต์ของเรานักหรอกครับ

สำหรับก้านซ้ายก็คงหมดประโยชน์แล้ว ทีนี้มาดูก้านขวารูปนาฬิกากันบ้างว่า จะใช้ตั้งค่านาฬิกาทำอย่างไร

สำหรับการตั้งนาฬิกาบอกเวลาที่หน้าจอนั้น ให้เพื่อน ๆ กดก้านขวาค้างไว้จนกว่า ตัวเลขบอกชั่วโมงจะเริ่มกระพริบ

– เราสามารถตั้งเวลาที่เป็นค่า “ชั่วโมง” ได้ โดยการกดก้านขวาไปเรื่อย ๆ ตัวเลขจะเปลี่ยนไปทีละชั่วโมง

– ถ้าเราขี้เกียจกดทีละชั่วโมง ให้กดก้านขวาค้างไว้ครับ ตัวเลขจะวิ่งเร็วขึ้น

เมื่อตั้งชั่วโมงเสร็จแล้ว ก็ให้อยู่เฉย ๆ สัก 5 วินาที ตัวเลข “นาที” ก็จะกระพริบ ให้เราตั้งค่า โดยกดตั้งค่าเหมือนตอนตั้งค่า“ชั่วโมง” ด้านบนนั่นแหล่ะ

เสร็จแล้วก็รอสัก 5 วินาที เพื่อตั้งค่าตัวเลขที่เป็น “วินาที” โดยใช้วิธีเดิมนั่นเอง

ถ้าตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว ก็อยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ ภายใน 1 นาที นาฬิกาจะแสดงเวลาตามที่เพื่อน ๆ ได้ตั้งไว้ครับ

สำหรับรีวิวหน้าจอของรุ่น S E V ก็คงต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ

ขอบคุณมากครับที่เข้ามาอ่านรีวิวจนจบ

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์ เพื่อน ๆ สามารถกด Like และกด share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *