พรีวิว Nissan March VL CVT 2013 by Biere : ปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ คุ้มค่าแค่ไหน?

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจาก Nissan March K13 ได้เปิดตัวและทำตลาดในเมืองไทยมาครบ 3 ปี ก็ได้เวลาปรับเปลี่ยนหน้าตาใหม่ในตัวถังเดิมสักที หรือที่วงการรถเรียกกันว่า Minor Change

โดยในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ อย่าง ทั้งภายนอกและภายใน และสุดท้ายคือ ราคา ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้

แต่ Nissan March ใหม่ จะเปลี่ยนแปลงมากน้อยแค่ไหน แล้วค่าตัวขึ้นมาได้ Option สมราคาหรือไม่? มาดูด้วยกันเลยดีกว่าครับ

การเปลี่ยนแปลงในภาพรวม

สำหรับในภาพรวม ที่เราเห็นได้ชัดเจนจากโบรชัวร์คือ สีที่เพิ่มขึ้นมา อีก 2 สี

สีแรกคือ สีเขียว Olive Green มีให้เลือกทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น S MT หรือรุ่นล่างสุด

 

สีที่สองคือ สีชมพู Sweet Pink มีให้เลือกทุกรุ่น เอาใจสาว ๆ น่าดู

 

ส่วนสีม่วงพลัมที่เพิ่งใส่มาใหม่ในปี 2012 นั้น ก็ต้องโบกมือลาไปเหมือนสีม่วงเดิมในปี 2010

 

ทำให้ 2 สีนี้ กลายเป็นสี Limited Edition ไปโดยปริยาย

 

นอกจากสีที่เพิ่มแล้ว หน้าตาภายนอกก็เปลี่ยนไปเป็นแบบนี้

ด้านหน้า

 

ด้านข้าง

 

ด้านหลัง

 

ส่วนหน้าตาภายในก็ไม่เหมือนเดิม เปลี่ยนไปเป็นแบบนี้

 

มองจากด้านข้าง โทนสีภายในเปลี่ยนไปชัดเจน จากโทนสีดำ เป็นสีเบจ

 

ชัด ๆ กับโทนสีเบจ ที่เบาะหลัง

 

ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้น

Airbag คู่

นิสสันจัดเต็มความปลอดถัย จากเดิมให้ถุงลมนิรภัยในรุ่น S MT , E MT , E CVT , EL CVT เพียง 1 ใบ และให้ 2 ใบเฉพาะ V CVT และ VL CVT

 

มาคราวนี้ ไม่ต้องคิดมาก ได้ 2 ใบ เท่าเทียมกันกันทุกรุ่นเลย

ระบบเบรก ABS EBD BA

จากเดิมมีเพียง V และ VL เท่านั้นที่ได้ระบบเบรกนี้ แต่ใน March ใหม่ นิสสันจัดให้ทุกรุ่น ยกเว้นเพียง S MT เท่านั้นที่ไม่มีระบบนี้

กุญแจรีโมท

เดิมที March รุ่น EL CVT และ VL CVT จะมีกุญแจอัจฉริยะ เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งในรุ่นใหม่ก็ยังได้เหมือนเดิม

แต่สำหรับกุญแจรีโมทนั้น ปกติจะมีแต่รุ่น V เท่านั้น ที่ได้ แต่ในรอบนี้ นิสสันจัดให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเพิ่มเติมในรุ่น E MT และ E CVT เรียบร้อยแล้ว โดยไม่ต้องไปติดตั้งเพิ่มแต่อย่างใด

แถมยังดีกว่ารุ่น V CVT ปี 2010 ตรงที่รุ่นเดิมนั้นให้กุญแจรีโมทมาเพียงอันเดียว อีกอันจะเป็นกุญแจสำรองเฉย ๆ แต่ในรุ่นปี 2013 นี้ จะได้กุญแจรีโมททั้ง 2 อันเลย

 

ซึ่งเบียร์ยังไม่เห็นกุญแจจริง แต่คาดเดาว่า กุญแจรีโมทน่าจะมีหน้าตาเหมือนกุญแจของรุ่น V CVT ของปี 2010 นั่นเอง

ในเมื่อภายนอก ภายในและความปลอดภัยเปลี่ยนไปขนาดนี้ ก็ย่อมหนีไม่พ้นที่ราคาจะเปลี่ยนแปลง มาดูราคากันครับว่าเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน

รุ่น S MT ราคา 388,000 เพิ่มขึ้น 8,000 บาท

รุ่น E MT ราคา 444,000 เพิ่มขึ้น 14,000 บาท

รุ่น E CVT ราคา 478,000 เพิ่มขึ้น 14,000 บาท

รุ่น EL CVT ราคา 506,000 เพิ่มขึ้น 12,000 บาท

รุ่น V CVT ราคา 525,000 เพิ่มขึ้น 13,000 บาท

รุ่น VL CVT ราคา 555,000 เพิ่มขึ้น 13,000 บาท

 

ในเมื่อราคาเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 8,000 – 14,000 ขึ้นราคามาขนาดนี้ มันจะคุ้มไหมกับที่ต้องจ่ายเพิ่ม เบียร์จะขอเจาะไปทีละรุ่นเลยนะครับ เพราะในแต่ละรุ่นราคาเพิ่มมาไม่เท่ากันนั่นเอง

โดยในตอนนี้ เบียร์ขอเจาะที่ VL CVT รุ่น Top สุดก่อนเลยครับ

ภายนอก

 

เริ่มที่ด้านหน้า ดูแปลกตาไปเยอะทีเดียว เพราะมีการแต่งหน้าทาปากใหม่ ซึ่งความสวย ไม่สวย คงอยู่ที่แต่ละคนมอง แต่ถ้าสำหรับเบียร์ มันดูโฉบเฉี่ยวมากขึ้น หรูหราขึ้น

ทิ้งภาพความน่ารัก บ๊องแบ๊ว ตาโตไปหมดสิ้น เหมือนเด็กโตขึ้นยังไงยังงั้นเลย

 

เบียร์สบตากับน้อง March ใหม่ ก็เห็นแววตาที่เปลี่ยนไป มีการแต่งแต้มสีดำเพิ่มขึ้นในดวงตาให้ดูเข้มขึ้นอีกด้วย

 

จากดวงตา ลงมาที่กระจังหน้า คือสิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนิสสันได้นำกระจังหน้าทรง V Shape ที่เป็นเอกลักษณ์ของนิสสัน โดยเฉพาะในรถ SUV เข้ามาใส่ใน March ใหม่อีกด้วย

 

ละสายตาลงมาที่กันชนหน้า ก็ชัดเจนว่า นิสสันได้เปลี่ยนกันชนหน้าใหม่ โดยใช้เส้นสาย ลวดลายต่อเนื่องจากกระจังหน้า และในรุ่น V กับ VL ยังได้ขอบโครเมียมเข้ามาเสริมเติมความหรูเข้าไปอีก

 

มองไปด้านข้างของกันชนหน้าทั้งสองฝั่ง พบไฟตัดหมอกพร้อมกรอบโครเมียม มีให้ในรุ่น V และ VL เท่านั้น นี่คือสิ่งที่เป็น Option เพิ่มขึ้นจาก March 2012 อย่างชัดเจน

 

เมื่อลองเปิดฝากระโปรงหน้ามาดู โดยรวมแล้วก็เหมือนเดิม คือเครื่องเดิม HR12DE ความจุ 1200 ซีซี ที่เบียร์คุ้นเคย

 

แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดเจนคือ แบตเตอรี่ มีขนาดเล็กลง ด้วยสาเหตุที่ March 2013 ไม่มีระบบ Idle Stop อีกแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่เหมือน March รุ่นแรกปี 2010 แต่อย่างใด

 

นั่นเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง เพราะเมื่อถึงเวลาบำรุงรักษา ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่แล้ว เจ้าของรถจะเสียค่าแบตเตอรี่ถูกลงกว่าเดิมนั่นเอง

หมายเหตุ เพื่อน ๆ สามารถทำความรู้จักกับระบบ Idle Stop ใน Nissan March รุ่นปี 2010 – 2011 ได้ที่นี่

ด้านข้าง

 

สำหรับด้านข้าง สิ่งที่เปลี่ยนไปมีเพียงอย่างเดียวคือ ลายล้ออัลลอย หรือที่เรียกติดปากกันว่า ล้อ Mag โดยเปลี่ยนไปทั้งรุ่น V และ VL

 

ด้านหลัง

 

อย่างแรกที่เปลี่ยนไป และเห็นเด่นชัดก็คือ ไฟท้าย เปลี่ยนใหม่เป็นแบบ LED ซึ่งนอกจากหรูหรา สวยงาม ให้แสงไฟที่ชัดเจนแล้ว ยังใช้กำลังไฟน้อยอีกด้วย

 

เมื่อดูจากโฆษณา Nissan March ใหม่ ก็จะเห็นแสงไฟท้าย LED แบบนี้ครับ

 

ภาพจากโบรชัวร์ครับ

 

แต่ไฟท้าย LED นั้น จะมีในทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น S MT รุ่นเดียวเท่านั้นครับ

สิ่งที่เปลี่ยนไปด้านหลังอีกจุดคือ กันชนหลัง โดยออกมาเป็นทรงนี้แทนครับ

 

ที่เห็นจุดสีดำ 4 จุด นั่นคือ เซนเซอร์ถอยหลังครับ มีมาให้เหมือนเดิมในรุ่น EL CVT และ VL CVT เท่านั้นครับ

 

ภายใน

 

เปิดประตูด้านคนขับออกมา ก็แปลกตาทันที เพราะสีมันเปลี่ยนไป จากเดิมสีดำ เปลี่ยนเป็นโทนสีเบจ แถมเมื่อเบียร์ดูที่แผงประตูคนขับก็พบว่า มือเปิดประตูด้านใน ก็เปลี่ยนจากสีดำ เป็นสีโครเมียมเรียบร้อยแล้ว

 

แถมตรงแผงควบคุมกระจกไฟฟ้า ยังถูกเปลี่ยนเป็นสีเทาอีกด้วย

ใกล้ ๆ กันก็พบว่า แผงประตูถูกบุไว้เรียบร้อยแล้ว และเมื่อลองเอาแขนสัมผัส ดู ก็รู้สึกถึงความนิ่มสบายอย่างชัดเจนครับ

 

ซึ่งเวลาเราขับรถแล้ววางแขนเอาไว้ จะช่วยให้รู้สึกดีกว่ารุ่นเดิม ที่ไม่มีการบุอะไร ใด ๆ ทั้งสิ้น

เมื่อจะเข้าไปลองนั่ง เบียร์เห็นเบาะหน้ามีสีที่เปลี่ยนไป จากเดิมสีดำกลายเป็นสีเบจ

 

เมื่อเบียร์ลองนั่งดู เบียร์ก็รู้สึกว่า มันนั่งสบาย และนิ่มกว่าเบาะผ้าตัวเดิมนะ ซึ่งเป็นเพราะว่า วัสดุที่หุ้มเบาะตัวนี้ คือ SUEDE หรือ หนังกลับเทียม ซึ่งหนังกลับเทียม คือ หนังชั้นที่สอง หรือหนังกลับแบบนิ่ม ซึ่งเป็นหนังที่ราคาถูกที่สุด แต่ถือว่าดูแลยากที่สุด

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เคยใช้นิสสัน มาร์ชรุ่นเดิมมาก่อน หลายท่านจะประสบพบเจอปัญหา “ไฟดูด” เวลาลงจากรถหมาด ๆ แล้วเอามือจับที่มือจับประตู หรือ วัสดุที่เป็นเหล็ก ซึ่งหลายท่านไม่ทราบว่า สาเหตุมันเกิดจากวัสดุที่หุ้มเบาะเดิมนี่แหล่ะ ทำให้เกิดไฟฟ้าสถิตในตัวเรา แต่จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับระดับไฟฟ้าสถิตในแต่ละคนด้วย

ซึ่งวิธีแก้ คือ การหุ้มเบาะหนัง จะช่วยแก้ปัญหานี้ได้ชัดเจน

แต่ใน March ใหม่ มีการเปลี่ยนวัสดุมาใหม่ เบียร์เองก็ยังไม่แน่ใจว่า จะแก้ปัญหาไฟฟ้าสถิตเรียบร้อยแล้วหรือเปล่า แต่เมื่อเบียร์ดูจากวัสดุ ก็น่าจะถูกแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเบียร์ได้รถจริงมาใช้ จะรีวิวจริงให้ดูอีกครั้งครับ เพราะใน March คันปัจจุบันที่เบียร์ใช้อยู่นั้น เบียร์โดนไฟดูดตลอดเวลา จนกลัวที่จะเปิดประตูบ้าน แต่พอเบียร์ได้ไปหุ้มหนังมาใหม่ ก็หายสนิทครับ

จากเบาะ มาดูที่คอนโซล คราวนี้แปลกตาชัดเจน เพราะคอนโซลถูกเปลี่ยนใหม่ ให้เหมือน Nissan Almera แต่หรูหรากว่า ด้วยการเล่นสี Black Piano ตัดกับสีเทานั่นเอง

 

ช่องแอร์ และไฟฉุกเฉินสี Black Piano เหมือน Nissan Almera แต่หรูหรากว่า

 

ถัดจากแอร์ลงมา เป็นวิทยุขนาด 2 Din ที่เปลี่ยนใหม่ นอกจากสี Black Piano ตัดกับโครเมียมจะทำให้ดูหรูหราแล้ว ปุ่มการใช้งานต่าง ๆ ยังดูใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน

 

ซึ่งวิทยุแบบใหม่นี้ นิสสันได้เปลี่ยนจากทรงเฉพาะตัว เป็นแบบมาตรฐานขนาด 2 Din ที่ใส่รถรุ่นอื่น ๆ ทั่วไปได้ง่าย ซึ่งข้อดีมีดังนี้

1.   ถ้าเราจะเปลี่ยนวิทยุใหม่เป็นแบบมีจอ ก็มีรุ่นในตลาดให้เลือกมากมาย ทั้งมียี่ห้อ และไม่มียี่ห้อ

2.   ถ้าเราจะขายวิทยุตัวเดิมต่อ ก็จะขายได้ง่ายมากขึ้น เพราะเป็นขนาดมาตรฐานที่ใส่ในรถรุ่นไหนก็ได้ แถมราคาขายต่อก็จะดีกว่ารุ่นเดิม ที่เป็นทรงเฉพาะตัว ต้องขายให้คนที่ใช้ March ด้วยกันเท่านั้น

 

และความพิเศษของวิทยุตัวใหม่นี้ ที่ดีกว่าเดิมอีกอย่างก็คือ ช่องเสียบ USB โดยจะตั้งอยู่ที่ตรงนี้

 

เปิดฝาออกมา สามารถเสียบได้ทั้ง AUX และ USB

 

ซึ่งถือว่าดีและสะดวกมาก เพราะการใส่เพลงลง USB นั้น ง่ายและสะดวก ไม่ต้องมานั่ง write แผ่น CD ให้ยุ่งยาก อยากฟังเพลงไหน โยนใส่ Flash Drive ก็จบ อยากลบ อยากเพิ่ม ทำได้ง่ายดายสุด ๆ

ซึ่งการใช้งานจริง คงต้องรอรถจริงมารีวิวอีกครั้ง ว่าจะสะดวกจริงอย่างที่เบียร์คิดหรือเปล่า

ส่วนช่อง AUX นั้น เดิมทีในวิทยุรุ่นเดิม ช่อง AUX จะอยู่ที่ตัววิทยุเลย ทำให้เวลาใช้งานต้องเสียบเข้าไปที่ตัวเครื่องแบบนี้ อาจจะเกะกะสำหรับบางคน

 

การย้ายช่องเสียบ AUX มาอยู่กับ USB ตรงนี้ เบียร์ชอบตรงที่มันไม่ดูเกะกะอยู่กับตัวเครื่อง และเราสามารถวางอุปกรณ์ต่อพ่วงไว้ในช่องว่างข้าง ๆ เลยก็สะดวกสบายดี

ลงมาจากจากวิทยุ ก็เจอแอร์ ออโต้ ในสี Black Piano เช่นกัน ดูหรูหรา สง่างามเข้ากัน ซึ่งใน March รุ่นเดิมจะเป็นสีเงินครับ

 

และด้านข้างของคอนโซล ถูกแต่งแต้มด้วยสีเทาประดับ เพิ่มความหรู

 

ดูภาพรวมกันอีกที ดูดีกว่าเดิมไหมครับ?

 

ลงมาข้างล่าง ก็เจอที่วางแก้วน้ำ และเกียร์ CVT ซึ่งไม่มีอะไรเปลี่ยนไป นอกจากโทนสี จากสีดำเป็นสีเบจ

 

ไล่สายตามาด้านหลังเรื่อย ๆ ทั้งเบรกมือ ช่องวางของ ช่องวางแก้วน้ำด้านหลัง ก็เหมือนเดิมเช่นกัน เปลี่ยนแค่สีเท่านั้นเอง

 

กลับมาดูที่พวงมาลัย ก็พบว่าเปลี่ยนไปเช่นกัน

 

นอกจากสีที่เปลี่ยนแล้ว สิ่งที่เพิ่มเข้ามาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานให้รุ่น V และ VL ก็คือ ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยนั่นเอง เหมือนกับที่มีใน Nissan Almera เป๊ะเลย

 

จากพวงมาลัย มาดูที่เรือนไมล์

 

เบียร์รู้สึกแปลก ๆ ไป จึงกลับไปดูที่รถตัวเอง

 

กลับมาดูที่ March 2013 อีกครั้ง เออ เปลี่ยนไปจริง ๆ แฮะ ลองดูเทียบกันสิครับ ในมาร์ชใหม่มีการใช้เส้นขอบโครเมียมเข้ามาตกแต่งเพิ่มเติม

 

และเมื่อเบียร์เปิดโบรชัวร์ดู ก็เห็นชัดเจนว่า Font และการแสดงผลเปลี่ยนไป

 

และเหมือนเคย คือ เมื่อได้รถจริงมา เบียร์จะรีวิวให้ดูกันอีกครั้ง ว่าเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง

ด้านขวามือของเรือนไมล์ ใต้ช่องแอร์ยังเหมือนเดิมครับ คือมีปุ่มควบคุมจออัจฉริยะ และปุ่มปรับ-พับกระจกมองข้างไฟฟ้าเช่นเดิม

 

มองไปทางคอนโซลด้านคนนั่ง ในนิสสัน มาร์ชใหม่ ให้เก๊ะหน้าทั้งด้านบน และด้านล่างมาเหมือน Nissan March ปี 2012 เป๊ะ เพียงแต่ต้องแสดงความเสียใจกับรุ่น S MT จะไม่มีเก๊ะบนครับ มีแต่เก๊ะล่างเท่านั้น

 

แต่เป็นสิ่งที่เพิ่มมาจาก March รุ่นแรกปี 2010 อย่างชัดเจน

ด้านหน้าโดยรวมดูไปหมดแล้ว เบียร์จะพามาดูแผงประตูที่เหลือกันต่อครับ

ประตูหน้าด้านคนนั่ง

 

ประตูหลังซ้าย

 

ประตูหลังขวา

 

เบาะหลังครับ ดูสะอาดตามากมาย แต่ต้องเหนื่อยดูแลรักษาหน่อยนะครับ เพราะถ้าเปื้อน จะเห็นชัดเจนกว่าเบาะสีดำของเดิมแน่นอน

 

เบาะหลังมีหัวหมอนปรับระดับได้ เหมือน March ปี 2012 แต่ดีกว่า March ปี 2010-2011

 

และพับได้แบบ 60:40 เหมือนกับ March รุ่นปี 2012 นั่นแหล่ะ

 

ทางนิสสันได้แจ้งว่า เบาะหลังนี้ ออกแบบพิเศษเพื่อเพิ่มความปลอดภัย ด้วยโครงสร้างแผ่นเหล็ก (Steel Sheet) เพื่อรองรับน้ำหนัก และแรงกระแทกได้มากกว่าเดิมครับ

 

ทีนี้มาเปิดประตูหลังดูกันบ้างครับ

 

เปิดประตูออกมา ไม่รู้ทำไม อยู่ ๆ เบียร์ก็เงยหน้าไปดูประตูด้านบน ก็พบแผงบุประตูหลัง ที่เปลี่ยนโทนสีไปตามสีภายในที่เปลี่ยนไป นับว่าเอาใจใส่ดี เพราะจริง ๆ เราไม่ค่อยได้มองเห็นมุมนี้นัก จะใช้สีดำเหมือนเดิม ก็ยังได้

 

ถัดมาก็ถาดบังสัมภาระ ก็เปลี่ยนโทนสีไปเช่นกัน

 

มองลงมาด้านขวา ก็อดยิ้มไม่ได้ เพราะนิสสันใส่ไฟสัมภาระหลังมาให้ด้วย แม้จะมีแค่ในรุ่น V และ VL เพียง 2 รุ่นก็ตาม

 

แต่พอมองไปด้านซ้าย ไม่เจอ เลยรู้ว่ามีไฟแค่ดวงเดียวด้านขวานั่นแหล่ะ

 

ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดีมากครับ ที่เพิ่มขึ้นมา เพราะ March ทั้งปี 2010 – 2011 – 2012 ไม่มีไฟสัมภาระหลัง ทำให้เวลาค่ำคืนนั้น เราไม่สามารถมองเห็นของภายในได้เลย

แต่ด้วยไฟที่มีข้างเดียวนั้น จะสว่างชัดเจนหรือไม่ ไว้ได้รถมารีวิวจะถ่ายรูปมาให้ชมกันครับ แต่อย่างว่าแหล่ะ มีก็ดีกว่าไม่มีเนอะ

 

ซึ่งในรุ่น VL CVT หลัก ๆ ก็มีเพียงเท่านี้ครับ ที่เพิ่มและเปลี่ยนแปลงมา ซึ่งสำหรับเบียร์ถือว่า ราคาที่เพิ่มมาเพียง 13,000 บาทนั้น เกินคุ้มครับ กับ Option ที่ได้กลับมา

 

ลองคิดดูง่าย ๆ แค่บางรายการนะครับ เปรียบเทียบจากรถเบียร์เอง ที่เคยแต่งเพิ่มขึ้นมา

1.   ไฟตัดหมอก ราคาประมาณ 2,500 บาท

2.   ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย ราคาประมาณ 3,000บาท

3.   ไฟสัมภาระหลัง ราคาประมาณ 500 บาท

4.   ไฟท้าย LED ราคาประมาณ 4,500 บาท

5.   มือจับประตูโครเมียมด้านใน ราคาประมาณ 1,000 บาท

เฉพาะของแต่งเพิ่มได้จากรุ่นปี 2012 ก็ตกประมาณ 11,500 บาทแล้ว ไม่รวมการเปลี่ยนแปลงอื่น ๆ

1.   หุ้มเบาะแบบหนังกลับ

2.   วิทยุ 2 DIN สี Black Piano มี USB

3.   หุ้มแผงประตูข้างด้านหน้าด้วยวัสดุนุ่มพิเศษ

4.   โทนสีภายในสีเบจ

 

ซึ่งส่วนตัว เบียร์ว่าคุ้มค่ากับราคาที่เพิ่มขึ้นมาจากรุ่นปี 2012 จริง ๆ ครับ

 

ยิ่งถ้าเพื่อน ๆ ที่ขับรุ่นปี 2010 และได้ราคาในการเปิดตัวอย่างเบียร์ที่ 537,000 ซึ่งเพิ่มมาประมาณ 18,000 บาท (นิสสันมีการเพิ่มราคามาแล้ว 1 ครั้งในปี 2011 อีก 5,000 บาท)

 

ก็ยิ่งคุ้มค่าเข้าไปใหญ่ เพราะสิ่งที่รถมาร์ชรุ่นปี 2010 ต้องจ่ายเพิ่ม และเบียร์เองก็จ่ายมาแล้ว คือ

1.   เบาะหลังพับได้แบบ 60:40 และมีหมอนรองศีรษะปรับระดับได้ ราคาเบิกศูนย์ ประมาณ 10,000 บาท

2.   เก๊ะหน้าด้านบน ราคาประมาณ 1,000 บาท

เบียร์จึงบอกได้เลยว่า Nissan March VL CVT 2013 คุ้มค่ากับราคาที่เพิ่มขึ้นมาจริง ๆ

 

และสุดท้ายอยากบอกว่า ขอชม Nissan Motor จากใจจริง เพราะตลอดเวลาตั้งแต่เบียร์ขับ March มานั้น ทางนิสสันได้มีการสอบถามความพึงพอใจในตัวรถ และขอคำแนะนำมาตลอด ว่า March ควรปรับปรุงอะไร และตรงไหนบ้าง

 

ซึ่งใน March ใหม่ นิสสันก็ได้ใส่ในสิ่งที่เบียร์เคยขอไปมาเรียบร้อยแล้ว

 

สำหรับการพรีวิว Nissan March 2013 ในรุ่น VL CVT ก็คงจบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ ซึ่งถ้าเบียร์มีโอกาสได้รถจริงมาใช้เมื่อไหร่ ก็จะทำรีวิวแบบละเอียดให้อ่านกันอีกครั้งหนึ่งครับ

 

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านกันครับ

 

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *