รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 11 “เมื่อได้ลองขับจู๊ค”

และแล้วก็ได้เวลาขับรถสักที

 

ก่อนที่จะขับรถทุกครั้ง เราต้องคาดเข็มขัดนิรภัย ซึ่งใน Nissan Juke นั้น ถ้าคุณไม่คาดเข็มขัด นอกจากจะมีสัญลักษณ์เตือนที่หน้าจอด้านขวาฝั่งความเร็วแล้ว

 

ก็ยังมีเสียงเตือนดังเป็นระยะ ๆ อีกด้วย

 

สำหรับเข็มขัดนิรภัยด้านหน้าของ Nissan Juke นั้น เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบดึงกลับและผ่อนแรงอัตโนมัติ ซึ่งเข็มขัดแบบนี้จะดีกว่าเข็มขัดนิรภัยปกติ ตรงที่เมื่อเกิดอุบัติเหตุ เข็มขัดจะช่วยผ่อนแรงไม่ให้เกิดอาการบาดเจ็บจากการถูกเข็มขัดรัดไว้

และที่เบียร์ชอบอีกอย่างก็คือ เข็มขัดสามารถปรับสูง-ต่ำ ตามสรีระของแต่ละคนได้

 

เพียงแค่ดึงแล้วเลื่อนขึ้น ๆ ลง ๆ ซะ

 

ก็สามารถปรับความสูง-ต่ำได้ตามใจ จะได้ไม่เกิดอาการแน่นอก จนต้องยก(เข็มขัด)ออก

 

คาดเข็มขัดเรียบร้อยแล้ว หน้าจอก็ขึ้นให้เหยียบเบรกครับ

 

ถ้าเพื่อน ๆ ขึ้นรถมา อยากสตาร์ทรถเลย ก็แค่เหยียบเบรกค้างไว้ แล้วกดปุ่ม Start 1 ที เครื่องยนต์ก็จะติดทันที และพร้อมพาเพื่อน ๆ ทะยานไปยังจุดหมายปลายทาง

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่อยากสตาร์ท เพื่อน ๆ ก็สามารถเลือกระดับการจ่ายไฟ เหมือนกุญแจรถปกติที่ใช้บิดได้

เมื่อเรากดปุ่ม Start แล้ว ไม่ว่าจะเหยียบเบรคหรือไม่เหยียบก็ตาม ที่ปุ่ม Start Stop Engine ก็จะมีไฟดวงเล็ก ๆ ด้านบนติดขึ้นมาเพื่อแสดงว่า ระบบได้ตรวจสอบว่ากุญแจอัจฉริยะในรถเป็นกุญแจที่ถูกต้องตรงกัน และสามารถใช้งานรถได้ตามปกติ

 

สำหรับการกดปุ่ม Start โดยไม่เหยียบเบรกนั้น สถานะของรถจะเป็นดังนี้

–    กดปุ่ม Start 1 ครั้ง ไม่ได้เหยียบเบรค สถานะจะเหมือนระดับ Acc ในรุ่นอื่น ๆ ซึ่งเพื่อน ๆ จะเปิดวิทยุฟังเพลงได้ เหมาะกับเวลาเพื่อน ๆ ไปนั่งฟังเพลงรอใครบางคนในรถ

 

–    แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม Start อีก 1 ครั้ง (หรือ 2 ครั้ง จากเดิม) ระบบไฟทั้งหมดก็จะเปิดขึ้น สถานะจะเหมือนระดับ On ในรถรุ่นอื่น ๆ และมีสัญลักษณ์เตือนต่าง ๆ เต็มหน้าจอไปหมด

 

ซึ่งในโหมดนี้ เพื่อน ๆ สามารถเปิดไฟ เปิดกระจกไฟฟ้า ปรับกระจกมองข้าง ดูจอที่เรือนไมล์ได้ทันที

–    และถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม Start อีก 1 ครั้ง (หรือ 3 ครั้งจากเดิม) ก็คือการปิดระบบทั้งหมดครับ ซึ่งมันก็จะวนเวียนไปมาอยู่ 3 ตำแหน่งแบบนี้ จนกว่าเพื่อน ๆ จะเหยียบเบรคเพื่อ Start รถนั่นเอง

 

ในกรณีที่ Start รถแล้ว แล้วต้องการดับเครื่อง ก็เพียงกดปุ่ม Start 1 ที เครื่องยนต์ก็จะดับครับ โดยจะเหยียบเบรคหรือไม่ก็ได้

และถ้าเพื่อน ๆ ดับเครื่องแล้ว แต่ยังอยากฟังเพลงต่อในรถ เพราะอาจจะจอดรถรอรับคนรัก เพื่อน ๆ ก็กดปุ่ม Start โดยไม่ต้องเหยียบเบรคอีกครั้งหนึ่งครับ ก็จะสามารถฟังเพลงได้ตามปกตินั่นเองครับ ง่ายจังเลย


มาม่ะ ถึงเวลาซิ่งน้อง Juke กันแล้วครับ

 

เหยียบเบรก เข้าเกียร์ D แล้วไปกันเลย

 

การออกตัวนิ่มสบาย สไตล์เกียร์ CVT ที่จริงเบียร์ก็คุ้นชินอยู่แล้วกับระบบเกียร์แบบนี้ ขับมาจะ 4 ปีแล้วนี่

 

การเลี้ยวรถทำได้สบาย ด้วยพวงมาลัยไฟฟ้าที่ปรับความหนักเบาตามความเร็วรถ ยิ่งช้า ยิ่งเบา น้ำหนักพวงมาลัยดีมาก ไม่มีการต้องออกแรงแต่อย่างใด

 

หรือพูดง่าย ๆ คือ เราสามารถเลี้ยวรถด้วยมือเดียวเลยก็ยังได้ สบาย ๆ แต่ไม่แนะนำให้ทำนะครับ มันอันตราย ขอเบียร์เป็นคนทดสอบเพื่อรีวิวให้เพื่อน ๆ อ่าน คนเดียวพอครับ

 

ทางนิสสันให้ข้อมูลว่า รัศมีวงเลี้ยวของ Nissan Juke นั้น คือ 5.5 เมตร ซึ่งก็ไม่แปลกกับวงล้อขนาดใหญ่ถึง 17 นิ้ว

 

ซึ่งเอาเข้าจริง เบียร์ลองกลับรถดู ก็ไม่ได้กว้างอะไรมากนัก ถือว่าคล่องตัวมากทีเดียวในการขับรถในเมืองที่แสนจะวุ่นวาย

 

และเวลาที่เราขับรถอยู่ แล้วอยากดูข้อมูลบนจอรถหน้าต่าง ๆ อย่างที่เบียร์รีวิวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า เราต้องกดปุ่มขวาที่หน้าจอแบบนี้

 

ซึ่งการกดดูหน้าจอแบบนี้จะเหมือนกับ Nissan Almera รุ่น V และ VL ที่เราต้องสอดมือเข้าไปในพวงมาลัยเพื่อกดปุ่ม ดังนั้น ถ้าอยากจะกดดูจริง ๆ อย่ากดดูตอนเลี้ยวรถนะครับ อันตรายมากกับแขนของเรา

 

ทัศนวิสัยคือ สิ่งที่เบียร์ถูกใจมากใน Nissan Juke เพราะเป็นรถที่สูงกำลังดี มองเห็นด้านหน้าชัดเจน และไกลขึ้น

ซึ่งเทคนิคการขับขี่ปลอดภัยนั้น เค้าว่ากันว่า ยิ่งเรามองได้ไกลมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งปลอดภัยมากเท่านั้น เพราะสามารถประเมินสถานการณ์ได้ล่วงหน้า และตัดสินใจได้ทันท่วงที

 

วมทั้งขนาดของกระจกมองข้างที่กว้างกำลังดี ทำให้มองเห็นรถก่อนเปลี่ยนเลนได้อย่างชัดเจน ชอบมากครับ

 

การออกแบบของไฟหน้านั้น ไม่ได้ทำให้รถดูเจ๋งแต่เพียงภายนอก เพราะเมื่อเราได้ขับเจ้า Juke ความรู้สึกของการขับรถสปอร์ตก็ออกมาแบบเต็ม ๆ จากการดีไซน์ไฟหน้าให้ยื่นมาแบบนี้

 

และผสมผสานกับการออกแบบภายใน ทั้งพวงมาลัย เรือนไมล์ และคอนโซล ที่เสริมความรู้สึกสปอร์ตให้มากขึ้น เพราะอย่าลืมว่ารถสปอร์ตที่แท้จริงนั้น มันต้องดูดิบ ๆ ถึงจะได้อารมณ์

 

ที่สำคัญ เจ้าไฟหน้าที่ดูยื่น ๆ ออกมานั้น มันไม่ได้แค่ช่วยให้ดูสปอร์ตขึ้นเท่านั้น แต่มันมีประโยชน์มากในการกะระยะทางด้านซ้าย

 

รวมถึงการถอยรถจอดทางด้านขวา เวลามีเสา

 

ขับมาได้สักพัก จังหวะมีรถตัดหน้า เบียร์เลยลอง“บีบแตร”ดู เสียงออกมาค่อนข้างเบา ไม่รู้เป็นเพราะเสียงแตร Juke มันเบาจริง ๆ  หรือในรถเก็บเสียงได้ดี ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คนไหน ไม่ใช้แตรเลย ก็ไม่ต้องไปสนใจครับ ปล่อยผ่านไป

 

และถ้าเพื่อน ๆ ซื้อ Juke มาใช้งานในเมือง เบียร์ว่ามันเหมาะมาก ทั้งทัศนวิสัย ทั้งการขับขี่ที่บอกได้เลยว่า “คล่องตัว”สุด ๆ

 

เบียร์ลองถอยรถจอดแนวขนานกับถนน ซึ่งเป็นการถอยจอดที่ยากที่สุดของการจอดรถปกติแล้ว แต่น้อง Juke ก็ถอยได้ง่ายดาย แม้ในช่องที่ดูไม่กว้าง

และเมื่อรวมกับอุปกรณ์มาตรฐานที่นิสสันประเคนให้มาพร้อมสรรพ ทั้งกล้องมองหลังและเซนเซอร์ถอยหลังแล้ว ก็ยิ่งถอยได้อย่างมั่นใจขึ้น

 

ถ้าพูดกันตรง ๆ ความคล่องตัวในการถอยจอดนั้น พอ ๆ กับน้อง March เลย

เบียร์จึงลองจับรถ 2 รุ่นนี้จอดเทียบกันดู

 

โดยจอดด้านหน้าให้เท่ากัน

 

แล้วเดินไปดูด้านหลัง ก็พบว่า Nissan Juke นั้น ยาวกว่ากันเพียงนิดเดียว

 

มิน่าละ ทำไมคุณแม่ยายของเบียร์ เมื่อเห็นเจ้า Juke ถึงบอกว่า “รถเล็กจัง” 55555+

 

ในเมืองทดสอบผ่าน จากนั้นเลยพาไปขึ้นทางด่วน

 

ก็พบว่ามันไม่ใช่ทางด่วนอย่างที่เค้าพูดกัน

 

เพราะจริง ๆ แล้วมันคือ “การทาง(เสียเงิน)พิเศษแห่งประเทศไทย”

 

แต่จะว่าไป นี่ถ้าเบียร์มีลูก เบียร์สารภาพเลยว่า สนใจเจ้า Nissan Cube คันหน้ามากกว่านะ

 

แต่นิสสันคงรู้ว่าเบียร์ไม่มีลูก เลยไม่เอา Nissan Cube มาขาย แต่เลือกเอา Nissan Juke ที่เหมาะสมมากที่สุดกับ คนที่ใช้รถในครอบครัวที่มีสมาชิกไม่เกิน 2 คนอย่างครอบครัวเบียร์ 55555+

 

เมื่อรถบนทางด่วน เอ้ย ทางพิเศษหายติดแล้ว เบียร์ได้ลองเหยียบคันเร่งดู เบียร์รู้สึกว่า มันอืดกว่า Nissan Sylphy แฮะ ทั้งที่เครื่องยนต์ตัวเดียวกัน

 

ซึ่งจริง ๆ จะว่าไปมันก็ควรจะอืดกว่า เพราะ Nissan Juke นั้น ทั้งล้อใหญ่กว่า ตัวสูงกว่า และหุ่นต้านลมมากกว่า Sylphy ที่ออกแบบมาให้ลู่ลมแบบสุด ๆ

 

แต่ในฐานะที่ใช้เกียร์ CVT มานาน เบียร์รู้ว่า รถมันยังไม่รู้จักกับเบียร์ เพราะระบบเกียร์ CVT นั้นมีการจดจำพฤติกรรมการขับขี่ และจะตอบสนองอัตราเร่งตามนิสัยของเจ้าของรถ

 

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ที่มาขับเกียร์ CVT ใหม่ ๆ อาจจะยังไม่ชิน เพราะการออกตัวของ CVT เน้นออกตัวแบบนิ่มนวล สไตล์รถผู้ดี ไม่ใช่กระโชกโฮกฮากแต่อย่างใด

 

และการเหยียบคันเร่งค่อย ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ จะทำให้รถค่อย ๆพุ่งไปข้างหน้าได้ดีกว่าการบดคันเร่งจนมิด แล้วต้องมาตกใจว่า ทำไมรถยังไม่ออกตัวไปตามน้ำหนักเท้าที่ลงไปเลย

 

และสำหรับมือใหม่ CVT อาจจะแปลกใจกับอาการ“กระตุก”ในช่วงที่ผ่อนคันเร่ง หรือเบรก จนตกใจนึกว่ารถมีปัญหา ที่จริงแล้ว แรก ๆ อาการนี้จะเกิดขึ้นจากระบบ Engine Break ของเกียร์ CVT นั่นแหล่ะครับ สมัยเบียร์ขับเกียร์ CVT ใหม่ ๆ เจอบ่อย

แต่พอเกียร์รู้จักพฤติกรรมของเราชัดเจนแล้ว อาการนี้จะหายไป เปลี่ยนเป็นความนิ่มนวลแทน

 

ดังนั้นจึงต้องทำความรู้จักกันมากขึ้น ด้วยการยิงยาวจากกรุงเทพไปปราณบุรี

 

แต่จะว่าไป การได้มอง Nissan Juke ยามวิ่งนั้น มันช่างดูเท่เหลือเกิน แม้จะเป็นรถเดิม ๆ จากโรงงาน ไมได้แต่งเติมใด ๆ ทั้งสิ้น

 

ในช่วงแรก ๆ ของการขับนั้น เมื่อเบียร์ลองโหมด Eco ใน i-con ก็พบว่า รถค่อนข้างอืด การเร่งแซงจะยาก เหมาะกับการขับไปเรื่อย ๆ ไม่รีบร้อน และเน้นประหยัดน้ำมัน

 

เบียร์จึงลองเปลี่ยนมาใช้โหมด Normal ซึ่งสามารถกดเปลี่ยนได้เลย แม้รถยังวิ่งอยู่ อาการของรถก็ดีขึ้นชัดเจน  แต่ถามว่าแรงไหม ก็ยังไม่ได้แรงสมใจอยากนัก

 

แต่เมื่อเบียร์จำเป็นต้องเร่งแซงคันหน้า เบียร์ตัดสินใจกดโหมด Sport ทันที ก็พบว่า รถเบาลงอย่างเห็นได้ชัด อัตราตอบสนองทันใจ แต่มันส์ไหม ก็บอกตรง ๆ ว่ายังไม่มันส์มากเท่าไหร่แฮะ

 

แต่ไม่เป็นไร เพิ่งเดทกันวันสองวัน เราอาจจะยังไม่รู้จักกันดีพอ เบียร์ก็เลยต้องขอพาเธอไปเที่ยวมากขึ้น ทั้งพาไปดูแม่น้ำ

 

พาไปดูภูเขา

 

พาไปดูทะเล

 

ที่สำคัญ เบียร์เชื่อเสมอว่า “รักแท้แพ้ใกล้ชิด” ยิ่งมีเวลาอยู่ด้วยกันมากเท่าไหร่ ยิ่งรู้จักและเข้าใจกันมากขึ้น

 

เพราะบางทีเธออาจจะเป็นภูมิแพ้กรุงเทพก็เป็นได้ เพราะมลพิษมันมากมายเหลือเกิน

 

เลยต้องพาเธอมาสูดอากาศให้เต็มที่ ก่อนจะพาเธอกลับไปซิ่งอีกครั้ง

 

และสิ่งที่เบียร์ทำก็ได้ผล เมื่อเบียร์กลับถึงกรุงเทพ เบียร์รู้สึกได้เลยว่า Nissan Juke นั้น ตอบสนองเท้าเบียร์ขึ้นมาก

 

อัตราเร่งดีขึ้นอย่างน่าแปลกใจ เพราะขนาดเบียร์ใช้แค่โหมด Eco แต่เบียร์ก็สามารถแซงรถยนต์บนคู่ขนานมอเตอร์เวย์ที่เป็นเลนสวนแค่ 2 เลนได้อย่างรวดเร็ว เหมือนตอนที่ใช้โหมด Normal ตอนขาไป ยังไงยังงั้นเลย

 

ส่วนโหมด Normal และ Sport นั้น ไม่ต้องพูดถึง มันดีขึ้นจนได้ความมันส์กลับมาสมใจเครื่อง 1600 ซีซีจริง ๆ

 

จนอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมาดังลั่นว่า “แรงส์ได้อีก”

 

จากทางตรง เบียร์ลองเข้าโค้งด้วยความเร็ว ก็พบข้อดีของ Nissan Juke อีกหนึ่งข้อ คือ รถเกาะถนนดีมาก เรียกว่าเข้าโค้งได้มั่นใจมาก ๆ กับรถที่มีความสูงขนาดนี้

 

ดีกว่ารถ Chevrolet Captiva ที่เบียร์ใช้อยู่อีกหนึ่งคันอย่างเห็นได้ชัด เพราะคันนั้นเวลาเข้าโค้ง รถจะโคลงจนขาดความมั่นใจ

 

อ๋อ ถ้าท่านผู้บริหารบริษัทนิสสัน มอเตอร์เข้ามาอ่าน เบียร์ขอบอกในฐานะลูกค้าประจำนิสสันเลยว่า ถ้า Nissan X-Trail ใหม่ที่จะเปิดตัวขายในปีนี้นั้น มีเครื่องดีเซล และ 7 ที่นั่งนะ เบียร์สัญญาว่าจะขาย Captiva เปลี่ยนเป็น X-Trail ทันทีเลย เอ้า!!

 

สาเหตุหลักที่ Nissan Juke เข้าโค้งได้นิ่งมาก อาจจะเป็นเพราะ Nissan นั้นเลือกที่จะเสริมเหล็กกันโคลงมาให้ Juke ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

 

รวมทั้งขนาดหน้ายางที่กว้างก็มีส่วนช่วยให้รถเกาะถนนได้ดีขึ้น

 

สรุปแล้ว ถ้ารถได้รู้จักและเข้าใจนิสัยการขับของเจ้าของรถแล้ว การขับขี่ก็จะตอบสนองตามที่เจ้าของรถเป็น

 

ดังนั้น อย่าแปลกใจ ถ้าเพื่อน ๆ ไปลองขับ Nissan Juke รุ่นเดียวกัน แต่เจ้าของรถขับไม่เหมือนกัน รถจะให้ความรู้สึกที่ “ต่าง”กัน

นั่นคือ ถ้าคนแรกเป็นคนขับรถช้า หรือขับแต่ในเมือง เจอแต่รถติด Juke คันนั้น จะอืดกว่าปกติ

 

แต่ถ้าอีกคัน เจ้าของขับรถเร็ว เร่งเอา เร่งเอา หรือวิ่งต่างจังหวัดมากกว่าในเมือง รถคันที่สองก็จะพุ่งมากกว่าคันแรกนั่นเอง

 

สำหรับรีวิวการขับ Juke ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้าเบียร์จะพาไปดู feedback เวลาขับ Juke กันครับว่า เบียร์ประสบพบเจออะไรมาบ้าง?

แล้วพบกันในรีวิวตอนที่ 12 ครับ

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *