รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 1,000 กิโล”

เช็คระยะ 1,000 โล

เมื่อ Nissan March ของเบียร์วิ่งได้ครบ 1,000 กิโลแรกแล้ว หน้าจออัจฉริยะของรุ่น VL CVT ก็ไม่พลาดที่จะแจ้งเตือนทันทีครับ

เตือนเปลี่ยนกรองอากาศ

 

เตือนเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง

 

เบียร์จึงนำรถเข้าศูนย์บริการนิสสันที่ใกล้บ้านที่สุดทันที

 

ซึ่งที่ศูนย์นิสสัน (สเปคและราคาในสมัยนั้น) จะมีน้ำมันเครื่อง 3 ประเภทให้เราเลือกครับ

1. น้ำมันเครื่องธรรมดา SAE 20W-50 เปลี่ยนทุก 5,000 กิโล ราคาลิตรละ 110 บาท

 

2. น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ SAE 10W-30 เปลี่ยนทุก 5,000 กิโล ราคาลิตรละ 188 บาท (รหัสสินค้า KLALA1030AL)

 

3. น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ SAE 5W-40 เปลี่ยนทุก 10,000 กิโล ราคาลิตรละ 400 บาท (รหัสสินค้า KLALA0540AL)

 

ซึ่ง Nissan March จะใช้น้ำมันเครื่องแค่ 3 ลิตรเท่านั้นนะครับ ไม่เกินไปกว่านี้ ราคาเท่าไหร่ ก็จับคูณสาม ซูเปอร์แก๊งค์กันไป

เบียร์เคยได้ยินเรื่องศูนย์นิสสันบางศูนย์หลอกลูกค้าว่า เมื่อรวมกับกรองน้ำมันเครื่องแล้วต้องใช้ถึง 4 ลิตร ซึ่งไม่เป็นความจริงนะครับ

น้ำมันเครื่องของ March ถ้าไม่รวมกรองน้ำมันเครื่องใช้เพียง 2.8 ลิตรเท่านั้นครับ เมื่อรวมกับกรองน้ำมันเครื่องแล้วก็ได้ 3 ลิตรพอดิบพอดีเป๊ะ

ถ้าเพื่อน ๆ ไปเจอศูนย์ไหนอวดอ้างความรู้แบบมั่ว ๆ ให้บอกไปเลยว่า วิศวกรที่คิดค้นเครื่องยนต์ของนิสสันเค้าบอกมาแบบนี้

———————–

กลับมาที่รถเบียร์ก่อน

 

ใช้น้ำมันเครื่องตัวไหนดี?

เบียร์เลือกน้ำมันเครื่องสังเคราะห์โดยไม่ต้องสงสัย เอ่อ….ไม่ต้องถามเหตุผลหรอกครับ เลือกด้วยอารมณ์ล้วน ๆ

ล้อเล่นครับ เหตุผลข้อแรกของเบียร์คือ การใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ จะปกป้องเครื่องยนต์ได้ดียิ่งขึ้น เบียร์เคยมีกรณีศึกษาตอนผ่าเครื่องยนต์รถของเพื่อนคันหนึ่ง เครื่องยนต์ตัวเดียวกัน แต่ใช้น้ำมันเครื่องต่างกัน ชิ้นส่วนภายในห้องเครื่องนี่ไปคนละเรื่องเลยครับ เครื่องที่ใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ชิ้นส่วนยังดูสะอาด และอยู่ในสภาพดีอยู่เลย

เหตุผลรองรับต่อมา  ศูนย์แนะนำว่า ถ้าใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ จะเข้าเช็คระยะอีกทีคือ 10,000 กิโลถัดไป

แต่ถ้าใช้น้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ แม้จริง ๆ จะฝืนวิ่งไปถึง 10,000 กิโลได้ แต่ศูนย์ไม่แนะนำ ควรเปลี่ยนที่ 5,000 กิโลจะดีต่อเครื่องยนต์มากกว่า

เมื่อดูค่าใช้จ่ายของน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ และน้ำมันเครื่องสังเคราะห์จะพบว่า ค่าใช้จ่ายต่างกันเท่านึง คือ กึ่งสังเคราะห์เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 800 กว่าบาท ส่วนสังเคราะห์เสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1,500 กว่าบาท

ซึ่งนอกจากยืดระยะเวลาเสียเงินออกไปได้อีก 5,000 กิโลเมตรแล้ว อย่าลืมว่าในสมุดคู่มือบริการของ Nissan March ยังมีคูปองฟรีค่าแรงในทุก 10,000 กิโลเมตร

นั่นหมายความว่า การใช้น้ำมันเครื่องสังเคราะห์นอกจากจะปกป้องเครื่องยนต์ได้ดีกว่า ดูแล้วค่าใช้จ่ายโดยรวมก็น่าจะประหยัดกว่าด้วย เมื่อเทียบในระยะยาว

เบียร์จึงจัดน้ำมันเครื่องสังเคราะห์ไปโดยทันที!

————————-

หิ้วน้ำมันเครื่องเข้าไปเองได้ไหม?

หลายคนที่พอมีความรู้มากหน่อย หรือบางคนอาจจะฟังโฆษณามามาก ก็มีความคิดว่า สเปคน้ำมันเครื่องของศูนย์ยังไม่ดีเท่าที่ควร

แบบนี้จะขอจัดน้ำมันเครื่องจากร้านข้างนอก ยี่ห้ออื่นที่สเปคโดนใจ เอาเข้าไปให้ศูนย์เปลี่ยนได้ไหม?

คำตอบ คือ ได้ครับ

เท่าที่ทราบ บางศูนย์ไม่คิดค่าหิ้วด้วย ดูแล้วก็น่าจะถูกใจใช่ไหมครับ

แต่ถ้าเป็นเบียร์ เบียร์ยังไม่แนะนำให้ใช้น้ำมันเครื่องยี่ห้ออื่นครับ

ด้วยเหตุผลที่ว่า นิสสันมีการรับประกันรถในระยะ 100,000 กิโลเมตร หรือ 3 ปี แล้วแต่เงื่อนไขไหนจะถึงก่อน

ทีนี้ เบียร์กลัวว่า ถ้าเกิดมีปัญหาด้านเครื่องยนต์ภายในระยะเวลารับประกัน แต่นิสสันตรวจพบว่า สาเหตุมาจากเราไม่ได้ใช้น้ำมันเครื่องตามสเปคที่ศูนย์กำหนดไว้ นั่นหมายความว่า ศูนย์สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบและถือว่าการประกันได้สิ้นสุดลงทันที!!

ดังนั้น เบียร์คิดว่า เบียร์ควรใช้น้ำมันเครื่องของศูนย์ไปก่อนในระยะรับประกัน และเมื่อหมดระยะเวลาของการรับประกันเมื่อไหร่ ค่อยว่ากัน…

————————

เบียร์นั่งรอไม่นานนัก รถก็เช็คระยะเสร็จเรียบร้อย อาจจะเป็นเพราะเบียร์มาเข้าศูนย์ในวันธรรมดาด้วย ซึ่งไม่มีคิวมากนัก

 

ค่าใช้จ่ายหลัก ๆ ที่เสียไปก็จะมีเพียง

– แหวนรองน๊อตถ่ายน้ำมันเครื่อง 35 บาท ได้ส่วนลดเหลือ 31.50

– กรองเครื่อง 220 บาท ได้ส่วนลดเหลือ 198 บาท

– น้ำมันเครื่องสังเคราะห์ ลิตรละ 400 บาท ใช้ 3 ลิตร เท่ากับ 1,200 บาท

บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม เท่ากับเสียไป 1,530 บาทครับ

ซึ่งการเข้าเช็คระยะ ควรมีค่าใช้จ่ายหลัก ๆ เพียงเท่านี้นะครับ ไม่ควรเกินจากนี้

ถ้าเป็นน้ำมันเครื่องกึ่งสังเคราะห์ ราคาก็จะอยู่ที่ 800 กว่าบาทเท่านั้น

————————-

อ๋อ เบียร์เคยได้ยินเรื่องที่ศูนย์นิสสันบางศูนย์หลอกขายน้ำยาล้างห้องเครื่องให้ลูกค้า โดยไม่บอก ไม่กล่าวด้วยมาด้วยนะครับ ซึ่งไม่สมควรเลย เพราะถ้าอยากขาย ก็เสนอกันตรง ๆ ไม่ใช่มาแอบใส่ แล้วมาวางบิลเก็บเงิน โดยไม่สอบถามความต้องการของลูกค้าก่อน

ซึ่งศูนย์ที่เบียร์เข้าใช้บริการ ก็ได้สอบถามความต้องการของเบียร์ก่อน และแน่นอน เบียร์ปฏิเสธไป เพราะส่วนตัวเบียร์ยังไม่เห็นความจำเป็นของการล้างห้องเครื่องต่าง ๆ มากนักในช่วงที่รถยังวิ่งไม่เยอะนั่นเองครับ

หมายเหตุ : เมื่อท่านนำรถเข้าเช็คระยะอย่าลืมนำสมุดบริการไปด้วยทุกครั้งนะครับ หรือไม่ก็ควรจะเก็บไว้ในรถเลยเหมือนเบียร์ กันลืมครับ

————————

ทำไมศูนย์บอกว่าไม่จำเป็นต้องเช็คระยะ 1,000 กิโล ให้ไปเช็คตอน 10,000 กิโลเลย?

ระยะหลังมานี่ เพื่อน ๆ หลายคนบอกว่า ทางศูนย์แนะนำว่าไม่ต้องเช็ค 1,000 กิโล ให้ไปเช็คระยะ 10,000 กิโลไปเลย

ซึ่งความเป็นจริงอาจจะทำได้ครับ แต่จริง ๆ แล้ว การเข้าไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องในช่วง 1,000 กิโลเมตรแรกนั้น เราทำเพื่อล้างสิ่งตกค้างที่อยู่ในเครื่องยนต์ครับ เพราะรถที่ผลิตออกมาจากโรงงานใหม่ ๆ อาจจะมีสิ่งตกค้างอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

และแปลกมากครับ หลังจากถ่ายน้ำมันเครื่องเสร็จ พอนำรถออกมาวิ่ง เบียร์พบว่า รถวิ่งได้ดีขึ้น เครื่องยนต์ทำงานนิ่มขึ้น และที่สำคัญ อัตราการกินน้ำมันลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ดังนั้น แนะนำว่า ถ่ายน้ำมันเครื่องไปเถอะครับ เพื่อรถที่ท่านรัก ยิ่งถ้าท่านตั้งใจใช้รถมากกว่า 5 ปีขึ้นไป ยิ่งแนะนำครับ รถที่เรารัก เราดูแล จะได้อยู่กับเราไปตราบนานเท่านาน ไม่พาลเกเรก่อนเวลาอันควรครับ

ขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *