รีวิว Nissan March VL CVT 2010 by Biere มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ?

วันที่ 7 กรกฎาคม 2010 เวลา 6.30 น.

ในเวลานี้

……ใครบางคนอาจจะกำลังขับรถไปทำงาน
……ใครบางคนอาจจะยืนรอรถเมล์อยู่
……ใครบางคนอาจจะยังไม่ตื่น
……ใครบางคนอาจจะกำลังชงคาปูชิโน่ร้อนให้ลูกค้าอย่างขยัน ขันแข็ง
……ใครบางคนอาจจะเปล่งเสียงสั้น ๆ ด้วยวาจาที่น่าเบื่อว่า “สถานีต่อไป ทองหล่อ , Next Station…..ThongLor”

แต่ในเวลานี้ เบียร์กับแฟนกำลังก้าวขึ้น Taxi ยี่ห้อ Nissan รุ่น Tiida Latio เพื่อเดินทางไปรับ Nissan March VL CVT สีส้มที่รอคอยมายาวนานเกือบ 4 เดือนที่โชว์รูมนิสสัน TKF แถวกระทุ่มแบน

นอกจากเลือกยี่ห้อเป็นพิเศษแล้ว เบียร์ยังเลือกทะเบียน Taxi เป็นเลขที่ชอบด้วย

 

แถมหมวดคือ “มจ” เป็นคำย่อของชื่อจริงและชื่อเล่นของน้องเจ แฟนสาวเจ้าของ March ตัวจริงเสียด้วยสิ ช่างเป็นอะไรที่ลงตัวเสียนี่กระไร

ในขณะเดินทาง เราสองคนตื่นเต้นมากมาย เพราะอีกไม่ถึง 2 ชั่วโมง เราก็จะได้ควบ Nissan March ที่รอคอยมานานแสนนานแล้ว และแน่นอน เวลานี้น่าจะเป็นเวลาที่ใครหลายคนที่รอรถอยู่ต้องการสัมผัสยิ่งนัก

หลังจากโรคร้ายประจำปี 2010 ที่กระจายเข้าติดเบียร์และชาวไทยจำนวนมากอย่าง “โรคเลื่อน” ได้ถูกกำจัดไปจากตัวเบียร์เรียบร้อยแล้ว

โรคนี้ร้ายแรงมากนะครับ แม้คุณจะล้างมือตลอดเวลา ก็ไม่มีทางป้องกันได้เลย โดยอาการของโรคนี้ คือ จะรู้สึกหงุดหงิด งุ่นง่าน ร้อนรน ทุรนทุราย วัน ๆ จะนั่งอยู่แต่หน้าคอมพิวเตอร์ นั่งเช็คข่าวใหม่ ๆ ในเวบไซท์ตลอดเวลา และหลายครั้งจะชอบหยิบมือถือขึ้นมาดูเป็นระยะ ๆ ว่ามีสายเข้าหรือเปล่า? หรือเผลอปิดเสียงไปใช่ไหม? แล้วสัญญาณโทรศัพท์มีหรือไม่? เดี๋ยวเซลล์จะโทรหาเราไม่ติด……..

ยิ่งถ้าได้เห็นน้อง March ตามท้องถนน อาการจะยิ่งกำเริบหนัก จนคนรอบข้างหวั่นกลัว…..

—————————-

เบียร์สั่งให้ Taxi วิ่งจากถนนกรุงเทพกรีฑา เข้าถนนมอเตอร์เวย์ และตัดออกไปทางสายกาญจนาภิเษก มุ่งหน้าสู่ถนนพระราม 2 และวิ่งไปจนถึงศูนย์นิสสัน อำเภอกระทุ่มแบนเพียงแค่ชั่วโมงเดียว

และแน่นอน ด้วยอารมณ์แห่งความสุขที่กำลังจะมาถึง ค่า Taxi 650 บาท บวกค่าทางด่วน 40 บาท รวมเป็น 690 บาท ไม่ได้ทำให้เบียร์หงุดหงิดใจแต่อย่างใด

พอไปถึงโชว์รูมก็จัดการด้านเอกสารกันก่อนเลยครับ

ค่าใช้จ่ายในการออกรถของเบียร์ (ซื้อแบบเงินสด)
– ค่ารถรุ่น VL ราคา 537,000 (ราคา ณ วันที่ซื้อ)
– หักเงินจอง 3,000 บาท
– บวกค่ามัดจำป้ายแดง 3,000 บาท
– บวกค่าจดทะเบียน 2,500 บาท

รวมเป็น 539,500 บาท เบียร์ทำเป็นแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายบริษัทดีลเลอร์ เพื่อความปลอดภัย เสียค่าธรรมเนียมเพียง 25 บาทเท่านั้น ลดความเสี่ยงที่เงินจะสูญหายหรือโดนดักตีหัวระหว่างทางได้อย่างดีครับ อีกอย่าง ไม่ต้องมานั่งนับให้เสียเวลาด้วย

 

จ่ายค่ามัดจำป้ายไป 3,000 แล้ว ก็เลยได้แดงแท้ มิใช่แดงเทียม

 

(ดูมุมขวาล่าง จะมีตรา ขส ในวงกลมอยู่ แสดงว่าเป็นของแท้ครับ)

โชคดีมาก ๆ ได้ใช้ป้ายเป็นคนแรก เลยได้สมุดคุมทะเบียนใหม่เอี่ยม

 

กุญแจรถ

 

สำหรับรุ่น VL (หรือ EL) จะได้รับกุญแจอัจฉริยะ 2 ชุดนะครับ พร้อมเพลทกุญแจอีก 1 อัน

แกะแยกออกมาใช้งานเลยดีกว่า อันแรกของเบียร์

 

อันที่สอง ของแฟน อันนี้มีเพลทกุญแจด้วย

 

เอาใจแฟนสักหน่อย เลยถอดเพลทออก แล้วใส่แทนด้วยพวงกุญแจของน้อง March

 

ส่วนเพลท เบียร์แยกเอาไปเก็บไว้ต่างหากในบ้าน เพราะเวลากุญแจมีปัญหา เช่น กุญแจเสีย / กุญแจหาย ก็นำเจ้าเพลทตัวนี้ไปที่ศูนย์บริการของ Nissan เพื่อขอรับทำกุญแจใหม่

เท่าที่เคยสอบถามแหล่งข่าว แจ้งว่าค่าใช้จ่ายในการทำกุญแจใหม่ของรุ่นกุญแจอัจฉริยะ (EL , VL)
ราคาโดยประมาณ 3,500 บาทนะครับ (ยังไม่ได้รับคำยืนยันราคาจริงจาก Nissan) ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่แพงมาก ดังนั้น พยายามระวังไว้ให้ดีนะครับ อย่าทำหายเชียว

มาดูตัวเพลทกันครับ ซึ่งจริง ๆ จะมีตัวเลขระบุอยู่ แต่เบียร์ขออนุญาตให้ชมอีกด้านนึง เพื่อความปลอดภัยครับ

 

คู่มือรถ

 

สมุดรับประกันบริการ

ต้องนำไปทุกครั้งเวลาเข้าศูนย์บริการนะครับ
กระป๋องสี

 

เจ้ากระป๋องสีเล็ก ๆนี้ ทางโรงงานให้มาเพื่อเอาไว้แต้มรอยต่าง ๆ ได้นะครับ เวลารถเรามีรอยขีดที่ทำให้สีหายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถหาปากกาแต้มสีมาแต้มลงไปได้

ส่วนด้านหลัง ระบุประเภทสี ซึ่งสีส้มของ March คือรหัส A55 ระบุสี Orange ถูกต้องนะครับ ซึ่งถ้าคุณรับรถมาแล้วสีไม่ตรงกับรถ ให้รีบแจ้งเซลล์ก่อนรับรถเลยครับ

 

บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 3 ปี

 

บริการนี้ ทางนิสสันได้มอบให้กับเจ้าของ Nissan March ทุกรุ่น ทุกคันนะครับ โดยเวลาเรามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับรถ ก็โทรหาได้เลยครับ 02-305-8432 ไม่ต้องเกรงใจครับ เพราะถ้าเลย 3 ปีไปแล้ว หมดสิทธิครับ

บริการทั่วไป ก็เช่น ขับ ๆ อยู่น้ำมันหมดบ้าง ยางแตกบ้าง สตาร์ทเครื่องไม่ติดบ้าง ก็เรียกใช้ได้ทันทีครับ ซึ่งเงื่อนไขการให้บริการเค้าก็จะระบุไว้ให้ในเอกสารนี้แหล่ะ เอาติดรถไว้อ้างอิงได้นะครับ

ซึ่งเบียร์ทราบมาว่าแม้แต่ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างวิธีเปิดฝากระโปรงหน้า ก็มีสาว ๆ โทรไปขอใช้บริการกันด้วย ดังนั้น เค้าให้สิทธิเรามา ก็ใช้ให้คุ้มนะครับ

ใบรับประกันฟิล์ม

 

เนื่องจากเบียร์ได้ของแถมเป็นฟิล์มยี่ห้อ Hi-kool รอบคัน ดังนั้นจึงต้องมีใบรับประกันฟิล์มที่คุ้มครองยาวนานถึง 7 ปีมาประกอบด้วย

ถ้าเป็นฟิล์มยี่ห้ออื่น ๆ เช่น Lamina หรือ 3M ก็ต้องมีใบรับประกันเช่นกันครับ

แต่ถ้าเรายังไม่ได้ติดฟิล์มกับศูนย์ หรือติดฟิล์มโนเนม ก็จะไม่ได้ใบรับประกันนะครับ

บัตรรับประกันพ่นสนิม

 

เป็นอีกหนึ่งของแถมที่เบียร์ได้รับจากศูนย์แห่งนี้ จึงมีเอกสารตัวนี้ประกอบด้วย ซึ่งเบียร์ต้องขับรถไปทุก ๆ 4 เดือนเป็นระยะเวลาประมาณ 3 ปี เพื่อไปทำการตรวจเช็คสนิมและเคลือบสีรถยนต์นั่นเอง โดยมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มครั้งละ 600 บาทด้วย

มีวันนัดหมายเสร็จสรรพ


 

หลังจากตรวจสอบอุปกรณ์ทั้งหมดเสร็จแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลาเจอน้อง March ตัวจริงแล้วครับ

เชื่อไหมครับ ตอนที่ภาพนี้ปรากฎขึ้น ความเบื่อ ความเครียด ความเซ็ง ที่เกิดจากการรอคอยมา 100 กว่าวัน ก็มลายหายไปทันที

 

มาดูด้านข้างกันครับ

 

เบียร์ยิ้มแฉ่งทันทีที่เห็นรถ เซลล์สาวนำใบรับและส่งมอบรถยนต์มาให้เบียร์ 1 ใบ เพื่อทำการตรวจสภาพรถก่อนรับมอบ โดยในใบมีรายละเอียดอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ควรตรวจสอบ เบียร์จึงทำการตรวจรถก่อนส่งมอบทันที

เริ่มที่ด้านหน้าก่อน

 

– อย่างแรกคือไล่ดูสีไปให้ทั่ว ว่ามีตรงไหนบกพร่องไหม
– ดูป้ายทะเบียน ว่าแท้หรือไม่ ด้วยการดูสัญลักษณ์ “ขส” ที่มุมล่างขวา และการติดตั้งป้ายทะเบียนกับกรอบป้ายที่ศูนย์แถมมาแน่นหนาดีหรือเปล่า
– ตรวจดูการติดตั้งกระจังหน้าโครเมียมที่เบียร์สั่งเป็นของแต่งไว้ ว่าติดตั้งเรียบร้อย สวยงามดีหรือเปล่า
– ลองก้มลงดูด้านล่าง ว่ามีอะไรผิดปกติไหม เพราะเราไม่ใช่ช่าง ดังนั้น แค่มอง ๆ ดูว่ามีอะไรห้อยลงมาแปลก ๆ ไหม หรือมีสนิมติดตรงไหนหรือเปล่า ซึ่งถ้าสงสัยตรงจุดไหน ก็ถามเซลล์ได้ทันที

แต่ถ้าเพื่อน ๆ แต่งตัวสวย ๆ งาม หรือชุดที่ไม่อำนวยความสะดวกในการก้ม ก็สามารถใช้บริการลูก ๆ หลาน ๆ อย่างเบียร์ได้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์

 

แดงแท้แน่นอนค่ะ พี่เบียร์

 

ด้านหน้าเรียบร้อยแล้ว มาต่อส่วนอื่น ๆ กันเลยครับ

 

เริ่มที่ด้านบนสุดก่อน ซื้อน้อง March ต้องมี 2 สิ่งนี้ครับ คือ
1. เสาวิทยุ สามารถถอดเข้า-ออกได้ แต่ไม่สามารถปรับขึ้น-ลงได้ ตรวจดูว่าเค้าติดมาให้เราหรือเปล่า แล้วไขแน่นไหม
2. ลายบูมเมอแรงบนหลังคา

 

ขาดไม่ได้นะครับ สำหรับลายนี้ นิสสันหรือสื่อมวลชนอาจจะบอกว่า ลายนี้มีไว้เพื่อลดเสียงในห้องโดยสารหรืออย่างไรก็แล้วแต่ เบียร์ไม่สน

แต่เบียร์สนใจอย่างเดียวคือ ถ้ามีลายบูมเมอแรงแล้วละก็ แปลได้ว่า เงินจำนวนมากที่เราจ่ายให้กับ March ไป เราจะได้คืนกลับมาเหมือนเดิม

เหมือนที่ป้าเบิร์ดเคยร้องไว้ไงครับ

“ก็เพราะว่า March เป็นอย่างบูมเมอแรง ขว้างเงินไปยิ่งแรง ยิ่งกลับมาเร็ว”

เง้อออ แบบนี้ก็ได้หรอออออ

———————————–

จากข้างบนขอลงมาสู่ด้านล่างเลยแล้วกัน หลังจากเล่นมาลัยเสี่ยงรัก จนหมดต้น ใช้เวลารอกว่า 100 วันให้เป็นประโยชน์ที่สุด

Dunlop
Maxxis
Dunlop
Maxxis
Dunlop

มาลัยหมดที่ Dunlop เป็นตัวสุดท้าย ซึ่งแม่นแฮะ น่าจะเอาไปแข่งกับหมึกพอลดู

 

จริง ๆ แล้วยางทั้ง 2 ยี่ห้อ คุณภาพก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่หรอกนะครับ ไม่งั้นนิสสันเค้าคงไม่เลือกมาให้คุณแน่ ๆ

แต่หลังจากที่ทราบข่าวว่าในรุ่น V และ VL ที่ได้ล้อ Mag ขนาด 15 นิ้ว จะมียาง 2 ยี่ห้อนี้มาให้ลุ้นกันเล่น ๆ เบียร์ก็ถือโอกาสหาอะไรสนุก ๆ ทำระหว่างการรอคอยอันยาวนานนั่นเอง

รุ่นของยางครับ

 

ดูสิ ผลิตมาเมื่อไหร่เนี่ย

 

ตัวเลขนี้สำคัญนะครับ เพราะถ้ายางผลิตมานานแล้ว อายุการใช้งานจะน้อยลง ซึ่งแน่นอน มันอันตรายมาก ๆ ครับ กับอุปกรณ์ที่สัมผัสพื้นถนนตลอดเวลา

แล้วดูอย่างไรละ?

ยางทุกเส้นจะระบุตัวเลข 4 ตัวนี้นะครับ อย่างของผมคือ 1910

2 ตัวแรก = สัปดาห์
2 ตัวหลัง = ปี ค.ศ.

นั่นหมายความว่า ยางที่ติดรถ March ของผมนั้น ผลิตในสัปดาห์ที่ 19 ปี 2010

ซึ่งสัปดาห์ที่ 19 คือช่วงวันที่ 9 – 15 พฤษภาคม 2010 หรือ 2553 นั่นเอง

ถ้าแบบนี้ก็สบายใจได้ครับ

อีกอย่าง เวลาเพื่อน ๆ ไปเปลี่ยนยางใหม่ตามร้านต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนล้อ Mag ใหม่พร้อมยาง หรือเปลี่ยนยางตามปกติ ให้ขอดูเลขนี้กับร้านค้าก่อนนะครับ เพื่อความมั่นใจว่าเราจะได้ยางใหม่จริง ๆ

กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว

 

เป็นของแต่งจากศูนย์นิสสันครับ วิธีตรวจสไตล์เบียร์ก็ง่าย ๆ ดูการติดตั้งว่าเรียบร้อยดีไหม ที่สำคัญลองขยับกระจกมองข้างดูด้วยว่าแน่นหนาดีหรือเปล่า เพราะเมื่อเรามาติดกระจกมองข้างมีไฟเลี้ยวของศูนย์แล้ว ช่างต้องถอดกระจกมองข้างออกมา ดังนั้น ถ้าช่างติดตั้งกลับไม่แน่นพอ โอกาสหลุดมีสูงครับ

ที่สำคัญ เราต้องลองเปิดไฟเลี้ยวดูด้วย ว่าติดไหม แต่ตอนนี้เบียร์ยังไม่ทดสอบครับ ไว้ทดสอบตอนเปิดไฟเลี้ยวพร้อมกันทีเดียวเลยดีกว่า

เสร็จแล้ว เดินมาดูด้านหลังสักหน่อย

 

ด้านบน มีสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรค เป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีมาให้ทุกรุ่นนะครับ ตั้งแต่ S – VL

 

ถัดมาดูที่กระจกหลัง มีที่ปัดน้ำฝนมาให้ ซึ่งที่ปัดน้ำฝนด้านหลังมีให้ทุกรุ่น ยกเว้น รุ่น S เท่านั้นครับ

ซึ่งมีที่ฉีดน้ำกระจกหลังให้ด้วย ซ่อนอยู่ตรงสปอยเลอร์หลังครับ

 

ถัดลงมา มีโลโก้ Nissan ขนาดใหญ่ เงางามแวววับอยู่ คงไม่ต้องตรวจอะไรมาก เพราะถ้าเค้าไม่ใส่ให้ ก็แปลกแล้ว ดังนั้น ข้ามไปได้เลยครับ

เรามาดูตัวต่อไปดีกว่าครับ

 

ตัวนี้ คือ ปุ่มปลดล็อค / ปุ่มล็อค ประตูนั่นเอง ซึ่งถ้าเรามีกุญแจอัจฉริยะอยู่กับตัว เพียงเรากดปุ่มนี้ ประตูทั้ง 5 บาน ก็จะสามารถเปิดได้ และเมื่อต้องการล็อคประตู ก็กดอีกที ประตูทั้ง 5 บานก็จะล็อคทั้งหมดเช่นกัน

ซึ่งปุ่มนี้มีเฉพาะรุ่น EL และ VL เท่านั้นนะครับ

ส่วนรุ่น S , E (ทั้ง MT และ CVT) จะเป็นรูกุญแจให้ไขออกแทน

และรุ่น V จะไม่มีปุ่มนี้และรูกุญแจให้ปลด Lock เพราะรุ่น V นิสสันให้รีโมทมาด้วยนั่นเอง

รายละเอียดนี้ดูได้ที่รีวิว “ดูยังไงว่า March คันไหนเป็นรุ่นไหน”

ถัดลงมาจากปุ่มยางสีดำ ก็จะเจอกับที่เปิดประตูหลังนั่นเอง ซึ่งนิสสันมักเอาใจลูกค้ามือใหญ่มาแต่ไหน แต่ไหนแต่ไรอยู่แล้ว สังเกตได้จากรถนิสสันใหม่ ๆ แทบทุกรุ่น จะมีมือเปิดที่กว้างขวางใหญ่โตจริง ๆ

 

โดยส่วนตัว เบียร์ชอบมาก ๆ เพราะเปิดได้สะดวกครับ

ต่อจากนั้น เหลือบสายตามาทางซ้าย จะเห็น Logo ของ MARCH

 

โยกจากซ้าย ย้ายไปขวา เจอกับโลโก้ระบุเกียร์ครับ

 

ซึ่งโลโกแบบนี้จะติดอยู่ในรุ่นเกียร์ CVT ทุกรุ่นนะครับ ตั้งแต่ E CVT – VL CVT

ส่วน March เกียร์ธรรมดาคือ รุ่น S MT และ E MT จะมีโลโก้ลักษณะเดียวกัน แต่ไม่มีคำว่า XTRONIC CVT ครับ จะเหลือเพียง PURE DRIVE เท่านั้น

ไล่ลงมาด้านล่าง จะพบกับจุดสีดำ 4 จุด

 

เจ้าจุดดำเหล่านี้ คือ เซ็นเซอร์ถอยหลังนั่นเอง โดย March รุ่น EL และ VL จะได้มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานนะครับ

ต่อด้วยการตรวจป้ายทะเบียนเหมือนด้านหน้า และสุดท้ายจบที่ปลายท่อไอเสียแสตนเลส

 

ซึ่งปลายท่อนี้ เบียร์ได้เป็นของแถมมาจากเซลล์นะครับ

 

ดูมารอบคันแล้ว แต่ขาดไปอีกอย่าง คือ กระจกทั้ง 6 บาน ดังนั้นก่อนจะเข้าข้างใน สำรวจกระจกกันก่อนครับ ว่าสภาพปกติไหม ถ้าเรียบร้อยดี ก็เตรียมพร้อมเข้าด้านในได้แล้วครับ

แต่ก่อนจะเข้าได้ เราต้องปลดล็อคประตูรถก่อนนะครับ โดยมี 2 วิธีดังนี้

1. กดปุ่มปลดล็อค(ปุ่มกลาง) ที่รีโมท แล้วเปิดประตูได้เลยทั้ง 5 บาน
2. ในกรณีที่กุญแจอยู่กับตัว จะอยู่ตรงไหนก็ได้ เช่น ในมือ ในกระเป๋าเสื้อ ในกระเป๋ากางเกง หรือในกระเป๋าถือของสาว ๆ เราก็กดปุ่มยางสีดำดังนี้ 1 ทีครับ

 

ซึ่งปุ่มนี้มีอยู่ 3 จุด คือ
1. ประตูหน้าขวา

 

2. ประตูหน้าซ้าย

 

3. ประตูหลัง

 

และไม่ว่าจะเลือกปลด Lock ด้วยวิธีใด ก็จะมีเสียง “ปี๊ป ปี๊ป” ดังขึ้น 2 ครั้ง พร้อมไฟฉุกเฉินกระพริบ 2 ที เป็นอันว่าสามารถเปิดประตูได้ทุกบานแล้ว

 

ซึ่งเสียง“ปี๊ป ปี๊ป” นี้เบียร์ชอบมากมายครับ มันฟังดูหรูดี เสียงคล้ายกับรถคันละล้านครึ่งเลย ทั้ง ๆ ที่ราคาแค่ครึ่งล้าน

เมื่อเปิดประตูได้แล้ว ก็ลองสำรวจสภาพด้านในดูครับ ว่างานเรียบร้อยไหม มีอะไรผิดปกติหรือเปล่า ซึ่ง March ทุกรุ่นไม่มีเบาะหนังนะครับ ยกเว้นก่อนวันรับรถ คุณจะให้เซลล์ติดมาให้ก่อน

ส่วนเบียร์ยกหน้าที่ให้สาวน้อยคนนี้ช่วยสำรวจแทนครับ

 

หนูขอยืนยันค่ะ ว่านั่งสบายมาก ๆ

 

ปล่อยให้น้องเค้าตรวจด้านหลังไป เบียร์ขอไปดูด้านหน้าก่อนดีกว่า พอเปิดประตูมาปั๊ป บันไดเรืองแสงก็โชว์ขึ้นมาก่อนเลย

 

ในรูปอาจจะไม่สวยจับใจ ตามสไตล์กล้องมือถือ แต่ของจริง ขอบอกว่าสวยมาก ๆ ครับ ถูกใจเป็นที่สุด ซึ่งบันไดเรืองแสงเป็นของแต่งจากศูนย์นะครับ ไม่ใช่อุปกรณ์มาตรฐานแต่ประการใด

โดยจะเรืองแสงเพียง 2 ประตูคู่หน้า ส่วนคู่หลังเป็นแบบธรรมดาครับ
ประตูหลังซ้าย

 

ประตูหลังขวา

 

เบียร์ก้าวตัวเข้าไปนั่งในรถ ปรากฎว่า น้อง March ก็ส่งมอบรอยยิ้มพิมพ์ใจให้เบียร์ถึง 5 ยิ้มด้วยกัน นั่งแล้วมีความสุขยังไงไม่รู้ครับ

ยิ้มที่ 1 @คอนโซล (มีบอกรักด้วยนะ)

 

ยิ้มที่ 2 และยิ้มที่ 3 @ เสากลางประตูทั้ง 2 ด้าน

 

ยิ้มที่ 4 และยิ้มที่ 5 @เสาประตูหลังทั้ง 2 ด้าน

 

ในที่นั่งคนขับ เบียร์มองไปด้านบน พบกับที่บังแดดอยู่ จึงดึงลงมาดูซิ

 

ว้าวว มีกระจกแต่งหน้าด้วย แต่ไม่มีไฟ

 

แล้วด้านคนนั่งละ

 

อุ๊บส์ มีคำเตือนด้วย

 

อ้าว ทำไมไม่มีกระจกให้แฟนเบียร์อ่ะ

 

ส่วนตรงกลางเป็นไฟในรถ มี 3 ดวง

 

โดยปกติไฟจะทำงานพร้อมกันทั้ง 3 ดวงครับ สว่างมาก ๆ แต่ทีนี้ เวลาเราขับรถยามค่ำคืน สามารถเปิดไฟข้างซ้ายหรือข้างขวาแยกกันได้

เช่น คนขับอยากเปิดดูแผนที่ ก็เปิดแต่ข้างของตัวเองได้ (ว๊ายยย เค้าใช้ GPS กันแล้ว เช้ยยย เชย)
หรือถ้าคนนั่งอยากเปิดอ่านหนังสือ ก็สามารถทำได้เช่นกัน โดยสังเกตนะครับ ถ้าเรากดไปตรงที่มีขีด 4 ขีด คือ เปิดไฟ ส่วนด้านที่เป็นรูปวงกลม คือ ปิดไฟนั่นเอง

ส่วนตรงกลาง จะมี 3 ระดับ คือ
1. รูปวงกลม คือ ปิดไฟทั้งหมด
2. รูปประตู คือ ไฟจะเปิดเวลาเราเปิดประตู หรือประตูปิดไม่สนิท
3. รูปขีด 5 ขีด คล้ายพระอาทิตย์ คือ เปิดไฟทั้ง 3 ดวงเลย

ซึ่งปุ่มเปิด-ปิด ไม่สัมผัสแล้วไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควรนะครับ ยังไงเบา ๆ มือกันบ้าง เดี๋ยวจะได้เคลมก่อนกำหนด

แต่ทีนี้ เท่าที่ลองใช้งานดู ไม่ได้แตกต่างมากครับ เปิดไฟด้านคนนั่ง มันก็ไม่ได้สว่างแค่คนนั่ง มันก็เผื่อแผ่มาตรงกลางจนจะถึงคนขับอยู่ดีครับ

ถัดจากไฟเก๋ง เบียร์สอดสายตามองหากล่องเก็บแว่นตา ซึ่งควรจะมีอยู่ในตำแหน่งใกล้ ๆ กัน กลับไม่เจอครับ น่าเสียดายมาก ๆ น่าจะใส่มาให้ด้วย

เลยก้มหน้าลงนิดหน่อย ก็เจอกับ กระจกมองหลัง

 

เจ้าปุ่มตรงกลางกระจกมองหลัง คือ ปุ่มปรับระดับนะครับ มีไว้เพื่อลดแสงไฟจากรถคันหลังในยามค่ำคืน
เช่น คุณกำลังขับรถอยู่กลางดึก มีรถตามหลังมา เปิดไฟสูงจนแสบตา คุณก็กดปุ่มนี้ไปด้านหน้า กระจกจะลดระดับลงมาอีกระดับนึง เพื่อลดแสงที่สะท้อนเข้าตาเรา

ทีนี้ เราก็สบายตาขึ้นเยอะครับ และมองกระจกหลังได้ชัดเจนขึ้นนั่นเอง

ก้มลงมาดูด้านล่างบริเวณเท้าเรากันบ้าง

 

ด้านซ้ายมือมีที่พักเท้ามาให้ ซึ่งจะว่าไป เท้าซ้ายเบียร์ก็ไม่ได้ไปพักตรงนั้นตลอดหรอกครับ ขยับไปขยับมาตามจังหวะดนตรีอยู่แล้ว

ส่วนพื้นด้านขวาบริเวณคันเร่ง มีลักษณะนูนขึ้นมา ไม่ทราบว่าทำมาเพื่ออะไร หรือข้างล่างจะเป็นกล่องอะไร อันนี้ก็ยังไม่เข้าใจเหมือนกัน แต่อย่างน้อย มันก็ไม่ได้สร้างความรำคาญให้กับเบียร์ เท่านี้ก็พอใจแล้วครับ

ผ้ายางปูพื้น

 

ตรวจดู ให้มาครบถ้วนทุกที่นั่งครับ

(ไม่สวยเลย อยากได้พรมอ่ะ T_T)

และนึกขึ้นมาได้ เบียร์จึงรีบกดเพื่อจะเช็คไมล์รถว่าอยู่ที่เท่าไหร่ ปรากฎว่าอยู่ที่ 14 กิโลเมตรเท่านั้นครับ

 

กำลังดูเพลิน ๆ หน้าจอก็เปลี่ยนเป็นรูปนี้ครับ

 

โห นิสสันใจร้าย ไม่ใส่น้ำมันมาให้บ้างเลย

เห็นขีดน้ำมันแล้วเซ็งเป็ดเห็ดสดจริง ๆ ไม่รู้จะงกไปถึงไหน

——————————-

ด้วยความเห่อรถ ก่อนมารับรถ เบียร์ก็เพิ่งไปถอยแว่นกันแดดอันใหม่มาใช้ด้วย เลือกสีให้เข้ากับรถที่สุดเลยนะเนี่ย

 

แต่ดั๊นน ไม่มีช่องเก็บแว่นเหมือนคันเก่า ก็เลยมาใส่ไว้ในนี้แล้วกัน หุหุ

 

สำหรับช่องนี้ ถ้าใครเล่นเครื่องเสียงก็เอาแอมป์มายัดกันได้นะครับ เห็นว่าใส่ได้พอดีเลยทีเดียว เหมือนมันเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ยังไง ยังงั้นเลย

เปิดลิ้นชักมา ก็ลึกดี แต่ไม่ใหญ่มาก ซึ่งเบียร์ก็จับแทบทุกสิ่งอย่างใส่ไปในนี้แหล่ะ

 

นิสสันยังแอบใส่ช่องหนีบบัตรมาให้ด้วย ก็เลยเป็นที่เหน็บนามบัตรไปโดยปริยาย

 

ปิดลิ้นชักไปก่อน นึกขึ้นมาได้ ยังไม่ได้ตรวจของแถมสำคัญ อย่างฟิล์มเลย

ดูสิ ถูกยี่ห้อและถูก spec ไหม เริ่มที่กระจกหน้า

 

ปรากฎว่า เบียร์ได้รุ่น R10 มา ซึ่งผิด spec ที่สั่งไป คือ ต้องการ R60 แต่ดู ๆ แล้ว มันก็ไม่ได้น่าเกลียดมาก พอใช้ได้ ก็เลยปล่อยผ่านไป

กระจกด้านข้าง

 

เอ้า! ผิด spec เหมือนกัน ฉันขอ R80 ให้มา R70 ตกเลขหรือไง!!!

กระจกหลัง

 

และแน่นอน ผิด spec อยู่แล้ว!!

———————

มาดูตรงกลางดีก่า เจอช่องแอร์รถ ปอ. กับไฟฉุกเฉิน

 

มองแล้วเหมือนนกฮูกจริง ๆ เลย

เจ้าช่องแอร์แบบรถ ปอ. มักจะโดนผู้คนแอบแซวกันอยู่ประจำ แต่เบียร์กลับชอบนะครับ เพราะมันใช้งานได้ง่ายมากกกกกกกกกกกกกกกกกกก จะปิด จะเปิด จะหมุนไปหาใคร ไปบน ไปล่าง ง่ายสุด ๆ ไม่เหมือนช่องแอร์ทรงสี่เหลี่ยม ซึ่งดูควบคุมยากกว่ายังไงไม่รู้

ที่สำคัญ ลมออกมาง่ายมาก แบบเดียวกับที่ทำให้รถปรับอากาศสาธารณะอย่างรถเมล์ ปอ. นั่นแหล่ะ

ส่วนเจ้าไฟฉุกเฉิน ใช้งานสะดวกมากครับ เบียร์ชอบนะที่มันแยกออกมาเดี่ยว ๆ แบบนี้ เวลาจะจอดรถชั่วคราวหรือช่วงเร่งรีบ หรือกำลังจะถอยรถ เวลาไปตามห้างสรรพสินค้าที่มีผู้คนจ้องหาที่จอดรถกันมากมาย มันกดง่ายมาก ไม่ต้องมาเสียเวลาหาตำแหน่งเหมือนรถคันเก่า (ที่ยี่ห้อ Nissan เหมือนกัน)

ถัดลงมาเป็นวิทยุสีเงินที่มีรอยยิ้มนั่นแหล่ะ

 

วิทยุตัวนี้ รองรับการใช้งานอยู่ 4 โหมดครับ

1. วิทยุ FM
2. วิทยุ AM
3. CD
4. AUX

ซึ่งถ้าเราจะใช้โหมดไหน ก็กดปุ่มที่โหมดนั้นได้เลย

แต่ก่อนอื่นมาเปิดวิทยุกันก่อนครับ ด้วยการกดปุ่มตรงกลางที่อยู่ในรอยยิ้มสีส้ม 1 ทีครับ (ถ้ากดซ้ำอีก 1 ที ก็คือ ปิด)

ปุ่มนี้ยังใช้ปรับระดับเสียงอีกด้วย ด้วยการหมุนซ้าย-ขวาตามใจชอบเลยครับ

มาดูกันทีละโหมดครับ

1. FM

สำหรับวิทยุ FM การใข้งานจะยุ่งยากหน่อย ตอนตั้งสถานี ลำบากนิดหน่อย ต่อไปก็สบายครับ ซึ่งในส่วน FM สามารถตั้งความจำได้ถึง 12 สถานี

ซึ่งถ้าเรากดปุ่ม FM 1 ครั้ง ก็จะเป็น FM1 มี 6 สถานี
พอกดปุ่ม FM อีกครั้ง ก็จะเป็น FM2 มีอีก 6 สถานีครับ

มาเล่นกันดีกว่าครับ

เริ่มด้วยกด FM 1 ครั้ง ก็จะเข้าสู่โหมดวิทยุ FM แล้วครับ ทีนี้การเลือกคลื่นวิทยุมี 3 แบบครับ

1. ปุ่ม SEEK TRACK ด้านบน สำหรับการหาคลื่นอัตโนมัติ
2. ปุ่ม Tune Folder ด้านล่าง สำหรับการเลือกคลื่นตามความถี่ด้วยตัวเอง
3. ปุ่ม SCAN อยู่ตรงกลาง สำหรับการหาคลื่นอัตโนมัติ และขอทดลองฟังแป๊ปนึง ระบบจะเล่นให้ประมาณ 5 วินาที ถึงจะหาคลื่นต่อไปให้

 

โดยปุ่มที่ 1 และ 2 นี้จะมีให้กดซ้ายหรือขวา ถ้ากดขวา ก็จะวิ่งจากเลขน้อยไปหามาก เช่น 88 ไป 89 ไป 90 เป็นต้น

ในทางกลับกัน ถ้ากดปุ่มซ้าย ก็จะวิ่งจากมากไปหาน้อย เช่น 100 ไป 99 ไป 98 เช่นกัน

ซึ่งปุ่มแรกกด 1 ที มันก็จะวิ่งไปจนกว่าจะเจอสัญญาณที่จับได้ ก็จะหยุดให้เราเลย

ส่วนปุ่มที่ 2 จะเป็นแบบเลือกสัญญาณเอง ถ้าเรากด 1 ที มันก็จะเปลี่ยนทีละ 0.5 เช่น จากเดิมอยู่ที่ 88.0 ก็จะเป็น 88.05 – 88.10 – 88.15 – 88.20 ตามลำดับครับ

มาถึงเจ้าปุ่มที่ 3 คือ ปุ่ม scan ปุ่มนี้ จะเหมือนปุ่มที่ 1 เพียงแต่ว่า เมื่อเรากดปุ่ม scan ไป 1 ที มันจะวิ่งหาคลื่นอัตโนมัติ และเมื่อจับสัญญาณได้แล้ว ก็จะหยุดเล่นให้เราฟังเป็นตัวอย่าง เพียง 5 วินาทีเท่านั้น ก็จะวิ่งหาคลื่นใหม่ต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

และถ้าเราเจอคลื่นที่ชอบ เปิดเพลงที่ใช่ ก็กด scan อีก 1 ที เพื่อหยุดหัวใจไว้ที่คลื่นนั้นทันทีครับ

เป็นปุ่มที่เหมาะสำหรับคนขับมากๆ ครับ เพราะไม่ต้องมานั่งกดทีละปุ่ม ปล่อยให้เจ้าวิทยุหาให้เองเสร็จสรรพ

 

แต่สำหรับมือใหม่หัดขับ ต้องทราบไว้อย่างนะครับ ว่า option นี้ มันไม่ได้เลิศหรู perfect สะดวกสบายล้านแปดมาก เพราะว่า การหาคลื่นอัตโนมัติ มักจะจับสัญญาณที่ชัดแจ๋วจริง ๆ ถึงจะหยุดให้ มันไม่ได้หยุดทุกครั้งที่มีสถานีวิทยุอยู่ครับ

ตัวอย่างเช่น เราอยากฟังคลื่น 97.75 เนี่ย เวลามันวิ่งไปแถวนั้น มันไม่ได้หยุดให้นะครับ ทั้ง ๆ ที่เวลาเราเลือกกดเอง ก็มีคลื่นนั้นอยู่ และฟังได้ปกติ

นั่นเป็นเพราะว่า คลื่นที่ส่งมานั้นไม่แรงพอให้ตัวจับสัญญาณจับได้เท่านั้นเอง

เมื่อเราเจอคลื่นวิทยุที่ชอบแล้ว วิธีบันทึกมี 2 แบบนะครับ

1. กดเลือกเอง
2. ให้วิทยุเลือกให้

 

มาดูแบบแรกกันก่อน

ถ้าเราต้องการบันทึกเอง เพื่อจดจำ เช่น สถานีที่ 1 คลื่น 88.0 สถานีที่ 2 คลื่น 89.0 เราก็บันทึกด้วยการกดปุ่มตัวเลข (1-6) ที่ต้องการค้างไว้ เวลาคลื่นนั้นเล่นอยู่

ตามตัวอย่าง เบียร์ก็หาคลื่น 88.0 ก่อน แล้วก็กดเลข 1 ค้างไว้แป๊ปนึง
เสร็จแล้ว เลือกคลื่นไปที่ 89.0 แล้วก็กดเลข 2 ค้างไว้แป๊ปนึง

ทำไปเรื่อย ๆ จนครบ ต่อไปเราก็สามารถเลือกสถานีโปรดได้ตามหมายเลขที่ตั้งไว้เลย

ส่วนแบบที่ 2 จะเป็นแบบ อัตโนมัติ โดยการกดปุ่ม Auto.P ที่อยู่ตรงกลางค้างไว้จนได้ยินเสียงปี๊ป 1 ที ก็รอสักพัก คราวนี้ระบบก็จะบันทึกสถานีวิทยุชัดแจ๋ว 6 สถานีมาให้เราทันทีครับ

คล้าย ๆ กับเราพาลูกค้าไปร้านอาหาร แล้วบ๋อยมาถามว่า
“รับอะไรดีครับ”

แต่เราดันนึกไม่ออก ชีวิตมีแต่อาหารสิ้นคิดอย่างกระเพราไก่ไข่ดาว ลูกค้าก็ไม่ออกความเห็น จะรอกินอย่างเดียว แล้วจะทำไงดีละ? เพื่อไม่ให้เสียหน้า ก็เลยตอบไปว่า

“มีอะไรแนะนำไหมน้อง จัดมาสัก 6 อย่างซิ”

ซึ่งก็เป็นกรณีเดียวกัน คลื่นวิทยุจะจัดมาให้คุณถึง 6 สถานี

แต่ข้อเสีย คือ มันมักจะมาในสถานีที่ไม่ต้องการเนี่ยสิ

ดังนั้น คุณสามารถบันทึกเองได้นะครับในส่วนโควต้าอีก 6 สถานี เท่ากับว่า จะทำให้เราบันทึก FM ได้ถึง 18 สถานีเลยทีเดียว

วิธีก็คือ ให้เรากดปุ่ม Auto.P 1 ครั้ง ก็จะเข้าสู่โหมด Auto Preset นั่นเอง

ทีนี้เราก็เลือกสถานีวิทยุตามขั้นตอนด้านบนมาก่อน แล้วก็ใช้วิธีแรก คือ กดตัวเลขที่ต้องการ (1-6) ค้างไว้ ก็จะได้มาแบบง่าย ๆ เลยครับ อีก 6 สถานี

2. AM

คงไม่ต้องไปเอ่ยถึงมากครับ ไม่ใช่แค่น้อยคนที่จะฟัง AM นะครับ แต่การใช้งานเหมือน FM ทุกประการเลยทีเดียวเชียวแหล่ะ เพียงแต่ AM มีหมวดเดียวคือ AM1 บันทึกได้ 6 สถานี

และแน่นอนว่า ไปขอโควต้าเพิ่มจาก Auto P ได้อีก 6 สถานี รวมเป็น 12 สถานีครับ

3. CD

หมวดนี้สามารถฟังเพลงที่เป็น CD เพลง และ MP3 ที่เรา write แผ่นเองได้ครับ ยกเว้นแผ่น DVD เท่านั้น

เมื่อกี้เราฟังวิทยุอยู่ คราวนี้มาทดสอบ CD เบียร์ก็กดปุ่ม CD ด้านบน 1 ทีครับ ก็จะเข้าสู่โหมด CD นั่นเอง

วันนี้เบียร์ write แผ่น MP3 มาด้วย ซึ่งการใส่แผ่นก็ไม่ยากครับ หยอดลงไปที่ช่องว่างยาว ๆ นั้นเลย วิทยุจะดูดแผ่นลงไปอย่างรวดเร็วครับ

ทีนี้เพลงแรกจะถูกเล่นโดยอัตโนมัติครับ ถ้าต้องการเปลี่ยนเพลงก็กดปุ่ม SEEK TRACK ไปทางซ้ายหรือขวาตามใจชอบครับ

ถ้าทางซ้ายก็ย้อนกลับไปเพลงที่แล้ว
ถ้าทางขวาก็เล่นเพลงถัดไปทันที

ส่วนปุ่ม SCAN ก็เช่นกันครับ กดปุ่มนี้ 1 ที ระบบจะเล่นเพลงละ 10 วินาที เป็นตัวอย่าง แล้วเล่นเพลงถัดไปทันทีอย่างต่อเนื่อง

เหมาะสำหรับคนขับรถที่อยากหาเพลงโปรดฟังครับ ให้ระบบมันทำงานให้ เราจะได้ไม่เสียสมาธิ พอหูได้ยินเพลงที่ต้องการ เราก็กดปุ่ม SCAN ซ้ำอีกครั้ง มันก็จะหยุดค้นหา และเล่นเพลงนั้นให้เราฟังจนจบครับ

ซึ่งในโหมด CD นี้ เราจะไม่ได้ไปยุ่งกับปุ่มตัวเลข 1-6 และ Auto.P เลย เพราะโหมดนั้นเป็นของวิทยุอย่างเดียว แต่เราจะได้เล่นอีก 2 ปุ่มครับ คือ RDM และ RPT

มาดู RDM กันก่อน

RDM ย่อมาจาก Random ครับ หรือการ ”สุ่ม” นั่นเอง

เมื่อเรากดปุ่มนี้ 1 ที หน้าจอจะขึ้นว่า RDM Disc

คราวนี้ เวลาเพลงจบ ระบบก็จะสุ่มหาเพลงอื่น ๆ ในแผ่นนั้น แล้วเล่นให้ ไม่เรียงตามลำดับปกติ

ถ้าเราเป็นแผ่น MP3 ที่ทำแยกโฟลเดอร์ไว้ สามารถกดปุ่ม RDM อีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนโหมดให้เป็น RDM Folder ซึ่งระบบจะเล่นสุ่มเฉพาะใน Folder นั้น ไม่วนไปหา Folder อื่น

ปุ่มถัดมาคือ RPT ซึ่งย่อมาจาก Repeat หรือ “เล่นซ้ำ”นั่นเอง

โดยปกติ เราจะอยู่ในโหมด RPT Disc อยู่แล้ว นั่นก็หมายถึงเล่นซ้ำในแผ่นนั้น ๆ วนไปเรื่อย ๆ ไม่มีการหยุด

แต่ถ้าคุณกด RPT อีก 1 ที ก็จะกลายเป็นโหมด RPT Track หรือเล่นซ้ำเฉพาะเพลงนั้น เพลงเดียว

ในส่วน MP3 จะมี Option เสริมให้เลือกอีก 1 โหมด คือ RPT Folder

นั่นหมายถึงว่า แผ่นจะเล่นซ้ำเฉพาะใน Folder นั้น ๆ ไม่วนไปหา Folder อื่น ๆ

ซึ่งทั้งหมดนี้ เราสามารถดูสถานะ RPT RDM ได้ในหน้าจอวิทยุ ซึ่งมันจะรายงานให้ทราบตลอดครับ

4. AUX

โหมดนี้สำหรับการต่ออุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ที่มีรูหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 ม.ม.

ถ้าต้องการเล่นโหมดนี้ คุณต้องมีสายเชื่อมต่อกันก่อนนะครับ

เบียร์เองไปสอยสายนี้มาได้ในส่วนคลองถม ห้างซีคอน ความยาว 1 เมตร ราคา 40 บาท

 

โดยเราสามารถเลือกความยาวของสายได้นะครับ โดยดูคร่าวๆ ว่าเราจะวางอุปกรณ์ไว้ที่ไหน จะเลือกยาว ๆ เผื่อคนข้างหลังก็แล้วแต่ศรัทธานะครับ

หน้าตาหัวต่อจะเหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง

 

โดยปลายข้างหนึ่งจะมาเสียบที่รูนี้

 

เสียบเข้าไปเลยแบบนี้

 

แล้วเราก็เลือกโหมด AUX ด้วยการกดปุ่ม AUX อีกทีครับ

หลังจากนั้นก็เสียบปลายอีกข้างเข้ากับมือถือหรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่เรามี
เบียร์ทดลองเสียบกับ Window Phone ของเบียร์ และเปิดเพลงในมือถือเล่น

 

โอเค ผ่านครับ มาลองกับ iPhone บ้าง

 

ฟังได้เช่นกัน ซึ่งการใช้โหมด AUX นี้ คุณต้องควบคุมการเล่นเพลงทั้งหมดผ่านอุปกรณ์นั้น ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเลือกเพลง เปลี่ยนเพลง หรือหยุดเพลง

วิทยุจะไม่สามารถควบคุมเพลงได้เลย ยกเว้นการปรับเสียงเท่านั้น

ปุ่มอื่น ๆ
นอกจากโหมดดังกล่าว สิ่งที่จำเป็นสำหรับการฟังวิทยุในรถมีดังนี้ครับ

ปุ่มปิดเสียง

จะเป็นปุ่มที่อยู่เหนือคำว่า Menu เอาไว้เวลาปิดเสียงชั่วคราวครับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Mute ส่วนภาษาไทยอ่านว่า หมูเต๊ะ ครับ จะได้จำง่ายดี (เอาไว้จำเล่น ๆ นะครับ อย่าไปใช้จริง ผิดหลักภาษาอังกฤษครับ)

ในโหมดวิทยุทั้ง FM AM เมื่อเรากดปุ่ม “หมูเต๊ะ”แล้ว มันจะขึ้นว่า Mute ก็คือเงียบเสียงครับ
แต่ถ้าเราฟัง CD อยู่ ปุ่ม”หมูเต๊ะ”นี้ จะกลายเป็นปุ่ม Pause หรือหยุดเล่นเพลงชั่วคราวแทนครับ

ในตำแหน่งเดียว ด้านขวามือ จะเป็นปุ่ม Eject หรือเอาแผ่น CD ออกจากเครื่องนั่นเองครับ

ถัดลงมาจาก Mute ก็จะเป็นปุ่มใหญ่ ๆ อ่านชัดเจนเลยว่า Menu

ปุ่มนี้เอาไว้ตั้งค่าเครื่องเสียงครับ โดยการกดปุ่มนี้ไปทีละครั้ง มันก็จะไล่ไปตามเมนูต่าง ๆ ดังนี้
1. Bass
2. Treble
3. Fader
4. Balance
5. Beep
6. Clock

ปุ่ม Bass กับ Treble ก็ตามคอเพลงเลยครับ จะปรับเบส ปรับอะไรก็ปรับกันไป ด้วยการกดปุ่ม SEEK TRACK ซ้ายหรือขวา ตามใจชอบ

ปุ่ม Fader คือ การปรับเสียงที่ออกลำโพงว่าจะให้มาลำโพงหน้า หรือลำโพงหลังมากน้อยแค่ไหน ด้วยการกดปุ่ม SEEK TRACK ซ้ายหรือขวาเช่นกัน
ซึ่งปุ่มนี้ เบียร์มักจะใช้เวลามีผู้ใหญ่นั่งรถมาด้วย เบียร์ก็จะปรับให้เสียงออกลำโพงคู่ด้านหน้าอย่างเดียว ไม่รบกวนหูผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านหลัง

ปุ่ม Balance คือการปรับเสียงให้ออกลำโพงซ้ายหรือขวามากกว่ากัน ก็ใช้ปุ่ม SEEK TRACK กดซ้ายหรือขวาได้ตามอำเภอใจเลย

ปุ่มนี้เบียร์จะใช้เวลาคนนั่งข้างหลับ ไม่อยากรบกวนโสตประสาทเค้า ด้วยการเลือกให้เสียงเพลงออกจากลำโพงขวา ฝั่งคนขับเพียงอย่างเดียว

ส่วนปุ่ม BEEP ก็สามารถเลือกเพียง On หรือ Off คือ จะปิดเสียง Beep เตือนไหมเท่านั้น ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย

ปุ่มสุดท้าย คือ Clock นั่นคือ เวลาที่วิทยุ

ถ้าเรากดให้มัน Off มันก็จะไม่โชว์เวลาที่หน้าจอ รวมถึง ไม่สามารถตั้งเวลาได้

แต่ถ้าเรากดให้มัน On เมื่อเรากดปุ่ม Menu อีกครั้งหนึ่ง เราก็จะสามารถตั้งเวลาได้ ด้วยการกดปุ่ม SEEK TRACK ซ้ายหรือขวาสำหรับเวลาที่เป็น”ชั่วโมง”

และกดปุ่ม TUNE FOLDER ซ้ายหรือขวา สำหรับเวลาที่เป็น“นาที”

และปุ่มสุดท้าย ก็คือ DISP นั่นก็คือ การตั้งค่าหน้าจอเวลาเล่นเพลงนั่นเอง

โดยในหมวดนี้ สามารถใช้ได้เฉพาะการเล่นเพลงจาก CD เท่านั้นนะครับ

โดยลักษณะการทำงานจะเหมือนปุ่ม Menu คือ กดไล่ไปทีละครั้ง เพื่อเลือก Option ตามที่ต้องการ
ซึ่งในส่วน Disp เป็นการกดเพื่อตั้งค่าหน้าจอว่า จะให้โชว์อะไร ซึ่งตัวเลือกมีดังนี้

1. ชื่อ Folder
2. ชื่ออัลบั้ม
3. ชื่อศิลปิน (Artist)
4. ชื่อเพลง (Song)

ถ้าเราจะให้มันแสดงชื่ออะไร เราก็กดปุ่ม Disp จนถึงโหมดนั้น ก็ปล่อย สักพัก ระบบจะแสดงชื่อนั้น ๆ ขึ้นมาตามที่เราเลือกครับ

สำหรับในส่วนวิทยุหลัก ๆ ก็มีเท่านี้ครับ

คุณภาพเสียง?

สำหรับเบียร์ซึ่งไม่ได้มีหูเทพ และไม่ได้ซีเรียสที่ต้องฟังเพลงจากเครื่องเสียงชั้นดี ถือว่าโอเคเลยครับ เสียงเพราะในระดับการใช้งานปกติ ทั้งซีดี วิทยุ และ AUX เบียร์ก็ถือว่าพอใจเลยทีเดียวละ

จากตอนแรกคิดว่าจะเปลี่ยนเครื่องเสียงใหม่ทันทีที่ออกรถ ก็เลยหยุดความคิดนี้ไว้ก่อนครับ ใช้ไปให้คุ้ม ๆ เงินก่อน ค่อยเปลี่ยนเป็นจอ 2din ก็ยังไม่สาย

แต่ถ้าคุณเป็นนักฟังเพลงขั้นเทพหรือชอบเล่นเครื่องเสียงแล้วละก็ คุณภาพมันคงไม่เหมาะสมกับคุณแน่ ๆ ครับ ดังนั้น ก็หาเปลี่ยนกันตามใจชอบนะครับ

จะว่าไป เพื่อนๆ เคยรำคาญพวกที่ชอบเปิดเบสหนัก ๆ ให้หนวกหูชาวบ้านเค้าไหมครับ ไม่รู้จะเผื่อแผ่ให้คนอื่นฟังทำไม เพลงก็ไม่ได้เพราะ หูก็จะแตก ไม่รู้คิดถึงใจคนอื่นบ้างหรือเปล่า ว่าเค้าไม่ได้อยากฟังเพลงที่พวกคุณเปิดเล้ยยย ให้ตายเถอะ

งานประกวดเครื่องเสียงตาม Motor Show มีก็ไปเปิดซะตรงนั้น โชว์พาวกันให้เต็มที่ ไม่ใช่มาเปิดตามท้องถนนแบบนี้ ไม่ไหวเลยจริง ๆ


 

ถัดจากวิทยุจะเป็นแอร์ครับ ซึ่งในรุ่น V และ VL จะมีหน้าตาแอร์เหมือนกันแบบนี้เลย

 

ซึ่งเจ้าแอร์ตัวนี้ก็ยกมาจากรุ่นพี่ที่จอดอยู่ข้างหน้าอย่าง Nissan Cube นั่นเอง

 

ซึ่งแอร์ดิจิตอลตัวนี้เป็นแบบปรับความเร็วลมอัตโนมัติด้วย นั่นหมายถึงว่า ถ้าเราอยู่ในโหมด Auto ความแรงของพัดลมจะปรับขึ้นหรือลงตามอุณหภูมิในรถขณะนั้น เช่น ถ้าเราเพิ่งขึ้นรถมาท่ามกลางอากาศที่ร้อน ความเร็วลมจะพุ่งไปถึงขีดแรงสุด และสักพักเมื่ออากาศเริ่มเย็นสบายแล้ว ความแรงของลมก็จะลงมาเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งกับมันเลย

มีเพียงสิ่งเดียวที่เราต้องยุ่ง คือ อุณหภูมิ ถ้าต้องการเย็น ๆ ก็ปรับลงไปตามลำดับ หรือถ้าหนาวไป ก็กดปรับให้มันขึ้นมา จะได้ลดความเย็นลงไป

 

โดยเราสามารถกดอุณหภูมิได้หนาวสุดที่ 16 องศา และร้อนสุดที่ 28 องศา

แต่ในการใช้งานปกติ เราตั้งไว้ที่ 25 องศาเหมือนแอร์บ้าน ก็ดูจะเป็นอุณหภูมิกลาง ๆ ที่เหมาะสมและประหยัดน้ำมันแล้วครับ

โดยปุ่มที่มีในแอร์ตัวนี้ ก็ใช้งานง่าย ๆ การกดก็สะดวกมากครับ และส่วนตัวเบียร์ชอบในดีไซน์ทรงกลมของมันมาก ดูน่ารัก และด้วยความเป็นดิจิตอล จึงมีจอแสดงผลให้ทราบการทำงานตลอดเวลา

ซึ่งการใช้งานแอร์ตัวนี้ เบียร์คงไม่ต้องอธิบายมากมายนัก
แต่อยากจะฝากปุ่มสำคัญบางตัวที่ควรต้องรู้และเข้าใจไว้ครับ

ปุ่ม A/C

 

ปุ่มนี้ คือการเปิด-ปิดตัว Com แอร์ หรือตัวปรับความเย็นให้แอร์นั่นเอง ปุ่มนี้ ถ้าเราปิด นอกจากในรถจะไม่มีความเย็น และเหลือแต่แรงพัดลมแล้ว คุณจะเข้าสู่โหมด Idle Stop หรือ โหมดเครื่องดับอัตโนมัติด้วย ซึ่งเพื่อน ๆ เข้าไปศึกษาระบบนี้ได้ที่ มารู้จักระบบ Idle Stop ใน Nissan March รุ่นปี 2010 – 2011 เกียร์ CVT กัน

ปุ่มรูปรถยนต์

 

พึงจำไว้ว่า ในการใช้งานปกติ ควรจะให้ไฟที่ปุ่มรูปรถยนต์ด้านซ้าย ที่มีลูกศรยูเทิร์น ติดอยู่เท่านั้น เพราะอากาศจะหมุนเวียนภายในรถ

แต่ถ้าคุณเผลอไปโดนปุ่มลูกศรทิ่มเข้ามาในรถละก็ คุณเอ๊ย กลิ่นท่อไอเสีย กลิ่นขยะ กลิ่นส้วมตามข้างทางบ้าง กลิ่นของเพื่อนร่วมทางที่รีบออกจากบ้านโดยไม่อาบน้ำ จะมาเยือนจมูกคุณในเวลาอันรวดเร็วเลยทีเดียวเชียวแหล่ะ

 

ดังนั้น ถ้าคุณได้กลิ่นเหม็นเข้ารถ โปรดตรวจสอบด้วยนะครับ ว่าไฟติดในโหมดนี้หรือเปล่า

แต่ถ้าบ้านคุณอยู่แถบภูเขาหรือทะเลที่อากาศดี ๆ จะเปิดรับกลิ่นไอหมอกยามเช้า หรือกลิ่นสัตว์ทะเลสด ๆ เข้ามาบ้าง ก็ตามสะดวกนะครับ

 

ถัดจากแอร์ลงไป ก็เป็นที่วางของเล็ก ๆ กับช่องวางแก้วน้ำ สำหรับผู้โดยสารตอนหน้า ซึ่งถูกใจคนชอบดื่มน้ำอย่างเบียร์เลยครับ

 

เพราะนอกจากวางแก้วกาแฟสูง ๆ ได้ 2 ใบสำหรับเบียร์และแฟนแล้ว ยังสามารถวางกระป๋องขนมได้อีก

 

ตรงกลางระหว่างเบาะคู่หน้า ที่เป็นที่อยู่ของเบรคมือ ยังมีช่องวางของให้เพิ่มอีก 1 ช่อง ซึ่งออกแนวยาว และไม่ลึกมาก โดยนิสสันแจ้งว่า เป็นที่วางซีดีเพลง แต่หลายท่านอาจจะใช้วางใบแจ้งค่างวดรถซะมากกว่า 55555+

 

ซึ่งเป็นที่น่าเสียดายว่า ตรงกลางไม่มีที่ท้าวแขน ไม่ว่าจะเป็นแบบก้านยาว ๆ ติดกับเบาะเลยเหมือน March ตัวนอก

หรืออีกแบบที่เป็นแบบกล่องเก็บของขนาดลึกที่ยื่นขึ้นมาให้วางแขนได้ ทำให้รู้สึกว่าเสียดายพื้นที่ตรงนี้จริง ๆ ที่ควรจะเก็บของได้มากขึ้น รวมถึงสามารถใช้ท้าวแขนได้ เพื่อคลายความเมื่อยล้าเวลาขับรถในระยะทางไกล ๆ

นอกจากนั้นก็ยังมีที่ดึงปิดประตูของแต่ละประตู ที่พอจะใส่เหรียญหรือบัตรไว้ได้ ซึ่งเท่าที่เบียร์ดู ก็คงไม่พ้นเศษตังค์เพื่อจ่ายค่าทางด่วนซะมากกว่า

ประตูคู่หน้า

 

ส่วนของประตูคู่หลังมีช่องที่แคบกว่า

 

โดยรวมเท่าที่มอง ช่องเก็บของเหมือนจะมีพอสมควร แต่เมื่อลองเอาสมบัติมาเก็บแล้ว ก็ยังรู้สึกว่า“ไม่ครบ” และ “ไม่พอ” ตามประสาคนบ้าหอบฟาง แต่ก็ยังอยากมีระเบียบ ซึ่งสุดท้ายเบียร์ก็เอาไปกองรวมกันในลิ้นชักเหมือนภาพด้านบนที่โชว์ไปแล้วนั่นแหล่ะ

ซึ่งถ้าใครไปเปลี่ยนหรือหุ้มเบาะหนังใหม่ แนะนำให้ใช้แบบที่มีช่องวางด้านหลังเบาะหน้า น่าจะช่วยเก็บเอกสารหรือหนังสือได้เพิ่มขึ้นเลยทีเดียวครับ

ถัดจากที่วางแก้วตรงกลางมาทางฝั่งคนนั่ง เราจะพบช่องนี้ครับ

 

ซึ่งสมัยก่อน เราเรียกมันว่าช่องจุดบุหรี่นั่นเอง

แต่ด้วยการรณรงค์ให้งดสูบบุหรี่ ทำให้ March ไม่มีที่จุดบุหรี่มาเหมือนรถรุ่นเก่า ๆ
(ซึ่งถ้าใครต้องการใช้ นิสสันก็มีจำหน่ายในราคา 450 บาทครับ)

แต่กลายมาเป็นช่องเสียบไฟแทน สำหรับผู้ใช้รถยุคไอที

 

ซึ่งเบียร์เองก็คงจะได้ใช้มันสำหรับเสียบสายชาร์ตโทรศัพท์มือถือเวลาฉุกเฉินเท่านั้น

ซึ่งได้ซื้อเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วละครับ


คราวนี้มาประจำตำแหน่งคนขับ เพื่อตรวจสอบอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมรถกันดีกว่าครับ

พวงมาลัยพร้อม Airbag ของรุ่น V กับ VL จะเหมือนกันนะครับ นั่นคือจะมีสีเงินประดับอยู่ด้วย ส่วนรุ่น EL ลงไป จะมีเพียงสีดำอย่างเดียวครับ

ซึ่งเจ้าสีเงิน ๆ ที่ประดับอยู่นี่ ไม่ใช่แค่ความสวยงามนะครับ แต่สามารถติดตั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียง/โทรศัพท์/Cruise Control เพิ่มขึ้นได้ทันที ซึ่งในรุ่น EL ลงไป จะไม่สามารถทำได้ครับ

 

พวงมาลัยนี้ยังสามารถปรับสูง-ต่ำได้นะครับ วิธีคือเอามือเอื้อมไปใต้พวงมาลัย จะเจอก้าน ให้เราคลำขึ้นมาจนถึงด้ามมันเลยนะครับ จากนั้นดึงลงมานิดนึง แล้วดันไปด้านหน้าเพื่อปลดล็อค

 

ในขั้นตอนนี้แนะนำให้เอามืออีกข้างจับพวงมาลัยไว้ก่อนนะครับ เพราะถ้าไม่จับ เกิดตำแหน่งของพวงมาลัยในขณะนั้นอยู่สูงกว่าปกติ มันจะตกลงมากระแทกทันทีครับ ซึ่งถ้าขาท่านใหญ่ ก็อาจจะมีบาดเจ็บได้นะครับ

สำหรับบางท่าน ที่ใช้การคลำเพียงอย่างเดียว ลองมั่นใจนะครับ ว่าเจอปลายด้ามมันจริง ๆ เพราะอย่างเบียร์ตอนที่ดึงครั้งแรก ก็ไม่ยอมคลำจนถึงปลายด้ามของมัน เลยรู้สึกว่าดึงลงมายากมาก จนนึกว่ามันแข็งครับ

 

พอดึงลงมาแล้ว เราก็ปรับระดับได้ตามใจชอบเลยครับ

เมื่อปรับเสร็จแล้ว เราก็เอามือข้างหนึ่งจับตำแหน่งพวงมาลัยไว้ อีกข้างหนึ่งไปกดก้านกลับที่เดิมให้แน่น ๆ เพื่อล็อคตำแหน่งพวงมาลัยนั่นเอง เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ

 

ทดสอบแตร

ก่อนที่เบียร์มารับรถ ได้ยินเสียงบ่นของเพื่อน ๆ ผู้ใช้รถนิสสัน มาร์ชหลายท่านว่า แตรมาร์ชกดยากมากกกกกกกกกกก

เบียร์ลองกดแบบปกติ คือกดตรง ๆ เข้าไปที่พวงมาลัยเลย มันก็กดยากจริงแฮะ

แต่ไม่สิ มันต้องมีเทคนิคง่ายกว่านี้สิ

นั่นคือ แทนที่จะกดตรง ๆ ให้กดเฉียงออกแทน

เทคนิคก็คือ ถ้าชอบเอานิ้วจิ้ม ให้เอานิ้วจิ้มไปที่รูปแตรข้างใดข้างหนึ่ง แล้วกดเฉียงออกไปทางข้างนั้น

 

เช่นกดรูปด้านขวา ก็กดเฉียงออกไปทางขวา เป็นต้น

 

ส่วนเบียร์ไม่ถนัดเอานิ้วจิ้ม เบียร์ชอบเอาอุ้งมือไปวางตรงส่วนแตรของพวงมาลัย แล้วใช้อุ้งมือกดเฉียง ๆ ก็มีเสียงออกมาอย่างง่ายดาย

ลองดูกันนะครับ สำหรับคนที่กดยาก ถ้ารู้เทคนิคและใช้คล่อง เสียงจะออกมาง่ายมากครับ

ซึ่งพอได้ทดสอบการกดแตรแล้ว เบียร์รู้สึกว่า March มีการเก็บเสียงที่ดีเลยทีเดียว

เพราะนั่งในรถ ปิดประตูแน่น เบียร์ได้ยินเสียงแตรเหมือนแมวหง่าว

แต่พอเปิดประตูออกไปฟัง เสียงดังหนวกหูมาก

ถ้าใครใช้รุ่น EL VL หรือ V แล้วอยากรู้ แต่ไม่มีคนกดให้ฟัง ลองกดจากรีโมทของท่านได้ครับ ที่ปุ่ม Icon สีแดงรูปเสียง โดยกดปุ่มนั้นค้างไว้แป๊ปนึง เสียงแตรจะบรรเลงดนตรีออเคสตร้าแต่ดังกังวาลเหมือนโอเปร่ามาให้ท่านฟังทันที


ต่อมา มาดูก้านยาว ๆ สีดำด้านขวามือพวงมาลัยบ้าง

 

เจ้าก้านนี้เป็นที่ควบคุมไฟของรถนั่นเอง แล้วใช้ยังไงละ?

ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ให้เพื่อน ๆ ยกก้านขึ้น ไฟเลี้ยวซ้ายจะเปิด ก้านจะค้างไว้จนกว่าเพื่อน ๆ เลี้ยวเสร็จ ก้านก็จะกลับมาที่ตำแหน่งเดิม เพื่อปิดไฟเลี้ยว

ในทางกลับกัน ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการเลี้ยวขวา เพื่อน ๆ ก็กดก้านนั้นลง ไฟเลี้ยวขวาจะเปิด ก้านจะค้างไว้จนกว่าเพื่อน ๆ เลี้ยวเสร็จ ก้านก็จะกลับมาที่ตำแหน่งเดิม เพื่อปิดไฟเลี้ยว

มาถึงตรงนี้ ขอร้องให้ผู้อ่านทุกท่าน…ช่วยเปิดไฟเลี้ยวกันด้วยนะครับ เปิดไปเถอะครับ หลอดมันไม่ขาดง่าย ๆ หรอก ช่วยบอกเพื่อนร่วมถนนบ้าง ว่าท่านจะไปไหน จะทำอะไร ไม่ใช่อยากออกก็ออก อยากเลี้ยวก็เลี้ยว ไม่งั้นโรงงานเค้าจะผลิตไฟเลี้ยวมาทำอะไรละครับ

มาดูต่อครับ หลังจากยกขึ้น กดลงแล้ว คราวนี้มาดันหน้า-ดันหลังกันบ้าง

ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการขอทางด้วยการเปิดไฟสูงแบบชั่วคราว ให้เพื่อน ๆ กดก้านเข้าหาตัวครับ

ซึ่งในการกดเข้าหาตัวนี้ มันจะไม่ค้างในตำแหน่งนี้นะครับ ถ้าเพื่อน ๆ ปล่อยมือ ไฟก็ดับ ซึ่งเอาไว้ใช้เปิดชั่วคราว เช่นขอทาง หรือทักทายเพื่อนสมาชิกเท่านั้นเองครับ

ส่วนการผลักก้านไปข้างหน้า เป็นการเปิดไฟสูงแบบค้างนะครับ คือ ถ้าไม่ดึงกลับมาที่เดิม ไฟก็จะสูงแสบตาอยู่อย่างนั้น

โดยมันจะใช้งานได้ในยามค่ำคืนเป็นหลักครับ ซึ่งทางผู้ผลิตออกแบบมาเพื่อเปิดไฟสูงเวลาขับบนถนนเปลี่ยว ๆ ไม่มีรถราวิ่งสวนมา เพื่อเพื่อน ๆ จะได้มองระยะไกลได้ โดยไม่ต้องกดค้างให้เมื่อยมือ

ยังไม่หมดครับ ก้านเดียวใช้ให้คุ้ม มาดูกันต่อครับ

 

ในส่วนปลายของก้าน ที่มือเบียร์จับอยู่ นั่นคือ การเปิดไฟหน้ารถครับ ถ้าเราบิดไปข้างหน้า 1 ที จะเป็นการเปิดไฟหรี่

บิดอีกทีจะเป็นการเปิดไฟหน้าครับ

ซึ่งแน่นอนครับ ไฟท้ายและไฟส่องป้ายทะเบียนจะติดด้วยเช่นกัน

สำหรับมือใหม่หัดขับ อย่าลืมเปิดไฟนะครับ แม้ถนนจะสว่าง แต่เพื่อนร่วมทางจะมองไม่เห็นนะครับ

โชคดีที่ March ไม่ทำตัวไฮโซเหมือนรถราคาสูงกว่าที่ให้จอเรืองแสงมา

เพราะรถประเภทนั้น เวลากลางวันหน้าจอจะเรืองแสง ซึ่งจะคล้าย ๆ เวลาเราขับกลางคืน เปิดไฟนั่นแหล่ะ

ทีนี้มันก็ทำให้เจ้าของรถ“ลืม”ไปเลยว่าตัวเองยังไม่ได้เปิดไฟ

เพราะเห็นหน้าปัดมันเรืองแสงแล้ว ก็เข้าใจว่า รถเราเปิดไฟหน้าเรียบร้อยแล้ว

ซึ่งเบียร์เห็นบ่อยมาก และมันอันตรายมากนะครับ ขับกลางคืน เพื่อนร่วมทางไม่เห็น จะเกิดอุบัติเหตุง่ายมาก

แต่ในเมื่อ March ยังไม่ทำตัวไฮโซเหมือนรถเหล่านั้น ก็สบายใจได้ครับ ว่าคนขับคงไม่ลืมเปิดไฟแน่ ๆ เพราะถ้าลืม คุณจะมองหน้าปัดไม่เห็นเลย

 

คราวนี้มาดูด้านซ้ายมือกันบ้าง

 

ด้านซ้ายมือจะเป็นก้านควบคุมการเปิด-ปิดที่ปัดน้ำฝันทั้งหน้าและหลังนะครับ

วิธีใช้ก็มีดังนี้ครับ

– ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการฉีดน้ำล้างกระจกหน้า ให้เพื่อน ๆ ดึงก้านเข้าหาตัวครับ (แบบเดียวกับเปิดไฟสูงในก้านด้านขวา) และกดค้างไว้จนกว่าจะพอใจ ซึ่งเมื่อเพื่อนๆ กดค้างเอาไว้ รถจะฉีดน้ำไปที่กระจกหน้า และที่ปัดน้ำฝนจะปัดทำความสะอาดอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อเพื่อน ๆ พอใจในความสะอาดแล้ว ก็ปล่อยมือได้ครับ

– ในทางกลับกัน ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการฉีดน้ำล้างกระจกหลัง ให้เพื่อน ๆ ผลักก้านไปข้างหน้า ออกจากตัวครับ (แบบเดียวกับเปิดไฟสูงค้างไว้ในก้านด้านขวา) และกดค้างไว้จนกว่าจะพอใจ ซึ่งเมื่อเพื่อน ๆ กดค้างเอาไว้ รถจะฉีดน้ำไปที่กระจกหลัง (จริง ๆ เรียกว่าน้ำไหลมากกว่าฉีด เพราะมอง ๆ ไปเหมือนมีแมวนั่งเยี่ยวใส่กระจกอยู่บนหลังคา) ที่ปัดน้ำฝนจะปัดทำความสะอาดอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อเพื่อน ๆ พอใจในความสะอาดของกระจกหลังแล้ว ก็ปล่อยมือได้ครับ

การใช้ที่ปัดน้ำฝนด้านหน้า

เมื่อฝนตก ให้เพื่อน ๆ ดูระดับของฝนว่าแรงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งที่ปัดน้ำฝนของ March มีให้เพื่อน ๆ เลือกใช้หลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว

ถ้าเพื่อน ๆ ผลักก้านขึ้น (เหมือนเปิดไฟเลี้ยวซ้าย) คือ การปัดแบบครั้งเดียว…จบ ปล่อยมือปุ๊ป ที่ปัดน้ำฝนก็หยุดทำงานปั๊ป

ถ้าเพื่อน ๆ กดก้านลงมา 1 ระดับ คือ การปัดแบบตั้งเวลาอัตโนมัติ 7 ระดับ ซึ่งใช้เวลาฝนตกน้อย ๆ ยังไม่ต่อเนื่อง

 

การควบคุมเวลาให้เพื่อน ๆ หมุนก้านตรงกลางตามรูป

จำนวนขีดมาก ๆ ไม่ใช่หมายถึงความแรงในการปัดมากนะครับ

แต่มันคือระยะเวลาต่างหาก

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ เลือกให้ขีดเยอะ ๆ มันก็จะทำงานนานมากในการปัดแต่ละที

เบียร์ไม่ได้จับเวลาว่านานเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่า กว่าจะขึ้นมาปัดแต่ละที แทบลืมไปเลยว่าเปิดระบบนี้ไว้

ซึ่งเหมาะกับการปัดตอนที่น้ำฝนมาน้อยมาก แบบนาน ๆ มีละอองตกลงมาที

โดยการใช้งาน เพื่อน ๆ ก็เลือกให้เหมาะสมกับสภาพฝน ณ เวลานั้นนะครับ

ที่สำคัญ เวลาเราขับรถ เราไม่สามารถดูได้ว่า เราใช้ขีดมากหรือน้อย

เบียร์แนะนำเทคนิคให้ครับ คือ ถ้าเราต้องการให้ปัดเร็วขึ้น ให้หมุนไปข้างหน้า

และถ้าต้องการให้ช้าลง ให้หมุนมาข้างหลังครับ

เท่านี้เอง ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ

และเมื่อเพื่อน ๆ กดก้านลงมาจากเดิมอีก 1 ระดับ เพื่อน ๆ ก็จะพบการปัดแบบต่อเนื่องครับ เหมาะกับการใช้ยามฝนตกตลอดเวลาแต่ยังไม่หนักมาก

และสุดท้าย เมื่อเพื่อน ๆ กดก้านลงมาจากเดิมอีก 1 ระดับ เป็นระดับสุดท้าย นั่นคือการปัดแบบต่อเนื่องและรวดเร็วครับ ใช้ในยามฝนตกหนักมาก มองทางแทบไม่ค่อยเห็นนั่นเอง

จบด้านหน้าแล้ว มาต่อที่ด้านหลังกันบ้างครับ

 

สำหรับด้านหลัง ใช้งานง่ายครับ เพราะไม่มีการตั้งค่าการหน่วงเวลาให้เร็ว-ช้าเหมือนด้านหน้า เนื่องจากด้านหลังไม่มีความจำเป็นมากเท่าด้านหน้านั่นเอง

 

วิธีใช้ เหมือนเปิดไฟหน้าในก้านด้านขวาครับ นั่นคือ บิดปลายก้านไปข้างหน้า 1 ที ที่ปัดน้ำฝนด้านหลังจะปัดแบบหน่วงเวลา แต่มีการหน่วงเวลาเพียงจังหวะเดียวครับ

เมื่อเพื่อน ๆ บิดก้านไปด้านหน้าอีกจังหวะนึง ก็จะเป็นการเปิดที่ปัดน้ำฝนด้านหลังแบบปัดต่อเนื่องนั่นเองครับ

สำหรับก้านซ้าย-ขวาก็หมดลงเพียงเท่านี้ครับ


นั่งอยู่ตั้งนาน เบียร์ลืมปรับเบาะแฮะ งั้นเรามาปรับเบาะกันก่อนครับ

สำหรับ March นั้น ถ้าเป็นรุ่น E ขึ้นมาจนถึง VL จะสามารถปรับสูง-ต่ำที่เบาะคนขับได้ด้วยนะครับ นอกจากปรับเดินหน้า-ถอยหลังตามปกติ

มาดูวิธีกันครับ

 

เห็นเจ้าก้านใหญ่ ๆ ข้างเบาะคนขับ อันนี้ไหมครับ นี่แหล่ะตัวปรับสูง-ต่ำเลย โดยถ้าต้องกดปรับเบาะให้สูงขึ้น (สำหรับสาว ๆ ) ก็ให้ดันก้านนี้ขึ้น เบาะก็จะยกตามจังหวะนะครับ ซึ่งต้องดึงขึ้นทีละจังหวะครับ

ถ้าใครลองปรับแล้ว เบาะไม่ยกตาม กรุณาลดน้ำหนักด่วนครับ 55555+

ในทางกลับกัน ถ้าจะเอาลง ก็กดก้านลงไปทีละจังหวะ มันก็จะลงไปเรื่อย ๆ ครับ ได้ตำแหน่งที่ถนัดเมื่อไหร่ ก็หยุด

การปรับเอนหลัง

 

สำหรับการปรับเบาะให้เอนไปข้างหลัง หรือตั้งมาด้านหน้า ก็ใช้ก้านเล็ก ๆ อันนี้ครับ

โดยดึงขึ้นเพื่อปลดล็อคก่อน แล้วดึงค้างไว้

– ถ้าเราจะเอนไปข้างหลังก็เอาหลังดันไปจนถึงระยะที่พอใจ

– ถ้าเราจะให้เบาะเอนมาด้านหน้า ก็ไม่ต้องเอาหลังดัน แต่ให้เลื่อนหลังมาด้านหน้าแทน มันก็จะเกาะหลังคุณมาตามตำแหน่งที่คุณต้องการด้วย

เคยได้ยินบางท่านบ่นว่า เวลาเราปิดประตูรถแล้ว เกิดต้องการปรับเบาะ ไม่สามารถล้วงมือลงไปปรับได้ ซึ่งในส่วนของผมสามารถปรับได้ปกตินะครับ

ถ้าท่านปรับไม่ได้ แสดงว่ามือท่านใหญ่เกินไปแล้วละครับ 55

ส่วนการเลื่อนเบาะไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ให้เพื่อน ๆ เอามือล้วงไปใต้เบาะ จะเจอก้านเหล็กอยู่ ให้ดึงก้านเหล็กขึ้นเพื่อปลด Lock และกดค้างไว้ก่อน แล้วเอาก้นงาม ๆ ของเพื่อน ๆ ไสเบาะไปข้างหน้าหรือข้างหลังได้ตามใจชอบเลยนะครับ

หลังจากปรับเบาะเสร็จ ก็เหลือบไปเห็นป้ายบอกอัตราลมยางที่ข้างประตูครับ

 

กระจกไฟฟ้า

ตรงแผงประตูข้างคนขับ จะเจอกับปุ่มควบคุมกระจกไฟฟ้าครับ

 

สำหรับกระจกไฟฟ้าด้านคนขับที่สามารถควบคุมได้ทั้ง 4 บาน ก็วางเรียงตามทิศทางของกระจกอยู่แล้ว ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใด

ในกรณีที่เพื่อน ๆ ไปรับรถ แล้วเค้าติดฟิล์มมาให้ จะยังไม่สามารถเปิดกระจกได้ใน 7 วันนะครับ

ส่วนการเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้านั้น เฉพาะด้านคนขับด้านเดียว จะมีระบบ Auto คือ กดครั้งเดียวขึ้นสุด – ลงสุด

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ประสบปัญหาว่ากดแล้วมันไม่ auto คือ ต้องกดค้าง ถึงจะขึ้น แสดงว่า ระบบไฟของรถเพื่อน ๆ ถูก Reset มาครับ

วิธีแก้ไขให้กลับมาใช้งานเหมือนเดิม ให้เข้าไปดูที่นี่เลยครับ วิธีแก้ไขกระจกไฟฟ้าด้านคนขับขึ้น-ลงไม่ Auto (มีคลิป VDO)

ส่วนด้านอื่นจะเป็นแบบ Manual คือ จะเปิดแค่ไหน ก็กดไปแค่นั้น จะเปิดให้หมด ก็ต้องกดจนสุด

สิ่งที่เบียร์ชอบใน Nissan March คือ ประตูหลังสามารถเปิดกระจกลงไปได้จนสุด ไม่แช่ปริ่ม ๆ ให้รำคาญลูกกะตาเหมือนรถหลาย ๆ รุ่น ซึ่งมีการวางตำแหน่งประตูกับล้อหลังที่ใกล้กันเกินไป

ส่วนปุ่มด้านบน 2 ปุ่มนั้น ปุ่มทางซ้ายรูปกากบาท คือ ปุ่ม Lock ไม่ให้กดกระจกลง ซึ่งประโยชน์ของมันมีดังนี้ครับ

– ป้องกันลูกหลานที่นั่งข้างหลัง เปิดกระจกเองโดยพลการ และอาจจะทำเรื่องที่ไม่ควรทำได้

– ป้องกันผู้โดยสารท่านอื่นเปิดกระจกเมื่อเราเพิ่งติดฟิล์มมาใหม่ ๆ ในระยะ 7 วันแรก

ส่วนปุ่มถัดไปทางด้านขวา รูปแม่กุญแจ คือ ปุ่ม Lock และปลด Lock ประตูนั่นเอง

โดยใน Nissan March จะไม่มีระบบ Lock อัตโนมัตินะครับ นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ไม่มากดปุ่ม Lock นี้ รถก็จะไม่ Lock

ยกเว้นบางท่านที่นำรถไปติดระบบกันขโมยทั่วไป ก็จะมีระบบ Lock อัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรคใส่มาให้แทน

ซึ่งการใช้งานแรก ๆ ไม่ชินเลยครับ ลืม Lock รถทุกที!!

พอเริ่มชินแล้ว ก็ดันลืมปลด Lock อีก 55555+

ผลก็คือ โดนคนนั่งข้าง ๆ “เหวี่ยง” เข้าให้นะสิครับ

เนื่องจาก Nissan March ก็เหมือนรถรุ่นใหม่ ๆ ทั่วไป ที่อำนวยความสะดวกให้คนขับเสียเหลือเกิน นั่นคือ แม้เราจะ Lock ประตูอยู่ แต่ถ้าคนขับต้องการเปิดประตูรถ ก็สามารถเปิดออกได้ในทันที ไม่ต้องปลด Lock ก่อน (เฉพาะเปิดจากภายในนะครับ ถ้าเปิดจากภายนอกยัง Lock อยู่ตามปกติ)

ในเมื่อมันสะดวกแบบนี้ เบียร์ก็ลืมปลด Lock ประจำนะสิครับ กว่าจะฝึกให้คล่อง ไม่โดนเหวี่ยงได้ ก็เล่นเอาระบมไปทั้งตัวแล้ว


กระจกมองข้าง

 

สำหรับกระจกมองข้าง ถ้าเป็นรุ่น EL และ VL จะมี Option ให้พับกระจกไฟฟ้ารวมถึงพับแบบอัตโนมัติเมื่อล็อครถด้วยนะครับ

ซึ่งถ้าเป็นรุ่น E และ V จะสามารถปรับไฟฟ้าได้อย่างเดียว ส่วนการพับมีแต่ระบบอัตโนมือครับ

ส่วนรุ่น S ไม่มีระบบไฟฟ้าให้มานะครับ ปรับมือ พับมือหมดครับ

ซึ่งเราสามารถควบคุมการทำงานได้ที่ปุ่มนี้ครับ

 

โดยสองปุ่มบน รูปสี่เหลี่ยมกับรูปวงกลมนั่นเป็นปุ่มควบคุมจออัจฉริยะนะครับ ซึ่งเบียร์จะขออธิบายภายหลังครับ

การปรับมุมมองกระจกมองข้าง ใช้งานง่ายครับ

ถ้าเราจะปรับฝั่งขวาด้านคนขับ เราก็เลื่อนปุ่มที่อยู่เหนือคำว่า Auto ไปทางขวาครับ จากนั้นก็กดทิศทางได้ตามสบายเลย

ถ้าจะปรับฝั่งซ้าย ก็โยกปุ่มนั้นมาทางซ้ายสุด จากนั้นก็กดลูกศรควบคุมทิศทางได้เลยครับ

เมื่อปรับเสร็จแล้ว อย่าลืมโยกกลับมาเก็บตรงกลางด้วยครับ เพื่อความปลอดภัย เป็นการปิดระบบการปรับกระจก

ส่วนการพับ จะมีปุ่มอยู่ 3 ระดับ

ระดับแรก คำว่า Auto เมื่อเรากดปุ่มมาค้างไว้ที่โหมดนี้

– กระจกมองข้างจะพับเก็บอัตโนมัติทันที เมื่อเราออกจากรถ และ Lock รถเรียบร้อยแล้ว

– กระจกมองข้างจะกางออกอัตโนมัติ เมื่อเรากลับเข้ามาในรถ และกดปุ่ม Start 1 ที ไม่ว่าจะเหยียบเบรคหรือไม่ก็ตาม

ระดับที่สอง คือการปิดระบบการพับ นั่นคือ กระจกจะกางตลอด ไม่มีการพับ แม้จะ Lock รถเรียบร้อยแล้วก็ตาม

ระดับที่สาม คำว่า Close เมื่อเรากดปุ่มมาที่คำว่านี้ กระจกมองข้างจะพับเองทันที

และถ้าต้องการเปิดให้กางออก เราต้องกดไปที่ Auto 1 ที กระจกก็จะกางออก

ใช้เวลาเมื่อเราต้องการจะพับกระจกเอง เช่น ตอนรถติด เห็นมอไซค์วิ่งมาแบบน่ากลัว ก็พับกระจกซะ เพื่อความปลอดภัย จะไม่โดนพี่มอไซค์เค้าเอาไปกิน เป็นต้น

เบียร์ทิ้งท้ายด้วยการปรับกระจกมองหลังอีกครั้ง ซึ่งเอามือโยกแป๊ปเดียวก็เสร็จ ลองมองดูปรากฎว่าเค้าดีไซน์มาพอดีกระจกหลังเลย คือ ไม่ต้องไปติดให้ยาวเพิ่มขึ้นก็ได้ เพราะมองเห็นในส่วนกระจกหลังหมดแล้ว

 

โดยรวม เบียร์เสร็จสิ้นการปรับตำแหน่งการขับขี่แล้วละ แต่ทีนี้ ยังตรวจข้างนอกไม่เสร็จเลย

เริ่มที่ฝากระโปรงหน้า ซึ่งวิธีเปิดมีดังนี้ครับ

จากตำแหน่งที่ปรับกระจกมองข้าง ให้ไล่สายตาลงมาเรื่อย ๆ จะเจอ 2 ปุ่มนี้

 

ขวามือ คือ การเปิดฝาถังน้ำมันครับ ใช้ทุกครั้งเวลาเราเข้าปั๊มนั่นเอง

ส่วนซ้ายมือ คือ การเปิดฝากระโปรงหน้า เพื่อดูเครื่องยนต์ครับ เราก็ดึงปุ่มเข้าหาตัวทันทีเพื่อเปิด เสียงแกร๊ง ดังขึ้นที่ด้านหน้าเรา เป็นอันว่า ฝากระโปรงหน้าถูกปลด Lock แล้ว

เบียร์ก็เดินออกจากรถไปที่ด้านหน้า จะเห็นฝากระโปรงเผยอแบบนี้

 

ให้เอามือล้วงเข้าไปนิดหน่อย เยื้องโลโก้นิสสันไปทางขวานิด ๆ จะเจอกับก้านเหล็กขวางอยู่ ให้เพื่อน ๆ เอานิ้วเกี่ยวก้านเหล็กนั้นไปทางซ้ายมือนะครับ แล้วดึงฝากระโปรงขึ้นทันที

หน้าตาก้านเหล็ก

 

เปิดได้แย้ววววว

 

โดยตัวค้ำฝากระโปรงหน้า จะอยู่ด้านซ้ายมือของเพื่อน ๆ นะครับ

จากนั้นก็ตรวจดูความเรียบร้อยในห้องเครื่อง มีสายอะไรหลุดไหม มีคราบน้ำหรือน้ำมันซึมบ้างหรือเปล่า ดูที่แบตเตอรี่ซิ ว่ามีคราบอะไรเกาะบ้าง

ซึ่งเราจะเจอแผ่นป้ายระบุตัวตนของรถที่มุมซ้ายมือด้านในสุดแบบนี้ละครับ

 

เอาละ เบียร์ไม่ใช่ช่างเครื่อง ดูไม่รู้เรื่องแล้ว ปิดฝากระโปรงดีกว่า

วิธีปิดที่ถูกต้อง ไม่ควรวางฝากระโปรงไปเฉย ๆ แล้วเอามือกดให้แน่นนะครับ

ให้เพื่อน ๆ ถือฝากระโปรงให้สูงพอประมาณ แล้วปล่อยลงไปเล้ยยยยยย

“โคร้มมมมมม แกร๊กๆๆๆ”

อ้าว ทำไมปิดไม่ลงซะงั้น ไม่ได้การละ ปรับลูกยางหน่อยดีกว่า

เห็นลูกยางทั้ง 2 ฝั่งไหมครับ

 

มีให้ทั้งซ้ายและขวานะครับ

 

เบียร์จัดการหมุนลูกยางดูสักหน่อย จนคิดว่าโอเคแล้ว

ก็ดึงฝากระโปรงขึ้นมาใหม่ วางในระยะพอสมควร ไม่สูงไป ไม่ต่ำไป 1…2…..33333333333

“พรึ่บ”

ฝากระโปรงปิดลงไปเรียบร้อยดีครับ ไม่มีเสียงดังอีกต่อไป

ถ้าใครประสบปัญหา ลองเอาไปแก้กันดูนะครับ


จากหน้าก็มาหลัง

มาเปิดฝากระโปรงหลังกันบ้าง ซึ่งเปิดง่ายมากครับ เมื่อเปิดแล้ว เบียร์ก็ปล่อยให้ฝาท้ายขึ้นไปจอดอยู่อย่างสงบเอง ด้วยความสามารถของโช้ค-อัพ 2 ตัว

นั่นแน่ คิ้วฝาท้ายแสตนเลสติดให้เรียบร้อยแล้ว เยี่ยมมากครับ

 

ว๊ากกกก ทำไมมันไม่ครอบคลุมให้เต็มพื้นที่ละ

 

แหม นิสสันจ๋า ทำมาทั้งที ให้มันดีหน่อยก็ไม่ได้ ราคาตั้ง 749 บาทแน่ะ

ด้านในมีกระเป๋า March ที่แอบมาใส่ไว้เองแล้ว กับถาดท้ายที่ซื้อมาติดตั้งให้เรียบร้อย เยี่ยมมาก

 

ข้อเสียของ March คือ ไม่มีไฟในห้องสัมภาระเลย เดือดร้อนต้องไปซื้อ Osram ตีนตุ๊กแกราคา 203 บาทจากโฮมโปรมาติด (ราคาปกติ 270 บาท โชคดี เค้าลดราคาพอดี)

 

ซึ่งเบียร์ชอบตรงที่เป็นตีนตุ๊กแกนี่แหล่ะ จะไปติดตรงไหนก็ได้ สะดวกดี

จากนั้นดึงถาดวางสัมภาระขึ้น และเปิดฝาปิดท้ายขึ้น เพื่อตรวจสอบยางอะไหล่และเครื่องมือ

 

เครื่องมือประกอบไปด้วย

1. แม่แรง นอนสงบนิ่งอยู่ตรงกลางเลย เอาไว้ยกรถขึ้นเพื่อเปลี่ยนยางในเวลาฉุกเฉินนั่นเอง

2. ตะขอเกี่ยวแม่แรง อยู่ด้านซ้ายมือสุด เอาไว้ไขแม่แรงขึ้นหรือลง

3. ที่ไขน๊อต อยู่ด้านขวามือ เอาไว้ไขน๊อตล้อเพื่อถอดล้อออกนั่นเอง

4. ห่วงลากรถ อยู่ด้านล่างสุด เอาไว้หมุนเกลียวเข้ากับด้านหน้ารถ ตรงกระจังหน้าด้านคนขับ เพื่อเอาไว้ลากรถเวลาฉุกเฉินครับ

ยางอะไหล่

 

แน่นอนว่าได้ยาง Dunlop ในขนาดเดียวกันกับยางปกติ เพียงแต่ใส่มาในล้อกระทะแทนล้อ Mag นั่นเอง

ซึ่งเป็นปกตินะครับ ที่ยางอะไหล่จะต้องเป็นล้อกระทะ เพราะจุดประสงค์ของยางอะไหล่ คือ การใช้งานชั่วคราว ใช้ขับรถเพื่อไปเปลี่ยนหรือปะยางเท่านั้น ไม่ได้มีจุดประสงค์ใช้ในการขับขี่ปกติทั่วไปครับ

ซึ่งเพื่อน ๆ จะได้ยางอะไหล่ที่เป็นล้อ Mag ได้ในรถบางรุ่นเท่านั้น ซึ่งแน่นอน ราคารถรุ่นนั้น….แพงมากกกกกกกกกก

เสร็จแล้ว ก็ปิดประตูหลังครับ ซึ่งก่อนปิด เบียร์ลองปรับยางกันกระแทกเหมือนฝากระโปรงหน้าดูเล็กน้อย ก่อนดึงประตูหลังมาเบาๆ และปล่อยไปเลย

ปรากฎว่า ฝากระโปรงหลังก็ค่อย ๆ ปิดลงไปอย่างเรียบหรู ดูไฮโซมาก ๆ เหมือนประตูไฟฟ้า

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ท่านใดที่รับรถมาแล้วปิดกระโปรงหลังยาก ก็ลองปรับลูกยางดูนะครับ


ที่ Lock เด็ก

คราวนี้มาดูความปลอดภัยของลูก ๆ หลาน ๆ กันบ้างครับ

 

ที่ Lock เด็ก หรือกันประตูหลังเปิดนั้น มีติดตั้งและใช้กันมายาวนานแล้วนะครับ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้อยเปิดประตูรถออกไปโดยไม่ระวัง หรือในขณะที่เรากำลังขับรถอยู่ ซึ่งเป็นอันตรายครับ

เพราะเด็กปลด Lock ประตูเองได้ง่าย ดังนั้น ผู้ผลิตจึงต้องผลิตตัวนี้มาป้องกัน โดยติดไว้ที่ประตูหลังทั้ง 2 ข้างเลยครับ

มาดูกันชัด ๆ ครับ

 

วิธีใช้ คือ ให้เราเลื่อนสลักไปทางซ้ายมือ หรือในตำแหน่ง Lock ทีนี้ ประตูหลังก็จะไม่สามารถเปิดได้จากภายในครับ ต้องให้คนนอกเปิดให้ได้อย่างเดียว นั่นก็คือ คุณพ่อคุณแม่นั่นเอง

ซึ่งทราบมาว่า ผู้บริหารหลายท่านนำ Function นี้มาประยุกต์ใช้กับรถตัวเอง ด้วยการ Lock เด็กเอาไว้ ทั้งนี้เพื่อให้คนขับรถหรือเจ้าหน้าที่ของสถานที่นั้น ๆ มาเปิดประตูให้เป็นการบังคับ เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับตัวเอง

จริงเท็จอย่างไร ไปสอบถามกันดูนะครับ

ช่วยด้วย!! ประตูหลังเปิดจากข้างในไม่ได้!!!!

และแน่นอน สำหรับเพื่อน ๆ ที่ไม่รู้จัก function ล็อคเด็กนี้ เมื่อเพื่อน ๆ เผลอเปิดใช้งานมันไป นั่นจะทำให้เพื่อน ๆ ไม่สามารถเปิดประตูรถด้านหลังจากภายในได้ ซึ่งอาจจะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจผิด คิดว่ารถที่เพิ่งถอยมาจากโรงงานนิสสัน ประตูพังไปเสียแล้ว

ดังนั้น เพื่อน ๆ ที่ประสบปัญหานี้ กรุณาตรวจสอบให้ดีก่อนนะครับ ว่ามันติด Lock เด็กหรือเปล่า


การพับเบาะหลัง

 

เป็นที่น่าเสียดายว่า Nissan March รุ่นปี 2010 – 2011 ไม่สามารถพับเบาะหลังแบบแยกชิ้นได้ ต้องพับลงมาทั้งหมด

ต่างจากรุ่นปี 2012 ขึ้นไป ที่สามารถแยกปรับพับได้ ตามคลิปที่เบียร์ทำไว้ครับ

เมื่อพับได้แล้ว เบียร์ลองเอาเบาะกลับเข้าที่เดิม

ปรากฎว่าไม่ยอมเข้า Lock ซะงั้น

เดือดร้อน ต้องหาเทคนิคอยู่สักพัก

ในที่สุด ก็ได้เทคนิคส่วนตัว คือ เวลาจะดันเบาะให้เหมือนเดิม ให้เอามือจับที่หัวเบาะหลังทั้ง 2 ที่นั่งเอาไว้ แล้วดันเข้า Lock ด้วยแรงพอประมาณ

ก็จะเข้า Lock ได้ง่ายดายในครั้งเดียว

วิธีนี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์นะครับ นำไปใช้กันได้ ตามสบายครับ


และก่อนจะเซ็นเอกสารตรวจรับรถ เบียร์ได้ตรวจดูสภาพเบาะ คอนโซล ดูความเรียบร้อยทั้งหมดอีกครั้ง

โดยครั้งนี้ ไม่ได้ทดสอบกระจกไฟฟ้า เนื่องจากเพิ่งติดฟิล์มมานั่นเอง ต้องรออีก 7 วันถึงจะได้ทดสอบอีกครั้งหนึ่ง

ซึ่งเมื่อตรวจมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็เรียบร้อยดีแล้วครับ ดูนาฬิกา ก็เป็นเวลา 09.25 แล้ว ดังนั้น เตรียมตัวออกรถในเวลา 09.29 ดีกว่า

แล้วค่อยมาเจาะรายละเอียดการใช้งานที่เหลืออีกครั้ง

รถคันนี้ชื่อแฟน ก็ให้แฟนมาขับก่อน

 

เราสองคนดูนาฬิกา พอเวลาบอก 09.29 ปุ๊ป แฟนเบียร์เหยียบเบรค และเอื้อมมือมากดปุ่ม Start 1 ที เสียงเครื่องยนต์ดังติดขึ้นมา

เธอเข้าเกียร์ D และค่อย ๆ ขับ Nissan March ออกไปอย่างช้า ๆ จากบริเวณส่งมอบมาจอดที่ทางออกจากศูนย์

แล้วเปลี่ยนให้เบียร์มาขับตามที่คุยกันไว้

เห็นม่ะ ว่าน่ารักขนาดไหน ก็เบียร์ไม่อยากให้แฟนต้องเหนื่อยนี่นา คิคิ

เบียร์ขับรถจากกระทุ่มแบน แวะไปหาลูกค้าที่พระรามสาม ก่อนจะตียาวไปที่บ้านแฟนย่านนิมิตรใหม่

เพื่อเอารถไปให้คุณแม่ของแฟนเจิมครับ

 

ทั้งนี้ เราเชื่อว่า ให้คุณแม่เจิมจะดีที่สุดครับ เพราะคุณแม่คือ พระอรหันต์ของบ้านนั่นเอง

หลังจากเจิมเสร็จแล้ว แฟนเบียร์ก็พาคุณแม่และคุณพ่อขึ้นรถ ขับเล่นรอบหมู่บ้าน

 

ซึ่งท่านทั้งสองบอกว่า นั่งสบายมาก ๆ ครับ

โดยรถคันนี้ เบียร์กับแฟนตั้งชื่อว่า Lucky ครับ

 

แปลว่า รถคันนี้จะนำแต่โชคดีมาให้เรานั่นเอง

 

สีถูกใจซะด้วย

 

สีรถเข้ากับบ้านไหมครับ

 

ด้านหลัง


 

มาดูสิ จ่ายเงินเพิ่มไป 30,000 เพื่อเอา Option หรูหราในแบบตัว L ทั้ง EL และ VL มันได้อะไรมาบ้าง?

กุญแจอัจฉริยะ

 

กุญแจรูปทรงคล้ายเมล็ดข้าวสารนี้เป็นมาตรฐานของนิสสันไปแล้วครับ ตั้งแต่พี่ใหญ่ GT-R ลงมาน้องเล็กอย่าง March เลยทีเดียว

 

ซึ่งจะแตกต่างกันไปตาม Option แต่ละรุ่นครับ (บางรุ่นจะมี 4 ปุ่ม เพิ่มปุ่มเปิดกระโปรงหลังเข้ามาด้วย)

ขนาดพอดีมือดีครับ ถูกใจมาก ๆ ไม่เทอะทะเลย

 

ด้านหลังจะมีสลัก ถ้าเรากดค้าง แล้วดึงตัวด้ามขึ้นมา ก็จะได้กุญแจรถขึ้นมา 1 ดอกครับ

 

ซึ่งกุญแจตัวนี้มีไว้สำหรับเปิดเข้ารถอย่างเดียวนะครับ ไม่สามารถเอาไป Start รถได้ครับ

โดยการเปิดประตูเข้ารถ ก็สามารถเปิดได้เพียงประตูคนขับบานเดียวครับ

ส่วนปุ่มทั้ง 3 ปุ่ม ใช้งานดังนี้ครับ

– ปุ่มรูปแม่กุญแจ Lock เอาไว้กดเพื่อ Lock ประตูครับ
– ปุ่มรูปแม่กุญแจถูกปลด Lock เอาไว้กดเพื่อปลด Lock ประตูครับ
– ปุ่มสีแดงรูปเหมือนลำโพง เอาไว้กด”ค้าง”เพื่อหารถ หรือแจ้งเตือนภัย เวลาเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล และต้องการเรียกร้องความสนใจจากคนอื่นครับ โดยเมื่อเรากดค้างแล้ว จะมีเสียงแตรบีบออกมาดังถล่มทลาย ประหนึ่งวงออเคสตร้า

เท่าที่ทดสอบด้วยการแกล้งคุณพ่อแล้ว มันทำให้ตกใจมากจริง ๆ ครับ

ส่วนวิธีปิดเสียง ก็เพียงกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งบนรีโมทอีก 1 ที เสียงแตรก็จะหยุดครับ

ลองอ่านรายละเอียดของปุ่มนี้ได้ที่ ปุ่มสีแดง บนกุญแจรีโมท และกุญแจอัจฉริยะ ของรถ Nissan คือปุ่มอะไร แล้วมีไว้ทำไม?

ซึ่งนอกจากการเปิดรถด้วยรีโมทแล้ว รุ่น EL และ VL ยังสามารถเปิดได้ด้วยปุ่มกดบนตัวรถทั้ง 3 จุดด้วย

การใช้งานง่ายมาก เพียงเราเอากุญแจติดตัวไว้ในกระเป๋าก็ได้ พอเดินมาที่ประตูในระยะที่สัญญาณส่งถึง เราก็กดปุ่มสีดำ 1 ที เพื่อปลด Lock

ถ้ากดอีก 1 ที ก็คือ การ Lock รถนั่นเอง

โดยเราสามารถฟังเสียงและดูไฟฉุกเฉินได้ ว่ารถ Lock หรือไม่ Lock

ถ้ารถถูกปลด Lock เสียงจะดัง 2 ครั้งพร้อมไฟฉุกเฉินกระพริบตามจังหวะเสียง 2 ที

ถ้ารถถูก Lock เสียงจะดัง 1 ครั้ง พร้อมไฟฉุกเฉินกระพริบ 1 ที

ซึ่งเสียงก็ไพเราะเพราะพริ้ง ถูกใจเบียร์ อย่างที่กล่าวไปแล้วในช่วงตรวจรับรถ

————

คำถามยอดฮิต

 

แล้วถ้าเจ้าของรถยืนอยู่ในบริเวณปุ่มสีดำด้านคนขับ แล้วคนอื่นจะมากดปุ่มสีดำในตำแหน่งอื่น เช่น ประตูคนนั่ง หรือประตูหลัง เพื่อปลด Lock ได้ไหม?

ขอตอบว่าไม่ได้ครับ ปุ่มนั้น ๆ จะสามารถใช้ได้เมื่อกุญแจมาอยู่ในระยะของปุ่มนั้น ๆ เอง ซึ่งมันทำงานแยกกันครับ ดังนั้น คนอื่นไม่สามารถกดปุ่มได้ ในขณะที่กุญแจอยู่กับเรา

แล้วถ้าลืมกุญแจไว้ในรถละ?

และความฉลาดอีกอย่างของระบบกุญแจอัจฉริยะก็คือ ถ้าคุณเกิดลืมกุญแจไว้ในรถ แล้วพยายามจะ Lock รถด้วยปุ่มสีดำ ระบบจะส่งเสียงเตือน 3 ครั้ง และไม่ยอม Lock รถให้ครับ

แล้วถ้าปิดประตูไม่สนิทละ จะ Lock ได้ไหม?

อีกหนึ่งความฉลาดก็คือ รถจะไม่ Lock ให้ครับ จนกว่าเราจะไปปิดประตูให้ครบเสียก่อน

แต่ทั้งนี้ ไม่รวมฝากระโปรงหน้านะครับ จากการทดสอบ เบียร์เปิดฝากระโปรงหน้าทิ้งไว้ ก็ยังสามารถ Lock ประตูได้ตามปกติครับ

แล้วถ้าไม่ได้ดับเครื่อง แต่เดินลงมาจากรถ เกิดมีโจรวิ่งขึ้นรถ ขับออกไปได้ไหม?

ตอบได้เลยว่า ได้ครับ จากการทดสอบของเบียร์เอง สามารถขับรถโดยไม่มีกุญแจไปด้วยได้ (ถ้า start เครื่องไว้แล้ว) ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยดับเครื่องทุกครั้ง เวลาลงไปทำธุระนะครับ

————

เพิ่มเติม ข้อมูลสำหรับผู้ที่พกกุญแจอัจฉริยะทั้ง 2 ดอก (เช่น คนละดอกกับแฟน แล้วไปด้วยกัน) มาใหม่!!!

สำหรับเพื่อน ๆ ที่พกกุญแจอัจฉริยะคนละดอกกับแฟน แล้วเกิดนั่งรถไปด้วยกัน เบียร์มีข้อแนะนำและเทคนิคดังนี้

ถ้าลงจากรถพร้อมกัน ผู้ชายนำกุญแจติดตัวมาด้วย ส่วนผู้หญิงลืมไว้ในกระเป๋าในรถ พอผู้ชายกดปุ่มสีดำเพื่อ Lock รถจะไม่ Lock นะครับ รถจะร้องเตือน 3 ครั้งเหมือนด้านบน เพราะสามารถจับสัญญาณกุญแจในรถได้

ดังนั้น ทั้ง 2 คน ก็ต้องนำกุญแจติดตัวไปด้วยตลอด รถถึงจะ Lock ได้

แต่ทีนี้ ผู้หญิงที่ใช้กุญแจอัจฉริยะเนี่ย โดยส่วนใหญ่มักจะเก็บกุญแจไว้ในกระเป๋าถือใช่ไหมครับ ถ้าลงจากรถไปธุระปกติก็ต้องนำไปอยู่แล้ว

แต่เวลาที่คุณผู้หญิงแค่เดินลงไปซื้อของหรือแวะเข้าห้องน้ำตามปั๊มเล็ก ๆ น้อย แบบแป๊ปเดียว เค้าก็ไม่อยากจะถือกระเป๋าลงไปให้เกะกะ ซึ่งถ้าเราจะ Lock รถด้วย เค้าก็จะต้องล้วงเอากุญแจออกมาจากกระเป๋า เพื่้อถือไปด้วย ซึ่งอาจจะสร้างความลำบากให้เค้าได้

เบียร์จึงแนะนำเทคนิคดังนี้ครับ

– เราสามารถ Lock รถได้ด้วยกุญแจอีก 1 อันที่อยู่ข้างนอกครับ ด้วยวิธี“กดปุ่ม Lock ที่ตัวรีโมท” เท่านั้น ต่อให้กุญแจอัจฉริยะอีกอันจะถูกวางทิ้งไว้ในรถ ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใดครับ

พอเราซื้อของหรือเข้าห้องน้ำเสร็จ กลับมาที่รถ ซึ่งคราวนี้เราสามารถกดปุ่มปลด Lock ที่รีโมทหรือกดปุ่มดำที่ประตูก็ได้นะครับ

สรุป กรณีกุญแจอัจฉริยะอีกดอกอยู่ในรถ

– เวลา Lock รถ ให้กดปุ่มจากรีโมทเท่านั้น
– เวลาปลด Lock รถ สามารถกดปุ่มที่รีโมทหรือกดปุ่มดำที่ประตูก็ได้

ง่าย ๆ แค่นี้เองครับ

คำถามสุดท้ายจากผู้ใช้จริง แล้วถ้ากุญแจอัจฉริยะอีกดอกอยู่ในรถ ในขณะที่เราไปเข้าห้องน้ำ คนอื่นเกิดเดินมากดปุ่มสีดำที่ประตู เค้าจะเปิดรถเราได้ไหม?

ก็ตอบได้เลยว่า ไม่ได้นะครับ จะเปิดได้ก็ต่อเมื่อมีกุญแจอัจฉริยะอีกดอกมาอยู่ในรัศมีเหมือนการใช้งานปกตินั่นเอง

————–

เทคนิคการประยุกต์ใช้กุญแจอัจฉริยะเวลาลงไปเข้าห้องน้ำหรือทำธุระชั่วคราว แต่ไม่อยากดับเครื่อง

 

สมมติว่าขับรถกลับมาจากต่างจังหวัด เผอิญคนที่มาด้วยเกิดหลับ แต่เราจะลงไปเข้าห้องน้ำสักหน่อย

โดยปกติเราก็ควรดับเครื่อง Lock ประตู แล้วลงไปใช่ไหมครับ

แต่ทีนี้เพื่อนหรือแฟนดันหลับสนิทเลย จะปิดแอร์ ดับเครื่องก็กลัวเค้าร้อน จะทิ้งไว้เฉย ๆ ก็กลัวโจรอีก เพราะไม่มีกุญแจ แต่ถ้าเครื่องติด ใครก็ขับหนีไปได้ทั้งนั้น

เพราะปกติของ March รุ่น EL และ VL นั้น เวลาเรา start เครื่องทิ้งไว้ เราไม่สามารถ Lock รถจากภายนอกได้นะครับ แม้จะเอากุญแจอัจฉริยะลงมาด้วยก็ตาม

ลองกดไปสิ ปุ่มสีดำนะ ยังไงมันก็ไม่ทำงานหรอก

แล้วเราจะทำกันยังไง?

วิธีที่ 1 ปลุกให้เพื่อนเอื้อมมา Lock ประตูเรา ก็โอเคนะ แต่ถ้ากลับมา แล้วมันหลับละ เราจะเข้ารถยังไง?

มาใช้วิธีที่ 2 ดีกว่า ยุ่งหน่อย แต่ได้ผลครับ

วิธีที่เบียร์ใช้ นำระบบเซ็นทรัล Lock กับกุญแจอัจฉริยะมาประยุกต์กัน

จำได้ไหมครับ ถ้าเรา Lock รถทั้งคันแล้ว เราสามารถเปิดประตูคนขับได้โดยไม่ต้องปลด lock รถ

แต่ก่อนที่เราจะเปิดประตูออกไป ให้ดึงกุญแจสำรองในกุญแจอัจฉริยะออกมาก่อน

 

เสร็จแล้ว เปิดประตูลงไป แล้วเอากุญแจสำรองนั้น ไขที่รูกุญแจประตูคนขับซะ เพื่อ lock รถ

ทีนี้ รถก็จะ lock หมดทุกบาน เราก็ลงไปทำธุระสบายใจเฉิบ ไม่ต้องกลัวคนแปลกหน้าจะแอบขึ้นรถในช่วงที่เราไม่อยู่

เสร็จธุระแล้ว ก็กลับมาใช้กุญแจสำรอง ไขประตูเข้ารถ…แล้วขับออกไปได้เลย

เท่านี้เอง ง่ายไหมครับ?


 

Immobilizer

 

ระบบความปลอดภัย เอกสิทธิ์เฉพาะรุ่น EL และ VL เท่านั้น

ระบบนี้ถ้าจะให้เทียบง่าย ๆ ก็เหมือนจิ๊กซอนั่นแหล่ะครับ

นั่นคือ กุญแจที่เราถือกับรถยนต์ ต่างก็เป็นของกันและกันเท่านั้น ไม่มีใครมาทดแทนได้ เหมือนจิ๊กซอที่จะต่อเข้ากันได้พอดิบพอดี

เพียงแต่กุญแจนี้จะเป็นการใช้รหัสตรวจสอบแทนการเสียบชิ้นส่วนแบบจิ๊กซอครับ

ซึ่งกล่อง ECU ของ March จะปล่อยรหัสออกมาแต่ละครั้งไม่ซ้ำกัน ซึ่งจะมีเพียงเจ้ากุญแจของรถเราเท่านั้นที่รู้

เพราะต่างคนต่างกระซิบกระซาบบอกใบ้กันก่อนแล้วนั่นเอง ดังนั้น ถ้ากุญแจอื่น ๆ มาใช้ ก็ไม่สามารถ Start รถได้เลย

ซึ่งเวลาที่เรา Lock รถไว้ หรือไม่ได้เอากุญแจติดตัว ระบบจะแสดงการทำงานด้วยการกระพริบสัญลักษณ์รูปรถสีแดง (มีกุญแจด้านในรถ) แบบนี้ครับ

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เดินผ่านรถตอนที่ Lock ไว้ แล้วเห็นสีแดงกระพริบแบบนี้ ไม่ต้องตกใจนะครับ เป็นการทำงานปกติของมัน

เวลาเรานำกุญแจขึ้นรถมา มันก็จะตรวจสอบกันอย่างรวดเร็ว จนเพื่อน ๆ ไม่ทันเห็นไฟนี้กระพริบเลยครับ เพราะเมื่อมันตรวจสอบกันแล้วว่า “เธอคือคนของฉัน” เจ้ารูปรถสีแดงก็จะหายไปอย่างรวดเร็วครับ


 

ปุ่ม Start เครื่องยนต์

 

เมื่อเราขึ้นรถมาแล้ว และระบบกุญแจ Immobilizer ได้ตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว เพื่อน ๆ ก็พร้อมที่จะ Start รถได้แล้วครับ

โดยปุ่ม Start นี้ การทำงานก็คล้าย ๆ กุญแจครับ เพียงแต่เราไม่ต้องนำกุญแจไปเสียบตรงไหนเหมือนรถรุ่นอื่น เราจะวางไว้ตรงส่วนไหนของรถก็ได้

ซึ่งตามปกติ มันก็จะอยู่ในกระเป๋าของเรานั่นแหล่ะ พูดง่าย ๆ ว่าไม่ต้องดึงขึ้นมาเห็นหน้า เห็นตากันเลยทีเดียว

โดยก่อนที่เราจะกดปุ่ม มันจะโชว์ไฟสีส้มที่ปุ่มขึ้นมาแบบนี้

 

ซึ่งถ้าเราจะ Start รถ ให้เหยียบเบรคครั้งนึง แล้วกดปุ่ม start 1 ครั้ง (ไม่ต้องกดแช่ กดเพียงครั้งเดียวเลย) รถก็จะ Start ทันที และพร้อมพาเพื่อนๆ ออกเดินทาง

สังเกตว่า เมื่อเราได้สัมผัสปุ่มแล้ว ก็จะมีไฟสีส้มเล็ก ๆ เหนือคำว่า Start ขึ้นมา เป็นการแสดงว่าระบบเปิดใช้งานแล้ว

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้เหยียบเบรค ก็จะเป็นการเปิดระบบไฟเท่านั้น

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม start 1 ครั้ง ไม่ได้เหยียบเบรค วิทยุจะติด เพื่อน ๆ สามารถฟังเพลงได้ ซึ่งเหมาะกับเวลาเพื่อน ๆ ไปนั่งฟังเพลงรอคนที่เพื่อน ๆ รักในรถ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม start อีก 1 ครั้ง (หรือ 2 ครั้ง จากเดิม) ระบบไฟทั้งหมดก็จะเปิดขึ้น พูดง่าย ๆ ว่า เหมือนเพื่อน ๆ  start รถนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่เครื่องยนต์ไม่ติด แต่เราสามารถเปิดไฟ เปิดกระจกไฟฟ้า ปรับกระจก ตั้งค่าจออัจฉริยะได้เลย

และถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม start อีก 1 ครั้ง (หรือ 3 ครั้งจากเดิม) ก็คือการปิดระบบทั้งหมดครับ

ซึ่งมันก็จะวนเวียนไปมาอยู่ 3 ตำแหน่งแบบนี้ จนกว่าเพื่อน ๆ จะเหยียบเบรคเพื่อ start รถ

สำหรับการ start รถด้วยกุญแจ เช่น Nissan March รุ่น S E V เพื่อน ๆ จะต้องบิดกุญแจผ่านระบบแบบนี้ตลอด คือ
ACC (เปิดวิทยุได้) – On (เปิดระบบไฟทั้งหมด) – Start (ติดเครื่องยนต์)

แต่ถ้าเป็นรุ่น EL และ VL เพื่อน ๆ ไม่ต้องกดปุ่มแบบกุญแจนะครับ สามารถ start ได้เลย เพียงเหยียบเบรคเท่านั้น

โดยการดับเครื่อง ก็เพียงกดปุ่ม start 1 ที หลังจอดรถเสร็จ เครื่องก็จะดับลง ระบบไฟทั้งหมดก็จะปิด พร้อมหน้าจออัจฉริยะจะบอกเพื่อน ๆ ว่า Good Bye ครับ

 

แต่ถ้าเรากำลังขับรถอยู่ แล้วไปกดปุ่ม Start เครื่องจะไม่ดับนะครับ ยกเว้นกดติดกัน 3 ครั้ง หรือกดค้างไว้นานกว่า 2 วินาที

ซึ่งไม่ควรไปเล่นนะครับ อันตรายมาก ๆ ใช้เวลาฉุกเฉินจริง ๆ เท่านั้นเอง

คำถามยอดนิยม

ถ้าแบตในกุญแจหมด จะทำยังไง?

ตอบได้เลยครับ เอากุญแจอีกอันมาใช้สิ

ล้อเล่นครับ วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามีดังนี้ครับ

ถ้าเพื่อน ๆ อยู่ใกล้ร้านค้าที่ขายถ่าน ก็ไปซื้อถ่านมาเปลี่ยนซะ เพียงแต่การถอดเปลี่ยนถ่านจะยุ่งเล็กน้อยนะครับ เพราะต้องใช้ไขควงด้วย ดูวิธีเปลี่ยนได้ที่ วิธีเปลี่ยนถ่าน “กุญแจอัจฉริยะ” ของ Nissan March รุ่น EL CVT และ VL CVT

ส่วนถ่านรีโมท คือ CR2025 หาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไป ราคาไม่กี่สิบบาทหรอกครับ

แต่ถ้าแถวนั้นไม่มีร้านขายถ่าน ก็ยังสามารถ start รถเพื่อขับไปสถานที่ที่ใกล้ที่สุดได้นะครับ ด้วยการนำกุญแจไปจ่อตรงปุ่ม Start แล้ว Start เครื่องยนต์ครับ


 

หน้าจออัจฉริยะ (Multi-Display)

เบียร์ว่าไฮไลท์ของรุ่น EL และ VL อยู่ตรงนี้แหล่ะครับ

เพราะเงิน 30,000 ที่จ่ายเพิ่มมา บางท่านอยากได้ แต่คิดว่าประหยัดดีกว่า เลยออกรุ่นที่ไม่มี Option ในตัว L เช่น E CVT หรือ V CVT แล้วคิดเอาเองว่า กุญแจ immo กับกระจกมองข้างพับอัตโนมัติ และปุ่ม start พอจะไปหาติดตั้งข้างนอกเองได้

แต่ติดที่จออัจฉริยะที่แหล่ะครับ ที่ไม่น่าจะหาติดข้างนอกได้แน่นอน ยกเว้นท่านจะไปได้ part ของ Nissan มาในราคาถูก นั่นก็อีกเรื่อง

เมื่อท่านขึ้นรถมา จออัจฉริยะก็จะทำตัวรู้ดี บอกท่านให้เหยียบเบรค และกดปุ่ม start ทันทีครับ

 

และเมื่อท่านเหยียบเบรค และกดปุ่ม Start จออัจฉริยะก็จะทักทายท่านทันทีว่า

 

ทีนี้การใช้งานจออัจฉริยะนี้ จะควบคุมด้วยปุ่มรูปสี่เหลี่ยมและวงกลม ที่อยู่เหนือปุ่มควบคุมกระจกมองข้างเท่านั้นครับ

 

ซึ่งในหน้าจอรายงานผลปกติ หรือ Vehicle Info ปุ่มสี่เหลี่ยมจะใช้เพื่อกดดูจอถัดไป
 
ส่วนปุ่มวงกลม จะใช้กดค้างเพื่อ reset ค่า

หน้าจอปกติมันมีอะไรบ้าง และใช้งานอย่างไร มาดูกันครับ

ในกรณีที่ท่าน start เครื่องยนต์แล้ว หน้าจอแรก จะเริ่มที่หน้าจอนี้เลย

 

นั่นก็คือ จอแสดงผลแบบ Real time ว่าตอนนี้น้อง March ของเรากินน้ำมันจุแค่ไหน ซึ่งเอาไว้ให้ท่านดูฝีเท้าตัวเองว่าหนักเบาแค่ไหน

โดยหน้าจอที่โชว์นั้นเป็นการแสดงผลแบบกิโลเมตรต่อลิตร ซึ่งขีดยิ่งขึ้นไปมากเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น

ซึ่งหน้าจอนี้ ท่านสามารถตั้งค่าให้เปลี่ยนเป็นการแสดงผลแบบแสดงจำนวนน้ำมันที่ใช้ต่อ 100 กิโลเมตร

 

แต่หน้าจอนี้จะกลับกันกับหน้าจอแบบกิโลต่อลิตรนะครับ เพราะหน้าจอนี้ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งดีครับ

ซึ่งถ้าคิดเทียบกับการประหยัดน้ำมันตามโฆษณา ก็ควรจะทำให้ได้ตัวเลขที่ 5 ลงไป เพราะ 5 ลิตรต่อ 100 กิโล เมื่อจับหารกัน ก็เท่ากับ 20 กิโลต่อลิตรนั่นเองครับ

ส่วนแท่งบาร์ด้านล่างสุดนั้น ก็คือขีดวัดระดับน้ำมันในถังนั่นเอง ซึ่งจะแตกต่างกับรุ่น S E V นะครับ เพราะของรุ่น S E V จะโชว์แบบแนวตั้ง แยก 8 ขีดชัดเจน

ส่วนของ EL VL จะเป็นแนวนอน แยกได้ 8 ขีดเหมือนกัน แต่ไม่แสดงขีดที่ชัดเจน อย่างในภาพคือ เพิ่งลงมา 1 ขีดเท่านั้น

 

เพื่อน ๆ สังเกตไหมครับ ว่าทำไมตรงรูปปั๊มน้ำมัน ต้องมีลูกศรชี้ไปทางซ้ายด้วย?

นิสสันเค้าทำมาเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่า ถังน้ำมันนะอยู่ฝั่งซ้าย เวลาเข้าปั๊มนะ เข้าให้ถูกด้านหน่อย

ซึ่งเหมาะสำหรับ

– เจ้าของรถที่มีรถหลายคัน
– แต่ถ้ามีคันเดียว ด้วยความที่ March ประหยัดน้ำมัน ทำให้ไม่ได้เข้าปั๊มบ่อย อาจจะลืมว่า เวลาจะเข้าปั๊ม ต้องจอดที่หัวจ่ายด้านไหน

ที่สำคัญ หน้าจอแสดงระดับน้ำมัน จะแสดงควบคู่ไปกับการรายงานผลทุกรูปแบบนะครับ เพื่อไม่ให้ท่านพลาดทุกความเคลื่อนไหวของระดับน้ำมันนั่นเอง

หน้าจอต่อมา ดูได้ด้วยการกดปุ่มสี่เหลี่ยม 1 ครั้งครับ

 

บรรทัดแรก คือ อัตราการกินน้ำมันเฉลี่ยแบบกิโลต่อลิตร (km/l) ซึ่งบรรทัดนี้แหล่ะ ที่ทุกคนต้องการเห็นตัวเลขที่ 20 ขึ้นไป

บรรทัดที่สอง คือ ความเร็วเฉลี่ยที่ใช้ครับ

โดยในหน้าจอนี้ สามารถ reset ค่าได้นะครับ ด้วยการกดปุ่มวงกลมค้างไว้ ตัวเลขที่โชว์อยู่ก็จะหายไป กลายเป็นขีด ๆ แทน

ซึ่งควรทำทุกครั้งเวลาเราเติมน้ำมันถังใหม่ หรือกำลังจะออกทริปไปไหน เพื่อเช็คผลการวิ่งของเราครับ

เบียร์กดปุ่มสี่เหลี่ยมอีก 1 ครั้ง เพื่อดูหน้าจอต่อมา

 

หน้าจอนี้ แสดงเวลาที่ใช้ใน Trip นั้น ๆ ครับ นั่นคือ ถ้าดูจากหน้าจอแล้ว เบียร์ใช้รถมา 3 ชั่วโมง 11 นาทีแล้ว

บางท่านอาจจะเข้าใจผิดว่า

– นี่คือนาฬิกาบอกเวลา แล้วทำไมมันไม่ตรง? จะตั้งค่าอย่างไร?
– นี่คือตัวเลขที่บอกจำนวนเวลาที่สามารถวิ่งได้จนกว่าน้ำมันจะหมด!

ซึ่งไม่ใช่เลยนะครับ

และแน่นอนครับว่า ในเมื่อหน้าจอนี้แสดงเวลาที่ใช้รถ ก็ย่อม reset ให้เป็นศูนย์ได้โดยการกดปุ่มวงกลมค้างไว้ครับ

ซึ่งในระยะแรก จะแสดงเป็นนาทีก่อนครับ ดังนั้น เราจะเห็นความเคลื่อนไหวมันชัดเจน เหมือนนาฬิกาจับเวลาเลยครับ

แต่พอวิ่งมามาก ๆ จนตัวเลขเป็นชั่วโมงแล้ว ก็จะเห็นความเคลื่อนไหวมันยากขึ้น เพราะแสดงผลเป็น ชั่วโมงกับนาที

ประโยชน์ก็คือ เราสามารถตั้งค่าเพื่อดูเวลาในการขับขี่ได้ เช่น เราจะไปกระบี่ เราก็ reset ค่าไว้ให้เป็นศูนย์ แล้วเมื่อถึงที่หมายปลายทาง เราก็จะทราบว่า เราใช้เวลากี่ชั่วโมงในการขับรถจากกรุงเทพมาถึงกระบี่เป็นต้น

เบียร์กดปุ่มสี่เหลี่ยมอีกครั้ง เพื่อดูหน้าจอถัดมา

 

หน้าจอนี้จะแสดงระยะทางที่น้อง March สามารถวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมดถัง

ซึ่งมันไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่นะครับ เพราะหน้าจอจะคำนวณจากการขับขี่ของเราประกอบด้วย

อย่างตอนนี้เบียร์สามารถวิ่งได้อีก 493 กิโลเมตรใช้ไหมครับ?

แต่ถ้าเบียร์ขับแบบประหยัดเลย สักพัก หน้าจออาจจะเปลี่ยนเป็น 550 ก็ได้ คือ วิ่งได้ระยะทางเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ท่านที่เพิ่งไปเติมน้ำมันเต็มถังมา แล้วหน้าจอแสดงผลได้น้อย ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะมันจะคำนวณจากการวิ่งล่าสุด แล้วแสดงผลออกมา ซึ่งระยะทางสามารถเพิ่มขึ้น-ลงได้ตามการขับขี่ของเราครับ

สรุป หน้าจอนี้จะเป็นการแสดงผลคร่าว ๆ เท่านั้น ท่านอย่าไปยึดติดหรือซีเรียสมากนัก เอาเป็นว่า ถ้ามันเตือนเมื่อไหร่ว่า ถึงเวลาเติมน้ำมันได้แล้ว ก็เติมไปเลย อย่าไปเสี่ยงวิ่ง ถึงแม้จริง ๆ อาจจะวิ่งได้อีกร่วม 100 กิโลเมตรก็เถอะ เพราะการปล่อยให้น้ำมันหมดถังแล้วเติม มันไม่ส่งผลดีต่อรถยนต์นักหรอกครับ

เบียร์กดปุ่มสี่เหลี่ยมอีกครั้ง พาเพื่อน ๆ มาสู่หน้าจอนี้

 

หน้าจอนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ เป็นการแสดงอุณหภูมิภายนอกรถนั่นเอง เพื่อน ๆ จะได้ทราบว่า ภายนอกร้อนตับแตกเพียงใด ซึ่งหน้าจอนี้จริง ๆ ก็มีประโยชน์ในการใช้ปรับตั้งอุณหภูมิแอร์ในรถนะครับ ถ้าเราปรับตั้งอย่างเหมาะสม ก็จะช่วยประหยัดน้ำมันและถนอมอายุการใช้งานของรถเราได้ครับ

จากอุณหภูมิ เบียร์กดปุ่มสี่เหลี่ยมอีกครั้ง คราวนี้เข้ามาเจอจอนี้ครับ

 

จอแสดงผลระบบ Idle Stop นั่นเอง

บรรทัดแรก คือ เวลาที่ระบบนี้ทำงาน
บรรทัดที่สอง คือ ปริมาณน้ำมันที่ประหยัดได้ เมื่อใช้ระบบนี้ โดยมีค่าเป็นมิลลิลิตร

ซึ่งในหน้าจอนี้ จะ reset ตัวเองใหม่ทุกครั้งที่ดับเครื่องนะครับ นั่นคือ เมื่อเพื่อน ๆ  start เครื่องมาในครั้งต่อไป หน้าจอนี้จะเป็น 0 เหมือนในรูปเด๊ะ เพื่อเป็นการรายงานผลเฉพาะการขับขี่ใน 1 ครั้ง

แต่ถ้าเรากดปุ่มวงกลม 1 ครั้ง ก็จะมีหน้าจอนี้ขึ้นมาแทนครับ

 

หน้าจอนี้ คือการรวบรวมผลการใช้ระบบนี้ทั้งหมด หรือยอดสะสมนั่นเอง

สังเกตดู จะมีคำว่า Accum กำกับอยู่ด้วย ซึ่งย่อมาจาก Accumulate ที่แปลว่า “สะสม” นั่นเอง

โดยในยอดการสะสม เราสามารถ reset ค่าได้เช่นกันครับ โดยการกดปุ่มวงกลมค้างไว้เหมือนเช่นการ reset ค่าอื่น ๆ ก่อนหน้านี้

และถ้าเรากดปุ่มวงกลมเพียงครั้งเดียว ก็จะกลับสู่หน้าจอ idle Stop แบบขับขี่เพียงครั้งเดียวครับ

สำหรับเพื่อน ๆ ที่อยากรู้ว่าระบบ Idle Stop มันคืออะไร? สามารถอ่านได้ที่ มารู้จักระบบ Idle Stop ใน Nissan March รุ่นปี 2010 – 2011 เกียร์ CVT กัน

ถัดจากหน้าจอ Idling Stop แล้ว เบียร์กดปุ่มสี่เหลี่ยมอีกครั้งนึง เพื่อเข้าสู่การตั้งค่า หรือ Setting นั่นเอง

 

หมายเหตุ หน้าจอนี้ จะไม่สามารถตั้งค่าได้ในขณะที่รถเคลื่อนที่นะครับ โดยเจ้าจออัจฉริยะจะฟ้องว่า ไม่สามารถตั้งค่าได้ เพราะรถกำลังเคลื่อนที่อยู่ ซึ่งเพื่อน ๆ ก็จะเข้าสู่หน้าจอของการตั้งค่าไม่ได้เช่นกัน จนกว่ารถจะหยุดสนิท

 

การทำงานในหน้าจอตั้งค่านี้ ถือว่าง่ายมากครับ เพราะด้านล่างจะมีการแนะนำว่า ให้กดปุ่มไหน เช่น ปุ่มสี่เหลี่ยม คือ เข้าไปตั้งค่า (Enter) ปุ่มวงกลม คือ เลื่อนไปเมนูต่อไป

ดูแล้วคล้าย ๆ มือถือ เช่น โนเมีย เอ๊ย โนเกีย เลยครับ ที่จะมีสถานะของปุ่มนั้น ๆ กำกับไว้ตลอด

เมนูแรก หรือ SKIP แปลว่า “ผ่านไป” ซึ่งถ้าคุณกดปุ่มสี่เหลี่ยม นั่นก็คือ ไม่เข้าสู่การตั้งค่าใด ๆ นั่นเอง และหน้าจอจะกลับไปรันใหม่ ที่ Vehicle Info ตามปกติ เหมือนที่เบียร์เขียนไปแล้วด้านบน

แต่ทีนี้ มาช่วยเบียร์ตั้งค่ากันนิดนึงครับ จะได้ใช้รถให้คุ้มหน่อย

เริ่มด้วย เมนู Time Setting เบียร์กดปุ่มวงกลมไป 2 ที แล้ว กดปุ่มสี่เหลี่ยมเพื่อเข้าสู่การตั้งค่า

พอเข้ามาแล้วจะเจอ Option ให้เลือก 3 ตัว คือ

– เวลาปัจจุบัน (Current Time)
– วันเกิด
– วันครบรอบ

มาดูกันทีละตัวครับ

เริ่มที่เวลาปัจจุบันกันก่อน

 

เบียร์กดปุ่มวงกลม 1 ที เพื่อให้ขึ้นแถบสีดำที่ Current Time แล้วกดปุ่มสี่เหลี่ยม ก็จะเจอหน้าจอตั้งเวลา

 

เบียร์กดปุ่มวงกลมลงไป 1 ที เพื่อให้ขึ้นแถบสีดำที่ setting คราวนี้เราก็กดตั้งวันที่และเวลาปัจจุบันได้ทันทีครับ

เมื่อเราตั้งเสร็จแล้ว เวลาจะมาโชว์ที่บรรทัดล่างของอีกหน้าจอนึง ด้านขวาของหน้าปัดครับ

 

เสร็จแล้ว มาตั้งค่าวันเกิดกันบ้างครับ

 

ว้าวววว มีให้ตั้งค่าได้ถึง 2 คน เยี่ยมไปเลย

 

เข้ามาตั้งค่าคนแรกก่อน

 

มีให้กรอกเฉพาะวันที่และเดือนเท่านั้น ปีไม่ต้อง เดี๋ยวรู้อายุหมด คิคิ

 

ช่องแรกเป็นวันที่

 

ส่วนช่องถัดมา คือเดือน

 

ตั้งให้แฟนสาวคนสวยเสร็จแย้ววววว

 

มาตั้ง Birthday2 ให้ตัวเองบ้าง

 

สำหรับการเตือนวันเกิด จะเตือนเมื่อถึงวันนั้น เช่น พอถึงวันที่ 3 กันยายน พอเบียร์เปิดรถเข้าไป ปกติหน้าจอจะขึ้นรูปให้เหยียบเบรค+กดปุ่ม start ใช่ไหมครับ

แต่ในวันนั้น หน้าจอจะขึ้นเตือนวันเกิดก่อนเป็นเวลาสั้น ๆ ตามภาพ

 

และจะขึ้นเตือนทุกครั้งเมื่อเราขึ้นรถมาในวันนั้น จนกว่าจะหมดวันครับ

ตั้งวันเกิดเสร็จแล้ว ต่อไปวันครบรอบครับ

 

มีให้เลือก 2 วัน คือวันครบรอบแต่งงาน กับวันครบรอบเป็นแฟน

 

เหอ เหอ เบียร์ยังไม่ได้แต่งงาน งั้นตั้งวันครบรอบเป็นแฟนก่อนแล้วกัน

 

เข้าที่ Setting เหมือนวันเกิดเลยครับ

 

แล้วทำไมมันมีเมนูมาเพิ่มอีกอันละ คืออะไรหว่า?

 

ว้าวว มีรูปให้เลือกแสดงตอนวันครบรอบนั่นเอง มาช่วยเบียร์เลือกกันหน่อยครับ

รูปแรก

 

รูปสอง

 

รูปสาม

 

รูปสี่

 

เอารูปสามดีกว่าเนอะ น่ารักดีออก

 

เสร็จแล้ว กลับสู่หน้าจอตั้งค่าหลัก มาดู Alert บ้าง

 

มีให้เลือก 2 ค่า

 

เข้า Timer มาก่อน มันคือการตั้งค่าแจ้งเตือนให้หยุดพักทานกาแฟนั่นเอง โดยเบียร์กำหนดไว้ 2 ชั่วโมงแล้วกัน

 

ซึ่งถ้าเราขับรถต่อเนื่องถึง 2 ชั่วโมง ระบบก็จะเตือนทันทีครับ

 

กลับมาที่ ICY บ้าง

 

เจ้า ICY ก็คือการแจ้งเตือนเมื่ออุณหภูมิภายนอกลดต่ำกว่า 3 องศาเซลเซียส ซึ่งเราสามารถเลือกให้เปิดหรือปิดการแจ้งเตือนได้

เอ่อ เอามันไปให้พี่ยุ่นใช้เถอะครับ เมืองไทยรู้จักแต่ต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียสอ่ะครับ อิอิ

เสร็จแล้ว กดปุ่มสี่เหลี่ยม back กลับสู่หน้าจอหลัก

 

มาที่ Maintenance กันบ้าง

 

Tire คือการตั้งค่าแจ้งเตือนการเปลี่ยนยางครับ โดยสามารถตั้งเป็นจำนวนกิโลเมตรที่เราคิดว่า เราจะใช้ยางนี้

 

ต่อมา คือ Filter หรือกรองอากาศ

 

สังเกตว่า รถของเบียร์ถูกตั้งมาจากโรงงานแล้วว่าให้เปลี่ยนที่ 1,000 กิโลเมตรแรก ซึ่งตัวเลขข้างหน้าคือจำนวนกิโลที่เราวิ่งไปแล้วในขณะนี้

เมนูต่อมา คือ Oil หรือ น้ำมันเครื่อง ก็แสดงค่าเดียวกันอยู่ครับ ก็เลยไม่ต้องตั้งให้เสียเวลา

 

ต่อมา คือ Other ก็แล้วแต่เราครับ จะตั้งเป็นแจ้งเตือนอะไรก็ได้ ตามใจเจ้าของเลยครับ

 

หมดแล้ว กลับมาที่เมนูหลักครับ เหลืออะไรอีกน้า?

 

UNIT หรือหน่วยวัดนั่นเอง

 

ซึ่งก็คือการตั้งค่าหน้าจอดูการใช้น้ำมันแบบ Real Time นั่นเองครับ ที่เบียร์เอ่ยไปก่อนหน้านี้ โดยเราสามารถเลือกตั้งค่าได้ 2 แบบ

แบบกิโลเมตรต่อลิตร

 

แบบลิตรต่อ 100 กิโลเมตร

 

ชอบแบบไหนก็เลือกมาใช้แล้วกันนะครับ ส่วนวิธีดูค่า ก็ย้อนไปดูด้านบนเลยครับ ที่เบียร์ได้อธิบายไว้แล้ว

การตั้งค่าก็หมดเพียงเท่านี้ครับ คราวนี้มาดูการแจ้งเตือนกันบ้าง ว่าจออัจฉริยะจะแจ้งเตือนอะไรเราบ้าง?

อย่างแรกเลย คือถ้าไม่มีกุญแจอยู่ในรัศมีของรถ แล้วเราไปกดปุ่ม Start หรือ Start รถไว้อยู่แล้ว แต่ดันเอากุญแจเดินออกไปข้างนอกรถจนพ้นรัศมีการทำงาน ก็จะขึ้นเตือนแบบนี้

 

เตือนประตูเปิด เบียร์ชอบมากมาย เพราะมันแยกประตูให้เลย เวลาไปกันหลาย ๆ คนไม่ต้องมานั่งไล่ทีละประตู แต่รู้เลยว่าประตูไหน

 

เตือนให้เข้าเกียร์ P

จะขึ้นเมื่อเราดับเครื่องด้วยเกียร์ N และจะพยายามออกจากรถด้วยการทิ้งตำแหน่งเกียร์ไว้ที่ N ซึ่ง March จะไม่ยอมให้เพื่อน ๆ จอดรถในตำแหน่งนี้

เพราะระบบได้ออกแบบให้จอดรถในเกียร์ P หรือ Parking ก่อน เพื่อความปลอดภัย แล้วถ้าเพื่อน ๆ อยากจะเข้าเกียร์ N เวลาจอดรถซ้อนคันนั้น สามารถกดปุ่ม Shift Lock ค้างไว้ เพื่อเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้ในภายหลัง

 

มีอยู่วันหนึ่ง เบียร์ขับไปรับแฟน โดยจอดคอยที่หน้าบ้าน ซึ่งแน่นอน เบียร์ไม่ได้เกียร์ P ไว้ ตำแหน่งเกียร์ตอนที่จอดสนิทยังอยู่ที่ N เบียร์ก็กดปุ่มดับเครื่องทันที 2 ครั้ง (ครั้งแรกปิดระบบ , ครั้งที่สอง กดเพื่อให้เปิดวิทยุฟังได้ระหว่างรอ) และเมื่อคอยได้ 2 นาที แฟนก็เดินออกมาเรียกให้เข้าไปช่วยขนของ

เบียร์จึงเข้าเกียร์ P ทันที เพื่อจะ Lock รถ พอเข้าเกียร์ P ปั๊ป หน้าจอก็เตือนทันที ว่าให้กดปุ่ม Start พร้อมมีเสืองเตือนเป็นระยะ เนื่องจากเจ้าจออัจฉริยะนั้นรู้ว่า ถ้าอยู่เกียร์ N แล้วอยู่ ๆ เลื่อนเข้า P แสดงว่า กำลังจะลงจากรถ จึงเตือนให้กดปุ่ม Start ไปจนกว่าสถานะจะเป็น Off (คือปิดระบบทั้งหมด) เพื่อกันไม่ให้ลืมปิดระบบไฟในรถนั่นเอง

 

และเมื่อเบียร์ขับรถโดยลืมปลดเบรคมือ แล้วออกรถไปเลย โดยไม่ได้มองที่หน้าจอว่ามีไฟเตือนกลม ๆ สีแดง

พอเบียร์ขับจนถึงความเร็ว 7 กิโลเมตรต่อชั่วโมงขึ้นไป หน้าจอจะเตือนให้ปลดเบรคมือทันทีครับ พร้อมมีเสียงเตือนดังขึ้นตลอดเวลา จนกว่าเราจะปลดเบรคมือลง

 

เวลาเราขับรถมากลางคืน เมื่อถึงบ้าน แล้วลืมปิดไฟ หน้าจอก็จะเตือนเช่นกัน และแน่นอน มันมาพร้อมเสียงร้องลั่นด้วย ไม่มีลืมแน่นอนครับ

 

และภาพสุดท้ายคือ Happy New Year จากน้อง March ครับ ซึ่งแน่นอน จะขึ้นมาโชว์ในวันปีใหม่ หรือ 1 มกราคมของทุกปีไม่มีวันลืม

 

สำหรับเซนเซอร์ถอยหลัง 4 จุด ที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานของรุ่น EL VL นั้น เวลาเราถอยหลัง นอกจากจะแจ้งเตือนด้วยเสียงแล้ว ยังบอกระยะผ่านหน้าจออัจฉริยะด้วยครับ

 

ลองดูจากคลิปที่เบียร์ทำขึ้นก็ได้ครับ

 

และที่ขาดไม่ได้ คือ การแจ้งเตือนให้เติมน้ำมัน

 

โดยการเตือนนั้น จะมีสัญลักษณ์รูปสามเหลี่ยมสีเหลือง ขึ้นมาด้วย ซึ่งไม่ต้องตกใจครับ มันจะขึ้นทุกครั้งที่มีการเตือนนั่นเอง

 

ยิ่งถ้าเป็นการเตือนให้เติมน้ำมันตามภาพ จะขึ้นมา 3 ที่เลย คือ มีรูปปั๊มสีเหลืองด้านขวามืออีกที่นึง ถ้าไม่ยอมเติม ก็จะเตือนอยู่อย่างนั้น

โดยเวลาถูกเตือนแต่ละครั้ง เราสามารถกดปุ่มสี่เหลี่ยมเพื่อออกจากการเตือนและไปดูข้อมูลในหน้าจออื่นได้ครับ แต่ที่สำคัญ ถ้าคุณยังไม่จัดการปัญหาที่เกิดขึ้น เวลากดดูเมนูในหน้าจอไปจนถึง Setting แล้วละก็ หน้าจอจะเพิ่มเมนูรวมการเตือนที่ยังไม่ทำตามให้อีก 1 หน้าจอ ดังนี้

 

ซึ่งเราก็กดเข้าไปดูได้ตลอดเวลา ว่าเรายังไม่ทำสิ่งใดบ้างนั่นเอง


 

หน้าจอบอกระยะทางและนาฬิกา

 

หน้าจอนี้จะอยู่ทางขวามือ ถ้าสังเกตดูจะมีขนาดเล็กกว่าหน้าจอในรูปแบบเดียวกันของรุ่น S E V อันเนื่องมาจากรุ่นต่าง ๆ เหล่านี้ จะดูค่าต่าง ๆ ผ่านหน้าจอนี้หน้าจอเดียวนั่นเอง

แต่ของ EL VL มีหน้าจออัจฉริยะไว้ดูแล้ว จึงมีหน้าจอเล็ก ๆ นี้ไว้ดูรายการต่าง ๆ เหล่านี้

1. ตำแหน่งเกียร์ CVT ช่วยให้เรารู้ได้ทันทีว่า ขณะนี้อยู่ที่เกียร์อะไร ไม่ต้องก้มไปดูที่คันเกียร์ให้เสียเวลา

2. เวลาปัจจุบัน อยู่บรรทัดล่าง บอกเวลาเป็นแบบ 24 ชั่วโมง สามารถตั้งค่าได้จากจออัจฉริยะที่บอกวิธีไปก่อนหน้านี้

3. ระยะทางทั้งหมด (ODO) หรือเลขไมล์รถนั่นเอง เป็นระยะทางทั้งหมดที่รถคันนี้ตั้งแต่ถูกผลิตออกมา วิ่งไปแล้วกี่กิโลเมตร โดยค่านี้ไม่สามารถ reset ได้นะครับ

4. ทริป A คือ ระยะทางที่เราใช้วัดได้ ด้วยการ Reset ได้ตลอดเวลา

5. ทริป B คือ ระยะทางที่เราใช้วัดได้ ด้วยการ Reset ได้ตลอดเวลา

ซึ่งหน้าจอเล็ก ๆ นี้จะควบคุมการใช้งานด้วยแท่งสีดำยาว ๆ ข้างจออัจฉริยะที่เขียนว่า ODO/TRIP

 

แล้ว Trip A / B จะใช้งานได้อย่างไร มีมาทำไมตั้ง 2 อัน?

สำหรับ Trip A / B นั้น โดยส่วนตัวเบียร์จะใช้งานแบบนี้ครับ

– เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง เบียร์จะกดปุ่มยาว ๆ ข้างจออัจฉริยะให้แสดง Trip A และกดค้างอีกที เพื่อ Reset ค่าให้เป็น 0

– ส่วน Trip B เบียร์จะทำแบบเดียวกัน เมื่อต้องการจับกิโลในการเดินทางในแต่ละวัน เช่น เบียร์อยากรู้ว่า เบียร์เดินทางจากบ้าน ไปที่ทำงานใช้ระยะทางไปเท่าไหร่

หรือ เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เบียร์มักจะใช้ Trip A เพื่อดูระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ไปจนกลับ

ส่วน B เอาไว้ดูเวลาอยากรู้ว่าจากจังหวัดนี้ไปจังหวัดนี้ใช้ระยะทางเท่าไหร่ เป็นต้น

หรือลองเข้าไปอ่านรายละเอียดการใช้งานเพิ่มเติมในรีวิว “จอแสดงผล Nissan March รุ่น S , E , V ”

หวังว่าจะพอเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สุงสุดสำหรับทุกท่านนะครับ


 

รัน-อิน

 

แม้ว่าผู้ผลิตพร่ำพรรณาจนปากเปียก ปากแฉะว่ารถได้รัน-อินมาเรียบร้อยจากโรงงานแล้วก็ตาม แต่เบียร์ก็คิดว่าการขับแบบรัน-อินย่อมส่งผลดีให้เราอยู่ดี ดังนั้น ขับกันไปเถอะครับ ไม่ได้ลำบากยากเย็นอะไรสักหน่อย

ซึ่งการขับขี่แบบรัน-อิน คือช่วง 1,600 กิโลเมตรแรก ท่านสามารถศึกษาวิธีการขับขี่ที่ถูกต้องได้ที่ “รัน-อิน ขับยังไง?” เลยครับ

แต่หลายท่านยังสับสนกับการเข้าเช็คระยะ 1,000 กิโลเมตรแรกกับรันอินอยู่ เบียร์จะอธิบายให้ทราบดังนี้ครับ

การรันอิน คือ ลักษณะการขับขี่ครับ ให้เราขับในแบบรันอินไปจนกว่าจะครบ 1,600 กิโลเมตร

ส่วนการเช็คระยะ 1,000 โล คือ การเข้าไปเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเพื่อล้างสิ่งตกค้างที่อยู่ในเครื่องยนต์ครับ เพราะรถที่ผลิตออกมาจากโรงงานใหม่ ๆ อาจจะมีสิ่งตกค้างอยู่บ้าง ไม่มากก็น้อย

แม้เพื่อน ๆ จะเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องมาแล้ว เพื่อน ๆ ก็ยังต้องขับในแบบรันอินอยู่ดี จนกว่าจะครบ 1,600 กิโลเมตร ถึงจะขับได้ตามปกติครับ

ซึ่งในช่วงรันอิน ก็ไม่มีอะไรมากครับ เบียร์ไม่ได้ขับแบบคลานไป คลานมา เบียร์ก็ขับตามปกติ เพียงแต่พยายามขับแบบไม่แช่รอบเครื่องนาน ๆ พยายามขับให้รอบขึ้น ๆ ลง ๆ แต่ทั้งนี้ ก็รักษาไว้ไม่ให้ถึง 4,000 รอบครับ


 

ทัศนวิสัยการขับขี่

“ชอบนะ” ง่าย ๆ สั้น ๆ เลย

 

ด้วยความที่ March เป็นรถที่มีมุมมองที่สูง ทำให้การขับขี่ค่อนข้างง่าย มองเห็นข้างหน้าชัดเจน แม้ต้องขับตามรถกระบะ ก็ยังขับได้สบายกว่ารถคันเก่า ๆ ที่มุมมองค่อนข้างต่ำครับ

 

กระจกมองข้าง

 

สำหรับด้านขวา เบียร์ไม่ได้รู้สึกอะไรมาแต่แรกครับ ได้ใช้งานจริงก็ง่าย ชอบที่มันเป็นทรงสูง ทำให้เห็นชัดขึ้นกว่ารถคันเก่าที่เป็นแนวยาว

 

ส่วนข้างซ้าย ตอนที่ไปดูรถที่งานเปิดตัวที่ CTW ก็เอะใจนิดหน่อย ว่ามันแคบไปหรือเปล่า?

แต่พอมาใช้งานจริง ตอนที่ยังไม่ชินก็รู้สึกแคบ แต่พอปรับมุมให้ดี และใช้มาสักพัก เริ่มชินแล้ว และรู้สึกว่า มันก็มองง่ายดี ชอบตรงความสูงของกระจก ทำให้เห็นรถด้านซ้ายโอเคเลย ผิดจากที่ดูตอน CTW จริง ๆ ครับ

ส่วนกระจกมองหลัง ก็อย่างที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ครับ ว่ามันเหมือนจะเล็ก แต่มุมมองมันพอดีกับกระจกหลังเด๊ะเลย เพราะถ้ากว้างกว่านั้นก็จะเจอเสาหลังแล้ว ซึ่งพอใช้งานได้สักพักก็ชินแล้วครับ

ส่วนเบาะหลัง แม้ข้อเสียคือไม่มีที่ปรับรองหัว (มีแต่รองไหล่) ก็ยังพบข้อดีคือ มันไม่เกะกะสายตาในการมองกระจกหลังจริง ๆ คือโล่งไปเลย เห็นรถข้างหลังง่ายมาก

ยกเว้นมีผู้ใหญ่มาโดยสารข้างหลัง ก็จะถูกบังตามเคยครับ


พวงมาลัย

 

ก่อนจะรับรถ มีสื่อมวลชนหลายท่านไปทดสอบขับ Nissan March ตัวทดลองประกอบแล้วบอกว่า

– พวงมาลัยเบามาก น่ากลัว

– พวงมาลัยไม่คม เลี้ยวแล้วไม่ไป

เบียร์จึงทำการทดสอบดู ปรากฎว่า พวงมาลัยมันเบาจริง ๆ ในช่วงที่ความเร็วต่ำแทบจะเป็นศูนย์หรือช่วงที่เราจะถอยรถเข้าจอด หรือกลับรถนั่นแหล่ะ

แต่พอขับด้วยความเร็วสูง พวงมาลัยไฟฟ้าตัวนี้ก็ปรับความหนืดจนแข็งขึ้นตามย่านความเร็ว ซึ่งก็ทำให้รู้สึกมั่นคงและมั่นใจได้ครับ ลองปล่อยมือจากพวงมาลัย ก็ไม่พบอาการที่ทำให้หวั่นไหว

และเมื่อเบียร์กลับไปขับ Nissan รุ่นเก่าที่บ้าน เบียร์ก็พบว่า ความเบาที่ March ให้มาเนี่ย “ใช่เลย โดนใจฉันเลย ไม่มีมากไป ไม่มีน้อยไป ถูกใจทุกอย่าง”

นั่นคือ เกิดความรู้สึกชอบขึ้นมาเลย ขับง่าย หมุนง่าย ขับไปเรื่อย ๆ เราไม่เมื่อย เราไม่เหนื่อย แถมพาลรู้สึกว่า พวงมาลัยพาวเวอร์ใน Nissan คันเก่านั้น หนักเกินไปซะด้วยซ้ำ

ส่วนการเลี้ยวแบบสลาลอมนั้น ในชีวิตประจำวันของเบียร์คงไม่มีการขับแบบสลาลอมจ๋าขนาดนั้น มีอย่างมาก ก็ปาดซ้าย ป่ายขวาไปตามทางด่วน ซึ่งเป็นสภาวะปกติของชาวกรุงเทพ ที่รถช้าชอบขับเลนขวา แทนที่จะช้าให้ชิดซ้าย

เบียร์นำรถไปลองปาดซ้าย ป่ายขวาดูด้วยความจำเป็นทางด้านจราจรนั่นล่ะ ไม่ได้ขับกวนเมืองแต่อย่างใด ก็พบว่า พวงมาลัยก็ไปได้ตามสั่ง ไม่ได้แย่อย่างที่ได้ยินมา

ซึ่งสำหรับการวิ่งแบบสลาลอม จะคมหรือไม่คม เบียร์ก็ไม่รู้ และไม่ได้สนใจอีก เพราะถ้ามันตอบสนองการขับขี่ในแบบบุคคลธรรมดาอย่างเบียร์แล้ว ก็พอใจมากแล้วครับ


ช่วงล่าง

 

เท่าที่ทดลองขับนั้น พบว่า ช่วงล่างของ March กำลังพอดี ๆ คือ ไม่นิ่มไป และไม่แข็งไป

เบียร์ทดสอบด้วยการขึ้นหลังเต่าโดยไม่เบรค ก็ไม่ได้นิ่มจนไม่รู้สึกเหมือนรุ่นพี่ในค่ายอย่าง Teana และก็ไม่ได้แข็งกระด้างจนก้นระบมเหมือนรถกระบะเช่นกัน

เบียร์ทดสอบการเข้าโค้งตัว S ด้วยความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมงในแบบการขับขี่ธรรมดา ก็พบว่า มั่นคงและไว้ใจได้

แต่ถ้าความเร็วมากกว่านี้ และโค้งมีองศาที่แคบกว่านี้ ก็คงจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะยางหน้าแคบ และรถก็สูง ซึ่งถ้าโหลดตัวรถลงมาหน่อย พร้อมยางขนาด 195/55R15 ขึ้นไป น่าจะสบายใจได้ในความเร็วดังกล่าว


ระบบเบรค

 

ในรุ่น V และ VL ได้ระบบเบรคมาเต็มพิกัด ทั้ง ABS (ป้องกันล้อล็อค), EBD (กระจายแรงเบรค) . BA (ระบบช่วยเบรค)

โดยเป็นดิสเบรคในคู่หน้า และดรัมเบรคในคู่หลัง

ถ้าการทดสอบเบรคปกติ มันก็ใช้งานได้ดีนั่นแหล่ะครับ หยุดทันใจ ไม่มีปัญหาอะไร ยกเว้นช่วงฝนตก ที่จะมีเสียงเบรคบ้าง แต่ก็สั้น ๆ สักพัก เสียงก็หายไป

แต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้ทดสอบ ABS EBD BA เข้าจริง ๆ

ในขณะที่เบียร์กำลังขับรถอยู่เลนซ้ายผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์มา มุ่งหน้าไปทางถนนวิภาวดีเพื่อเตรียมเลี้ยวซ้ายเข้าถนนวิภาวดีนั่นล่ะ

เลนถัดไป มีรถบรรทุก 6 ล้อวิ่งอยู่ ตามด้วย Toyota Camry สีดำวิ่งตามอยู่ไม่ห่าง

ในขณะที่เบียร์กำลังวิ่งแซงโตโยต้า แคมรี่สีมรณะขึ้นไปนั้น อยู่ ๆ เจ้า Camry มรณะก็หักออกมาหาเลนเบียร์ซะงั้น

ในจังหวะเดียวกับที่เบียร์กำลังจะแซงขึ้นไปพอดี

เบียร์รีบกดแตรดังสนั่น ในขณะที่เท้าเบียร์รีบตะครุบเบรค จนรู้สึกสั่น ๆ ที่เท้า และมือรีบถอนจากแตรมาหักพวงมาลัยไปทางฟุตบาธ

ซึ่งน้องเจ แฟนสาวของเบียร์ตกใจมาก กลัวเบียร์จะหักขึ้นไปชนเสาไฟฟ้าบนฟุตบาธนั้น

แต่เบียร์ก็ยังดีที่มีสติควบคุมรถ ด้วยการหักสั้น ๆ พอจะหลบเจ้า Camry มรณะซึ่งในขณะนี้รู้ตัวแล้วว่าทำตัวชั่วช้าเพียงใด ด้วยการหักกลับไปเลนเดิมเรียบร้อยแล้ว

และแน่นอน มันไม่ยอมออกมาสบตาเบียร์อีกเลย

ด้วยความที่ไม่ชอบมีเรื่องมีราวกับใคร เบียร์ก็ขับไปตามปกติของเบียร์ แม้ว่าจะตกใจนิดหน่อย แต่ก็โล่งใจ ที่ไม่เกิดอุบัติเหตุใด ๆ ขึ้น

เบียร์มองโลกในแง่ดีที่สุดแล้วนะ ว่า camry อาจจะเจอมุมบอดของกระจกมองข้าง

แต่คำถามคือ ทำไมไม่เปิดไฟเลี้ยว?

ถ้าคุณเปิดไฟเลี้ยวไว้ก่อน เบียร์ก็จะระวังตัวมากขึ้น และอาจจะยอมให้คุณไปก่อนก็ได้ เพราะเข้าใจว่า ติดรถบรรทุกอยู่มันอึดอัด

แต่อยู่อยากจะเลี้ยวก็เลี้ยว อยากจะไปก็ไป ไม่บอกไม่กล่าว

หรือเปิดไฟเลี้ยวเป็นเฉพาะตอนสอบใบขับขี่ ออกจากสนามสอบ รับใบขับขี่มาลืมวิธีเปิดไฟเลี้ยวเสียหมดสิ้น!!!


 

เกียร์ CVT

 

จะว่าไปแล้ว การใช้งานไม่ต่างจากเกียร์ออโตครับ แต่ที่รู้สึกได้ถึงความต่างอย่างชัดเจน คือ การเปลี่ยนเกียร์ที่ไม่รู้สึกถึงการเปลี่ยนเกียร์ สมูธ แอท ซิลค์ ยังไงยังงั้นเลย นิ่งเรียบ ไปได้สบาย ๆ ครับ

และในเวลาที่เบียร์ต้องการความเร็ว มันก็มาอย่างง่ายดาย ผิดจากที่คาดไว้ก่อนซื้อ ว่าคงอืดตามประสาเครื่องเล็ก

โดยแรก ๆ การออกตัว รู้สึกว่าค่อนข้างช้า แต่ถ้าเวลาเบียร์ขับเร็วหน่อย จะรู้สึกว่าหลังจากนั้น จะออกตัวได้ดีกว่าเดิม

และเวลาที่เบียร์ลองขับแบบ Eco Driving คือ ไปช้า ๆ ไม่รีบร้อน เกียร์ก็จะกลับมาออกตัวช้าตามเคย

ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการที่เกียร์มันจดจำลักษณะการขับขี่ของเราเอาไว้ครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนขับรถช้าเป็นประจำ หรือเจอรถติดอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ลองหาเวลาพา March ไปออกกำลังกาย เรียกม้ามาใช้งานบ้างนะครับ ซื้อม้ามาตั้ง 79 ตัว กลัวจะไม่คุ้ม เพราะใช้ไปแค่ 29 ตัวเอง

ในระบบเกียร์ CVT นั้น เบียร์เข้าใจว่า มีระบบช่วยหยุดแบบ Engine Brake อยู่ด้วยนะครับ เพราะเบียร์สังเกตเวลา เบียร์จะชลอรถเพื่อกลับรถ หรือจอดรถ จะรู้สึกเหมือน Engine Brake เลย หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า รถจะวูบ ๆ ลง ซึ่งแรก ๆ ยังไม่ชิน ก็แปลก ๆ

แต่ขับไป ขับมา ก็ชอบ เพราะรู้สึกว่า รถมันหยุดเร็ว และใช้เบรคน้อยมาก น่าจะลดภาระเบรคได้เยอะครับ

 

เมื่อมาสังเกตที่ด้ามเกียร์ เราจะพบปุ่มถึง 3 ปุ่มด้วยกัน ลองมาดูกันครับว่า ใช้งานอย่างไร

 

ปุ่มแรกขนาดใหญ่สีเงิน อยู่บนสุด จุดประสงค์หลัก เอาไว้ปลด Lock ตำแหน่งเกียร์นั่นเอง

(ปุ่มสีเงินจะมีในรุ่น V และ VL เท่านั้นนะครับ ส่วนรุ่น E EL ปุ่มจะเป็นสีดำครับ)

โดยหลัก ๆ ตำแหน่งที่ต้องกดคือ

จาก P ไป R
จาก N ไป R
จาก R ไป P
จาก D ไป L

 

เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เราเผลอไปโดนคันเกียร์จนเลื่อนไปในตำแหน่งที่อันตรายนั่นเอง โดยเฉพาะเกียร์ถอยหลัง หรือ R จะถูกบังคับให้กดทุกครั้ง เมื่อจะเข้าเกียร์นี้

ซึ่งจริง ๆ ถ้าเราจะกดหมดทุกเกียร์ก็ไม่มีปัญหาอะไรนะครับ ยิ่งดีด้วยซ้ำ

ถัดลงมา จะเห็นปุ่มสีดำขนาดย่อม

 

นี่คือปุ่มที่กดเพื่อเข้าสู่โหมด Sport นั่นเอง

โหมด Sport จะเป็นการให้ระบบจัดการหาอัตราทดเกียร์ที่แตกต่าง โดยเลือกเอาอัตราที่สามารถสร้างอัตราเร่งได้สูงมาให้เราใช้ครับ

หรือคิดกันง่าย ๆ บ้าน ๆ ก็เหมือนขับรถสปอร์ตนั่นแหล่ะครับ แต่เป็นความสปอร์ตในตัวของ March นะ ไม่ใช่สปอร์ตจริง ๆ เพราะ March ไม่ได้ออกแบบมาให้ขับแบบสปอร์ตอย่างนั้น

ซึ่งเราจะได้ใช้ใน 2 กรณีหลัก ๆ คือ

– เวลาต้องการเร่งแซงหรือวิ่งด้วยความเร็วสูง

– เวลาขึ้นเขาหรือลงแบบทางชันยาว ๆ

สำหรับโหมดนี้ ถ้าได้ลอง เป็นติดใจทุกคนครับ เพราะสร้างอัตราเร่งได้รวดเร็วขึ้นมากจากการขับแบบธรรมดา

เมื่อเรากดปุ่ม Sport แล้ว หน้าจอจะขึ้นคำว่า SPORT มาเพื่อบอกให้รู้ว่า เราขับขี่อยู่ในโหมด SPORT นะ

ข้อเสียคือ ไม่ควรใช้มันนาน ๆ เพราะจะสูบน้ำมันออกจากถังเป็นจำนวนมาก

ดังนั้น ถ้าท่านกดปุ่ม Sport เพื่อเร่งแซงเป็นที่เรียบร้อยร้อย ก็รีบกดปิดด้วยนะครับ

ซึ่งถ้าใครเคยขับรถเกียร์ Auto ก็จะพบปุ่มคล้าย ๆ กัน นั่นคือปุ่ม O/D หรือ Over Drive นั่นเอง ซึ่งการทำงานจะไม่ได้เหมือนกันนะครับ เพราะระบบของเกียร์ Auto และเกียร์ CVT จะทำงานแตกต่างกันนั่นเอง

ปุ่มสุดท้าย

 

ปุ่ม Shift Lock ที่วางอยู่เหนือตำแหน่ง P นี้คือปุ่มที่ปลด Lock ตำแหน่งเกียร์นั่นเอง

แรกเริ่มเดิมที ผู้ลิตรถยนต์เกียร์ auto ทำปุ่ม P ซึ่งมาจาก Parking ไว้เพื่อการจอดรถเท่านั้น ซึ่งจะกันรถไหลอีกชั้นนึงด้วย

แต่ด้วยพื้นที่ที่จำกัด ทำให้ รถยนต์สมัยนี้ไม่สามารถจอดในเลนปกติได้ จึงต้องจอดซ้อนคันกันมากขึ้น ดังนั้น การจอดซ้อนคัน ต้องใช้เกียร์ N จอดเท่านั้น เพื่อให้คันที่เราไปจอดขวางอยู่ สามารถเข็นรถเราให้หลบพ้นทางที่เค้าจะออกได้

แต่ด้วยความปลอดภัย ค่ายรถจึงบังคับให้เจ้าของรถ จอดเกียร์ P ก่อนเท่านั้น ถึงจะพาตัวเองออกจากรถได้ เพื่อสร้างความมั่นใจว่า รถของเพื่อน ๆ ได้เข้าเกียร์ที่ถูกต้องในการจอดเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้น เจ้าของรถต้องพิจารณาด้วยตัวเองว่า ควรจอด P หรือ N ตามสถานการณ์

โดยการทำปุ่มนี้ขึ้นมา เพื่อให้เพื่อน ๆ กดปลด Lock จาก P มา N เวลาจอดรถซ้อนคันได้นั่นเอง

วิธีปลด Lock เพื่อจอดซ้อนคัน

– เข้าเกียร์ P ดับเครื่องยนต์

– ให้เอามือข้างหนึ่งกดปุ่มนี้ค้างไว้นะครับ ส่วนมืออีกข้างหนึ่งก็กดปุ่ม Lock คันเกียร์ (ปุ่มที่ 1) แล้วลากคันเกียร์มาไว้ที่ N ครับ

เพียงเท่านี้ เพื่อน ๆ ก็สามารถจอดรถซ้อนคันโดยไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นได้แล้วครับ

หมายเหตุ : ถ้าเพื่อน ๆ แอบขี้โกง เข้าเกียร์ N ดับเครื่อง แล้วเดินหนีไปเลยไม่ได้นะครับ Nissan March ฉลาดพอที่จะร้องลั่นไม่ให้คุณไปไหนเลยละ

และจออัจฉริยะก็จะแจ้งเตือนทันที


 

ยามค่ำคืน

 

บอกได้คำเดียว ว่าประทับใจมาก ๆ

ก็ March เล่นให้สีส้มประดับมาขนาดนี้ จะไม่ให้หลงรักได้อย่างไรละครับ

 

ถ้าดูจากภาพ อาจจะไม่สวย เพราะกล้องห่วย แถมคนถ่ายก็ยังไม่ได้เรื่อง แต่ถ้าเพื่อน ๆ ได้มีโอกาสเห็นหรือครอบครองอยู่แล้ว จะเข้าใจถึงความงามครับ

ส่วนเข็มความเร็ว สังเกตเห็นจะพบว่า เป็นสีขาว ซึ่งขอบอกว่ามันเหมาะสมดีอยู่แล้ว เพราะมองง่าย อ่านค่าง่าย ดูชัดเจน ไม่ต้องเพ่งสมาธิมายุ่งกับมันมาก ทำให้เรามีสมาธิกับการขับขี่ในยามค่ำคืนได้เต็มที่

ก็แหม ยก Font ยกสีมาจากพี่ใหญ่ในค่ายทั้งที มันก็ต้องดูดีเป็นธรรมดา จริงม่ะ?

นอกจากคอนโซลกลางแล้ว ในส่วนอื่น ๆ ก็ยังใช้ไฟเรืองแสงสีส้มเช่นกัน อาทิเช่น

ปุ่มควบคุมจออัจฉริยะและกระจกมองข้าง

 

กระจกไฟฟ้าสำหรับคนขับ สว่างแค่อันเดียว นอกนั้นต้องคลำเอา

 

ตำแหน่งเกียร์

 

สำหรับไฟหน้า เบียร์ถือว่าสว่างเลยทีเดียว แต่ถ้าใครไปติดฟิล์มกระจกหน้าให้รับแสงได้น้อย บางทีอาจจะรู้สึกว่าไฟหน้าไม่สว่างนะครับ


 

สรุปการใช้งานกุญแจอัจฉริยะ+ปุ่ม start

 

ก็อย่างที่พี่ชายแฝดคนละฝาของเบียร์บอกไว้นั่นแหล่ะครับ

“อยากใช้ชีวิตง่าย ๆ อย่างผมไหม”

มันง่ายจริง ๆ ครับ

มาดูตัวอย่างวันทำงานของเบียร์วันนึงก็ได้

– ตอนเช้าเริ่มด้วยการที่เบียร์เดินออกจากบ้าน พอถึงรถ ก็กดปุ่มสีดำ 1 ที เปิดประตูรถ ขึ้นไปนั่ง เหยียบเบรค กดปุ่ม Start ครั้งเดียว แล้วถอนมือมาคาดเข็มขัดนิรภัย ในช่วงนี้ กระจกมองข้างจะกางออก และเครื่องก็จะติด

– เบียร์รอเครื่อง warm สักพัก โดยดูจากเข็มวัดรอบที่ตกลงมาใกล้ 1000 รอบ จึงออกตัว (เวลาเรา start เครื่องตอนเช้า หรือตอนที่เครื่องเย็น ๆ รอบเครื่องยนต์จะพุ่งไปสูงถึง 2000 รอบนะครับ)

– เบียร์กดปุ่ม AUTO 1 ที เพื่อเปิดแอร์ และไม่ได้ยุ่งอะไรกับมันอีก เพราะมันก็ทำหน้าที่ปรับความแรงของพัดลมให้เบียร์เอง ซึ่งแน่นอน เบียร์รู้สึกสบายและผ่อนคลายในการขับรถมาก

– เบียร์ขับรถถึงสำนักงานของลูกค้า เข้าจอดในซองได้ง่ายด้วยขนาดของรถและพวงมาลัยที่เบา ตามด้วยเซนเซอร์ถอยหลังที่มีหน้าจอคอยบอกระยะ ตาก็ดู ส่วนหูก็ฟังเสียงบอกระยะประกอบกัน

– จอดรถเข้าที่ เบียร์กดปุ่ม Start 1 ทีเพื่อดับเครื่อง ถอดเข็มขัดนิรภัยออก เปิดประตูลงไปเลย โดยไม่มีกุญแจให้เกะกะมือ ปิดประตู กดปุ่มสีดำที่ประตู 1 ที กระจกมองข้างพับเก็บทันที ในขณะที่เบียร์เดินเข้าอาคาร เพื่อไปพบลูกค้า

– หลังจากนั้น 1 ชั่วโมง เบียร์หอบงานที่รับจากลูกค้ามาเต็มไม้ เต็มมือ เบียร์เดินมาที่ประตูท้ายรถ เอานิ้วจิ้มปุ่มสีดำ 1 ครั้ง และเปิดประตูรถขึ้น ปล่อยให้ประตูหลังค่อย ๆ ขึ้นไป โดยไม่ต้องจับ เบียร์เอางานที่รับมาวางด้านหลัง ปิดประตูหลัง โดยปล่อยประตูเบา ๆ ให้มันปิดเองเช่นกัน

– จากนั้น เดินขึ้นรถ กดปุ่ม Start คาดเข็มขัด และเข้าเกียร์ออกรถไป

ง่ายไหมละครับ? ถ้าไม่ลอง อาจจะไม่รู้ แต่สำหรับเบียร์ ง่ายมาก ๆ ครับ ช่วยลดภาระเบียร์ได้เยอะเลยจริง ๆ

สมัยก่อน เบียร์ขนของมาเต็มมือ ต้องหาที่วางของ บางทีจะวางที่พื้นก็ไม่ได้ เพราะฝนตก ถนนเปียก หลังจากนั้นก็ล้วงหากุญแจรีโมทมาเปิดรถ กว่าจะเสร็จเล่นเอาวุ่นไปเลยทีเดียว

ดังนั้น Lifestyle การขนของด้วยสองมือบ่อย ๆ ของเบียร์มันเหมาะสมที่จะใช้ระบบกุญแจอัจฉริยะจริง ๆ ครับ

บางคนอาจจะมองว่า เพื่อความเท่

บางคนอาจจะมองว่า เป็นความฟุ่มเฟือย

แต่สำหรับเบียร์ มันคือ ความจำเป็นจริง ๆ ครับ ซึ่งเป็นโจทย์ที่เบียร์ตั้งไว้ตั้งแต่ก่อนซื้อรถแล้ว ว่าต้องการรถที่มี option นี้เท่านั้น

และ March ให้เบียร์ได้ ในราคาที่ไม่สูงเกินไป เพราะถ้าเป็นยี่ห้ออื่น ต้องมีเงินอีกสักแสนบาทขึ้นไป ถึงจะได้ Option นี้ใช้

ยิ่งถ้าเทียบกับรุ่น EL ที่มี option นี้เหมือนกัน ยิ่งมีส่วนต่างที่มากโขเลยทีเดียว


 

พ้นรัน-อิน ทำ Top Speed

 

จริง ๆ แล้วเบียร์ไม่ได้ตั้งใจทำ Top Speed เลยจริง ๆ
ถ้าไม่ติดที่น้องแบงค์ เจ้าของ March สีดำด้าน คันเดียวในประเทศไทยที่โทรมาบอกผมว่า

“พี่เบียร์ แบงค์จะขับ 40 รอพี่นะ”

เบียร์เองด้วยความที่อารมณ์ดี ที่จะไป Meeting กับชมรมคนรักนิสสันในวันนั้น ก็ยังขับเจ้า March ที่ความเร็ว 110 บนถนนกาญจนาภิเษก ช่วงทางด่วนสุขสวัสดิ์-พระราม 2 อย่างสบายใจ

จนน้องเจ แฟนเบียร์ทักขึ้นมาว่า “พี่จ๋า น้องเค้ารอแล้ว อย่าให้เค้ารอนานสิ”

เบียร์ตอบกลับว่า “ก็น้องเค้าบอกจะขับช้า ๆ รออ่ะ”

น้องเจสวนทันทีว่า “นั่นแหล่ะ เค้าขับแค่ 40 จะถึงก่อนพี่อีก ไปได้แล้ว อย่าอ่อยอิ่ง ถนนก็โล่ง”

ก็แหม ยังไม่พ้นรัน-อินนี่นา ใครจะกล้าเหยียบละจ้ะ

แต่ไม่รู้นึกยังไง เบียร์กดไมล์ ODO เพื่อตรวจสอบระยะทางทันที

“1604”

โอ้วววว พ้นรันอินแล้วววววววววววววววววววววววววววววว

เห็นแบบนี้ เบียร์ไม่รอช้าแล้ว ถนนก็โล่งเหลือเกิน เพราะเป็นเช้าตรู่ของวันอาทิตย์นั่นเอง

เบียร์กดคันเร่งขึ้นไปจาก 110 เป็น 140 ทันที

และไม่รู้อะไรดลใจ หรืออาจจะรู้สึกว่า ความเร็วมันเริ่มขึ้นช้าแล้วละมั้ง ด้วยความที่เบียร์กลัวจะไม่ทันใจ อยู่ ๆ ก็เลยนึกถึงโหมด sport ขึ้นมา

ลองดูเลยแล้วกัน

เบียร์กดปุ่ม Sport ในขณะที่เท้าเหยียบคันเร่งไว้อยู่แล้ว รู้สึกได้ถึงกำลังส่งที่มากขึ้น จนในที่สุดจาก 140 ก็มาอยู่ที่ 160 อย่างรวดเร็ว

เบียร์เองอายุอาจจะยังไม่มากนัก แต่ก็มากพอที่จะไม่คึกคะนองเหมือนสมัยอายุ 23 ที่ขับรถในย่าน 220 km/h อยู่เสมอ
(ปัจจุบัน การขับขี่ด้วยความเร็วสูง ผิดกฏหมาย และเสี่ยงต่ออันตรายทั้งตัวเองและผู้อื่น ไม่แนะนำให้ปฏิบัติตามนะครับ)

ดังนั้น เมื่อสอบถามจนแน่ใจแล้ว ว่า มั่นใจในตัวรถ และถนนที่ไม่มีรถราวิ่งมากนัก ตามประสาเช้าวันอาทิตย์

รวมถึงไม่มีกระแสลมใด ๆ ให้ไหวหวั่น

เบียร์กดคันเร่งบี้ขึ้นอีกทันที ความเร็วไต่มาที่ 170 ++ เบียร์ก็พบว่า ถึงด่านจ่ายเงินพระราม 2 เสียแล้ว

จึงต้องถอนคันเร่ง เตรียมเงินเข้าด่านต่อไป

ซึ่งครั้งนี้เบียร์ไม่มีหลักฐานมาฝาก เนื่องจากไม่ได้สั่งให้แฟนถ่ายไว้ และจะว่าไปก็ไม่ได้ตั้งใจทดสอบจริงจัง เนื่องจากลองเหยียบเพราะกลัวน้องแบงค์จะรอนานนั่นเอง


 

บทสรุปความคุ้มค่า

 

อาจจะเป็นเพราะความคาดหวังของเบียร์ที่มีน้อยเกินไป….

เนื่องจากเบียร์ไม่เคยทดลองขับก่อนซื้อเลย เชื่อไหมครับว่า เบียร์วางแผนว่า ถ้ารับรถแล้ว ก็จะปรับตัวให้ขับช้า ๆ สไตล์ ECO Car

แต่พอรับรถ ทุกสิ่งที่คิด เปลี่ยนไปหมดเลย

เบียร์เคยคิดว่ารถจะอืด วิ่งไม่ออก แต่ที่เบียร์อยากได้ เพราะมันประหยัดน้ำมัน ปรากฎว่า มันก็วิ่งได้ปกติ ไม่แพ้เครื่องที่ใหญ่กว่าเลย

เบียร์อยากแซงก็แซงได้ทันใจ วิ่งตามใครก็ยังทัน

พอกดโหมด Sport ก็แรงเกินคาด

ไม่เคยคิดว่าเครื่อง 1200 ซีซี 3 สูบ จะทำได้ดีขนาดนี้

จึงบอกได้ทันทีว่าประทับใจและมีความสุขมาก ๆ ที่ได้ขับรถคันนี้

อัตราการกินน้ำมันในเมือง

จากการเติมแก๊สโซฮอลล์ 95 และ E20 สลับไปมา อัตราการกินน้ำมันจะอยู่ที่ 12 ปลาย ๆ – 15 กว่า ๆ

ช่วงที่ได้ 12 ปลาย ๆ เกิดกับ E20 ในช่วงที่รถติดมโหฬาร 1 ชั่วโมง วิ่งได้เพียง 3 กิโลเมตร

ส่วนปกติ ที่รถติดแบบธรรมดาจะอยู่ที่ 14-15 โลลิตร กับน้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95

เมื่อคำนวณแล้ว ตกกิโลละ 2 บาทนิด ๆ ซึ่งถือว่ารับได้ครับ ไม่ต่างกับรถติดแก๊สคันเก่าที่บาทปลาย ๆ เท่าไหร่นัก

ส่วนอัตราการกินน้ำมันนอกเมือง เบียร์ยังไม่มีโอกาสออกทริปไปต่างจังหวัดเลย ได้ไปอยุธยาครั้งนึง ก็ดันไปวันเข้าพรรษา รถติดหนักกว่าในกรุงเทพอีก

———————–

ทีนี้ ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนหนึ่งที่กำลังรอรถ Nissan March อยู่

เบียร์ฝากเพลงนี้ให้ครับ เพราะเบียร์เชื่อว่า มันคุ้มค่ากับการรอคอยจริง ๆ

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนหนึ่งที่สนใจและศึกษาข้อมูล Nissan March อยู่

ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะตั้งใจซื้ออยู่แล้ว แต่ศึกษาข้อมูลอยู่ หรือกำลังเปรียบเทียบกับค่ายอื่นอยู่ก็ตาม

ถ้าเพื่อน ๆ อ่านมาถึงบรรทัดนี้ เบียร์ขอบอกว่า คิดถูกแล้ว ที่มาอ่านรีวิวจากผู้ใช้งานจริง ๆ

เพราะอะไร? ก็เพราะว่า ผู้ใช้งานจริงเค้าจะบอกเพื่อน ๆ ได้อย่างจริงใจ ดีก็ว่าดี แย่ก็ว่าแย่ เพราะเพื่อน ๆ จะซื้อหรือไม่ซื้อ เค้าก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรอยู่แล้ว

ไม่เหมือนกับเซลล์ ที่ย่อมเชียร์ค่ายตัวเองแบบไม่ลืมหูลืมตา ซึ่งมันก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาคือ ชอบแขวะคู่แข่งซะไม่ดูความจริง

สื่อมวลชนก็เหมือนกัน ใช่ว่าจะเชื่อได้ซะที่ไหน

….หนังสือที่ดี เขียนเป็นกลางก็มี
….หนังสือที่รับเงิน รับทอง เชียร์สุดลิ่ม ทิ่มประตูก็มี
….หนังสือที่อคติสุดขั้ว มั่วสุดขีด ก็……มีอีกเช่นกัน

และแน่นอน เราไม่มีทางรู้หรอกครับ ว่าใครเป็นอย่างไร?

ผมขอยกตัวอย่างนิตยสารรถยนต์ให้ดู 2 เล่ม ไม่ขอเอ่ยชื่อแล้วกัน

นิตยสารเล่มแรก เขียนเมื่อเดือนพฤษภาคม เค้าบอกว่า Nissan March ขนาดเป็น ECO car ราคาถูก ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทำยอดขายได้ไม่ดี

เค้าบอกว่า ดูง่าย ๆ จากรถบนท้องถนน ไม่เห็นมีเลย ผิดกับ Mazda 2 ที่วิ่งกันเกลื่อนถนน

เฮ้อ….คุณเป็นนักข่าวสายรถยนต์หรือเปล่าครับ?

ถ้าใช่ ก็แสดงว่าคุณไม่ได้ตามข่าวเล้ยยยย ว่า

1. Nissan มียอดจองเท่าไหร่แล้ว หลังงานมอเตอร์โชว์?

2. Nissan มีกำหนดส่งมอบรุ่น CVT ในเดือนมิถุนายน แม้จะจองมาตั้งแต่เปิดตัวก็ยังไม่มีใครได้ ยกเว้น MT ซึ่งยอดขายก็น้อยกว่า CVT หลายเท่าตัวในเขต กทม.

3. Mazda เปิดตัว Mazda2 ก่อนหน้านั้นตั้งนานแล้ว มิใช่หรือ แถมได้ยินว่า พร้อมส่งมอบด้วย ถ้าไม่มีวิ่งเลย ก็แปลกแล้ว

นิตยสารเล่มที่สอง

เค้าบอกว่าอะไรทราบไหมครับ?

– ผลการทดสอบการกินน้ำมัน March กินมากกว่า Honda City และ Jazz (แต่พูดลอย ๆ นะ ไม่ได้จับมาทดสอบในลักษณะเดียวกันให้ดูเป็นเรื่องเป็นราวเหมือนหนังสือบางเล่มเลยนะ)

– กลุ่มเป้าหมายของ Nissan March มีไม่มาก เพราะ March ราคาแพง ไม่คุ้มกับที่จ่ายเงินไป (เอ่อ…..ยอดจองเค้า 20,000 แล้วจ้ะ แล้วที่ถอน ๆ ไปไม่ใช่ไม่ชอบรถนะ แต่รอไม่ไหว แถมดันมีคนซื้อคิวต่อเรื่อย ๆ อีก หุหุ)

– Nissan March เป็นรถคันจ้อย เครื่องเล็ก ใช้งานในเมืองได้อย่างเดียว อย่างเก่งก็แค่ชานเมือง ถ้าจะเอาไปเที่ยว ต้องลำบากใจหน่อย ดังนั้นลูกค้าที่ซื้อ คือคนที่มีตังค์น้อย พวกที่เริ่มทำงานใหม่ ๆ ไม่มีเงินซื้อเบนซ์มาขับ เมื่อเงินไม่พอ เลยซื้อมาใช้พลาง ๆ ก่อน ดีกว่าโหนรถเมล์!!! (จ้า พ่อคนรวย ไม่เคยแหกตามาเปิด Internet ดูว่าชาวบ้านเค้าขับไปเที่ยวไหนต่อไหนกันแล้ว นี่มันปี 2010 แล้วนะครับ ไม่ใช่ 1910)

เพื่อน ๆ อ่านแล้วก็พิจารณากันเอาเองนะครับ

อีกประเภทคือ ชาวบ้านทั่วไปนั่นแหล่ะ หลากหลายอาชีพ อาทิเช่น เจ้านาย , เพื่อนร่วมงาน , เพื่อนผู้หวังดี แต่ประสงค์ร้าย , ช่างซ่อมรถเก่า ๆ เป็นต้น

คำพูดยอดฮิต

– March รถเล็ก เจอรถบรรทุกก็โดนดูดแล้ว

– March เครื่องเล็ก วิ่งต่างจังหวัดไม่ได้

– โห ซื้อ March รุ่น Top แพงจัง เอา Vios ตัวเบสดีกว่า ราคาถูกกว่าอีก

– ระวังนะ ขับไปเครื่องจะระเบิด

– เพิ่มเงินอีกแสนกว่า เล่นเครื่อง 1500 ดีกว่า เชื่อเพ่

– ฯลฯ

พอถามกลับไป “เคยขับหรือยัง?”

ร้อยทั้งร้อยตอบพร้อมกันว่า “ไม่เคย”

น่าเบื่อจัง พวกชอบออก “ความคิดเห็น” ที่ไม่ใช่ “ความจริง” แถมยังไม่ช่วยออก “ตังค์”ให้อีก

ดังนั้น การที่เพื่อน ๆ เข้ามาในเวบของผู้ใช้รถจริง ๆ คือสิ่งที่ถูกต้องแล้วครับ ใครพูดอะไรมา เข้ามาถามเลยครับ ทุกคนพร้อมจะตอบข้อสงสัยอยู่แล้ว

สนใจ Swift ก็ไป Swift Club
สนใจ Mazda2 ก็ไป Mazda2 Club
สนใจ March ก็มา ThaiNissan.com นั่นเอง

 

นี่แหล่ะดีที่สุดแล้วครับ ส่วนนิตยสารต่าง ๆ อ่านประกอบได้ครับ แต่อย่าไปเชื่อจริงจัง สงสัยตรงจุดไหนก็มาสอบถามเจ้าของรถตัวจริงกันได้ในแต่ละชมรม

ซึ่งรีวิว Nissan March VL CVT ของเบียร์ก็คงจะจบลงเพียงเท่านี้

หวังว่า รีวิวที่เขียนไป คงจะมีประโยชน์กับผู้อ่านบ้าง ไม่มาก…. ก็น้อย…..

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ มีคำถามใด ๆ ต้องการถามเบียร์ ก็ทิ้งคำถามไว้ได้ในความเห็นด้านล่างได้เลย เบียร์จะเข้ามาตอบทุกคำถาม

และความคิดเห็นทั่วไป เชิญแสดงกันได้เต็มที่เลยครับ

หรือเข้ามาคุยกับเบียร์ได้ที่ Facebook Review by Biere

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านจนจบครับ

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *