รีวิว Nissan March VL CVT 2012 “เปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีดีแค่ไหน?”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่นิสสันได้เปิดตัว Nissan March อีโคคาร์คันแรกของไทยมาได้เพียง 1 ปีเศษ ๆ ทางนิสสัน มอเตอร์ ก็ได้ติดต่อเบียร์ ซึ่งในขณะนั้น เบียร์เป็นประธานผู้ใช้รถนิสสัน มาร์ชในประเทศไทย (Thai March Club) เพื่อขอความคิดเห็นจากเบียร์และลูกค้าผู้ใช้มาร์ชท่านอื่น ๆ ว่า ตั้งแต่ใช้มาร์ชมา มีข้อดีอย่างไร ข้อเสียตรงไหน อยากให้มีอะไรเพิ่ม? และสุดท้ายนิสสันควรปรับปรุงมาร์ชอย่างไรให้ตรงใจลูกค้ามากที่สุด

 

โดยทางนิสสัน มอเตอร์ได้ส่งตัวแทนมา 2 ท่าน คือ

1. Mr.Kazuhiro DOI ซึ่งตำแหน่งในขณะนั้นคือ Segment Chief Product Specialist, V-Platform บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศญี่ปุ่น ดูแลรถ Nissan March ทั่วโลก

2. คุณนันทเดช ด่านเจริญวนะกิจ ซึ่งตำแหน่งในขณะนั้นคือ Assistant General Manager, ASEAN Product Planing บริษัท นิสสัน มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค จำกัด

 

โดยทางนิสสันได้บอกผมว่า การที่นิสสัน เป็นผู้นำรถอีโค คาร์ ด้วยการเปิดตัวเป็นเจ้าแรกนั้น ทำให้นิสสันมุ่งเน้นไปที่กฏเกณฑ์การทำรถให้ถูกระเบียบอีโค คาร์มากไป ซึ่งอาจจะไม่ได้ใส่ใจในด้านการใช้งาน หรือ Option อย่างที่ควรจะเป็น

 

จึงต้องมาขอความคิดเห็นจากลูกค้า ที่ใช้งานจริง ว่าอยากให้ปรับปรุงมากน้อยแค่ไหน?

 

ซึ่งเบียร์ได้แนะนำไปหลายเรื่อง อาทิเช่น

– Idle Stop การใช้งานจริงลำบาก อยากให้มีปุ่มเปิด – ปิดระบบเหมือนใน Nissan March ของญี่ปุ่น

– เบาะหลังควรมีที่รองหัว สำคัญมากกับความปลอดภัยของผู้โดยสาร และควรพับได้แบบ 60:40 (แบ่งพับ 2 ฝั่ง) จะดีกว่าพับแบบ 100 (แบ่งพับฝั่งเดียว)

– พฤติกรรมคนไทยกับไฟตัดหมอก

– เก๊ะหน้าด้านบนควรมีให้ตั้งแต่แรก เพราะเป็นสิ่งจำเป็น

– เซลล์นิสสันเมืองไทย ยังให้ข้อมูลลูกค้าผิด ๆ

– March น่าจะมีไฟท้าย LED

– ไฟสัมภาระหลัง/ไฟในเก๋ง ควรมีเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เพราะเปิดมาแล้วมองอะไรไม่เห็น

– ผ้าเบรคมาร์ชเสียงดังมาก ควรแก้ไข

– หลายคันมีอาการเครื่องสั่น

– รุ่น Sport version ราคาแพงเกินไป กับการเปลี่ยนแปลงอันน้อยนิด

– เปรียบเทียบ March & Brio

ฯลฯ

ซึ่งทางนิสสัน มอเตอร์ก็รับไปพิจารณาในทุกเรื่อง และจากการพูดคุยในครั้งนี้ ทำให้ DOI ซัง ผู้บริหารชาวญี่ปุ่นได้มีความเข้าใจในพฤติกรรมการใช้รถของคนไทยมากขึ้นด้วย

 

และในที่สุด เดือนมีนาคม หรือ March 2012 นิสสัน มอเตอร์ก็ได้ฤกษ์เปิดตัว Nissan March 2012 ใหม่ ซึ่งหน้าตาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม แค่ใส่ Option เพิ่มเติมมาเท่านั้น

 

โดยนิสสันได้ตัดสินใจยกเลิกสีม่วง คริสตัล ไลแลคออกไป ซึ่งเข้าใจว่าอาจจะเป็นเพราะยอดขายสีนี้มีไม่มากเท่าที่ควร

 

แต่ส่วนตัวเบียร์คิดว่า เป็นเพราะความอ่อนของสีที่มีมากเกินไป ทำให้เวลาไม่ออกแดด สีนี้จะดูเหมือนสีเงินเกินไป ขนาดกรมขนส่งทางบกเอง ก็ยังจดทะเบียนสีนี้เป็น“สีเทา” แทน “สีม่วง” อีกด้วย

เมื่อม่วงเก่าไป ม่วงใหม่ก็เข้ามา ซึ่งนิสสันได้ส่ง“สีม่วง”ตัวใหม่ ในชื่อสี“ม่วงพลัม” มาทดแทนสีม่วงเดิม

 

เดี๋ยว ๆๆๆๆ ไหนสีม่วงพลัม นี่มันสีดำชัด ๆ ผิดคันหรือเปล่า?

 

ดูยังไงก็สีดำ ไหนลองไปจอดกลางแดดดูสิ

 

เริ่มเห็นเป็นสีม่วงพลัมแล้ว

 

แต่พอกลางคืน ไม่มีแสง ก็กลับเป็นสีดำเหมือนเดิม

 

งั้นมาลองใส่แสงดูสิ ว่าจะเป็นยังไง เริ่มจากภาพ Before ถ่ายสด งดแสง

 

แล้วมาดูภาพ After ใส่แสงสีเรียบร้อยแล้ว

 

นั่นเท่ากับว่า น้ององุ่นจะออกสีดำมากกว่าสีม่วง ซึ่งนิสสันน่าจะได้แนวคิดมาจาก“องุ่นดำ” ผลไม้สุดอร่อยนั่นแหล่ะ คือ ออกสีดำเป็นหลัก อมม่วงนิด ๆ

 

ซึ่งจุดนี้ เป็นสิ่งที่เบียร์ไม่ค่อยชอบนัก เพราะเบียร์อยากให้มันออกม่วงชัด ๆ กว่านี้ เรียกว่า จะมีแสงหรือไม่ ใคร ๆ ก็ต้องมองว่ามันคือ สีม่วง เท่านั้น!!

 

ก็คิดดูสิ เบียร์อุตส่าห์หาเสื้อสีม่วงมาใส่ กลับกลายเป็นว่า เสื้อเบียร์สีสดกว่ารถเยอะ

 

นั่นทำให้เบียร์คิดเอง เออเองว่า นิสสันคงยังไม่กล้าฉีกความต่างออกมามากเท่าไหร่นัก เพราะอาจจะกลัวว่า ถ้าสีโดดเด่นจนเกินไป อาจจะขายยาก เพราะลูกค้าในเมืองไทยส่วนใหญ่ ไม่ค่อยกล้าใช้รถมีสีสัน มักติดพันกับรถสีเบสิค เช่น สีเงิน หรือ สีขาว มากกว่า

 

จึงทำสีออกมาให้อยู่ในโทนสีดำ แล้วอมม่วงนิด ๆ แทนเมื่อออกแดด ซึ่งจะว่าไป เบียร์ว่ามันก็คุ้มดีนะ ซื้อรถคันเดียว ได้ตั้ง 2 สี 55555+

 

ซึ่งการเปิดตัวนิสสัน มาร์ช 2012 ครั้งนี้ นิสสันยังให้พี่เคน ธีรเดช มาเป็นพรีเซนเตอร์เช่นเดิม ด้วย concept ที่ว่า “นิสสัน มาร์ช อีโคคาร์คู่ใจ ใคร ๆ ก็เลือก ใคร ๆ ก็ใช้กัน” ตามโฆษณานี้เลย

 

แต่ดูโฆษณาไป ก็ไม่เข้าใจ เท่าดูของจริง

 

มาม่ะ ไปดูกันว่า นิสสัน มาร์ช 2012 นั้น นอกจากสีใหม่ที่ใส่เข้ามาแล้ว จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหน?

 

ตามเบียร์มาเลยครับ

 

ภายนอก

 

สำหรับหน้าตา บางคนดูแล้ว ก็ดูไม่ออกว่า มันเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร?

 

ซึ่งเบียร์จะบอกว่า ถ้าเป็นรุ่น S , E , EL นะ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงเลย

 

แต่รุ่นที่เปลี่ยนแปลงมีแค่ V , VL , EL Sports Version และ VL Sports Version เท่านั้น

 

1. V CVT , VL CVT

ใน 2 รุ่นนี้ มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดเจน และสร้างความแตกต่างคือ การใส่ “ขอบโครเมียบ ที่ช่องกันชน” ซึ่งเดิมในรุ่นปี 2010 – 2011 นั้น จะไม่มีให้ แต่นิสสันได้ขายเป็น Accesories หรือของแต่งแท้จากศูนย์แทน ในชื่อว่า “กระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ต” ซึ่งเบียร์เคยซื้อใส่ March สีส้มของตัวเอง และรีวิวไปแล้วใน รีวิว “กระจังหน้าโครเมียมแบบสปอร์ต” ของแต่ง March จากศูนย์ Nissan

 

นั่นเท่ากับว่า ในรุ่น V และ VL จะได้ของแต่งมูลค่าเกือบ 1,200 บาท กันไปฟรี ๆ เลยนั่นเอง

 

2. EL Sports Version , VL Sports Version

จริง ๆ แล้ว Nissan March รุ่น Sports Version นั้น เคยออกมาจำหน่ายก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ว่า ในรุ่นเดิมนั้น จะไม่มีสเกิร์ตข้าง แต่ในรุ่นปี 2012 นั้น จะให้สเกิร์ตข้างมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานด้วย

 

ซึ่งสเกิร์ตข้างนั้น ถ้าเป็นของแท้นิสสัน ราคาคงไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าสมมติเบียร์จะหาซื้อสเกิร์ตข้างอย่างเดียวมาใส่รถจากร้านข้างนอก อย่างน้อย ๆ ก็ต้องมีค่าใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 2,000 บาทแล้วละ

ภายใน

คราวนี้เรามาดูภายในกันบ้างครับ ว่ามีอะไรใหม่ให้เราประทับใจกันอีกบ้าง โดยเริ่มจากด้านหน้า ก็พบว่า นิสสันได้ใส่เก๊ะบนมาให้เรียบร้อยแล้ว โดยมีให้ทุกรุ่น ยกเว้นรุ่น S MT

 

ซึ่งเก๊ะบนนี้ เบียร์เองก็ได้ไปซื้อมาใส่ใน March สีส้ม ปี 2010 ของเบียร์เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

นั่นเท่ากับว่า มาร์ชปี 2012 จะได้เก๊ะหน้ามูลค่า 1,000 บาทมาฟรี ๆ อีกแล้ว

 

จากเก๊ะหน้า เบียร์พามาด้านหลังเลย สิ่งที่ทำให้ประทับใจมาก ๆ คือ เบาะหลังมีหัวหมอนรองศีรษะให้แล้ว

 

แถมยังสามารถปรับความสูง-ต่ำของพนักพิงศีรษะตามสรีระได้อีกด้วย

 

ที่สำคัญ เบาะยังแยกปรับ พับได้แบบ 60:40 เพื่อเป็นทางเลือกให้เราพับเบาะตามเหมาะสม ในการจัดวางสัมภาระ และแบ่งที่นั่งให้ผู้โดยสารท่านที่ 3 นั่งได้อย่างสบาย ๆ

ลองมาชมคลิปเบาะหลังกันครับ ที่เบียร์จะมาพับเบาะให้เพื่อน ๆ ดูว่า มันเป็นอย่างไร

 

เป็นยังไงครับ ถูกใจกันไหมไม่รู้ รู้แต่เบียร์นะ ชอบมากกกกกกก เพราะเป็นสิ่งที่อยากได้มานาน และเมื่อเบียร์ได้สอบถามไปทางนิสสัน มอเตอร์ว่า ถ้าเบียร์จะเปลี่ยนเบาะหลังของ March คันเก่า ให้เป็นแบบนี้ จะมีค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ซึ่งคำตอบก็คือ…..

 

เมื่อบวกยอดรวม แล้วคิด VAT และค่าแรงติดตั้งเข้าไป ก็พบว่า มีราคาแตะหนึ่งหมื่นบาทได้เลยทีเดียว

ซึ่งต้องขอแสดงความยินดีกับเพื่อนที่จะออกมาร์ช 2012 เพราะคุณได้ Option ดี ๆ แบบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

 

จากนั้น เบียร์ก็ก้าวขึ้นตำแหน่งคนขับ เพื่อสตาร์ทรถ ซึ่งสิ่งที่เบียร์พบความแตกต่างอย่างแรกเลยก็คือ เสียงสตาร์ทที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย ลองดูจากคลิปครับ

 

เบียร์ไม่แน่ใจในการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ ว่านิสสัน ได้เปลี่ยนแปลงระบบอะไรเกี่ยวกับการสตาร์ทหรือเปล่า แต่ที่แน่ ๆ คือ มีสิ่งที่เกี่ยวข้องได้บ๊าย บาย และหายไปจากนิสสัน มาร์ช 2012 คือ “ระบบ Idle Stop”

 

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ใช้นิสสัน มาร์ชปี 2010 – 2011 นั้น จะมีระบบ Idle Stop มาให้ในรุ่นเกียร์ CVT ทุกคัน ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ไม่รู้จักระบบนี้ สามารถอ่านได้ที่
มารู้จักระบบ Idle Stop ใน Nissan March รุ่นปี 2010 – 2011 เกียร์ CVT กัน

โดยเบียร์เองก็ได้รับความคิดเห็นมามากมายหลายอย่างจากเพื่อน ๆ ที่ใช้ระบบนี้อยู่ มีทั้งชอบ และไม่ชอบ เข้าใจและไม่เข้าใจ ซึ่งเบียร์เองก็ได้แจ้งทางนิสสัน มอเตอร์ในการพบกันครั้งนั้นว่า

– การใช้งานจริงไม่เหมาะกับเมืองไทย ที่มีอากาศร้อนทั้งปี

– ด้วยความเป็นของใหม่ ทำให้ขาดความเข้าใจในการใช้งาน และรู้สึกยุ่งยาก หวาดกลัวกับการที่รถดับเอง ติดเอง

– เงื่อนไขในการใช้งานไม่เหมาะสม ที่จะต้องปิดคอมแอร์ แล้วระบบจะทำงาน จึงแนะนำว่า ควรมีปุ่มเปิด-ปิดระบบจะดีกว่า เหมือนนิสสัน มาร์ช ที่ขายในญี่ปุ่น

 

ซึ่งสุดท้าย จากวันที่คุยกันเมื่อช่วงต้นปี 2011 นั้น ไม่ทันข้ามปี นิสสันก็ได้เปิดตัว Nissan Almera อีโค คาร์ซีดานคันแรกของไทย แถมยังจัดการใส่ปุ่มนี้เข้ามาตามที่เบียร์ได้แนะนำไปเป๊ะเลย

 

ซึ่งเบียร์จะบอกว่า การใส่ระบบนี้เข้าไป มันน่าจะมีต้นทุนสูงอยู่พอสมควร เพราะต้องดีไซน์การใช้งานอย่างดี ที่จะไม่ทำให้เกิดปัญหา เรื่องกลไก การทำงานเราอาจจะไม่เข้าใจว่า มันซับซ้อนซ่อนเงื่อนขนาดไหน แต่เอาง่าย ๆ แค่แบตเตอรี่ก็ต้องใช้ลูกใหญ่กว่าปกติ เพื่อรองรับระบบนี้

 

นิสสันคงคิดไปคิดมาแล้วว่า ถ้าลูกค้ามาร์ชเองก็เข้าใจยาก ต้นทุนก็มากเข้าไปอีก ก็ตัดออกไปซะเลยดีกว่า เพราะตามกฏระเบียบของรถอีโค คาร์ก็ไม่จำเป็นต้องมีระบบนี้ คู่แข่งออกมาก็ไม่มีใครทำ เพียงแต่นิสสันต้องการแสดงความเป็นผู้นำในรถรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงเท่านั้น

 

เราจึงได้ say Good bye กับ Idle Stop ไป และรับ Option ใหม่ ๆ ที่เบียร์บอกไว้ด้านบนมาแทน

 

พิเศษ!! สำหรับรุ่น EL CVT , EL CVT Sports Version , VL CVT , VL CVT Sports Version

โดยมาตรฐานเฉพาะ 4 รุ่นนี้จะมีจออัจฉริยะ (Multi-Display) ให้มาอยู่แล้ว เหมือนที่เบียร์เคยรีวิวไปใน รีวิว NISSAN MARCH VL CVT 2010 BY BIERE มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ?

 

แต่สิ่งที่พิเศษคือ ในจอ มันมี Option มากขึ้น!!! กว่ารุ่นปี 2010 – 2011 ครับ!!

จะมากแค่ไหน จะเพิ่มอะไร มาดูกันครับ

 

ลองดูหน้าจอนี้นะครับ เป็นจอของ March 2010 – 2011 จะมีข้อมูลแสดงเวลาที่เราวิ่ง ว่าใช้เวลาไปกี่ชั่วโมง กี่นาที หลังจากที่เรากด reset จับเวลา

 

แต่พอใน March 2012 หน้าจอเดียวกัน จะมีระยะทางเพิ่มมากให้ด้วยว่า ในเวลาที่วิ่งไปนั้น รถเราวิ่งไปกี่กิโลเมตร

 

อย่างในภาพคือ ใช้เวลาไป 11 ชั่วโมง 9 นาที วิ่งไปทั้งหมด 756.5 กิโลเมตร

ซึ่งเบียร์ว่า มันเหมาะกับเวลาไปต่างจังหวัด หรือออกทริปมาก เพราะมันทำให้เรารู้เลยว่า ทริปนั้น ๆ เดินทางมากน้อยแค่ไหน ใช้เวลาไปเท่าไหร่?

โดยตัวเลขที่ขึ้นนั้น เป็นการขับจริงของเบียร์เอง โดยการขับ Nissan March 2012 จากพังงากลับมากรุงเทพ

 

โดยก่อนจะออกทริป เราก็กดปุ่มวงกลมขวามือเหนือที่ปรับกระจกมองข้าง ค้างเอาไว้

 

หน้าจอก็จะ Reset กลับเป็น 0 แบบนี้

 

เพราะถ้าเป็นรุ่นปี 2010 – 2011 ต้องมากดตั้งค่าที่หน้าจอด้านขวาแสดง Trip A Trip B ประกอบแทน ก็จะไม่สะดวกเท่าหน้าจอของปี 2012 ที่ไม่ต้องไปกด Trip A Trip B แต่อย่างใด

 

จากหน้าจอแสดงเวลา มาดูอีกหน้าจอหนึ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงครับ นั่นคือหน้าจอ SETTING หรือการตั้งค่า ลองมาดูแบบเดิมของปี 2010 – 2011 ก่อนครับ หน้าจอจะเป็นแบบนี้

 

แต่พอเปิดของ March 2012 หน้าตาก็คล้ายกัน แต่ต่างกันตรงค่าสุดท้าย ระหว่างคำว่า UNIT กับ OPTIONS

 

ด้วยความอยากรู้ เบียร์จึงรีบเปิดดูทันที ที่ OPTIONS ก็พบว่า จะมีเมนูย่อยออกมาอีก 2 แบบดังนี้

 

เมนู UNIT ก็เหมือนกับปี 2010 – 2011 นั่นแหล่ะ ที่ให้เราเลือกได้ว่า จะดูอัตราการบริโภคน้ำมันแบบ กิโลเมตร/ลิตร หรือ กี่ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร

 

แต่ที่น่าสนใจคือ เมนูใหม่ PARK SENSOR เบียร์จีงรีบเปิดเข้ามาก็พบว่า มันมีการตั้งค่าให้เลือกเปิด/ปิด Function นี้ด้วย

 

ซึ่งฟังค์ชั่นนี้ มันก็คือการแสดงผล การถอยหลังผ่านหน้าจออัจฉริยะนั่นเองครับ ถ้าเพื่อน ๆ เปิด ก็จะมีภาพขึ้นที่หน้าจอเวลาถอยหลังแบบนี้

 

ลองดูจากคลิปจะเห็นภาพชัดกว่าครับ

 

นับว่า Nissan March 2012 ใหม่ มีการใส่อะไรมาให้เพียบเลยจริง ๆ

 

ที่สำคัญเหนืออื่นใด คือ Option ขนาดนี้ มูลค่ามากมายเท่านี้ เพื่อน ๆ ได้ฟรีครับ!! เพราะราคารถไม่ได้เพิ่มแต่อย่างใด จ่ายเท่าปี 2011 อย่างไง ก็ได้ราคาอย่างนั้น เพราะที่จากลาไป ก็มีแค่ Idle Stop เพียงอย่างเดียว

 

เป็นยังไงบ้างครับกับนิสสัน มาร์ช 2012 ซึ่งเบียร์ต้องบอกว่า ประทับใจมากกับความเอาใจใส่ของนิสสัน เพราะการที่นิสสันมาขอความคิดเห็นเพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนานั้นไม่เท่าไหร่ แต่การเอาไปทำจริงนี่สิ คือ สิ่งสำคัญ ที่ทำให้เบียร์และเพื่อน ๆ ที่ใช้รถนิสสัน มาร์ชทุกท่านได้รู้สึกว่า เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนารถนิสสัน มาร์ชใหม่ ให้ไฉไลกว่าเดิม

 

แม้สิ่งที่ขอไป อาจจะยังไม่ครบถ้วน แต่ถือว่าเป็นนิมิตรหมายอันดี ที่จะบอกได้ว่า “นิสสัน คือเพื่อนที่แสนดี” บนท้องถนนจริง ๆ ครับ

 

ถ้าเป็น Facebook ก็ต้อง”กด LIKE” ให้เลยครับกับนิสสัน มาร์ช 2012 คันนี้

 

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *