รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 6 “หน้าจอเรือนไมล์ บอกอะไรเราบ้าง?”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

ทีนี้มาดูหน้าจอเรือนไมล์ของน้อง Juke กันบ้าง

 

บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเวลาล็อครถแล้ว จะเห็นไฟรูปรถสีแดงมีกุญแจอยู่ด้านในกระพริบอยู่ตลอดเวลา รถเป็นอะไรหรือเปล่า?

 

ลองดูตัวอย่างจากคลิปของ Nissan Sylphy ที่เบียร์ถ่ายไว้ครับ เหมือนกันเลย

 

มีเพื่อน ๆ หลายคนบังเอิญเห็น ก็ตกอก ตกใจว่า รถใหม่ป้ายแดงของตัวเองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า? เบียร์ขอบอกไว้เลยว่า นี่คือ เรื่องปกตินะครับ รถของเพื่อน ๆ ไม่ได้เป็นอะไร สบายใจได้

เพราะสัญลักษณ์นี้แปลว่า “ระบบกันขโมย Immobilizer กำลังทำงานอยู่” มันจะสว่างขึ้นเมื่อเพื่อน ๆ ล็อครถไปแล้ว

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้ล็อครถ แต่เห็นไฟรูปรถสีแดงกระพริบทำงานอยู่ ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะระบบนี้จะมีเวลาการทำงานอยู่ในระยะหนึ่ง หลังตรวจสอบความถูกต้องของกุญแจเรียบร้อยแล้วในครั้งแรก

จนเมื่อหมดเวลาแล้ว แต่เรายังไม่กดปุ่ม Start รถสักที ไฟรูปรถสีแดง ก็จะกระพริบขึ้นอีกครั้ง เพื่อแสดงการป้องกันขโมยต่อเนื่องทันที ในจังหวะนี้ ถ้ามีโจรเอากุญแจผีมาใช้ แม้เราจะเปิดรถทิ้งไว้ โจรก็ไม่สามารถ Start รถได้นั่นเองครับ

 

ทีนี้เรามาดูหน้าจอกันต่อดีกว่า แต่มืด ๆ แบบนี้คงมองไม่เห็นจอแน่นอน ถ้าไม่สตาร์ทรถ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราสามารถดูจอได้โดยไม่ต้องสตาร์ทรถครับ ด้วยการกดปุ่ม Start โดยไม่ต้องเหยียบเบรก 2 ครั้ง

(กด 1 ครั้ง เปิดระบบไฟบางส่วน  , กด 2 ครั้ง เปิดระบบไฟทั้งหมด)

 

หน้าจอก็จะสว่างวาบขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ดูจอซ้ายกันก่อน จอนี้จะบอกวัดรอบเครื่องยนต์ครับ Red Line อยู่ที่ 6,500 – 8,000 ถ้าไม่จำเป็น พยายามอย่าให้รอบขึ้นไปอยู่ที่ Red Line นะครับ จะทำให้เครื่องยนต์พังได้ไวขึ้นครับ

 

จากจอซ้าย ย้ายมาจอขวา ก็จะเป็นจอบอกความเร็วของรถครับ สูงสุดที่ 240 กิโลเมตร/ชั่วโมงครับ ซึ่งตัวเลขมีเผื่อเอาไว้เท่านั้น เพราะ Juke วิ่งจริงไม่ถึงแน่นอนครับ

 

ทีนี้มาดูจอกลางกันบ้างครับ

 

จอนี้จะเป็นจอบอกข้อมูลของรถและการขับขี่ครับ เราสามารถควบคุมจอนี้ได้ด้วยปุ่ม 2 ปุ่มนี้

 

มาดูปุ่มแรกกันก่อน

 

เบียร์ทดลองกดปุ่มซ้ายดูครับ ก็เห็นหน้าจอเปลี่ยนเป็นรูปไข่ ถึง 6 ฟอง

(รูปแทนจาก Nissan Almera นะครับ ขออภัยจริง ๆ เบียร์เห็นไข่ Juke แล้วตกใจ ลืมถ่ายมา 55555+)

 

ด้วยความอยากรู้ว่าเราจะเอาไข่มาตอก แล้วเอาไปเจียวได้ไหม ก็เลยกดก้านซ้ายอีก 1 ทีครับ

 

แว๊กกกกก ไข่หายไปแล้ว 1 ฟอง!!!! ซึ่งเบียร์ลองกดก้านซ้ายดูเรื่อย ๆ จะพบว่า เมื่อเบียร์กด 2 ที ไข่จะหายไป 1 ฟอง ดังนั้นพอเบียร์กดครบ 1 โหล หรือ 12 ที ไข่ที่มีก็หายไปหมดเลย T_T

โอ๊ย สงสัยเบียร์จะหิวจนตาลาย พาลมองจอเป็นไข่ไปซะอย่างนั้น จริง ๆ แล้ว นี่คือ “ระดับความสว่างของหน้าจอ” ครับ

เมื่อเรากดปุ่มซ้าย 1 ที จอจะลดความสว่างลงไปทีละระดับครับ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถกดปรับความสว่างได้ทั้งตอนกลางวันที่เรืองแสง

 

และตอนกลางคืนที่เราเปิดไฟหน้าครับ ระบบจะแยกการทำงานกันอย่างอิสระ

 

โดยการกดก้านซ้ายจะวนเวียนไปเรื่อย ๆ นะครับ เมื่อเพื่อน ๆ กดจนได้ความสว่างน้อยที่สุดแล้ว พอเรากดอีก 1 ที ก็จะมีเสียง “ติ๊ด” ดัง 1 ที แล้วจอก็จะปรับไปที่ความสว่างที่มากที่สุดเหมือนเดิมครับ (ไข่ก็จะกลับมาโชว์ 6 ฟองเช่นเดิม)

การที่เราสามารถปรับความสว่างได้มากขนาดนี้ เพื่อน ๆ ก็ไม่ต้องกลัวแล้วครับ ว่าหน้าจอจะส่องแสงแยงตายามขับขี่ Nissan Juke คันเท่ครับ ปรับได้ตามความสะดวกของเราเลย เมื่อปรับเสร็จได้ความสว่างที่สายตาต้องการแล้ว ก็อยู่เฉย ๆ ครับ หน้าจอรูปไข่ก็จะหายไปเองครับ

 

ทีนี้มาดูปุ่มขวากันบ้าง

 

ปุ่มนี่ใช้สำหรับดูข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าจอกลางนี่แหล่ะ รวมถึงยังใช้ Reset ค่าได้ด้วย

 

แต่ก่อนจะไปเล่นจอกลาง เพื่อน ๆ จะเห็นจอเล็ก ๆ ด้านล่าง เป็นรูปตัวอักษร

 

นั่นคือตำแหน่งเกียร์ CVT ครับ มีประโยชน์กับคนขับ จะได้ไม่ต้องก้มไปดูคันเกียร์ ก็รู้ได้เลยว่า ตอนนี้เข้าเกียร์อะไรอยู่

 

ทีนี้มาดูหน้าจอกันเลยดีกว่าครับ ว่ามันบอกอะไรให้เรารู้บ้าง

 

เห็นขีดวัดระดับด้านซ้ายที่มีตัวอักษร H อยู่ข้างบนและ C อยู่ข้างล่าง นั่นคือ “ระดับความร้อนของเครื่องยนต์” ครับ

จุดนี้ เพื่อน ๆ ต้องให้ความสำคัญมากในการขับขี่รถยนต์ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน(มากกกก) และการเกิด overheat หรือ ความร้อนสูงในเครื่องยนต์ มีให้เห็นบ่อยมากในเมืองไทย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากขาดการดูแลระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ รวมถึงสายพานขาด และพัดลมหยุดทำงาน เป็นต้น

 

 

ส่วนวิธีการดู ก็ง่าย ๆ ครับ ตัว C ข้างล่าง ย่อมาจาก Cold หรือ “เย็น”  ส่วน H ข้างบน มีความหมายตรงกันข้าม โดยย่อมาจาก “Hot” ที่แปลว่าร้อนนั่นเอง

สิ่งสำคัญคือ รถนิสสันสมัยนี้ มีปัญหาเรื่องพัดลมมาก ที่จะพังก่อนวัยอังควร เพื่อน ๆ จึงต้องคอยสังเกตระดับความร้อนให้ดี ปกติแล้ว เข็มจะอยู่ไม่เกินครึ่ง

แต่ถ้าเมื่อใด เข็มเริ่มไต่ถึงครึ่ง หรือมากกว่าครึ่ง เพื่อน ๆ ต้องรีบปิดแอร์ และจอดรถทันทีครับเพื่อความปลอดภัย เพราะถ้าช้าไป จนเข็มไต่ถึง H เมื่อไหร่บรรลัยเกิดเลยครับ

มาดูหน้าจอกันต่อครับ คราวนี้เบียร์พาเพื่อน ๆ ย้ายสายตามาด้านขวาสุดกันเลย จะพบขีดบอกระดับ “น้ำมัน” ในถังครับ ซึ่งข้างบนจะมี “รูปปั๊มน้ำมัน มีลูกศรชี้ไปทางขวามือ” กำกับอยู่

โดยนิสสันเค้าทำมาเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่า ถังน้ำมันนะอยู่ฝั่งขวาของตัวรถ เวลาเข้าปั๊มน้ำมันนะ เข้าให้ถูกด้านด้วยนะจ๊ะ!!

 

ซึ่งเหมาะสำหรับ

– เจ้าของรถที่มีรถหลายคัน คันนึงถังอยู่ขวา คันนึงถังอยู่ซ้าย

– แต่ถ้ามีคันเดียว ด้วยความที่ไม่ได้เข้าปั๊ม มาเติมน้ำมันบ่อย อาจจะลืมว่า เวลาจะเข้าปั๊ม ต้องจอดที่หัวจ่ายด้านไหน ก็ดูได้ที่ลูกศรนี่ละครับ

 

ส่วนถัดลงมามีตัวเลข 0 – 1ครึ่ง จนถึง 1 พร้อมขีดระดับแบบถี่จัดถึง 16 ขีด นี่คือ ระดับน้ำมันในถังครับ ถ้าขีดเหลือน้อยใกล้ 0 ก็คือน้ำมันจะหมด

ซึ่งการใช้งานจริง เบียร์ชอบนะ เพราะด้วยความถี่ของมันนี่แหล่ะ ทำให้การที่น้ำมันจะลงแต่ละขีด มันลงช้า ดูแล้วรู้สึกอุ่นใจดี ไม่เหมือนใน Nissan Sylphy ที่เบียร์ใช้อยู่ เป็นแบบเข็ม แล้วเข็มชอบไหลลงเร็วช่วงน้ำมันเต็มถัง ทำให้รู้สึกเหมือนน้ำมันหมดไว

แต่พอพ้นครึ่งถังมา ก็เริ่มช้า จนได้ระยะทางที่มากพอในระดับของการประหยัดน้ำมันขั้นเทพจากหัวฉีดคู่นั่นเอง

 

ทีนี้มาดูตัวเลขตรงกลางจอ แต่เยื้องลงมาด้านล่างหน่อย เพื่อน ๆ จะเห็นเลข 28 C นั่นคือตัวเลขบอกอุณหภูมิภายนอกรถครับ จะได้รู้ว่าข้างนอกหนาวหรือร้อนแค่ไหน ซึ่งตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ตลอดเวลานะครับ ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะดูหน้าจอไหนก็ตาม

และที่สำคัญ ตัวเลขนี้ มีความสัมพันธ์กับการตั้งค่าแอร์ด้วยนะครับ แล้วเบียร์จะบอกอีกที ตอนรีวิวเรื่องแอร์ครับ

 

ทีนี้ มาดูหน้าจอตรงกลางด้านบนกันครับ ว่ามีค่าอะไรบ้าง เริ่มที่บรรทัดบนสุด คือ 6758

ตัวเลขนี้ คือ เลข ODO หรือแปลเป็นไทยว่า “ระยะทางทั้งหมดที่รถวิ่งมา” หรือ “เลขไมล์รถ”นั่นเอง เป็นระยะทางทั้งหมดที่แสดงว่า รถคันนี้ตั้งแต่ถูกผลิตออกมา วิ่งไปแล้วกี่กิโลเมตร โดยตัวเลขนี้เราไม่สามารถ reset ได้นะครับ

ซึ่งความสำคัญของตัวเลขนี้ เราจะเอาไว้อ้างอิงในการเช็คระยะ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นแหล่ะครับ

และอีกอย่างเพื่อน ๆ ที่รับรถควรดูตัวเลขนี้ก่อนนะครับ ว่าตอนที่เรารับรถมาเนี่ย รถของเราได้วิ่งไปแล้วมากน้อยแค่ไหน? ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 100 กิโลเมตรครับ ถือว่าโอเค เพราะเผื่อให้ทางศูนย์และเซลล์วิ่งเอารถไปมาระหว่างสาขา รวมทั้งวิ่งไปติดของแต่ง ล้างรถต่าง ๆ นานา เป็นต้น

ยิ่งถ้ารถวิ่งแค่ 10 – 30 กิโลเมตรนี่ถือว่าดีมากเลยครับ โดยในหน้าจอนี้บอกว่า รถคันนี้วิ่งมาแล้วทั้งหมด 6,758 กิโลเมตรครับ และตัวเลขจะแสดงอยู่บรรทัดบนสุดแบบนี้ตลอดเวลาที่เราขับรถครับ

มาดูบรรทัดที่ 2 ครับ

 

ตัวเลขนี้คือ เลข Trip A ครับ

Trip A ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา อย่างหน้าจอนี้ คือ ตั้งแต่เราเริ่มกด Reset ตั้งค่าครั้งสุดท้ายมาถึงตอนนี้ รถเราวิ่งไป 101.2 กิโลเมตรแล้วครับ

และถ้าเพื่อน ๆ อยากจะตั้งค่าใหม่ เพื่อจับระยะทาง ก็ให้กดปุ่มที่ก้านขวาค้างไว้แป๊ปนึง ตัวเลขนี้ก็จะกลายเป็น 0 ทันที

ซึ่งการวัดระยะทาง ใช้ได้หลากหลายครับ อย่างเบียร์เองจะใช้แบบนี้

1. เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ กดค้างให้เป็น 0 ทิ้งไว้ และเมื่อต้องมาเติมน้ำมันอีกรอบ ก็สามารถดูได้ว่า รถเราวิ่งได้กี่กิโลตั้งแต่เราเติมน้ำมันครั้งล่าสุด

2. เมื่อต้องการทราบว่าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไกลแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านก็กดปุ่มขวาค้างไว้ให้เป็น 0 พอถึงที่ทำงาน เราก็จะได้ตัวเลขระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานนั่นเอง

ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไปครับ ด้วยการกดปุ่มขวาด้านล่าง 1 ทีครับ

 

ก็จะเจอกับ Trip B ครับ

 

ซึ่ง Trip B ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา นั่นก็หมายความว่า Trip B ก็มีค่าเหมือน Trip A เป๊ะ ๆ เลย

แล้วจะมีมาทำไม 2 อัน? 

ก็ต้องบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจับ หรือวัดระยะทางอะไรมาก ก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก แต่ที่มีมา 2 อัน เพราะบางครั้ง เราอาจจะต้องจับระยะทางพร้อมกัน 2 จุด เอ๊ะยังไง! อ่ะ ลองมาดูวิธีการใช้งานของเบียร์ดูครับ

ชีวิตประจำวัน 

– เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง เบียร์จะกดก้านซ้ายให้แสดง Trip A และกดค้างอีกที เพื่อ Reset ค่าให้เป็น 0 เพื่อจะดูว่าน้ำมันถังนี้ เบียร์จะวิ่งได้กี่กิโลเมตร

– ส่วน Trip B เบียร์จะทำแบบเดียวกัน เมื่อต้องการจับระยะทางในการเดินทางในแต่ละวัน เช่น วันนี้เบียร์จะไปหาลูกค้าที่ปราณบุรี จะใช้ระยะทางวิ่งไปเท่าไหร่?

ซึ่งเบียร์ไปกดดูที่ Trip A ไม่ได้ เพราะ Trip A ไว้จับระยะทางการใช้น้ำมันอยู่ นึกออกไหมครับ?

ชีวิตท่องเที่ยว 

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เบียร์มักจะใช้ Trip A เพื่อดูระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ไปจนกลับ เช่น รีวิวที่เบียร์ขับ March ไปฮันนีมูนที่ปาย เบียร์ก็กดไว้ตั้งแต่ออกจากบ้าน จนไปเที่ยวปาย เชียงใหม่ กลับถึงกรุงเทพ ก็จะรู้ว่า ระยะทางทั้งหมดในทริปนี้ วิ่งไปเท่าไหร่

ส่วน Trip B เบียร์จะใช้เมื่อเข้าเติมน้ำมันเต็มถังในแต่ละครั้ง เพื่อดูระยะทางที่วิ่งได้จนกว่า จะเติมน้ำมันอีกครั้ง ว่าวิ่งไปได้ทั้งหมดกี่กิโลเมตร ซึ่งเบียร์จะเอาค่าเหล่านั้นมาดูอัตราการกินน้ำมัน

โดยเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูการคำนวณและใช้ทริป A B ของเบียร์จริง ๆ ได้ในรีวิว “ขับ Nissan March ไปฮันนีมูนที่ปาย – เชียงใหม่”  

หวังว่าจะพอเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกท่านนะครับ

ลองมาดูวิธี Reset Trip A และ B กันนะครับ โดยเบียร์ขอทดสอบกับทริป B ครับ

 

จากหน้าจอนี้ เรายังเห็นตัวเลขค้างอยู่ที่ 611.1 กิโลเมตร ถ้าเราจะ Reset ให้เป็น 0 เราก็กดปุ่มขวาค้างไว้แบบนี้ครับ

 

หน้าจอก็จะเป็น 0 ทันทีเลย

 

จบเรื่อง Trip A B ไปแล้ว กดปุ่มขวา 1 ที มาดูหน้าจอถัดไปครับ

 

จะเห็นตัวเลข 30.0 l/100km  ตัวเลขนี้คือการบอกอัตราการกินน้ำมันแบบ Real Time ครับ นั่นคือ ในขณะที่เราขับรถสปอร์ต ครอสโอเวอร์อย่าง Nissan Juke  นั้น จะทำให้เรารู้ว่า รถเรากินน้ำมันมากน้อยแค่ไหน?

แต่ค่านี้หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยครับ เพราะเป็นตัวเลขที่บอกว่า เราขับแบบนี้ ใช้น้ำมันกี่ลิตรในการวิ่งได้ถึง 100 กิโลเมตร เพราะเคยชินกับตัวเลขกิโลเมตร/ลิตร ที่บอกว่า น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้กี่กิโลเมตรมากกว่า

โดยการแปลงตัวเลขให้เป็นค่ากิโลเมตรต่อลิตร ก็ไม่ยากครับ จับหารกับ 100 เลยครับ สมมติว่า หน้าจอนี้ แสดงตัวเลข 5 L/100 Km อยู่ ก็เอา 100 มาหาร จะได้เท่ากับ 20 กิโลเมตร/ลิตร นั่นเองครับ

ดังนั้น ตัวเลขในหน้าจอนี้ ถ้าจะควบคุมให้ขับประหยัด ต้องให้แสดงค่าน้อย ๆ นะครับ ยิ่งน้อยยิ่งดีครับ

และอย่าไปสับสนกับตัวเลขกิโลเมตร/ลิตร เพราะตัวเลขนั้น ยิ่งมาก ยิ่งประหยัดครับ

สำหรับหน้าจอนี้ มีประโยชน์มากครับ เราจะได้รู้ว่า เท้าเรา หนัก-เบาไปไหม จะได้ควบคุมน้ำหนักเท้าในการเหยียบคันเร่งของเราให้ดีครับ เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด

เคยมีหลายคนเห็นหน้าจอนี้แล้วตกใจว่า ทำไมตัวเลขวิ่งขึ้น ๆ ลง ๆ จนนึกว่าหน้าจอรถเสีย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ เป็นปกติครับ

มาดูกันต่อครับ กดปุ่มขวาอีก 1 ที

 

จะเห็นตัวเลข 491 และมีตัวอักษร km พร้อมลูกศรชี้ไปที่ปั๊มน้ำมันอยู่

ซึ่งหน้าจอนี้จะแสดงระยะทางที่เหลือ ที่เจ้านิสสัน จู๊คคันเท่สามารถวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมดถัง แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่นะครับ เพราะหน้าจอจะคำนวณจากการขับขี่ของเราประกอบด้วย

อย่างตอนนี้หน้าจอแจ้งว่า เบียร์สามารถวิ่งได้อีก 491 กิโลเมตรใช้ไหมครับ? แต่ถ้าเบียร์ขับแบบประหยัดสุด ๆ สักพัก หน้าจออาจจะเปลี่ยนเป็น 515 km ก็ได้ คือ เหลือระยะทางวิ่งได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ท่านที่เพิ่งไปเติมน้ำมันเต็มถังมา แล้วหน้าจอแสดงผลได้น้อย ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะมันจะคำนวณจากการวิ่งล่าสุด แล้วแสดงผลออกมา ซึ่งระยะทางสามารถเพิ่มขึ้น-ลงได้ตามการขับขี่ของเราครับ

และเมื่อน้ำมันเหลือขีดสุดท้าย หน้าจอนี้จะแสดงตัวเลขกระพริบ ๆ นะครับ เพื่อเป็นการเตือนคนขับว่า น้ำมันใกล้หมดแล้วนะ รีบเติมซะ! และถ้ายังไม่เติมอีก สักพัก ตัวเลขจะหายไป กลายเป็น “—-”

 

นั่นคือ คำนวณระยะทางไม่ได้แล้ว ควรเติมน้ำมันได้แล้ว

สรุป หน้าจอนี้จะเป็นการแสดงผลคร่าว ๆ เท่านั้น เพื่อน ๆ อย่าไปยึดติดหรือซีเรียสกับตัวเลขระยะทางคงเหลือมากนัก เอาเป็นว่า ถ้ามันเตือนเมื่อไหร่ว่า ถึงเวลาเติมน้ำมันได้แล้ว ก็เติมไปเลย อย่าไปเสี่ยงวิ่ง ถึงแม้จริง ๆ อาจจะวิ่งได้อีกร่วม 100 กิโลเมตรก็เถอะ

เพราะการปล่อยให้น้ำมันหมดถังแล้วค่อยเติม มันไม่ส่งผลดีต่อรถยนต์สุดรักของเรานักหรอกครับ 

จบจากระยะทางคงเหลือแล้ว กดปุ่มขวา 1 ทีเพื่อดูจอถัดไปต่อเลยครับ

 

ในหน้าจอนี้ มีคำว่า “8.7 l/100km” ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกค่าเฉลี่ยการกินน้ำมันของเรานั่นเองครับ ตัวเลขนี้ก็คำนวณมาจากค่า Real Time ในหน้าจอก่อนหน้านี้นั่นแหล่ะ โดยค่าเฉลี่ยนี้จะเริ่มนับตั้งแต่เรากดปุ่มขวาค้างไว้ เพื่อ reset ค่านี้ให้เป็น 0 นะครับ

และอย่างที่เบียร์บอกไปข้างต้น ถ้าจะแปลงตัวเลขให้เป็นหน่วยกิโลเมตร/ลิตร ก็เอา 100 มาหาร นั่นคือ 100/8.7 ผลลัพธ์ออกมาคือ 11.49 กิโลเมตร/ลิตรครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการจับว่า จากบ้านไปที่ทำงานในเช้าวันนี้ เราขับรถได้อัตราเฉลี่ยเป็นยังไง ก็กดก้านขวาค้างไว้เพื่อ reset หน้าจอใหม่ซะ

 

ให้หน้าจอเป็น 0 แบบนี้

 

จากนั้นก็ขับไปที่ทำงาน เราก็จะทราบว่า เราขับรถได้ประหยัดมากน้อยแค่ไหน ?

เคยมีเพื่อน ๆ มาถามเบียร์ว่า ขับยังไงก็ไม่ประหยัด ตัวเลขอยู่ที่ 10 – 12   ลิตร/100 กิโลเมตรมานานแล้ว เบียร์ก็ขอบอกเลยนะครับว่า ต้อง reset ค่าก่อนด้วย เพื่อเริ่มคำนวณใหม่

เพราะหลายท่านไม่เคยกด reset เลยตั้งแต่รับรถป้ายแดงมา ค่ามันก็คำนวณมายาวนานเกินไปครับ ตัวเลขจะขยับยาก และไม่แสดงผลเป็นปัจจุบัน ดังนั้น อย่าลืมกด reset กันก่อนขับรถนะครับ

หมายเหตุ

– หลังกด reset จะยังไม่มีตัวเลขขึ้นจนกว่าจะวิ่งถึง 500 เมตรแรก

– การคำนวณอัตราเฉลี่ย จะคำนวณทุก 30 วินาที

ทีนี้กดก้านขวาอีก 1 ทีครับ มาดูกันต่อในหน้าจอถัดไป

 

หน้าจอนี้มีตัวเลข 3:24 อยู่ และมีรูปนาฬิกา ไม่ได้หมายความว่า เวลาปัจจุบันนะครับ แต่เป็นการจับเวลาการเดินทางครับ นั่นก็คือ หน้าจอนี้บอกว่า ตั้งแต่เบียร์กด Reset จนขับรถมาถึงตอนนี้ เบียร์ขับมาแล้ว 3 ชั่วโมง 24 นาทีครับ

วิธี Reset ก็เหมือนกันกับทุกหน้าจอครับ คือ กดปุ่มขวาค้างไว้

 

ตัวเลขก็จะเป็น 0 ครับ และเมื่อเราสตาร์ทรถ ตัวเลขก็จะเริ่มเดินไปเรื่อย ๆ นั่นเอง

 

สำหรับค่าต่าง ๆ ในหน้าจอกลางก็หมดแล้วครับ ทีนี้ถ้าเราขับรถอยู่แล้วขีดน้ำมันลงมาใกล้หมด ก็จะมีไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดขึ้นมาใต้ตัวเลขอุณหภูมิแบบนี้ครับ

 

นอกจากไฟเตือนนี้จะเตือนขึ้นมาทุกหน้าจอ ไม่ว่าเราจะเปิดหน้าจอไหนอยู่ก็ตาม ก็ยังมีไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดแบบกระพริบ เตือนอยู่เหนือตัวเลขอุณหภูมิอีกด้วย

 

ลองดูคลิปที่เบียร์ถ่ายไว้ก็ได้ครับ เห็นคนชอบถ่ายกันแบบหน้าชัด หลังเบลอ ไม่ก็หน้าเบลอ หลังชัด เบียร์ขอนำเทรนด์ใหม่ หน้าเบลอ หลังเบลอ 555555+

 

สำหรับรีวิวเรื่องเรือนไมล์ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ หวังว่า จะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจและนำไปใช้ให่้เป็นประโยชน์เวลาขับ Juke นะครับ

ในตอนหน้า เบียร์จะพาไปดูวิทยุสุดทันสมัยใน Juke กันครับ อดใจรอนิดนะคร้าบบบ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิว Nissan Juke by Biere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *