รีวิว Nissan Juke Tokyo Edition ตอนที่ 2 : ซื้อรถทั้งที วุ่นดีจริง ๆ

ย้อนอ่านตอนที่ 1 ทำไมต้อง Juke

 

เมื่อเบียร์ตัดสินใจที่จะครอบครองน้อง Juke โฉมใหม่ ก็ถึงเวลามองหาข้อเสนอที่ดีที่สุดครับ

 

ช่วงหลังมานี้ เบียร์และครอบครัวไปออกรถกับสยามนิสสัน กรุงไทย มา 3 คันรวด ก็เลยติดต่อกลับไปที่เซลล์คนเดิมเพื่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม

แต่ก็ต้องกินแห้ว เพราะเซลล์คนเดิมไม่ได้ทำงานที่นี่ซะแล้ว

 

ทางคุณป๊อกกี้ กรรมการบริการของนิสสัน กรุงไทย ก็ได้ส่งเซลล์คนใหม่มาดูแลแทน ซึ่งข้อมูลที่เบียร์ได้รับคือ ข้อเสนอพิเศษที่มอบให้ สามารถให้ได้เฉพาะ Nissan Juke รุ่น V CVT และรุ่น Color Studio เท่านั้น แต่กลับไม่รวมถึงรุ่น Tokyo Edition ที่เบียร์หมายปอง เพราะไม่มีรถรุ่นนี้ส่งมอบให้

 

เบียร์เลยถอยหลังกลับมาคิดทบทวนอีกครั้ง ว่าเราจะเลือก Nissan Juke รุ่นไหนดี? ถ้าไม่มี Tokyo Edition ขายจริง ๆ เราจะเลือกรุ่นธรรมดา หรือ Color Studio แทนดี?

 

อันที่จริง ย้อนกลับไปวันที่เห็น Juke โฉมปัจจุบันนั้น เบียร์เคยมีความคิดเดิมอยู่แล้วว่าจะซื้อรุ่น V CVT ปกติมาแต่งใหม่ตามสไตล์เบียร์ ด้วยการทำสีใหม่ (Wrap)ให้สดใสและซาบซ่า เหมือนที่เบียร์เคยจับเจ้า Nissan March มาทำไปก่อนหน้านี้

 

แต่มาถึงวันนี้ วันที่รุ่น Top V CVT ไม่ได้มีรุ่นเดียว แต่กลับมีทางเลือกมากมายถึง 3 รุ่นนั้น มันทำให้เบียร์ไขว้เขว เพราะราคาค่าตัวของแต่ละรุ่นนั้นแทบไม่ได้แตกต่างกันเลย

ลองมาดูกันครับ ว่าแต่ละรุ่นแตกต่างกันอย่างไร?

  1. Nissan Juke V CVT รุ่น Top ตัวธรรมดา ราคา 922,000 บาท

หน้าตาภายนอกก็เรียบร้อยน่ารักประมาณนี้

 

ภายในมีสีแดงให้เลือกเพียงสีเดียว

 

  1. Nissan Juke Color Studio ราคา 922,000 บาท

รุ่นนี้คือ การนำ Juke รุ่น V มาแต่งหน้า ทาปาก เติมเฉดสีเข้าไปเท่านั้นเอง โดยภายนอกมีสีให้เลือกถึง 3 สี คือ

  • สีเหลือง
  • สีส้ม
  • สีเทา

 

เพื่อมาตกแต่งที่กระจกมองข้าง กรอบไฟหน้า และคิ้วกันชนหน้า

 

แถมภายในยังเลือกเปลี่ยนสีคอนโซลได้อีก 3 สีเหมือนเดิม สร้างความแตกต่างได้อย่างชัดเจน

 

ที่สำคัญ สีที่เปลี่ยนไป ไม่ทำให้เงินในกระเป๋าเปลี่ยนแปลง เพราะเราไม่ต้องจ่ายเพิ่มแต่อย่างใด โอ้ววว เจ๋ง

 

จะว่าไปก็น่าสนใจ เพราะเบียร์ยอมรับว่า เคยอยาก wrap เปลี่ยนสีภายนอกของ Juke ให้เป็นสีเหลืองเหมือน Juke ที่จำหน่ายในต่างประเทศ ที่สวยสดใสได้ใจสุด ๆ

Credit : Netcarshow.com

 

ดังนั้น ถ้าเราเลือกรุ่น Color Studio สีเหลือง มันน่าจะทำให้รถเราสวยสดใสไปเลยทั้งภายนอกและภายใน

Credit : Netcarshow.com

 

แต่ที่นี่เมืองไทย ใครกล้าแหยม!! ถึงจะเปลี่ยนสีเหลืองให้ก็จริง แต่ดันเหลือแผงประตูสีแดงมาตัดสีเหลืองแทนซะงั้นอ่ะ

 

คิดไปคิดมา ก็กลัวโดนหาว่าเป็นสายเหลือง 55555+ จะเปลี่ยนไปเป็นสีส้มเหมือน Nissan March ก็ยอมรับว่า เบื่อแล้ว อยากเปลี่ยนอะไรใหม่ ๆ ดูบ้าง ให้ชีวิตไม่ซ้ำซากจำเจ

เลยตัดสินใจไปดูรุ่นสุดท้าย

 

  1. Nissan Juke Tokyo Edition ราคา 932,000 บาท

ตามที่เคยเล่าให้ฟังไปในตอนที่ 1 แล้ว ว่า ภาษีสรรพสามิตที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ราคารถ Juke นั้นเปลี่ยนตาม ยกเว้น Nissan Juke Tokyo Edition ที่ยังคงราคาเดิมอยู่ ทำให้ช่องว่างของราคาลดฮวบจาก 40,000 บาท เหลือเพียง 10,000 บาท

 

แล้วส่วนต่างราคาที่ 10,000 บาทนั้น มีอะไรมาบ้าง?

 

3.1 สเกิร์ตหน้า-หลัง ของแท้จากญี่ปุ่นครับ

ด้านหน้า เป็นสีเทา Charcoal ครับ

 

ด้านหลัง ก็ยังใช้สีเดียวกัน

 

 

3.2 สติ๊กเกอร์คาดรถ รถสีขาวและสีแดง จะได้สติ๊กเกอร์สีดำครับ ส่วนรถสีดำ จะได้สติ๊กเกอร์สีขาว

ด้านหน้า

 

ด้านหลัง

 

ส่วนด้านข้าง ให้ลวดลายเส้นสายล้อไปกับตัวรถ

 

ทั้งด้านบนและด้านล่าง

 

ส่วนด้านบนหลังคาไม่มีสติ๊กเกอร์คาดครับ เป็นหลังคาสีขาวปกติ

 

3.3 สีกรอบไฟหน้า จะแตกต่างกันไปตามแต่ละสี แต่อยู่ในโทนสีแดงและขาว

 

ซึ่งสีแดงนั้น ไม่ใช่สีแดงสดนะครับ แต่จะเป็นสีแดงเบอร์กันดี หรือสีไวน์แดงนั่นแหล่ะครับ ให้ความรู้สึกหรูหราขึ้นมาอีกหน่อยครับ

 

3.4 สีคิ้ว นครราชสีมา เอ้ยย ไม่ใช่นั่นมันอำเภอครับ หมายถึง สีคิ้วของกันชนหน้าครับ จะเป็นสีไวน์แดงเช่นกันครับ

 

 

3.5 สีกระจกมองข้าง ก็จะแตกต่างกันตามแต่ละสีครับ ถ้าเป็นรถสีขาวและสีแดง ก็ได้กระจกมองข้างสีดำมาเลย แต่ถ้าเป็นรถสีดำ จะได้กระจกมองข้างสีขาวมาแทนครับ

 

 

3.6 สีสปอยเลอร์หลัง จะใช้สีเดียวกับกระจกมองข้าง ถ้ารถสีขาวและแดงจะเป็นสีดำเงาครับ แต่ถ้ารถสีดำ ก็จะเป็นสีขาวแทน

 

 

ส่วนภายในนั้น เหมือนรุ่น Top V CVT เป๊ะเลยครับ คือ ได้สีไวน์แดงเพียงสีเดียวเท่านั้นครับ

 

 

กลับมาที่ภายนอก Nissan Juke Tokyo Edition นั้น จะมีสีให้เลือกเพียงแค่ 3 สีเท่านั้นครับ คือ สีขาว สีดำ และสีแดง

 

ถ้าสังเกตโบรชัวร์โฆษณาให้ดี จะเห็นว่าสีล้อจะเป็นสี Hyper Black นะครับ ซึ่งความจริง ไม่ใช่ครับ เพราะจะได้สีล้อสีเงินเหมือนรุ่น V CVT ปกตินั่นแหล่ะ

 

พอส่องโฆษณาดี ๆ จะมีประโยคกำกับไว้ว่า

“หมายเหตุ : ล้ออัลลอยสีพิเศษ Hyper Black จำหน่ายเป็น Dealer Option”

หรือแปลว่า ไม่ใช่อุปกรณ์มาตรฐานนั่นแหล่ะครับ ถ้าอยากได้ ให้ถามโชว์รูมเอา ว่าจัดหามาได้หรือเปล่า?

 

พอได้เห็นความแตกต่างของทั้ง 3 รุ่นแล้ว เบียร์ก็นึกถึงภาพ Nissan Juke ที่ต่างประเทศภาพหนึ่ง ที่เคยเห็นแล้ว รีบเซฟมาทันที และบอกตัวเองว่า จะเอาแบบนี้แหล่ะ

 

ซึ่งมันเป็นสีเหลืองนั่นเองครับ

credit : Response

 

แต่พอส่องดูดี ๆ มันกลับมีชุดแต่ง Tokyo Edition สวมใส่อยู่ นั่นหมายถึงว่า เบียร์ชอบชุดแต่งนี้มานานแล้ว โดยไม่รู้ตัว

 

เพียงแต่ของไทยดันไม่มีสเกิร์ตข้างให้ ไม่งั้นเส้นสายของรถจะสวย ลงตัวมาก ๆ เลย

credit : Response

 

ด้วยเหตุนี้ เบียร์จึงมั่นใจว่า Nissan Juke Tokyo Edition คือ คำตอบที่ชัดเจนของเบียร์

 

ส่วนสีรถ ที่มีเพียง 3 สีนั้น เบียร์เลือกสีขาวโดยไม่ลังเล เพราะส่วนตัวใช้รถสีแดงมาหลายคัน ก็เริ่มเบื่อแล้ว ส่วนสีดำนี่ไม่ชอบเท่าไหร่ เพราะชอบสีที่สดใส

 

เพียงแต่แอบขำตัวเองอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อก่อนไม่ชอบสีขาวเลย เนื่องจากดูจืด ๆ และคนก็ใช้กันเยอะ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อใจ จัดมอเตอร์ไซค์สีขาวมาก่อนหน้านี้ไปแล้ว 1 คัน ต่างกันตรงที่มอเตอร์ไซค์เป็นสีขาวมุก ส่วน Juke Tokyo นั้นเป็นสีขาวธรรมดา

 

เมื่อชัดเจนในตัวเองแล้ว เบียร์จึงสอบถามไปทางผู้บริหารของ Nissan Motor ด้วยตัวเอง ว่ายังมี Nissan Juke Tokyo Edition สีขาวอยู่หรือไม่?

ทางนิสสันตรวจสอบแล้ว แจ้งกลับมาว่า ไม่มีหลงเหลืออีกเลย!!! แถมมีคนตามหารุ่นนี้อยู่หลายคนเหมือนกัน

เอาแล้วสิ พออยากได้รถ ก็ดันไม่มีขาย 55555+

 

คิดไปคิดมาก็ท้อใจ จะทำไงดี ถ้าไม่มีจริง ๆ ก็คงต้องกลับไปมอง Color Studio แทน แต่นึกขึ้นมาได้ว่า เราก็มีเพื่อนและคนรู้จักเป็นเซลล์นิสสันอยู่เยอะมาก แถมทุกคนก็เคยพูดว่า พร้อมจะดูแลเบียร์ แอร๊ยยยยย ซึ้งงงงง

จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะสอบถามข้อเสนอและสต็อครถที่มีให้เรียบร้อย และถ้าใครมีรถส่งมอบหรือให้เงื่อนไขที่ตรงใจ ก็จะเลือกออกรถกับคนนั้นไปเลย

แต่หลังจากสอบถามไปประมาณ 4-5 คน กลับไม่มีใครมี Juke Tokyo Edition พร้อมส่งมอบเลยสักคน โดยมีอยู่ 2 คน ที่บอกว่า สามารถสั่งได้ แต่จะได้รถเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบแน่ชัด

 

แต่สิ่งสำคัญเบียร์กลับพบว่า เมื่อสอบถามเงื่อนไขในการซื้อ Juke ของแต่ละโชว์รูมนั้น ดันได้เงื่อนไขไม่เหมือนกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติ เพราะก่อนอื่น เพื่อน ๆ ต้องทราบว่า นิสสันรวมถึงค่ายรถอื่น ๆ นั้น ขายรถผ่านระบบดีลเลอร์ หรือตัวแทนจำหน่าย ไม่ใช่การจำหน่ายโดยตรงจากนิสสัน

 

ซึ่งทุกคนก็จะได้ราคาทุนมาเหมือนกัน ต่างกันที่จะสั่งรถรุ่นไหน สีไหนมาลงสต็อคไว้รอขาย สั่งดีก็ดีไป สั่งผิด รถก็จมอยู่ในโชว์รูม ก็ต้องหาทางปล่อยออกไปด้วยการจัดโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะโชว์รูมนั้น ๆ เป็นต้น

 

รวมทั้งตัวเซลล์เอง ปกติก็จะมี“งบประมาณ” หรือ Margin อยู่ก้อนหนึ่ง แตกต่างกันไปตามแต่ละรุ่นรถ เอาไว้ทำโปรโมชั่นลดแลกแจกแถมได้ด้วยตัวเอง ใครลดน้อยก็เหลือกำไรมาก ใครลดหมดแล้ว ถ้าลูกค้ายังไม่พอใจ ก็ต้องไปขออำนาจจากผู้จัดการมาช่วยลดเพิ่ม ก็ว่ากันไป

ดังนั้น ข้อเสนอของแต่ละที่จึงแตกต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละคน แต่ละโชว์รูมนั่นเอง

 

แต่สิ่งสำคัญที่เบียร์ค่อนข้างซีเรียสก็คือ ข้อเสนอมาตรฐานที่นิสสันโฆษณาผ่านสื่อในเวลานั้น ดันตรงกับช่วงงาน Motor Expo ปี 2016 ที่มอบข้อเสนออย่างดีส่งท้ายปลายปี

 

เบียร์อ่านเงื่อนไขอย่างดีที่ระบุไว้สำหรับ Nissan Juke เพื่อมั่นใจว่า เราจะได้ข้อเสนอพื้นฐานอะไรบ้างจาก Nissan

JUKE

ข้อเสนอพิเศษ Exclusive 130,000 บาท (4)

พร้อม ฟรี ประกันภัยชั้น 1 (2)

2.) ฟรีประกันภัยชั้น 1 Nissan Premium Protection ระยะเวลา 1 ปี ไม่รวม พ.ร.บ.ทุนประกันภัย 80% ของมูลค่ารถ (ขึ้นกับรุ่นรถภายใต้เงื่อนไขของแคมเปญ) ยกเว้น TEANA ข้อเสนอ ดอกเบี้ย 0%

4.) เฉพาะ TEANA รุ่น 2.0XL Navi และ 2.5XV Navi , JUKE ทุกรุ่น และ ALMERA รุ่น SPORTECH

 

แต่กลับพบว่า หลายโชว์รูมไม่มีส่วนลดตามที่นิสสันโฆษณาครับ จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ แต่นี่คือ สิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับการซื้อรถนิสสันครับ เพราะข้อเสนอมาตรฐานควรจะมีตามปกติ ส่วนของแถมอื่น ๆ ก็ว่ากันไปตาม Margin หรือกำไรของแต่ละโชว์รูม

 

เบียร์อาจจะโชคดี ที่มีเซลล์รู้จักอยู่เยอะ จึงสามารถสอบถามข้อเสนอจากทุกคนได้ แต่ลูกค้าทั่วไปที่ขี้เกียจมาเที่ยวตามหาเซลล์ละ เค้าจะเสียโอกาสได้รับข้อเสนอมาตรฐานไปหรือเปล่า? ตรงนี้คือ สิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องควรนำไปปรึกษาหารือเพื่อแก้ไขกันนะครับ เพราะสุดท้าย มันจะส่งผลกับภาพลักษณ์ในตัวแบรนด์ Nissan นั่นเองครับ

 

ที่จริงสมัยก่อนโน้น เบียร์เองก็เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั่วไปที่ย่อมต้องการข้อเสนอที่คุ้มค่าที่สุด ถ้าเพื่อน ๆ เคยอ่าน รีวิว NISSAN MARCH VL CVT 2010 BY BIERE มันคุ้มค่าแค่ไหน…ที่เฝ้ารอ? ก็จะรู้ว่า ตอนซื้อ Nissan March สีส้มนั้น เบียร์ตามหาข้อเสนอที่ดีที่สุด จนไปได้เซลล์ที่โชว์รูมนิสสันในจังหวัดสมุทรสาครโน้นแน่ะ เดือดร้อนต้องนั่ง Taxi ไปเกือบ 700 บาท เพื่อไปรับรถ (ไม่รวมค่าน้ำมันรถคันเก่าที่ขับไปเช็ครถก่อนวันรับอีก) สุดท้ายถ้ามาคำนวณจริง ๆ จะคุ้มหรือเปล่าก็ไม่รู้?

 

แต่ปัจจุบันที่เราเติบโตมากับการค้าขาย เบียร์ก็ย่อมเข้าอกเข้าใจคนค้าขายด้วยกัน ถ้าไปขอส่วนลดหรือของแถมมากเกินไป จนเค้าไม่มีอะไรเหลือ เค้าก็ไม่เต็มใจจะขาย บริการดี ๆ จะหายไปโดยปริยาย

ดังนั้น ขอโปรโมชั่นขั้นพื้นฐานได้ก็โอเคแล้ว ขอแค่คุยกันรู้เรื่อง เข้าใจความต้องการ ให้ความชัดเจนในสิ่งที่อยากรู้  และติดตามงาน ก็น่าจะเป็นสิ่งที่สบายใจที่สุดทั้ง 2 ฝ่ายในการซื้อขายรถครับ

 

และแล้ว โชคชะตาหรือฟ้าเป็นใจก็มิอาจทราบได้ ทันทีที่เบียร์ทักแชทไปหาเซลล์อีกคนหนึ่ง ก็ถึงกับต้องตะลึงกับคำตอบที่ได้รับกลับมา

“ตอนนี้ที่โชว์รูมมี Tokyo สีขาวอยู่คันสุดท้ายพอดีค่ะ และได้ส่วนลดตามที่นิสสันแจ้งเลยค่ะ คือ ลด 130,000 พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1 ค่ะ”

เบียร์ถึงกับตาลุกวาว เพราะข่าวดีคือ มีรถรุ่นที่อยากได้พร้อมส่งมอบ แถมยังได้โปรโมชั่น Motor Expo ตามที่นิสสันแจ้งไว้อีกด้วย

 

เบียร์จึงนัดหมายคุณไก่ เซลล์คนนั้นทันที เพื่อขอไปดูรถตัวจริงที่โชว์รูมนิสสัน ย่านสะพานใหม่

พอไปถึงโชว์รูม เบียร์ก็แอบตกใจเล็กน้อยที่พบว่า รถ Nissan Juke คันที่หมายปองนั้นมันไม่ได้จอดเก็บไว้ด้านในโกดังอย่างที่คิด  แต่กลับจอดเด่นเป็นสง่าอยู่บนโชว์รูม  ซึ่งหลีกไม่พ้นที่จะโดนมือใครต่อหลายคนมาเปิดดูรถอย่างแน่นอน

 

คุณไก่เดินมาต้อนรับอย่างดี พร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ตรงไปตรงมา เธอบอกว่า รถคันนี้นำเข้ามาตั้งแต่ปลายปี 2015 แล้ว โดยมาครบทุกสี สีละหลายคัน แต่รถ Tokyo Edition ทุกคันขายออกไปหมดแล้ว เหลือคันนี้คันเดียว มีคนมาจองก็หลายคนแล้ว แต่ก็ไม่ผ่านไฟแนนซ์สักคน เลยยังจอดโชว์อยู่ที่นี่ ไม่ไปไหน

 

สัมผัสแรก เบียร์รู้สึกได้ถึงความจริงใจที่เธอมอบให้ เพราะเบียร์ได้ขอดูเอกสาร ก็ถูกต้องตรงกัน ดังนั้นหน้าที่เบียร์ก็เหลือเพียงการตรวจสภาพรถเบื้องต้น ว่าพึงพอใจในรถ Juke Tokyo Edition คันสุดท้ายคันนี้หรือเปล่า

“กุญแจรถค่ะคุณเบียร์” คุณไก่ส่งกุญแจอัจฉริยะรูปทรงที่คุ้นเคยให้เบียร์ ก่อนจะถอยไปยืนคอยอยู่ห่าง ๆ และพูดทิ้งท้ายด้วยเสียงหวาน ๆ ว่า

“ตามสบายนะคะ” 

 

เธอน่าจะรู้ดีอยู่แล้ว ว่าไม่ต้องแนะนำวิธีใช้อะไรให้กับเบียร์เหมือนลูกค้าคนอื่น ปล่อยให้เบียร์ได้ใช้เวลาตรวจสภาพว่าที่ลูกสาวคันใหม่อย่างเต็มที่ แต่ก็ยังยืนรออยู่ในระยะที่เบียร์สามารถเรียกถามอะไรก็ได้  ซึ่งบอกตรง ๆ ว่า เบียร์ชอบเซลล์แบบนี้ ไม่ว่าจะไปซื้อสินค้าอะไรก็ตาม

อันที่จริง เบียร์ค่อนข้างคุ้นชินกับเรื่องแบบนี้ เพราะตลอดการซื้อรถนิสสันที่ผ่านมา แทบไม่มีเซลล์คนไหนมาให้คำแนะนำเลยสักนิด ไม่ใช่เค้าเหล่านั้น บริการไม่ดี แต่เค้าเหล่านั้นจะบอกเสมอว่า เคยอ่านรีวิวของเบียร์แล้ว ก็ไม่กล้าจะแนะนำอะไรเลย เพราะเข้าใจว่า เบียร์รู้หมดทุกอย่างแล้ว

แต่ใจจริง เบียร์ยังชอบที่จะให้เซลล์มาแนะนำอยู่นะครับ เพราะเบียร์เองก็ไม่ได้มีความรู้มากมายอะไร อาศัยประสบการณ์จากการใช้รถ ลองผิด ลองถูกเองนั่นแหล่ะ ถึงเขียนรีวิวออกมาได้ ไม่ได้เก่งกาจอะไรมาจากไหน

ดังนั้น การได้แลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน ยังเป็นสิ่งที่เบียร์ชอบทำอยู่ครับ เพราะประสบการณ์คนเราแตกต่างกัน การแชร์ข้อมูลให้กันและกันจึงเป็นสิ่งที่ดีมาก ๆ ครับ

เหมือนที่เบียร์มาเขียนเวบ www.reviewbybiere.com นี่แหล่ะครับ เพราะอยากแชร์ประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์กับเพื่อน ๆ นั่นเอง

 

กลับมาที่รถต่อครับ เบียร์เริ่มด้วยการเดินวนดูรอบคัน

 

ก่อนจะเข้าไปสำรวจดูภายใน

 

กดปุ่มสตาร์ทเพื่อเปิดดูเลขไมล์ทันที ปรากฏว่าวิ่งไป 73 กิโลเมตรแล้ว ก็ไม่น้อย แต่ก็ไม่มาก เพราะปกติของรถที่จะมีการขับเคลื่อนไปมาระหว่างสาขาของดีลเลอร์ แต่สำหรับเบียร์ ถ้าเกิน 100 กิโลเมตร ถือว่ามากเกินไป

 

ดูภายในเรียบร้อย ถือว่าผ่าน

 

เปิดดูห้องเครื่อง ตรวจเลขตัวถัง สภาพเครื่อง ทุกอย่างปกติ

 

ลองเช็คระบบไฟทั้งด้านหน้า

 

และด้านหลัง

 

เบียร์ตรวจสภาพรถจนครบถ้วน ก็พบรอยขูดขีดอยู่ 2-3 จุด จึงได้แจ้งคุณไก่ว่า ถ้าเก็บรอยทั้งหมดนี้ได้ เบียร์ก็ตกลง ซึ่งคุณไก่ก็รับปากอย่างเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะจัดการให้เรียบร้อย

 

ก่อนที่จะมาคุยกันต่อว่า จะออกเงินสดหรือไฟแนนซ์ดี? มีความแตกต่างอะไรบ้าง?

ซึ่งหลังจากออกรถด้วยเงินสดมาหลายคัน สิ่งที่ทำให้เบียร์รู้ก็คือ การซื้อเงินสดนั้น มีข้อดีอย่างเดียว คือ ไม่เป็นภาระ จะเอารถไปทำอะไรก็ได้

 

แต่ข้อเสียก็คือ ข้อเสนอ ของแถมจะน้อยกว่าการออกด้วยการผ่อน หรือเข้าไฟแนนซ์!!!

อ่ะ งงเด้ งงเด้ ^^

 

เพราะมันย้อนแย้งกับความเข้าใจของคนทั่วไปที่ไม่เคยออกรถมากพอสมควร ที่เข้าใจว่า เงินสดชนะทุกสิ่ง!!

แต่ความเป็นจริงนั้น ไฟแนนซ์จะมีมาร์จิ้นหรือค่าคอมให้กับทางเซลล์หรือดีลเลอร์ด้วย จึงทำให้เซลล์เอาค่าคอมหรือมาร์จิ้นที่ได้เพิ่มเติม มาแถมของเพิ่มให้เราได้ครับ

 

ดังนั้น ถ้าจะออกเงินสด ก็จะต้องใช้เงินดังนี้

ค่ารถ 932,000

หัก ส่วนลด 130,000

เหลือ 802,000

บวก ค่าจดทะเบียน 3,500 บาท (ถ้าขยัน ก็นำเอกสารไปจดเองได้ที่กรมขนส่ง ไม่ต้องจ่ายส่วนนี้

บวก ค่ามัดจำป้ายแดงแท้ 3,000 บาท (ได้รับคืน เมื่อได้ป้ายขาว)

บวก พรบ 646 บาท

รวมเป็น 809,146 บาท

หัก เงินจอง 5,000 บาท

 

สรุป ต้องนำเงินมาจ่ายวันรับรถ 804,146 บาท

 

แล้วถ้าออกไฟแนนซ์ละ? ก็จะมีทางเลือกให้หลากหลายมาก

แม้จะไม่มีโปรโมชั่นดอกเบี้ย 0% ให้เลือกในเวลานี้ แต่เบียร์อยากพูดถึงหน่อยครับ

หลายคนคิดว่า ดอกเบี้ย 0% น่าจะเป็นข้อเสนอที่ดีที่สุด เพราะไม่ต้องใช้เงินทั้งก้อน ค่อย ๆ ผ่อนไป ไม่เสียดอกเบี้ย

แต่ที่จริงแล้ว โปรโมชั่นนี้ มักจะไม่มีส่วนลดค่ารถมาให้นะครับ วิธีการคิดก็เอาค่าตัวรถเต็มจำนวนมาหักเงินดาวน์ แล้วหารจำนวนงวดไปเลย

เช่น ราคารถ 932,000 ดาวน์ 20% ที่ 186,400 บาท เหลือยอดที่ต้องผ่อน 745,600 บาทครับ

ถ้าเค้าให้ผ่อนได้ 4 ปีหรือ 48 งวด (12 เดือน คูณ 4 ปี) เราก็เอา 745,600 มาหาร 48 ครับ ก็จะตกงวดละ 15,534 บาท เป็นต้น

ซึ่งเท่ากับว่า เราเสียค่ารถทั้งหมด 932,000 บาท ตามราคารถเลยครับ

แล้วไฟแนนซ์ได้อะไร?

เค้าก็ได้กำไรจากส่วนลดที่ไม่ได้ลดให้เรามานั่นแหล่ะครับ เป็นรายได้ของเค้า

 

แต่ถ้าเราได้ส่วนลดค่าตัวรถด้วย แม้จะมีดอกเบี้ยก็ตาม แต่ถ้าคำนวณดี ๆ การมีดอกเบี้ยก็อาจจะจ่ายค่ารถได้ถูกกว่าอัตราดอกเบี้ย 0% นะครับ ถ้าเราได้ส่วนลดมามากพอ

 

ลองมาดูโปรโมชั่นที่ทางเซลล์เสนอให้เบียร์ครับ เธอบอกว่า ตอนนี้มีทางเลือก 2 ทาง

  1. ลดค่าตัวรถ 130,000 บาทไปเลย
  2. ซับดาวน์ หรือเอาส่วนลด 130,000 ไปลดเงินดาวน์แทน เพื่อให้ใช้เงินออกรถน้อยลงนั่นแหล่ะครับ

 

มาลองคำนวณกันครับ ว่าทางไหนคุ้มกว่า?

 

  1. ลดค่าตัวรถ 130,000 บาท

 

วิธีนี้คือ นำส่วนลด 130,000 มาหักออกจากค่ารถ 932,000 เท่ากับว่า เราจะซื้อรถคันนี้ด้วยเงิน 802,000 บาท

วิธีการคำนวณเงินผ่อนต่องวด เราต้องรู้ว่า ดอกเบี้ยเท่าไหร่ครับ ซึ่งจะไม่เท่ากัน ขึ้นกับเงินที่เราต้องดาวน์ และจำนวนปีที่เราต้องผ่อน

นั่นแปลว่า ยิ่งใช้เงินดาวน์เยอะ ดอกเบี้ยยิ่งถูก

และถ้ายิ่งผ่อนน้อยปี ดอกเบี้ยก็ยิ่งถูกครับ

โดยเรทที่เซลล์ให้มามีตั้งแต่ดอกเบี้ย 2.19% จนถึง 4.70% เลยทีเดียวครับ สามารถดาวน์ได้ตั้งแต่ 5% จนถึง 30% และผ่อนได้สูงสุดคือ 7 ปี!!

 

ปกติแล้ว เซลล์จะมีตารางผ่อนให้ดูเพื่ออำนวยความสะดวกในการคำนวณ แต่เบียร์อยากสอนวิธีการคำนวณให้เพื่อน ๆ ทราบกันไว้ จะได้คำนวณการผ่อนกันเป็นครับ โดยไม่ต้องพึ่งตารางเลย

 

สมมติว่า เบียร์จะดาวน์ 20% ผ่อน 5 ปี หรือ 60 งวด ตารางดอกเบี้ยกำหนดไว้ที่ 2.59%

มาคำนวณไปพร้อม ๆ กันครับ

ค่ารถ 932,000 – ส่วนลด 130,000 บาท เหลือ 802,000

 

เงินดาวน์ 20% คือ 160,400

ดังนั้น เหลือยอดกู้ยืมที่ต้องชำระหนี้คือ 802,000 – 160,400 = 641,600

การคำนวณก็คือ ให้เราเอายอดหนี้ทั้งหมด 641,600 * ดอกเบี้ย 2.59% = 16,617.44 นี่คือดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายใน 1 ปี

แต่เรากู้ตั้ง 5 ปี เราก็ต้องเอาดอกเบี้ย 16,617.44 คูณ 5 ปี ได้ผลออกมาคือ 83,087.20 บาท

 

จากนั้นให้นำยอดหนี้ 641,600 มาบวกดอกเบี้ยทั้งหมด 83,087.20 จะได้ยอดที่ต้องชำระทั้งหมด 724,687.20

สุดท้าย เราก็นำมาหารจำนวนงวด คือ 724,687.20 หาร 60 งวด

ผลออกมา เราต้องผ่อนรถเดือนละ 12,078.12 หรือปัดเศษเป็น 12,079 บาท นั่นแหล่ะครับ

 

 

ทีนี้มาดูอีกวิธีครับ

  1. ซับดาวน์ หรือเอาส่วนลด 130,000 ไปลดเงินดาวน์แทน

 

วิธีนี้ จะเอาค่ารถเต็มมาคำนวณยอดหนี้ครับ ได้เท่าไหร่ ค่อยเอาส่วนลด 130,000 มาลบเงินดาวน์ครับ แต่จะไม่ได้ลดเต็มจำนวนทั้ง 130,000 บาทนะครับ เพราะจะมีค่าธรรมเนียมอีก 3% จะได้ลดเงินดาวน์จริงแค่ 126,100บาทเท่านั้นเองครับ

 

และเมื่อคำนวณด้วยวิธีการตามแบบที่ 1 ที่เบียร์สอนไปแล้ว เราจะต้องผ่อนรถตกเดือนละ 14,036 บาท ครับ สูงกว่าวิธีแรกถึงเกือบ 2,000 บาทต่องวด

เพียงแต่ข้อดีคือ วันออกรถ จะใช้เงินออกรถน้อยมากครับ

 

อย่างวิธีแรก สรุปแล้วคือ วันออกรถต้องจ่ายทั้งหมด 167,546 บาท ผ่อนเดือนละ 12,079 บาท 60 งวดครับ

แต่พอเป็นวิธีที่สอง วันออกรถ จะจ่ายแค่ 67,446 บาท ผ่อนเดือนละ 14,036 บาท 60 งวดครับ

(ทั้งสองวิธีเบียร์คิดเงินค่ามัดจำป้าย ค่าจดทะเบียน และ พรบ เข้าไปด้วยแล้วนะครับ)

 

จะเห็นได้ว่า ความแตกต่างคือ เงินที่ใช้ออกรถ กับ เงินที่ต้องผ่อนนั่นเองครับ ที่ต้องเลือกเอาตามความเหมาะสมของตัวเราเอง

 

แต่ทีนี้ จะซื้อรถทั้งที ก็ต้องเลือกวิธีที่เสียเงินน้อยที่สุดสิเนาะ งั้นมาลองคำนวณกันครับ ว่า ผ่อนแบบไหนใช้เงินน้อยที่สุด โดยเบียร์จะไม่นำค่าจดทะเบียน พรบ และมัดจำป้ายแดงมาคิดนะครับ เพราะเป็นค่าใช้จ่ายมาตรฐาน และคำนวณจากเงินดาวน์ 20% ผ่อน 5 ปีเหมือนกัน

 

วิธีแรก หักค่ารถไปเลย 130,000

ใช้เงินดาวน์ 160,400

ผ่อนเดือนละ 12,079 รวม 60 เดือน = 724,740

 

รวมเสียเงินทั้งหมด 885,140

 

 

วิธีที่สอง ลดเงินดาวน์ 130,000

ใช้เงินดาวน์ 60,300

ผ่อนเดือนละ 14,036 รวม 60 เดือน = 842,160 บาท

รวมเสียเงินทั้งหมด 902,460 บาท

 

จะเห็นได้ว่า วิธีแรกนั้น ประหยัดเงินกว่าวิธีที่สองถึง 17,320 บาทครับ

 

แต่ถ้ากรณีมีผ่อน 0% อีก ก็จะได้เลขออกมาที่ค่าตัวรถเต็มในราคา 932,000 บาท

 

จึงถือว่า กรณีนี้ การผ่อนแบบมีดอกเบี้ย ก็ยังถูกกว่าแบบดอกเบี้ย 0% เพราะได้ส่วนลดมากพอนั่นเองครับ

 

เมื่อผลออกมาแบบนี้ เบียร์จึงรู้สึกว่า แม้จะเลือกผ่อนแบบรวมดอกเบี้ยแล้ว ก็ถือว่ายังถูกกว่า ค่าตัวรถราคาเต็มอยู่ดี

จึงตัดสินใจว่าจะเลือกผ่อนแทนในรอบนี้ เพราะไม่อยากใช้เงินก้อนใหญ่ทั้งก้อนนั่นเองครับ

เมื่อคุยรายละเอียดครบถ้วนเรียบร้อย เบียร์ก็ตัดสินรูดบัตรเครดิตจองรถไปเลยทันที 5,000 บาท

ซึ่งทางคุณไก่แจ้งว่า เจ้าหน้าที่ไฟแนนซ์จะนัดหมายเข้าไปพบที่บ้านหรือที่ทำงานของเบียร์เพื่อรวบรวมเอกสารเองครับ ไม่ต้องมาที่โชว์รูมอีกแล้ว ให้เตรียมเอกสารไว้ให้เรียบร้อยก็พอ

ก่อนกลับ ทางเซลล์ในโชว์รูมมาขอถ่ายภาพด้วยครับ หลายคนจำเบียร์ได้ ต้องขอบคุณมากครับที่ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

 

และหลังจากเตรียมเอกสารยื่นกู้เสร็จเรียบร้อย ไฟแนนซ์ของธนาคารกรุงศรีก็เข้ามารับเอกสารถึงที่ทำงาน เพื่อไปพิจารณาสินเชื่อครับ

ปรากฏต้องคำนวณยอดผ่อนกันใหม่ เพราะเบียร์เป็นลูกค้าธนาคารกรุงศรีอยู่แล้วครับ เลยได้ลดดอกเบี้ยไปอีก 0.1% ครับ

บอกแล้วว่า เห็นเบียร์เงียบ ๆ นี่หนี้เพียบนะครับ อิอิ

 

มาถึงบรรทัดนี้ เบียร์อยากเสริมความรู้ให้เพื่อน ๆ ทราบเกี่ยวกับการกู้ซื้อรถกันหน่อยครับ หลังจากยื่นกู้ซื้อรถครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2  เลยพอเข้าใจวิธีการคิดของไฟแนนซ์มากขึ้น

 

  1. ไม่มีหนี้สิน ไม่มีภาระ ใช่ว่าจะผ่าน

หลายคนเข้าใจว่า ตัวเองไม่มีหนี้สินเลย บัตรเครดิตก็ไม่มี ไฟแนนซ์น่าจะอนุมัติได้ง่ายอยู่แล้ว นี่คือ ความเชื่อที่ผิดครับ เพราะไฟแนนซ์เค้ามองว่า ไม่มีประวัติการผ่อน ยากแท้จะหยั่งถึงว่า เรานิสัยเป็นยังไง จะเบี้ยวหนี้หรือไม่?

ต่างกับคนที่มีภาระอยู่แล้ว เค้าจะเห็นพฤติกรรมการผ่อนได้อย่างดีผ่านเครดิต บูโรครับ ว่าเคยค้างชำระไหม ผ่อนดีไหม? สิ่งนี้จะช่วยให้พิจารณาได้ง่ายขึ้นครับ

 

  1. ดาวน์น้อย ผ่อนนาน ไม่ใช่แค่ดอกเบี้ยบาน แต่ผ่านยาก

หลายคนรู้สึกว่า การดาวน์น้อยเช่น 5% หรือ 10% นั้น น่าสนใจ เพราะใช้เงินนิดเดียวก็ออกรถได้แล้ว

แน่นอนว่า ถ้าดูตารางผ่อน การดาวน์น้อย จะเสียดอกเบี้ยเยอะสุด แถมถ้าผ่อนยิ่งนาน ดอกเบี้ยก็ยิ่งแพงเป็นเท่าตัว

นั่นคือ เรื่องปกติ

แต่สิ่งสำคัญคือ การดาวน์น้อยนั้น มีผลต่อการอนุมัติสินเชื่อมากครับ เพราะไฟแนนซ์มองว่า คุณอาจจะหนีหนี้โดยยอมทิ้งเงินดาวน์ได้ เพราะจ่ายมาน้อย

ดังนั้น การดาวน์ต่ำตั้งแต่ 5% – 15% นั้น ไฟแนนซ์มักจะขอให้มีผู้มาค้ำประกันเราด้วยนั่นเองครับ แปลว่า เราต้องไปพึ่งพาคนอื่น ถึงจะออกรถได้ครับ

สรุปว่า ยิ่งดาวน์สูงเท่าไหร่ ยิ่งมีโอกาสผ่านง่ายขึ้นครับ แต่ทั้งนี้ ก็ต้องดูรายได้ของเรากับค่างวดประกอบกันด้วยอีกทีครับ ว่าอยู่ในเกณฑ์ที่โอเคนะคะด้วยหรือไม่?

 

  1. ประกันชีวิต

สมัยนี้ ไฟแนนซ์จะมีข้อเสนอให้ทำประกันชีวิตเพิ่มครับ เพื่อคุ้มครองยอดหนี้ที่เรากู้ไปนั่นแหล่ะครับ

แม้เจ้าหน้าที่จะบอกว่า ไม่มีผลต่อการอนุมัติ เป็นการแนะนำเฉย ๆ ก็ตาม แต่เชื่อเบียร์เถอะ มันมีผลอยู่แล้วครับ

เพราะมันเป็นการประกันว่า ถ้าเราเกิดเป็นอะไรไป ไฟแนนซ์ก็ยังได้เงินคืนครับ เค้าก็ย่อมพิจารณาอนุมัติให้คนที่ทำประกันมากกว่าอยู่แล้ว

แถมค่าประกันนี้ ไฟแนนซ์ยังยอมให้เราผ่อนด้วยนะครับ เพิ่มไปในค่างวดรถเลย เรียกว่า เอาทุกทางจริง ๆ

 

แต่มาถึงบรรทัดนี้ สิ่งที่เบียร์ต้องลุ้นต่อก็คือ ผลไฟแนนซ์นี่แหล่ะครับ ว่าจะผ่านหรือไม่? จะซ้ำรอยกับอีกหลายคนที่เคยจองรถคันนี้หรือเปล่า?

 

เพราะสถานการณ์ปัจจุบันตอนนี้ก็คือ เบียร์มีภาระผ่อนรถคันอื่นอยู่ก่อนหน้านี้แล้ว แถมเป็นธนาคารเดียวกันอีกต่างหาก ซึ่งกรณีแบบนี้ ไฟแนนซ์จะยังอนุมัติให้ผ่านอยู่หรือไม่?

มาลุ้นผลกันต่อในตอนที่ 3 นะครับ อดใจรอ เร็ว ๆ นี้เช่นเคยครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *