รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 9 “ปุ่มแอร์อยู่ไหน? อ๋อ สลับปุ่มได้ด้วย i-Con”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

จบจากจอ i-connect แล้ว ให้เพื่อน ๆ เอากรรไกรมาตัดคำว่า nect ออกไป ให้เหลือแค่ i-con

i-con หรือ Intergrated-control system ก็คือการควบรวมกิจการ “ดูแลความเย็น” และ “ควบคุมการขับขี่” เอาไว้ที่เดียวกัน จะด้วยประหยัดเนื้อที่ หรือโชว์ความเจ๋งยังไงก็แล้วแต่ โดยแผงระบบ i-con ก็อยู่ด้านล่างของเครื่องเสียง i-connect นั่นแหล่ะ

 

ถ้ายังไม่สตาร์ทเครื่องหรือเปิดระบบไฟทั้งหมด ก็คงยังไม่รู้ว่ามันเจ๋งแค่ไหน งั้นสตาร์ทเครื่อง แล้วมาชมกันครับ

 

โดยเจ้า i-con นี้คือ การรวมระบบแอร์ และโหมดการขับขี่เข้าไว้ในจอเดียวกัน ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ จะใช้งานตรงส่วนไหน ก็ให้เลือกปุ่มด้านบนของหน้าจอก่อน

 

1.   CLIMATE  หรือระบบแอร์รถยนต์

2.   D-MODE  ย่อมาจาก Drive Mode หรือ โหมดการขับขี่ Nissan Juke นั่นเอง

ช่วงนี้หน้าร้อน เหงื่อเริ่มไหลซิก ๆ งั้นมาดูที่ CLIMATE ก่อนดีกว่า

 

CLIMATE OFF คือ ระบบแอร์ปิดอยู่ ถ้าเราจะเปิด ก็ให้มากดปุ่มซ้ายมือสุดปุ่มนี้ลงไปเลย

 

เมื่อกดปุ่มแล้ว ระบบแอร์จะเป็นระบบปรับอากาศอัตโนมัติ ซึ่งระบบแอร์ออโต้นี้ แอร์จะปรับความเร็วของลมด้วยตัวมันเอง

 

นั่นหมายความว่า ถ้าเราอยู่ในโหมด Auto ความแรงของพัดลมจะปรับขึ้นหรือลงตามอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ในขณะนั้น

เช่น ถ้าเราเพิ่งขึ้นรถมาท่ามกลางอากาศที่ร้อนแรง และตั้งอุณหภูมิไว้ต่ำ ความเร็วลมจะพุ่งไปถึงขีดแรงสุด เพื่อขับความเย็นมาให้เราสบายอย่างรวดเร็ว
และสักพักเมื่ออากาศเริ่มเย็นสบายอยู่ตัวแล้ว ความแรงของลมก็จะลงมาเองเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งกับมันเลย เรามีหน้าที่ขับรถอย่างเดียว

แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เราต้องยุ่ง คือ อุณหภูมิ โดยเราสามารถปรับอุณหภูมิได้ที่ปุ่มเดียวกันนี้แหล่ะครับ เพียงแต่ใช้“หมุน”เอา

 

ถ้าต้องการความเย็นมาก ๆ ก็หมุนปุ่มไปทางซ้าย ตามลูกศรสีน้ำเงินลงไปให้พอใจ โดยอุณหภูมิจะปรับลดลงทีละ 0.5 องศา

 

แต่ถ้ารู้สึกหนาวไป ก็หมุนปุ่มไปทางขวา ตามลูกศรสีแดง เพื่อลดความเย็นลง

โดยแอร์อัตโนมัติ จะผูกสัมพันธ์อยู่กับอุณหภูมิภายนอกรถด้วยนะครับ ตามที่เบียร์เคยบอกไปในรีวิวหน้าจอเรือนไมล์แล้ว ว่าจอเรือนไมล์ของ Nissan Juke มีบอกค่าอุณหภูมิภายนอกรถไว้อยู่

 

ดังนั้น แอร์อัตโนมัติจะทำงานแตกต่างกันในแต่ละอุณหภูมินะครับ สมมติว่าเพื่อน ๆ ขับ Nissan Juke ไปเที่ยวภาคเหนือที่อากาศหนาวพอดี ๆ สัก 20 องศา แล้วเพื่อน ๆ เกิดตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้เหมือนเดิมคือ 25 องศา

 

แอร์ในรถจะไม่มีความเย็นออกมาเลยนะครับ แถมยังจะออกอุ่น ๆ ร้อน ๆ ด้วยซ้ำ เพราะแอร์จะเข้าใจว่า เพื่อน ๆ หนาว และต้องการไออุ่น ถึงปรับอุณหภูมิสูงกว่าอากาศภายนอกที่ต่ำเพียง 20 องศา

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ยังต้องการความเย็นจากแอร์ออโต้ ควรต้องปรับอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำกว่าอุณหภูมิภายนอกนะครับ แอร์ถึงจะเย็นครับ

ทีนี้มาดูตัวหมุนด้านขวาครับ จะเป็นการควบคุมความแรงของพัดลม

 

ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเลือกหมุนได้ เมื่อรู้สึกว่า แอร์ออโต้นี่ไม่เข้าใจเพื่อน ๆ เอาซะเลย ร้อนจะตายอยู่แล้ว ดันเปิดลมให้ซะเบาเชียว

เบียร์ลองหมุนไปทางซ้ายสุด ซึ่งก็คือ ลมออกมาเบาที่สุด หน้าจอก็จะเป็นแบบนี้ครับ

 

ทีนี้เบียร์จะหมุนไปทีละ step ซึ่งลมก็แรงขึ้นมาเรื่อย ๆ

ทีนี้ตอนที่เบียร์หมุน เพื่อน ๆ ลองดูการเปลี่ยนแปลงของหน้าจอนะครับ

 

จะเห็นได้ว่า ระดับความแรงของพัดลมนั้นมีถึง 7 ระดับ และหน้าจอก็แสดงขีดความแรงให้เห็นทีละระดับ แถมยังมีภาพกราฟฟิคความแรงของลมมาให้เราดูอีกด้วย สวยดีทีเดียว

แต่ก่อนจะไปดูกันต่อ เพื่อน ๆ อาจจะสงสัยว่า ทำไมเห็นตัวอักษรด้านบนมีคำว่า Normal บ้าง Eco บ้าง หมายถึงแอร์หรือเปล่า ก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่นะครับ ตรงนั้นจะเป็นการบอกสถานะของ D-Mode ครับ ว่าเราอยู่ใน Mode อะไร ซึ่งเบียร์จะบอกอีกทีหลังจบเรื่องแอร์ครับ

 

ทีนี้กลับมาดูปุ่มต่าง ๆ รอบจอกันดีกว่าครับ ว่าคือปุ่มอะไรกันบ้าง

 

เริ่มที่ด้านซ้ายกันก่อน

 

ปุ่มแรก A/C

 

โดยปุ่ม A/C เนี่ย มันย่อมาจาก Air Compressor ครับ ซึ่งเจ้าคอมเพลสเซอร์แอร์นี้ มีความสำคัญมากกับระบบแอร์ในรถยนต์เราเลยนะครับ เพราะแอร์จะเย็นไม่เย็น ก็มาจากคอมเพรซเซอร์แอร์ หรือ ที่บ้านเราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “คอมแอร์” นั่นแหล่ะ

ซึ่งปุ่มนี้คือการเปิด-ปิดคอมแอร์ครับ ถ้าเรากดเปิดให้มีไฟสีส้มสว่างขึ้น

 

คอมแอร์จะทำงานด้วยการส่งความเย็นฉ่ำมาให้เรารู้สึกสบายเมื่อนั่งอยู่ในรถ แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่มนี้อีกครั้ง ไฟจะดับลง

 

คอมแอร์ก็จะปิดตัวเอง ผลก็คือ ลมที่ออกจากช่องแอร์ทั้ง 4 ช่องก็จะมีเพียงแค่ลม ไม่มีไอความเย็นออกมาด้วย

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ สังเกตดู เวลาเราเปิดคอมแอร์ นอกจากจะมีเสียงดังขึ้นบริเวณหน้ารถแล้ว (เสียงจะดังมากหน่อยตอนเปิดครั้งแรกของวัน หรือตอนเช้า ๆ แต่ถ้าเปิดปกติจะดังนิดหน่อย) รอบเครื่องยนต์ที่เรือนไมล์ก็จะตกลงเล็กน้อย ด้วยกำลังฉุดจากคอมแอร์เวลาเริ่มทำงาน ที่คอมแอร์จะใช้พลังงานค่อนข้างมาก

 

และเมื่อเพื่อน ๆ ลองปิดคอมแอร์ เปิดหน้าต่าง แล้วเอาน้อง Juke ไปวิ่งดู จะรู้สึกว่า รถเราจะออกตัวได้ดี วิ่งฉิว ตัวปลิว นั่นเป็นเพราะไม่มีคอมแอร์มาฉุดกำลังเครื่องยนต์ไปใช้นั่นเองครับ

 

สิ่งที่เบียร์ชอบรถนิสสันอีกข้อก็คือ แอร์รถนิสสันทุกคันที่เบียร์ใช้ เย็นเว่อร์!! เรียกว่า หนาวเลยทีเดียว

แต่ทีนี้ ถ้าเพื่อน ๆ ขับ Nissan Juke มาสักระยะนึง รู้สึกว่าแอร์ไม่เย็นเลย ก่อนที่จะตกอกตกใจ เพื่อน ๆ ต้องตรวจสอบ 3 อย่างนี้ด้วยตัวเองก่อนนะครับ

1.   ช่องแอร์ปิดอยู่หรือเปล่า บางทีเราไปเข้าคาร์แคร์หรืออาจจะล้างรถเอง แล้วเผลอไปเช็ดโดนช่องแอร์ช่องใดช่องหนึ่ง หรือทั้ง 4 ช่อง จนปิดไป แอร์ก็จะไม่ออกครับ ก็เปิดช่องแอร์ซะ แต่ตอนเปิด ระวังจะเจอผีช่องแอร์นะครับ 5555+

 

2.   ปุ่ม A/C ปิดอยู่หรือเปล่า เพราะถ้าปิด ยังไงก็ไม่เย็น เนื่องจากคอมแอร์ไม่ทำงาน โดยเพื่อน ๆ ต้องดูที่ปุ่ม A/C ว่าไฟสีส้มติดสว่างแบบนี้หรือเปล่า? ถ้าไม่ติด แสดงว่าคอมแอร์ถูกปิดอยู่นั่นเองครับ

 

3.   ถ้าปุ่ม A/C ไฟติดแล้ว แอร์ก็ยังไม่เย็น ให้เพื่อน ๆ ดูอุณหภูมิที่หน้าจอรถ

 

แล้วดูที่อุณหภูมิที่หน้าจอ i-con ครับ

 

ถ้าตัวเลขใน i-con มากกว่า (อุณหภูมิแอร์สูงกว่าอุณหภูมิภายนอก) หรือน้อยกว่านั่นละ แต่น้อยกว่าเพียงนิดเดียว แอร์จะไม่เย็นนะครับ

เพราะทั้ง 2 ตัวเลขนี้ มีความเกี่ยวข้องกันอยู่ วิธีแก้คือ  ให้เพื่อน ๆ หมุนอุณหภูมิแอร์ไปทางซ้ายให้เย็นลงครับ แล้วดูผลอีกทีว่าแอร๋เย็นขึ้นไหม

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ทำตามครบทั้ง 3 ข้อแล้ว แอร์ก็ไม่เย็นอีก ให้เพื่อน ๆ ย้อนกลับไปทำตามข้อที่ 1 อีกครั้ง แว๊กกก ไม่ใช่และ ให้เพื่อน ๆ นำรถเข้าตรวจสอบฟรีที่ศูนย์บริการนิสสันได้ทุกแห่งเลยครับ เพราะรถนิสสันมีการรับประกันคุณภาพถึง 3 ปี หรือ 1 แสนกิโลเมตรครับ

เพราะแอร์ไม่เย็นเป็นอาการที่บ่งบอกถึงมอเตอร์พัดลมได้ลาโลกก่อนวัยอันควร ซึ่งจะมีผลให้เครื่องยนต์เกิดความร้อนสูง (Overheat) ได้ครับ

 

ส่วนเพื่อน ๆ ที่ใช้รถมานานแล้วหลายปี แล้วอยู่ ๆ แอร์ก็ไม่เย็น นอกจากปัญหามอเตอร์พัดลมลาโลกแล้วละก็ ปัญหาอีกอย่างก็อาจจะเป็นเรื่องเบสิคง่าย ๆ อย่างน้ำยาแอร์หมดครับ ซึ่งเราก็เอาเข้าศูนย์ตรวจสอบได้ว่า หมดแบบปกติหรือรั่ว ก็ตรวจสอบแก้ไขกันต่อไปตามอาการครับ

 

จากคอมแอร์มาดูเมนูต่อไปครับ

 

ปุ่มที่ 2 ต่อจาก A/C ก็คือปุ่ม OFF ครับ หรือปุ่มปิดแอร์นั่นเอง

การปิดแอร์คือ ปิดทุกอย่างทั้งคอมแอร์ ทั้งพัดลมแอร์ครับ พอปิดแล้ว หน้าจอก็จะขึ้นว่า CLIMATE OFF แบบนี้ครับ

 

ซึ่งเบียร์ขอแนะนำเพื่อน ๆ ทุกคนนะครับว่า ก่อนดับเครื่องยนต์นั้น ปิดแอร์เถอะครับ เพราะเวลาเรากลับมาสตาร์ทรถ รถก็จะสตาร์ทเพียงอย่างเดียว ไม่มีภาระหน่วงจากคอมแอร์ จากนั้นค่อยกดปุ่ม AUTO เปิดแอร์ตามทีหลังครับ

ทั้งนี้ เป็นการถนอมคอมแอร์ รวมถึงรักษาเครื่องยนต์ของรถเราให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นไปด้วยครับ

เพราะถ้าเราไม่ปิดแอร์ พอเรากลับมาสตาร์ทเครื่อง คอมแอร์ก็จะเปิดการทำงานพร้อมกันทันทีตอนเรากดปุ่มสตาร์ท ทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักมากขึ้นตั้งแต่เริ่มเลย ถามว่าทำได้ไหม มันก็ทำได้ แต่จะทำให้อายุการใช้งานของเครื่องยนต์สั้นลงครับ


กลับมาที่ปุ่มด้านซ้ายต่อครับ

 

ปุ่มที่ 3 ถัดจาก OFF เป็นอีกหนึ่ง Mode ของการควบคุมทิศทางลมครับ โดยปุ่มนี้จะใช้ก็ต่อเมื่ออากาศหนาวมากกกกก และอยากให้ภายในรถร้อนขึ้น รวมทั้งยังไล่ฝ้าที่หน้าเรา เอ๊ย ที่กระจกหน้าไปในตัว

 

โดยทิศทางลมจะลงที่เท้า และขึ้นไปที่ช่องลมกระจกหน้า ที่เป็นแนวยาว ๆ ใกล้กระจกหน้ารถ เพื่อไล่ฝ้าครับ

 

มาดูปุ่มถัดมา สัญลักษณ์คล้าย ๆ กันเลย นั่นคือ ไล่ฝ้าที่กระจกหน้าเพียงอย่างเดียวครับ

 

เมื่อกดปุ่มนี้ ลมจะออกที่ช่องลมกระจกหน้าเท่านั้นครับ โดยการทำงานหลักของมันก็เพื่อไล่ฝ้า ที่กระจกหน้าของ Nissan Juke ครับ

ส่วนวิธีการไล่ฝ้ากระจกหน้านั้น ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนที่เบียร์ขับรถคันเก่า ราว 15 ปีที่แล้ว เบียร์ก็เอาผ้ามาเช็ดกระจกหน้าภายในรถครับ ซึ่งก็เหนื่อยและยุ่งยากหน่อยกว่าจะออกตัวได้ แต่ในเมื่อเราอยู่ในยุคนี้ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าแล้วก็ไม่ต้องไปเช็ดให้วุ่นวายครับ เริ่มด้วยการกดปุ่มนี้แหล่ะ

 

สังเกตดี ๆ เมื่อกดปุ่มนี้ ระบบหมุนเวียนอากาศภายในรถจะถูกเปลี่ยนเป็นการดึงอากาศจากภายนอกมาช่วยครับ 

ต่อจากนั้น เราควรกดเพิ่มแรงลมให้มากที่สุด และปรับอุณหภูมิให้ร้อนที่สุด จะช่วยในการไล่ฝ้าออกจากกระจกหน้าอย่างรวดเร็วครับ

 

เพียงเท่านี้ เพื่อน ๆ ก็จะได้เห็นกระจกหน้าบานใส ไร้ฝ้าและริ้วรอยแก่ก่อนวัยแล้วละครับ


ทีนี้มาดูปุ่มตรงกลางกันบ้าง นั่นคือ ปุ่มหมุนเวียนอากาศภายในและภายนอก ซึ่งเมื่อกี้เบียร์ก็พูดถึงไปหมาด ๆ เพื่อน ๆ ก็คงยังงงกันอยู่ว่ามันคืออะไร?

 

2 ปุ่มตรงกลางนี้ คือ การตั้งค่าการไหลเวียนของอากาศครับ โดยปุ่มขวาที่ไฟสว่างอยู่  เป็นรูป “U-Turn” ในรถ ก็แปลกันได้ง่าย ๆ ว่า อากาศที่ออกมาจากช่องแอร์ที่เรากำหนดจากปุ่ม MODE จะวนเวียนอยู่แต่ในรถเท่านั้น

พอเราลองกดปุ่มซ้ายให้ไฟสีส้มขึ้น เป็นรูปลูกศรวิ่งทะลุรถยนต์เข้ามาข้างใน นั่นหมายความว่า เราจะให้อากาศจากภายนอกรถเข้ามาป้วนเปี้ยน วนเวียนในรถเราครับ

 

แต่เบียร์จะบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เลือกใช้โหมดนี้ มันไม่ได้มาแค่ลมนะครับ แต่มันพาสารพัด “กลิ่น” มาด้วย ไม่ว่าจะกลิ่นควัน กลิ่นขยะ หรือแม้แต่กลิ่นตดจากคนที่เดินอยู่แถวนั้น พามาวิ่งพล่านเข้ารูจมูกซ้าย ออกรูจมูกขวาของเราอย่างสนุกสนาน โดยที่เราไม่ได้สนุกกับพวกมันด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ นึกอยากรับลมจากภายนอกสบาย ๆ ต้องมั่นใจก่อนนะครับว่า ณ ถนนเส้นนั้นมีอากาศที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ๆ ไม่งั้นจะได้สบถออกมาว่า “โอ๊ยยย กลิ่นอะไรเนี่ยยยย” แล้วกดปิดรับอากาศภายนอกทันที!!!

คราวนี้มาดูปุ่มด้านขวากันบ้างครับ

 

เริ่มที่ปุ่มแรกบนสุด รูปคนโดนชี้หน้า

 

หมายความว่า ลมจะออกมาที่หน้าอย่างเดียว หรือออกมาจากช่องแอร์ทั้ง 4 ช่องบนคอนโซลนั่นแหล่ะครับ

 

มาดูปุ่มที่ 2 ครับ

 

ในภาพ เราโดนชี้ทั้งหน้า ทั้งเท้า นั่นคือ ลมจะออกมาที่ช่องแอร์ทั้ง 4 ช่องปกติบนคอนโซล และออกมาที่เท้าเราด้วย

ซึ่งลมที่ออกมาจะแบ่งกัน 50:50 นะครับ ดังนั้น ลมที่หน้า หรือ 4 ช่องด้านบน จะออกน้อยกว่าปกติ เพราะต้องไปแบ่งแรงลมให้ที่เท้าครับ

ตามมาติด ๆ กับปุ่มที่ 3 ครับ

 

ในภาพ คนจะถูกชี้ที่เท้าอย่างเดียว ก็แปลว่าจะมีลมออกมาเฉพาะที่เท้าครับ ด้านบนจะไม่มีออกมาแม้แต่นิดเดียว

มาถึงปุ่มสุดท้ายแล้วครับ

 

กับปุ่ม“ไล่ฝ้า” อีกแล้ว จะเยอะอะไรกันหนักกันหนา คราวนี้จากไล่ฝ้าหน้า เปลี่ยนมาไล่“ฝ้าหลัง”กันครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ มองที่กระจกหลังของ Nissan Juke จะเห็นเส้นสีส้ม ๆ วางขวางในแนวนอน เรียงรายคู่ขนานลงมาเต็มกระจกบานหลัง ซึ่งเส้น ๆ พวกนี้ คือ เส้นไล่ฝ้ากระจกหลังนั่นแหล่ะครับ มันจะทำงานเมื่อเพื่อน ๆ กดปุ่ม “ไล่ฝ้า” ปุ่มนี้นั่นเอง

หลายคนที่ไม่เคยขับรถมาก่อน อาจจะไม่เคยเห็นฝ้ามาก่อน เบียร์ก็เลยจะบอกว่า อาการ “ฝ้าขึ้น” ที่กระจกหลังเนี่ย คือ เวลาเรามองไปที่กระจกหลัง แล้วเห็นไอน้ำเกาะที่กระจกจนทำให้เรามองทัศนวิสัยด้านหลังไม่เห็นเลย วิธีแก้ก็ทำได้ด้วยการก็กดปุ่มไล่ฝ้าหลังนี้ให้ไฟสีส้มสว่างขึ้นมา

 

สังเกตว่า เมื่อเรากดปุ่มไล่ฝ้าหลังแล้ว โหมดการปล่อยลมจากช่องแอร์จะถูกปรับลงเท้าอย่างเดียว และการหมุนเวียนอากาศจะเปลี่ยนจากหมุนเวียนแค่ภายในรถ เป็นรับอากาศจากภายนอกรถทันที

จากนั้นก็รอสักพักจนกว่าฝ้าจะถูกขับไล่ออกไปจากกระจกหลังของน้องจู๊คเรา พอไปหมดแล้ว เราก็กดปุ่มไล่ฝ้าอีก 1 ทีเพื่อให้ไฟสีส้มหายไป เป็นการปิดการทำงานของไล่ฝ้าครับ

ซึ่งเจ้าไล่ฝ้านี้จะมีการทำงานนานสุดที่ 15 นาทีนะครับ นั่นหมายความว่า ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่มไล่ฝ้าทิ้งไว้ แล้วไม่ได้ปิด หรือมัวแต่ขับรถเพลิน ไล่ฝ้าจะปิดการทำงานเองโดยอัตโนมัติภายใน 15 นาทีครับ จุดนี้ถือเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกระจกหลังครับ

เพราะเมื่อไล่ฝ้าทำงานโดยปล่อยความร้อนออกมา ลองคิดดูสิครับ ถ้ามันไม่หยุดทำงาน ความร้อนที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลา จนสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้กระจกเป็นยังไง? ถ้านึกไม่ออกมาดูภาพกันครับ

 

ภาพนี้คือภาพรถคันเก่าของเบียร์เอง แต่ไม่ใช่รถนิสสันนะครับ ซึ่งระบบไล่ฝ้าไม่ตัดการทำงาน ทำให้กระจกบานหลังแตกหมดทั้งบาน วันนั้นเล่นเอาสะดุ้งกันทั้งบ้าน เพราะเสียงดังสนั่นลั่นโรงรถ สะเทือนเข้าไปในตัวบ้าน

ผลก็คือ เงินเบียร์หายไปทันที 4,500 บาท กับการต้องเปลี่ยนกระจกใหม่ เพราะรถคันนี้ไม่มีประกันชั้น 1


เทคนิคการใช้แอร์ 

เคยไหมครับ ที่ขึ้นรถไป เปิดแอร์แล้วมีกลิ่นอับชื้น? แทนที่จะนั่งสบาย ๆ มีความสุข กลับต้องนั่งทนไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

เพื่อป้องกันไม่ให้อารมณ์เสียยามเดินทาง เพื่อน ๆ ลองมาทำแบบนี้กันดูครับ

1. เวลาขับรถกลับบ้าน  ก่อนถึงบ้าน หรือ ตอนจอดรถหน้าบ้านแล้วกำลังจะลงไปเปิดประตูรั้ว ให้กดปุ่ม A/C 1 ครั้ง เพื่อปิดระบบ หรือให้ไฟสีส้มดับ

 

2. จากนั้นให้กดปุ่มเพิ่มแรงลมให้มากที่สุด หน้าจอจะออกมาเป็นแบบนี้ครับ

 

เสร็จแล้ว ให้ปล่อยไว้สักพัก ประมาณ 1 นาทีก็ได้ครับ ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คนไหนต้องถอยรถเข้าบ้าน ก็ถอยเข้าไปก่อน

 

พอจอดรถเรียบร้อย ก็กดปุ่ม OFF เพื่อปิดแอร์ แล้วดับเครื่อง ก็จบครับ

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนจอดรถไว้นอกบ้าน หรือตามคอนโด เบียร์แนะนำให้เริ่มทำข้อ 1 ตั้งแต่ก่อนถึงจุดหมายสัก 1 กิโลเมตรครับ

 

พอถึงที่หมาย จอดรถเสร็จก็ดับเครื่อง ลงรถได้เลย ไม่ต้องเสียเวลามานั่งรอครับ ซึ่งการทำแบบนี้จะเป็นการไล่ความชื้นที่สะสมอยู่ในแอร์ออกนั่นเองครับ

และเมื่อตอนเช้า เรามาขับรถ สตาร์ทเครื่อง เปิดแอร์ด้วยปุ่ม AUTO แล้วขับรถออกไปสัก 100 – 200 เมตร ค่อยกดปุ่ม A/C  ให้เปิดครับ ซึ่งตรงนี้ จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ได้ครับ

(ใน Nissan Juke รุ่น Minorchange ที่จำหน่ายตั้งแต่ปี 2015 ขึ้นมา กดเพียงปุ่ม Auto ก็จะเปิด A/C ให้ทันทีโดยอัตโนมัติ)

 

เบียร์อยากให้เพื่อน ๆ ได้นำเทคนิคนี้ไปใช้กัน เพื่อลดกลิ่นอับชื้น อันอาจจะทำให้เกิดแบคทีเรียตามมาทำลายสุขภาพของพวกเราด้วยนะครับ ไม่ต้องทำทุกครั้งก็ได้ แต่ควรหาเวลาทำบ่อย ๆ ครับ

แล้วตอนไหนที่จอดรถ แต่ไม่ได้ไล่ความชื้น ก็ขอแนะนำให้ปิดแอร์ OFF ทุกครั้งก่อนดับเครื่องตามที่แนะนำไปก่อนหน้านี้ด้วยนะครับ

 

หรือสามารถดูเทคนิคการไล่ความชื้นในรูปแบบคลิป VDO ที่เบียร์ทำขึ้นมาได้เช่นกันครับ

 

 

จบเรื่อง Climate ไปแล้วเรามาดูอีกหนึ่งฟังค์ชั่นใน i-Con กันครับ นั่นคือ D-Mode

 

ก่อนที่เราจะย้ายมาใช้งานในส่วน D-Mode หรือ Drive Mode นั้น จะเห็นว่า หน้าจอและปุ่มต่าง ๆ ในระบบ CLIMATE หน้าตาเป็นแบบนี้

 

แต่พอเรากดปุ่ม D-MODE ด้านบน 1 ทีเท่านั้นแหล่ะ หน้าจอก็จะเปลี่ยนมาเป็นแบบนี้ทันที

 

ว้าววว ดูชาญฉลาดและมหัศจรรย์มากเลยนะครับ ที่ปุ่มเดียวกัน อยู่ ๆ ก็เปลี่ยนความหมายไป เมื่อเราเปลี่ยนโหมด

แต่ที่จริงแล้ว หลักการก็เหมือนคีย์บอร์ดที่เบียร์นั่งพิมพ์รีวิวให้เพื่อน ๆ อ่านกันอยู่นี่ละครับ เมื่อเบียร์กดรูปตัวหนอน 1 ที ปุ่มที่พิมพ์ภาษาไทยอยู่ดี ๆ นั้น ก็เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษแทนนั่นเอง

แม้หลักการเหมือนจะง่าย ๆ แต่ก็ทำให้เบียร์รู้สึกถูกอกถูกใจในไอเดียของนิสสันมาก เพราะเบียร์รู้สึกว่ามันประหยัดเนื้อที่ดีนะ ทำให้ไม่มีปุ่มเยอะเกินไป อย่างรถบางรุ่น แยกปุ่มใครปุ่มมัน ทำให้มีปุ่มเต็มไปหมด จะกดที นั่งมึนอยู่พักนึง กว่าจะหาปุ่มที่ต้องการเจอ

ซึ่งนอกจากระบบ i-con ของ Nissan Juke จะดูเก๋ ดูเท่ ดูเจ๋งแล้ว แต่ก็ยังคงแอบแฝงความเรียบง่ายและความสะดวกเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

 

ทีนี้สังเกตปุ่มดู จะเห็นว่า ยังมีบางปุ่มที่ไม่ได้เปลี่ยนไปตาม D-MODE ก็คือ

1.   ปุ่มหมุนทางซ้าย ที่ยังมีไว้ให้เปิดแอร์ด้วยการกด และปรับอุณหภูมิแอร์เหมือนเดิม

2.   ปุ่มไล่ฝ้าทั้งหน้าและหลัง

3.   ปุ่มปรับระบบหมุนเวียนอากาศ

และถ้าดูให้ดี จะพบว่า Nissan ได้ทำการแยกสีไฟให้อย่างชัดเจน ทำให้สังเกตง่าย โดยระบบ CLIMATE จะใช้ไฟสีส้ม และระบบ D-MODE จะใช้ไฟสีขาว ทั้งสีตอนกลางวัน

 

และตอนกลางคืน

 

เพราะถ้าเรากลับไปดูที่โหมด CLIMATE นั้น จะพบว่า มันเป็นสีส้มล้วนไปเลย ทั้งตอนกลางวัน

 

และตอนกลางคืน

 

ที่สำคัญ แม้เราจะใช้งานใน D-MODE อยู่ก็ตาม แต่สถานะของแอร์ใน CLIMATE ก็มีโชว์ที่บรรทัดล่างสุดของหน้าจอแสดงผล ให้เราทราบว่า เราตั้งอุณหภูมิความเย็นไว้เท่าไหร่ (25 C) เปิดคอมแอร์ไหม (A/C) รวมถึงเป็นระบบปรับความแรงลมอัตโนมัติหรือเปล่า (AUTO)

 

ยิ่งถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนไม่ค่อยยุ่งกับแอร์มาก คือ ใช้แอร์ AUTO เป็นหลัก เบียร์ก็แนะนำว่า เราอยู่ในโหมด D-MODE ตลอดเลยก็ได้ ขึ้นรถมา กดปุ่มซ้ายเปิดแอร์ AUTO ก็จบ ร้อนไปก็ปรับอุณหภูมิลง หนาวไปก็ปรับอุณหภูมิขึ้นเท่านั้นเอง

แล้วปล่อยหน้าจอในส่วน D-MODE ไว้เปลี่ยนสไตล์การขับขี่แทนได้ตลอดเวลา

ทีนี้เรามารู้จักหน้าจอ D-MODE กันดีกว่า ว่ามันเป็นยังไง

เริ่มที่ปุ่มซ้ายมือ มีเพียง 3 ปุ่ม หรือ 3 โหมดในการขับขี่นั่นเอง คือ

1.   Normal
2.   Sport
3.   Eco

 

เริ่มกันก่อนเลยกับ Normal ซึ่งแปลว่า “ธรรมดา” ก็คือการขับขี่ปกติ ไม่ต้องการความพิเศษอะไร ใด ๆ ทั้งสิ้น โดยเมื่อเบียร์กดปุ่ม Normal เพื่อใช้การขับขี่แบบปกติ หน้าจอก็จะขึ้นมาแบบนี้

 

เพื่อรายงานสถานะว่า

–    เครื่องยนต์ทำงานปกติ (เออ ต้องปกติดิ เพราะถ้ามันขึ้นว่า Error ก็งานเข้าสิคร้าบบบ 5555+) ไม่ใช่ละ เค้าหมายถึง เครื่องยนต์มีการส่งกำลัง จ่ายน้ำมันอะไรก็ตามแต่ แบบทั่ว ๆ ไป ตามที่เครื่อง 1600 ซีซ๊ควรจะเป็น

–    เกียร์ CVT ทำงานในโหมดปกติ  (เปลี่ยนคำดีกว่า เล่นมุขอยู่ได้)

–    ระบบปรับอากาศ ทำงานในโหมดปกติ

จากนั้นหน้าจอก็จะแสดงค่าแบตเตอรี่ และกราฟฟิคของแรงบิด  พร้อมสถานะของแอร์ตามที่ผมบอกไปก่อนหน้านี้แล้ว

 

ภาพไม่ค่อยชัดแฮะ มาดูตอนกลางวันดีกว่า ชัดเจนกว่า

 

และเมื่อเบียร์เหยียบคันเร่ง กราฟก็จะขึ้นให้ดูแรงบิดของ Juke แบบนี้

 

จากนั้นมาดูโหมดต่อไป Sport สำหรับการขับขี่แบบสปอร์ต ที่ต้องการอัตราเร่งที่ไวกว่าเดิม

 

จะเห็นสถานะของเครื่องยนต์และเกียร์ CVT ถูกปรับเป็นโหมด Sport ทั้งหมด ยกเว้นระบบแอร์ที่ยังคง Normal เพราะแอร์สปอร์ตคงไม่มีแน่ ๆ 55555+

จากนั้นกราฟก็จะเปลี่ยนเป็นรูปครึ่งวงกลม พร้อมคำว่า Power ให้รู้สึกเรามีพลัง เราแข็งแกร่ง เราทำได้ และพร้อมที่จะทะยานไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ ไม่ให้ใครแซง 55555+

 

ทีนี้มาดูโหมด Eco กันบ้าง สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการความประหยัด

 

จะเห็นว่าทุกอย่าง ถูกปรับเป็น Eco ทั้งหมด เพื่อความประหยัดพลังงานสูงสุด 

และหน้าจอกราฟฟิคก็ถูกเปลี่ยนเป็นสไตล์ Eco ตัดระดับพลังไฟแบตเตอรี่ออกไป แต่เพิ่มระดับคะแนนการขับขี่แบบประหยัดเข้ามาแทน ด้วยการให้“ดาว”

นั่นคือ ถ้าดาวยิ่งมากเท่าไหร่ แสดงว่าเราควบคุมการขับขี่ได้ประหยัดมากเท่านั้น

 

ทีนี้มาดูปุ่มด้านขวากันบ้าง

 

เริ่มที่ปุ่มแรก SETUP หรือการตั้งค่า

 

ก็จะมีเมนูการตั้งค่าขึ้นมาให้เลือกครับ

 

ซึ่งการตั้งค่านี้ ทาง Nissan ใส่ใจในความปลอดภัยเป็นพิเศษ ด้วยการไม่ให้ตั้งค่าใด ๆ ระหว่างขับรถ เพราะเมื่อล้อหมุนเมื่อไหร่ หน้าจอการตั้งค่าก็จะเป็นสีเทาแบบนี้

 

ถ้าเราอยากตั้งค่า เราต้องหยุดรถก่อนเท่านั้น เพราะการก้มมาดูจอเล็ก ๆ บริเวณนี้ มันหมายความว่า คุณได้ละสายตาจากถนนแน่นอน 100% โอกาสเกิดอุบัติเหตุมีสูงมาก

เมื่อเราหยุดรถจนสนิท หน้าจอก็จะกลับมาให้เรากดได้ปกติเหมือนเดิม

 

โดยการจะเลื่อนเมนู หรือกดเข้าเมนูไหน ๆ ก็ตาม ให้ใช้ปุ่มหมุนทางขวาปุ่มนี้ครับ ที่เขียนว่า Push Enter (ซึ่งในระบบ Climate เราใช้ปรับความแรงพัดลมนั่นแหล่ะครับ)

 

มาดูเมนูแรกกัน Display Brightness  หรือความสว่างหน้าจอของระบบ i-con

 

โดยการเพิ่มหรือลด ก็ใช้ปุ่มทางขวานั่นแหล่ะครับ หมุนเอาตามใจเลย

ทีนี้เพื่อน ๆ เห็นคำว่า Eco ข้างบนไหมครับ นั่นก็คือสถานะของ D-MODE นั่นเอง ที่จะบ่งบอกเราให้ทราบตลอดเวลาในทุกหน้าจอของการตั้งค่าว่า เราใช้งานการขับโหมดไหนอยู่

สมมติเบียร์เปลี่ยนมาใช้โหมด Normal หน้าจอการตั้งค่าก็จะเป็นแบบนี้ครับ

 

มาดูเมนูที่ 2 กันครับ

 

Button Brightness หรือความสว่างของปุ่ม เพิ่มลดได้ตามใจชอบเลยครับ

 

เมนูที่ 3 Select Language หรือเลือกภาษาในการแสดงผลครับ มีให้เลือกเยอะกว่าที่วิทยุระบบ i-connect อีกครับ

แต่ไม่มีภาษาไทยครับ 555555+

หน้าแรกมีแค่ 3 เมนู หมุนมาดูอีกหน้าครับ มาอีก 3 เมนู

 

เมนูที่ 4 Select Units เลือกหน่วยวัดครับ จะเอากิโลเมตรหรือไมล์ ซึ่งคนไทยใช้หลักกิโลเมตรแน่นอนอยู่แล้วครับ

 

เมนูที่ 5 ClockTime Setting ตั้งเวลาให้เจ้า i-con เค้ารู้วัน รู้เวลาสักหน่อย เวลาจะรายงานผลการขับขี่จะได้ออกมาถูกต้องตรงกัน

 

อยากตั้งตรงไหน ก็หมุนเอานะครับ ไฟสีส้มติดตรงไหนก็กดปุ่มเปลี่ยนตรงนั้น

 

ต่อด้วยเมนูที่ 3 ของหน้า 2 หรือเมนูที่ 6 กับ CLIMATE ECO

 

เมนูนี้คือการปรับตั้งค่าว่า เวลาเราขับรถในโหมด ECO นั้น จะให้แอร์ทำงานแบบ ECO ด้วยหรือเปล่า

อย่างถ้าไฟสีแดงติดแบบนี้ คือ แอร์จะทำงานในโหมด ECO ตามการขับขี่ ECO ที่เราเลือก

 

แอร์ ECO นั้น ก็จะมีการปรับแรงลม หรือแรงดันคอมแอร์ ให้ประหยัดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อช่วยให้การขับขี่นั้นประหยัดพลังงานให้มากที่สุด

ซึ่งอย่างที่เบียร์เขียนไปในการเปลี่ยนโหมดการขับขี่แบบ ECO นั่นแหล่ะ ถ้าเราเลือกโหมดนี้ไว้ การทำงานทุกอย่างจะ ECO ไปหมด

 

แต่สิ่งสำคัญคือ เมืองไทยเป็นเมืองร้อนเว่อร์ ทางนิสสันเข้าใจดีว่า คนขี้ร้อนนั้นมีอยู่มาก ต่อให้อยากประหยัด แต่ถ้ามันร้อนเกิน  มันก็ทนไม่ไหว ทางนิสสันเลยมีการยกเลิกแอร์ระบบ ECO มาให้เราเป็นทางเลือก

โดยเมื่อเรากดปุ่มให้ไฟแดงหายไป ก็จะเป็นการปิดการใช้งานแอร์แบบ ECO นั่นเองครับ

 

เมื่อเราเข้าโหมดการขับขี่ Nissan Juke แบบ ECO ก็จะพบว่า แอร์ได้เปลี่ยนเป็นแบบ Normal เอาใจคนขี้ร้อนเรียบร้อยแล้ว

 

จากนั้นมาดูเมนูถัดไปครับ หน้าที่ 3 เหลืออีกเพียง 2 เมนู เมนูแรก Auto Interior Illumination นั้น แค่ตั้งค่าเปิด หรือปิด เท่านั้นเอง

 

และเมนูสุดท้าย Auto Headlight Sensitivity ตั้งระดับเซนเซอร์ไฟหน้าอัตโนมัติ ก็หมุนเลือกเอาได้ตามใจชอบครับ

 

กลับมาหน้าจอปกติ มาดูปุ่มที่ 2 กันครับ Drive Info

 

สำหรับจอนี้คือ ข้อมูลการขับขี่ของเรา แสดงให้เห็นว่า เราใช้เวลานานแค่ไหนในการเดินทาง ความเร็วเฉลี่ยเท่าไหร่ และวิ่งไปไกลแค่ไหน

 

โดยเราสามารถกด RESET ให้เป็น 0 ได้ ก่อนที่เราจะเดินทาง ด้วยการกดปุ่ม Enter ค้างไว้แป๊ปนึง

 

ซึ่งเบียร์ขอแนะนำให้เพื่อน ๆ Reset ทุกครั้งก่อนขับรถไปไหนต่อไหนนะครับ เพราะจะทำให้เพื่อน ๆ ได้รู้ข้อมูลการขับขี่ของเรา โดยไม่ต้องไป Set ที่หน้าจอเรือนไมล์ครับ

และสุดท้ายกับเมนู Eco Info ครับ รายงานผลการขับขี่สำหรับคนขับรถสไตล์ Eco จะได้รู้ว่า เราประหยัดได้ดีขนาดไหน

 

โดยมีรายงานหรือ Report 4 แบบครับ

Reset At Start ก็รายงานการขับล่าสุดนั่นแหล่ะครับ แท่งบาร์ยิ่งสูงยิ่งประหยัดครับ เพราะหน่วยวัดคือ ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร อย่างที่เบียร์บอกไปตอนต้น ๆ ของรีวิวแล้วว่า หน่วยนี้ ตัวเลขยิ่งน้อย ยิ่งประหยัด เป็น 0 ได้ยิ่งดี (ถ้าผลออกมา 0 แสดงว่า ดับเครื่อง เข็นรถเอาแล้วละ 55555+)

 

หมุนดูหน้าจอถัดมา กับ Weekly Reset รายงานการขับขี่ประจำสัปดาห์ จะเห็นได้ว่า เบียร์ขับเก่งขึ้นเรื่อย ๆ เพราะแท่งบาร์ไต่ระดับขึ้นตลอด

 

หมุนต่อมาอีกหน้าจอนึงกับ Daily Reset รายงานวันต่อวันครับ

 

และหน้าจอสุดท้าย Manual Reset หรือรายงานหลังจากเรากด Reset เองนั่นแหล่ะครับ

 

ก็จบลงแล้วครับกับ D-MODE และระบบ I-CON ทั้ง 2 หวังว่ารีวิวของเบียร์จะทำให้เพื่อน ๆ รู้จักและเข้าใจระบบนี้มากขึ้นนะครับ

 

ในรีวิวตอนหน้าตอนที่ 10 เบียร์จะพาไปดูช่องเก็บของด้านหน้ากันครับ ว่ามีมากน้อยเพียงใด อดใจรอนิดนะครับ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์นะครับ

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *