รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 50,000 กิโล” กับน้ำมันเครื่องใหม่ และศูนย์บริการแห่งใหม่!!

สวัสดีครับ

หลังจากชีช้ำกับน้ำมันเครื่องผิดสเปคที่ศูนย์นิสสัน S.M.T. ยัดเยียดมาให้โดยไม่บอก ไม่กล่าวตามที่เบียร์เขียนไว้ในรีวิว คำชี้แจงเรื่องราคาน้ำมันเครื่องสังเคราะห์แพงมาก จากศูนย์นิสสัน S.M.T. ศรีนครินทร์ แล้ว เบียร์ก็ต้องทนขับเรื่อยมาจนครบ 51,000 กิโล ก็ได้เวลาที่ต้องเข้าเช็คระยะอีกครั้ง

รอบนี้ เบียร์ตั้งใจไว้อย่างดีว่า เบียร์จะไม่ใช้น้ำมันเครื่องของศูนย์อีกแล้ว เพราะกลัวจะเจอน้ำมันเครื่องที่ผิดสเปคขึ้นมาอีก

โดยเบียร์ตัดสินใจที่จะซื้อน้ำมันเครื่องตามสเปคที่นิสสันกำหนดให้ใช้จากร้านข้างนอกที่เบียร์ไว้ใจได้มาแทน เพราะมีเพื่อนผู้ใช้รถ Nissan March หลายท่านไปสอบถามทางศูนย์นิสสันหลายแห่งแล้ว ว่าสามารถนำน้ำมันเครื่องยี่ห้ออื่นเข้าไปใช้ จะหมดประกันหรือไม่? ซึ่งคำตอบที่ได้รับก็คือ ไม่หมดประกัน ถ้าน้ำมันเครื่องนั้นเป็นสเปคที่นิสสันกำหนด ซึ่งสเปคสำหรับน้ำมันเครื่องสังเคราะห์คือ 5W-40

 

เพื่อความแน่ใจ จึงสอบถามไปทางนิสสัน มอเตอร์ ก็ได้รับคำชี้แจงว่า ถ้าลูกค้าซื้อจากร้านข้างนอกเข้าไป กลัวจะได้น้ำมันเครื่องปลอม ทำให้เครื่องยนต์เสียหาย และแน่นอน การรับประกันจะสิ้นสุดทันที

แต่ถ้าถึงขนาดเข้าศูนย์นิสสันเองแล้วยังเจอน้ำมันเครื่องผิดสเปคอยู่แล้ว โดยลูกค้าเองก็ยังไม่รู้เรื่องว่ารถตัวเองใช้น้ำมันอะไร เบียร์ว่าก็ไม่มีอะไรจะเสียแล้วละ

เบียร์เลยตัดสินใจซื้อน้ำมันเครื่องสังเคราะห์จากข้างนอกทันที ทั้ง ๆ ที่เบียร์เองก็ยังเคยบอกไว้ในรีวิว“จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 1,000 กิโล”เลยว่า เบียร์ยังไม่กล้าซื้อน้ำมันเครื่องจากข้างนอกมาใช้เลย เพราะกลัวการรับประกันจะหลุดเนี่ยแหล่ะ

โดยน้ำมันเครื่องที่เบียร์เลือกใช้ในครั้งนี้คือ น้ำมันเครื่องสังเคราะห์แท้ของ Valvoline 5W-40

 

เมื่อพลิกดูด้านหลังอ่านข้อมูลดูก็น่าทึ่งดี ^^ ดูยี่ห้อรถที่รับรองสิ

 

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนขี้เกียจอ่านภาษาอังกฤษ เค้าก็มีแปลให้ครับ

 

โดยขวดที่เห็นมีขนาด 1 ลิตรนะครับ Nissan March ใช้แค่ 3 ลิตร ก็ซื้อมา 3 ขวด ไม่ต้องซื้อขวดใหญ่แบบ 4 ลิตรมาให้เหลือทิ้งเปล่า ๆ

———————

เมื่อได้น้ำมันเครื่องมาแล้ว ระหว่างที่เบียร์ขับรถกลับบ้าน สายตาเหลือบไปเห็นศูนย์นิสสันเปิดใหม่ อยู่ตรงซอยรามคำแหง 172 ซึ่งใกล้บ้านเบียร์มาก

เบียร์เองเช็คข่าวทันทีก็ได้ทราบว่า ศูนย์นี้เป็นของเครือสยามกลการ และเพิ่งเปิดให้บริการมาได้แค่ 3 วัน

ในเมื่อมีศูนย์ใหม่มาอยู่ใกล้บ้านแบบนี้ ก็เลยได้โอกาสลองของใหม่ซะเลย

————————-

วันที่ 27 มกราคม 2012

เบียร์นำเจ้า Lucky March ไปที่ศูนย์ช่วงบ่ายโมงทันที โดยเข้าไปจอดตรงส่วนรับรถบริการ

 

จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็มารับเรื่อง โดยเบียร์ยื่นสมุดรับประกัน , กุญแจรถ , บล็อคถอดล้อ และน้ำมันเครื่อง Valvoline 5W-40 ให้เจ้าหน้าที่

ทางเจ้าหน้าที่คืนบล็อคถอดล้อให้เบียร์ และแจ้งว่า เช็คระยะ 50,000 กิโล ไม่จำเป็นต้องถอดล้อ ก่อนจะบอกให้เบียร์รอสักครู่ เพราะเป็นลูกค้าที่เพิ่งมาใช้บริการครั้งแรก จึงต้องขอเวลาลงทะเบียนข้อมูลก่อน

เบียร์ก็เลยถือโอกาสเดินสำรวจศูนย์บริการแห่งใหม่ดูสักหน่อย ซึ่งศูนย์แห่งนี้จะมีลักษณะหน้ากว้างเป็นแนวยาวทั้งศูนย์บริการและโชว์รูม ทำให้ทุกคนที่อยู่ด้านนอกตรงบริเวณถนนจะมองเห็นได้ทั้งหมด

 

ในส่วนของศูนย์บริการที่เปิดโชว์ ก็ทำให้มองเห็นการทำงานโดยรวมทั้งหมด และฮอยยกรถนั้นก็มีหลายแบบ ซึ่งรับรองรถที่โหลดเตี้ยได้ ไม่มีปัญหา

 

ส่วนฝั่งตรงข้ามของศูนย์บริการนอกจากจะเป็นที่จอดรถแล้ว ยังมีที่ตั้งของศาลพระภูมิเจ้าที่ด้วย ซึ่งเบียร์ชอบไอเดียของเค้ามากที่ทำเหมือนโชว์รูมนิสสันเลย

 

ซึ่งไอเดียนี้ เบียร์เคยเห็นครั้งแรกที่ The Scenery Resort สวนผึ้ง ที่ทำศาลพระภูมิเป็นรูปรีสอร์ต ก็รู้สึกชื่นชมในความคิดของผู้จัดทำจริง ๆ

เบียร์ยกมือไหว้เจ้าที่เจ้าทางเสร็จ ก็เดินกลับไปที่รถ ก็พบว่า ด้านขวามือของอาคารจะเป็นโชว์รูมขายรถนิสสันนั่นเอง

 

เมื่อเดินถึงที่รถก็เจอป้ายนี้วางเอาไว้ที่กระจกหน้า เอาไว้บอกสถานะของการดำเนินการนั่นแหล่ะ

 

เงยหน้าขึ้นมา ก็พบเจ้าหน้าที่นำเอกสารแจ้งรายการที่ต้องตรวจเช็คมาให้ดูตามนี้

 

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ทางศูนย์ได้ระบุเอาไว้ในรายการที่ 2 ว่า ลูกค้านำน้ำมันเครื่องมาเอง

และยังขีดฆ่ารายการที่ 7 เรื่องการตรวจสอบลมยาง เพราะเบียร์แจ้งว่า รถเบียร์เติมลมไนโตรเจน จึงไม่ต้องตรวจเช็คให้ เพราะเดี๋ยวเกิดลมยางอ่อน แล้วศูนย์เติมลมธรรมดาเข้ามาให้ เบียร์ต้องเสียเวลาไปถ่ายลมออก แล้วเติมลมไนโตรเจนใหม่อีก

และทิ้งท้ายด้วยงบประมาณราคาตรวจเช็คไม่เกิน 1,000 บาท

 

เซ็นรับทราบเรียบร้อย ทางเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า จะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที ให้เบียร์ขึ้นไปรอที่ห้องรับรองลูกค้าที่อยู่ชั้น 2 ได้เลย

 

เมื่อเดินขึ้นมาแล้ว ก็พบว่า ห้องรับรองลูกค้าของที่นี่จะทำเป็นห้องแยกเฉพาะต่างหาก ทำให้ลูกค้าได้พักผ่อนจริง ๆ ไม่ต้องได้ยินเสียงพนักงานทำงานให้วุ่นวาย

 

จะดูทีวีหรืออ่านหนังสือก็หาที่นั่งได้ตามสบาย

 

ถ้าหิวก็มีมุมเครื่องดื่ม และขนมนมเนยวางไว้ให้ทานฟรี!

 

ถ้าเป็นคนขี้เมื่อยก็นั่งให้เก้าอี้นวดให้ได้เลย

 

ซึ่งจุดนี้ สามารถชมวิวภายนอกได้สบาย ๆ

 

ดูรถที่มาจอดก็ยังได้ (อ้าว มีแต่ยี่ห้อคู่แข่งทั้งนั้นเลย)^^

 

ส่วนคนทำงานอย่างเบียร์ เลือกนั่งที่นี่ เพราะมีโต๊ะให้วางโน้ตบุ๊คนั่งทำงานได้ทันที

 

เปิดโน้ตบุ๊คเสร็จ เห็น Router วางไว้ เข้าใจได้ทันทีว่ามี wi-fi เบียร์เลยต้องเดินลงไปขอ password ที่เคาน์เตอร์ด้านล่าง โดยการขอ password ฟรีนั้นต้องลงทะเบียนด้วยบัตรประชาชนก่อนครับ ก็จะได้ password มาใช้งานแบบนี้

 

แต่จะบอกว่า การ log in เข้าใช้งาน ค่อนข้างยุ่งยากนิดหน่อยกับระบบ pop-up ที่ศูนย์วางไว้ แต่สุดท้าย ก็ใช้งานได้ครับ เมื่อหน้าจอนี้ขึ้นมา

 

และจากจุดที่เบียร์นั่งทำงานนี้ สามารถมองเห็นการ service รถตัวเองได้ตลอดเวลาครับ

 

ซึ่งจุดนี้ ถูกใจเบียร์มาก เพราะเห็นการทำงานได้ตลอดเวลา ว่าทำอะไรไปบ้าง โดยไม่ต้องไปยืนดูให้เกะกะช่างเลย

อ้าว! เจ้าลัคกี้โดนยกแล้ว

 

ซูมดูหน่อยสิ

 

ดูเสร็จแล้ว หาอะไรรองท้องหน่อยดีกว่า

 

เบียร์นั่งเล่น Internet เพลิน ๆ ก็มีเจ้าหน้าที่เดินขึ้นมาแจ้งว่า รถเสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ

เบียร์เลยมองผ่านกระจก ก็พบว่า รถถูกย้ายมาจอดอย่างสงบอยู่อีกช่องแล้ว

 

เบียร์จึงเก็บโน้ตบุ๊ค และเดินลงไปด้านล่าง พนักงานก็เรียกเก็บเงินทันที ตามรายการด้านล่างนี้

 

250 บาท แม่จ้าววว!!!

มันถูกที่สุดตั้งแต่เข้าศูนย์มาเลยนะเนี่ย!!

เรียกได้ว่า เป็นครั้งแรกที่เบียร์ไม่ต้องหยิบบัตรเครดิตมารูดปื๊ด ปื๊ด แล้วเซ็นสลิปอย่างที่เคย แต่ควักเงินสดจ่ายไปได้ทันที โดยไม่ต้องรีรอ

และเมื่อดูใบเสร็จ จะพบว่า มีส่วนลดถึง 20% แทรกอยู่ด้วย ซึ่งเบียร์ได้สอบถามทางศูนย์ ก็ได้คำตอบว่า เป็นส่วนลดต้อนรับการเปิดให้บริการใหม่ โดยไม่จำเป็นต้องโทรนัดหมายก็ได้รับส่วนลดนี้เช่นกัน

ซึ่งต่างจากที่ศูนย์ศรีนครินทร์ ที่ต้องโทรนัดหมายก่อน 1 วัน ก็ได้รับแค่ 15% ในบางรายการ ซึ่ง ณ เวลานี้ก็ไม่คุ้มที่จะลดแล้ว เพราะศูนย์นั้นคิดราคาแพงเหลือเกิน

เท่ากับว่า การเช็คระยะ 50,000 กิโลครั้งนี้ มีค่าเสียหายดังนี้

– ค่าน้ำมันเครื่อง Valvoline 5W-40 จำนวน 3 ลิตร ราคา 1,030 บาท

– ค่าบริการเช็คระยะที่ศูนย์ 250 บาท

รวมจ่ายไป 1,280 บาทถ้วน

เมื่อเบียร์ชำระเงินเรียบร้อยแล้ว เดินออกมาด้านหน้า ก็พบเจ้า Lucky มาจอดรออยู่แล้ว

 

เบียร์ขับรถออกจากศูนย์มาด้วยความแปลกใจ เบียร์พบว่ารถมีเสียงเครื่องยนต์ที่เบาลง การขับขี่นิ่มนวลขึ้นมาก

แตกต่างไปจากเดิมอย่างรู้สึกได้ชัดเจน ที่แม้แต่ภรรยาเบียร์ที่ไม่ได้มีความรู้เรื่องเครื่องยนต์อะไร ก็บอกว่า

“ก่อนที่เราจะมาเช็คระยะครั้งนี้ เสียงเครื่องยนต์ดังมากเหมือนรถเก่า ๆ”

และในสัปดาห์ต่อมา เบียร์ได้โอกาสขับเจ้า Lucky ไปเที่ยวอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรีพอดี จึงเป็นโอกาสที่ได้ลองทดสอบการกินน้ำมัน ซึ่งก็น่าแปลกใจมาก เพราะเป็นครั้งแรกที่น้ำมันขีดแรกลดลงเมื่อวิ่งได้ถึง 143 กิโลเมตร ทั้ง ๆ ที่ถังที่แล้ว ขีดแรกลดลงไปตั้งแต่ 74 กิโลเมตรแรกแล้ว

 

และเมื่อจบทริปกรุงเทพ – สวนผึ้ง – กรุงเทพ ระยะทางรวมทั้งหมด 470 กิโลเมตร ใช้น้ำมันไปแค่ครึ่งถังเท่านั้น วัดอัตราสิ้นเปลืองได้ 18.2 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งประทับใจมาก เพราะเบียร์ไม่ได้ขับแบบ Eco Drive ตลอดเส้นทางแต่อย่างใด

ซึ่งบทสรุปสุดท้าย ศูนย์นิสสันสุขาภิบาล 3 (รามคำแหง 172) และน้ำมันเครื่อง Valvoline 5W-40 คือ 2 สิ่งที่เบียร์อยากแนะนำให้ใช้จริง ๆ ครับ

โดยเฉพาะศูนย์นิสสันเอง ก็มีโปรโมชั่นมอบส่วนลด 20% ในช่วงนี้ด้วย (ซึ่งไม่ทราบจะหมดเขตเมื่อไหร่) จึงเหมาะกับการเข้าไปใช้บริการครับ

และด้วยการบริการที่ดี + อยู่ใกล้บ้านแบบนี้ ทำให้เบียร์คงใช้บริการที่นี่ไปอีกนาน ถ้ายังรักษามาตรฐานการบริการที่ดีได้แบบนี้ตลอดไป

อย่าให้“ดีแตก” แบบศูนย์นิสสัน S.M.T. ก็แล้วกัน!!!

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *