รีวิว Nissan Livina 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 2 : “กุญแจอัจฉริยะที่แตกต่าง”

ตามธรรมเนียมของรีวิว Nissan by Biere ทุกรุ่น ก่อนจะเข้ารถได้ ต้องรู้จัก เข้าใจและใช้กุญแจรถให้เป็นเสียก่อน เพราะใน Nissan Livina 1.6V CVT ซึ่งเป็นรุ่น Top สุดนั้น เป็นรุ่นเดียวที่ได้กุญแจอัจฉริยะมาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเหมือน ๆ กับรถนิสสันรุ่นอื่น ๆ นั่นเอง

 

และด้วยเงื่อนไขของรถ 5 ประตู (Hatchback) ของนิสสัน กุญแจอัจฉริยะจะมีเพียง 3 ปุ่มเท่านั้น

มีเพียง Nissan Juke นั่นแหล่ะ ที่ถือว่าตัวเองแตกต่างจากพี่น้องร่วมค่าย ถือว่าตัวเองเท่ เป็นรถสปอร์ตพร้อมลุยแบบ Crossover เลยให้มาแค่ 2 ปุ่มพอ

(ที่จริงแอบประหยัดใช่ไหมละ คิคิ)

 

และโดยปกติ ทุกครั้งที่เบียร์รับรถ นิสสันจะให้กุญแจอัจฉริยะมาเหมือนกัน 2 อัน  เนื่องจากมีกุญแจเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ภายในกุญแจอัจฉริยะอยู่แล้ว  แต่กุญแจรถ Nissan Livina นั้น กลับมีกุญแจอัจฉริยะเพียงอันเดียว ส่วนกุญแจอีกอันเป็นกุญแจไขธรรมดา

นั่นหมายความว่า Nissan Livina ต้องมีอะไรแตกต่างจากรถนิสสันที่ใช้กุญแจอัจฉริยะรุ่นอื่น ๆ แน่นอน

 

งั้นเรามาดูกันครับ ว่ากุญแจทั้ง 2 แบบของ Nissan Livina ใช้งานอย่างไร? เริ่มที่แบบแรกกันก่อน

1.   กุญแจอัจฉริยะ

 

ถ้าเพื่อน ๆ เคยใช้กุญแจอัจฉริยะของนิสสันมาแล้ว หรือไม่เคยใช้แต่เคยอ่านรีวิวจากเบียร์มาก่อนหน้านี้ ก็คงจะเข้าใจอยู่แล้ว ว่ากุญแจอัจฉริยะใช้งานอย่างไร แต่ทั้งนี้ เบียร์ก็ต้องขอ Re-run ตามปกติอีกครั้ง เผื่อเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเข้ามาอ่านเป็นครั้งแรกนะครับ

โดยกุญแจอัจฉริยะนั้น สามารถแยกใช้งานได้หลัก ๆ 3 แบบ

1.1 แบบกุญแจรีโมททั่วไป
1.2. แบบกุญแจอัจฉริยะ
1.3 แบบกุญแจธรรมดา

ลองมาดูแบบแรกที่คุ้นเคยกันก่อนครับ

1.1    แบบกุญแจรีโมททั่วไป 

การใช้งานแบบนี้ ก็เหมือนรีโมททั่วไป มีปุ่มให้กดอยู่ 3 ปุ่มครับ
เบียร์จะไล่จากบนลงล่างเลยนะครับ

 

ปุ่มแรก รูปแม่กุญแจล็อคอยู่ ก็ตามภาพครับ เอาไว้กดเพื่อ“ล็อครถ” โดยเมื่อเรากด 1 ครั้ง รถจะมีเสียงดัง “ปี๊ป” 1 ที พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง สว่างขึ้น 1 ทีเช่นกัน เพื่อบอกว่ารถล็อคให้เรียบร้อยแล้ว

 

ปุ่มที่สอง รูปแม่กุญแจไม่ได้ล็อค ก็คือ “กดเพื่อปลดล็อค” โดยจะมีเสียงดัง “ปี๊ป ปี๊ป” ดังขึ้น 2 ที พร้อมไฟเลี้ยวทั้ง 2 ข้าง สว่างขึ้น 2 ทีเช่นกัน เพื่อบอกว่า รถได้ถูกปลดล็อคประตูทั้ง 5 บาน พร้อมให้เพื่อน ๆ ได้เข้าไปภายในรถเรียบร้อยแล้ว

 

ทีนี้มาดูปุ่มสุดท้ายรูปลำโพงสีแดงกันบ้างครับ

 

ปุ่มนี้เมื่อเบียร์กดค้างมากกว่า 1 วินาที เสียงแตรของรถจะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนสัญญาณไฟไหม้ห้างไม่มีผิดเพี้ยน โดยจะดังยาวนานประมาณ 25 วินาที ถึงจะหยุด หรือจนกว่าเพื่อน ๆ จะกดปุ่มที่รีโมทปุ่มใดปุ่มหนึ่ง 1 ที เพื่อหยุดเสียงของมัน

 

ซึ่งปุ่มนี้จะได้ใช้ต่อเมื่อ

กรณีที่ 1 ไปจอดรถไว้ในที่สาธารณะ แล้วพอดีเกิดขี้หลง ขี้ลืม หารถไม่เจอ ก็กดปุ่มนี้ค้างไว้ เพื่อให้รถตอบกลับมาว่า “ฉันอยู่นี่……” แป๊ด แป๊ด แป๊ด แป๊ด แป๊ด

เพื่อน ๆ ก็เดินไปตามเสียงร้องของรถได้เลยครับ เจอพิกัด Nissan Livina คันโปรดเมื่อไหร่ ก็อย่าลืมกดปุ่มที่รีโมทอีกครั้งเพื่อปิดเสียงด้วยละ จะได้ไม่รบกวนโสตประสาทชาวบ้านแถวนั้นครับ เพราะเสียงแตรมันดังได้ใจจริง ๆ

กรณีที่ 2 เพื่อน ๆ อาจจะเห็นใครมาด้อม ๆ มอง ๆ หรือทำอะไรมิดีมิร้ายแถวรถของเรา ไม่ว่าจะหมาเตรียมฉี่ใส่ล้อ หรือโจรเตรียมแงะรถ ก็กดปุ่มนี้ เพื่อให้คน(หรือหมา)เหล่านั้นตกใจ และหนีไป รวมถึงเรียกร้องความสนใจจากคนแถวนั้นให้หันมามองด้วย ว่ามีอะไรเกิดขึ้น

จะว่าไป หลักการคล้ายสัญญาณกันขโมยทั่วไปนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ต้องกดปุ่มด้วยตัวเองครับ ซึ่งผมทดสอบกดจากคอนโดชั้น 8 ลงมา รถก็สามารถร้องได้เช่นกันครับ

 

หรือถ้าเพื่อน ๆ อยากดูตัวอย่างแบบคลิป VDO ก็สามารถดูได้จากคลิปที่เบียร์เคยทดสอบกับ Nissan March นั่นเองครับ

 

แบบที่ 1.2 กุญแจอัจฉริยะ 

ระบบกุญแจที่เบียร์ชอบมากที่สุด เพราะไม่ใช่แค่สะดวกสบาย แต่ยังปลอดภัยอีกต่างหาก เพราะเพียงเพื่อน ๆ พกกุญแจอัจฉริยะไว้ในกระเป๋า ไม่ว่าจะกระเป๋าเสื้อก็ได้ กระเป๋ากางเกงก็ดี หรือถ้ามีกระเป๋าสะพายก็จัดไป!! การเข้า-ออก เปิดรถ ปิดรถ รวมถึงสตาร์ทรถมันง่ายดายเหลือเกิน

เริ่มด้วยการเปิดรถก่อนครับ จากนั้นก็เดินมาที่ประตูด้านหน้า ฝั่งไหนก็ได้ เพื่อน ๆ จะเห็นปุ่มเล็ก ๆ สีดำที่มือเปิดประตูทั้ง 2 ด้านแบบนี้

 

ในกรณีที่รถล็อคอยู่ เมื่อเรามากดปุ่มสีดำนี้ 1 ที รถก็จะปลดล็อค สังเกตได้จากเสียงสัญญาณปี๊ปจะดัง 2 ครั้ง (พร้อมไฟฉุกเฉินกระพริบ 2 ครั้งเช่นกัน)

ในทางกลับกัน ถ้ารถไม่ได้ล็อค แล้วเรากดปุ่มนี้ 1 ที รถก็จะล็อคทันที ด้วยการส่งเสียงปี๊ปเพียงครั้งเดียว และไฟฉุกเฉินจะสว่างขึ้น 1 ครั้งนั่นเอง

 

ซึ่งปุ่มนี้จะใช้งานได้ต่อเมื่อ กุญแจอัจฉริยะอยู่กับตัวเพื่อน ๆ ในรัศมีระหว่างปุ่มสีดำและตัวกุญแจไม่เกิน 80 เซนติเมตรครับ 

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ยืนอยู่ที่ประตูคนขับ แล้วไม่ได้กดปุ่ม แต่มีแฟน หรือใครอีกคนมากดปุ่มอีกปุ่มที่ฝั่งคนนั่ง ประตูจะไม่ปลดล็อคให้นะครับ เพราะกุญแจอัจฉริยะอยู่ใกล้ปุ่มไหน ปุ่มนั้นถึงจะทำงานครับ

ดังนั้น สบายใจได้ ว่าถ้าเราเดินมาที่ประตูรถแล้ว จะมีใครมากดปุ่มอีกฝั่งแย่งเราขึ้นรถก่อนนั้น ไม่มีทาง!! ยกเว้นเราจะกดปุ่มฝั่งเราเปิดให้ก่อน อีกฝั่งก็สามารถเปิดประตูได้ปกติครับ

 

และในกรณีที่กุญแจอัจฉริยะอยู่ภายในรถ แม้จะอยู่ในรัศมี 80 เซนติเมตรก็ตาม แต่เพื่อน ๆ ก็ไม่สามารถกดปุ่มเพื่อปลดล็อคหรือล็อครถได้นะครับ เพราะระบบจะจับได้ว่ากุญแจอยู่ข้างในรถครับ

 

ลองมาดูตัวอย่างความชาญฉลาดกันครับ

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าเราลืมกุญแจอัจฉริยะไว้ในรถ (อาจจะอยู่ในกระเป๋าสะพายแล้วไม่ได้เอาลงมาด้วย) เมื่อเราลืมตัว กดปุ่มเพื่อล็อครถ รถจะไม่ล็อคให้นะครับ และจะส่งเสียงเตือนติ๊ดติ๊ดติ๊ดแบบถี่ ๆ เพื่อบอกว่า เราลืมกุญแจไว้ในรถ

ตัวอย่างที่ 2 ถ้าเรานั่งอยู่ในรถ ล็อครถแล้ว กุญแจอยู่กับตัวเราภายในรถ แต่มีผู้ไม่ประสงค์ดี เดินมากดปุ่มที่มือจับประตู เพื่อจะปลดล็อครถ ก็ไม่สามารถทำได้เช่นกันครับ

ตัวอย่างที่ 3 ถ้าประตูรถบานใด บานหนึ่งปิดไม่สนิท แม้เราจะนำกุญแจอัจฉริยะติดตัวมาแล้ว แต่เมื่อเรากดปุ่มสีดำที่ประตู รถก็จะไม่ยอมล็อคให้ครับ จะส่งเสียงเตือนให้เรารู้ว่าประตูปิดไม่สนิท เพื่อความปลอดภัยของเรานั่นเอง


การเปิดฝากระโปรงหลัง 

โดยปกติ เมื่อเรากดปุ่มสีดำที่มือจับประตูด้านหน้า รถจะปลดล็อคประตูทุกบานอยู่แล้ว รวมถึงประตูหลัง เช่น เบียร์กดอยู่ที่ประตูคนขับ ภรรยาที่รออยู่ด้านท้ายรถ ก็เปิดประตูหลังเก็บของได้ทันที หลังจากที่เบียร์กดปุ่มสีดำเรียบร้อยแล้วนั่นแหล่ะ

แต่ทีนี้ เมื่อเพื่อน ๆ เดินมาที่รถด้วยข้าวของสัมภาระเต็มไม้ เต็มมือ มันคงยุ่งยากและวุ่นวายกับการควานหากุญแจมากดปุ่มหรือไข เพื่อเก็บข้าวของเหล่านั้น แต่เพื่อน ๆ สบายใจได้ เพราะเรามีกุญแจอัจฉริยะติดอยู่กับตัว ลืมความวุ่นวายในการล้วงหากุญแจรถจากกระเป๋าขึ้นมาไขหรือกดปุ่มแบบรีโมทไปได้เลย

ที่สำคัญ ไม่ต้องเสียเวลาไปกดปุ่มที่ประตูรถด้านหน้าด้วย แต่ให้เพื่อน ๆ พุ่งตรงไปที่ด้านหลังรถเลย จะเห็นปุ่มสีดำอยู่ใต้โลโก้นิสสัน

 

ก็กดปุ่มนี้เพื่อปลดล็อครถได้ทันทีครับ การใช้งานเหมือนกับอีก 2 ปุ่มที่ประตูหน้าเป๊ะเลย เท่ากับว่า มีปุ่มนี้ 3 ปุ่ม 3 มุมให้เพื่อน ๆ เลือกเปิดรถหรือปิดรถได้ตามความสะดวกเลย

 

เพราะกดเพียงปุ่มใดปุ่มหนึ่ง ก็สามารถเปิดประตูได้ทั้ง 5 บานแบบนี้นั่นเองครับ

 

แบบที่ 1.3 กุญแจธรรมดา 

ทีนี้ลองมาดูการใช้กุญแจอัจฉริยะในรูปแบบธรรมด๊า ธรรมดากันบ้างครับ โดยก่อนอื่น ให้เพื่อน ๆ พลิกไปดูด้านหลังของกุญแจรูปเมล็ดข้าวก่อน จะพบสลักปลดล็อค

 

ก็ให้เพื่อน ๆ เลื่อนสลักเพื่อปลดล็อค โดยถ้าตามตำแหน่งในภาพแล้ว ให้เลื่อนไปทางซ้าย

 

แล้วดึงกุญแจที่ซ่อนอยู่ขึ้นมาครับ

 

ก็จะได้กุญแจออกมาแบบนี้

 

ซึ่งกุญแจนี้ เราจะได้ใช้จริง ๆ ก็ต่อเมื่อ แบตเตอรี่กุญแจอัจฉริยะหมดนั่นเอง ซึ่งถ้าหมด ก็เปลี่ยนได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ ตามรีวิว วิธีเปลี่ยนถ่าน “กุญแจอัจฉริยะ” ของ Nissan

แต่ถ้าหมดฉุกเฉิน ไม่ทันได้เปลี่ยน เราก็ต้องใช้กุญแจนี้ละครับในการเปิด-ปิดรถ รวมถึงสตาร์ทรถนั่นเอง

มาดูวิธีใช้กุญแจกันครับ เริ่มที่การเปิดประตูรถ ก็เอากุญแจเสียบเข้าไปแบบนี้

 

ถ้าเราบิดกุญแจไปทางขวาแบบนี้ คือการล็อครถทุกบาน

 

บิดไปแล้ว ประตูด้านหน้าก็จะเปิดไม่ได้

 

ประตูหลังก็เช่นกัน

 

ดังนั้น ถ้าเราจะปลดล็อครถ ก็ให้บิดกุญแจมาฝั่งซ้ายแทน

 

แต่แล้ว เบียร์ก็พบความแตกต่าง เพราะเมื่อเบียร์บิดกุญแจมาทางซ้ายแล้ว ประตูรถสามารถเปิดได้ทุกบานเลยครับ!!

 

ที่มันแตกต่าง เพราะรถนิสสันคันอื่นที่มีกุญแจอัจฉริยะนั้น เวลาดึงกุญแจมาไขแบบนี้ จะสามารถเปิดหรือปิดได้เพียงประตูคนขับบานเดียวเท่านั้นครับ แต่ในนิสสัน ลิวิน่า กลับเปิดได้ทุกประตูเลย!!

 

จากนั้น ลองเอากุญแจสำรองดอกใหญ่มาทดสอบบ้างครับ

 

ก็พบว่า การใช้งานไม่ต่างกันเลยครับ

 

แต่ทีนี้เวลาเพื่อน ๆ ไปจอดรถตามที่สาธารณะต่างๆ  เช่น ห้างสรรพสินค้า อาคารจอดรถ

 

เคยมีข่าวครึกโครมว่า มีผู้ร้ายแอบอยู่อีกด้านของรถ แล้วอาศัยจังหวะเพื่อน ๆ ปลดล็อครถ รีบเปิดประตูเข้ามาทำมิดีมิร้ายทันที

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ไม่สามารถเดินตรวจสอบรถได้รอบคันก่อน วิธีป้องกันที่ดี คือ การปลดล็อคประตูคนขับเพียงด้านเดียวนั่นเองครับ

ซึ่งเดิมที เบียร์จะแนะนำเพื่อน ๆ ที่ใช้นิสสันรุ่นอื่น ๆ ว่า ให้ดึงกุญแจออกมาไขแทนการกดปุ่มสีดำ ก็จบแล้ว เพราะกุญแจเล็ก ๆ ที่ซ่อนอยู่ในกุญแจอัจฉริยะนั้น สามารถเปิดประตูคนขับได้เพียงด้านเดียวอยู่แล้ว

 

แต่ในเมื่อกุญแจของ Nissan Livina กลับแตกต่างจากรถนิสสันคันอื่น เพราะบิดทีเดียว สามารถปลดล็อคได้ทุกด้าน ก็ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะเบียร์มีเทคนิคการเปิดเพียงด้านเดียวมาให้เพื่อน ๆ ใช้กัน

 

โดยวิธีทำคือ แทนที่เพื่อน ๆ จะบิดกุญแจไปทางซ้ายเพื่อปลดล็อค ให้เพื่อน ๆ บิดไปทางขวาแทน

 

จากนั้น บิดกลับมาทางซ้ายทันที

 

ประตูคนขับจะเปิดได้เพียงบานเดียวครับ งานนี้ไม่ต้องพึ่งไสยศาสตร์ เพราะวิทยาศาสตร์มีจริงครับ ไม่เชื่อลองดู 55555+

แต่ถ้าอ่านแล้วงง ก็คงต้องดูคลิปครับ จะได้เข้าใจเทคนิค

 

เมื่อเปิดรถ ปิดรถเป็นแล้ว คราวนี้ก็ถึงเวลา Start Your Engine!!

แต่แฟนพันธุ์แท้กุญแจอัจฉริยะอาจจะต้องผิดหวัง เพราะปุ่มสตาร์ทรถกลม ๆ ส้ม ๆ ที่คู่กันมาแต่ชาติปางก่อน มันหายไป!!

 

กลับกลายเป็นเพียงมือบิดแบบนี้เท่านั้น

 

ซึ่งมือบิดแบบนี้ ทำให้เบียร์คิดถึง Nissan Teana J31 รุ่นแรกขึ้นมาจับใจ เพราะที่เคยใช้มา เป็นแบบนี้เป๊ะเลย

 

Nissan Livina แอบย้อนเวลาหาอดีต ถ้าเพื่อน ๆ ไม่รู้ว่า Nissan Teana รุ่นนี้นานแค่ไหน ก็ดูหน้าเบียร์เอา ว่าหน้าเด็กกว่าตอนนี้กี่ปี 55555+

 

ทีนี้มาดูการสตาร์ทกันครับ แยกเป็น 2 แบบ

1.   แบบกุญแจอัจฉริยะ
2.   แบบกุญแจปกติ

แบบที่ 1 กุญแจอัจฉริยะ

 

ถ้าเพื่อน ๆ พกกุญแจอัจฉริยะในกระเป๋าอยู่แล้ว เปิดรถเข้ามานั่งแล้ว เวลาจะสตาร์ทรถก็เพียงเอามืดมาบิดเจ้าตัวนี้ไปด้านหน้าตามจังหวะ คล้าย ๆ กันบิดกุญแจรถของรถที่ใช้ระบบกุญแจธรรมดานี่ละครับ เพียงแต่เราใช้มืดตัวเองบิดได้เลย

ซึ่งมันจะมีระดับจริง ๆ อยู่ 4 ระดับครับ

1.   LOCK ใช้เวลาจอดรถ ปิดระบบไฟทุกอย่าง ล็อคระบบในรถ
2.   เลข 1 ปิดระบบไฟ แต่ไม่ได้ล็อคระบบในรถ
3.   ACC (เลข 2) เปิดระบบไฟบางอย่าง เช่น เปิดวิทยุได้
4.   ON (เลข 3) เปิดระบบไฟทั้งหมด

ส่วน START (เลข 4) นั้น ใช้บิดไปเพื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ เมื่อสตาร์ทติดแล้ว จะกลับมาอยู่ที่ ON นั่นเองครับ

 

โดยการบิดจาก LOCK ไป ที่เลข 1 นั้น เพื่อน ๆ ต้องกดปุ่มมันลงไปด้วยนะครับ ถึงจะบิดได้

 

แต่ถ้าบิดจาก 1 ขึ้นมา ACC หรือ ON จนถึง Start ไม่ต้องกดปุ่มครับ บิดต่อได้เลยทันที

 

เมื่อเราบิดจนถึง ON แล้ว

 

หน้าปัดก็จะสว่าง พร้อมมีสัญลักษณ์เตือนขึ้นมามากมายแบบนี้

 

จากนั้นให้เราบิดไปข้างหน้าอีกที เครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นมาอย่างง่ายดาย พร้อมให้เพื่อน ๆ ขยับล้อหมุนได้ทันที

และถ้าจะดับเครื่องก็บิดกลับจนสุดมาอยู่ที่ Lock เหมือนเดิมครับ เท่านั้นเอง

แบบที่ 2 กุญแจธรรมดา

ใช้ได้เหมือนกันทั้งกุญแจที่ซ่อนอยู่  และกุญแจสำรองดอกใหญ่ ครับ วิธีเดียวกันเลย เพียงแต่เราไม่สามารถบิดปุ่มได้เลยเหมือนกุญแจอัจฉริยะ

เพราะเราต้องนำกุญแจเสียบเข้าไปแบบนี้ก่อน

 

รูเปิดแล้ว

 

เสียบเข้าไปให้ลึกสุดใจ

 

จากนั้นก็ทำวิธีเหมือนด้านบนที่บอกไปเลยครับคือ “บิด ชิมครีม และจุ่มนม” เอ๊ยย ไม่ใช่ บิดไปข้างหน้าตามจังหวะจะโคนที่ต้องการได้เลยครับ

 

และเมื่อจะดับเครื่อง ก็บิดกลับมาที่ Lock เหมือนเดิม

 

และอย่าลืมดึงกุญแจออกไปด้วยนะจ๊ะ

 

ระบบกันขโมยและกุญแจ Immobilizer

ความปลอดภัยที่นิสสันมอบให้กับ Nissan Livina ทุกรุ่น ทุกคัน ทุกราคานั้น คือ สัญญาณกันขโมย เวลามีการงัดประตู ก็จะมีเสียงร้องดังกังวานขึ้นมาทันที

 

แต่เฉพาะรุ่น V CVT ตัวท็อปเท่านั้น ที่มีระบบกุญแจ Immobilizer ติดมากับกุญแจอัจฉริยะ ไว้ตรวจสอบกุญแจที่กำลังจะสตาร์ทรถว่า เป็นกุญแจตัวจริงที่ถูกต้องหรือเปล่า ดังนั้น การจะ Copy กุญแจผีมานั้น อาจจะเปิดรถได้ แต่ไม่สามารถสตาร์ทรถได้ครับ

 

โดยถ้าสังเกตให้ดี ก่อนสตาร์ท จะเห็นรูปรถสีแดง ๆ กระพริบอยู่ที่เรือนไมล์ นั่นคือ ระบบ Immobilizer กำลังทำงาน เพื่อตรวจสอบกุญแจอยู่นั่นเองครับ ถ้าตรวจสอบผ่านแล้ว รูปรถสีแดง ๆ ก็จะหายไป

 

ดังนั้น ถ้าจอดรถเอาไว้ แล้วแอบมองเข้าไปในรถ เห็นไฟสีแดง ๆ กระพริบอยู่ ไม่ต้องตกใจอะไรนะครับ นี่คือ เรื่องปกติ ที่ไฟจะต้องกระพริบตรวจสอบระบบตลอดเวลาครับ

 

 

 

การล็อครถโดยไม่ต้องดับเครื่องยนต์

 

สำหรับเพื่อน ๆ ที่จำเป็นต้องแวะทำธุระ เช่น เข้าห้องน้ำที่ปั๊ม หรือแวะซื้อของเล็ก ๆ น้อย ๆ  แต่ไม่อยากดับเครื่อง เพราะอยากให้ผู้โดยสารที่มากับเรานั่งรอ หรือนอนรอสบาย ๆ ในรถนั้น สามารถทำได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้เทคนิคใด ๆ นะครับ

เพียงนำกุญแจที่ซ่อนอยู่ในกุญแจอัจฉริยะออกมา

 

แล้วเอากุญแจเสียบเข้าไป จากนั้นก็บิดไปทางขวาเพื่อล็อครถทุกบานได้ทันทีครับ แม้เครื่องยนต์ยังติดอยู่

 

เพียงเท่านี้ เราก็ไปทำธุระส่วนตัว ไม่ว่าจะถ่ายหนัก ถ่ายเบาได้สบายใจแล้ว ไม่ต้องกลัวว่าจะมีมิจฉาชีพมาแอบเปิดรถ แล้วขับหนีไปนั่นเองครับ

 

พอเรากลับมาที่รถ ก็ไขกุญแจ บิดไปทางซ้าย ก็ขึ้นรถได้เลย เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ ไม่ต้องมีเทคนิคใด ๆ ให้ยุ่งยากเหมือนกุญแจอัจฉริยะของนิสสันรุ่นอื่น ที่เบียร์เคยแนะนำว่า ต้องล็อครถก่อนลงจากรถเท่านั้นครับ ถึงจะทำแบบนี้ได้

 

สำหรับรีวิว Nissan Livina ในตอนที่ 2 ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์นะครับ

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *