รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 4 “สะกดทุกสายตา ด้วยไฟหน้าทรงแปลก”

เมื่อปิดฝากระโปรงในตอนที่ 3 เรียบร้อยแล้ว เรากลับมานั่งที่คนขับต่อครับ เพราะเมื่อเราปรับเบาะ ปรับพวงมาลัย ปรับกระจกครบแล้ว เราก็พร้อมที่จะขับรถออกไปแล้วละครับ

ตื่นเต้นละซี่ ที่จะได้สัมผัส feeling การขับขี่ของนิสสัน จู๊ค แต่เบียร์ยังไม่ให้ไปหรอก 55555+ ต้องรุ้จักทุก Option ให้ครบก่อน จะได้ใช้งานถูก โดยเริ่มแรก กลับมาดูที่พวงมาลัยกันอีกที

 

จะเห็นพวงมาลัยทรงสปอร์ตที่ใช้อยู่ในรถสปอร์ตของ Nissan อย่าง 370Z นั่นทำให้รู้ว่าเจ้า Juke นี่แอบลักขโมยอะไหล่ชาวบ้านเค้ามาใช้ไปทั่วเลย ตั้งแต่รถ Eco Car ยัน Sports Car เลยนะเนี่ย

 

โดยตรงกลางนั้นจะมีโลโก้ Nissan อยู่ และมีแตรอยู่ในกรอบวงกลมเดียวกัน ซึ่งเบียร์ชอบมาก เพราะการมีขอบกลมล้อมรอบ ทำให้บริเวณพื้นที่การ “บีบแตร” ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของโลโก้นิสสันนั้น จมลงไป

การออกแบบแบบนี้ ทำให้หมดสิทธิเผลอไปโดนแตรโดยไม่ได้ตั้งใจจริง ๆ 

แต่เสียงแตรเมื่อได้ลองบีบแล้ว เบียร์รู้สึกว่า มันไม่ดังเท่าที่ควร ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนไม่ใช้แตรอยู่แล้ว ก็ปล่อยมันไป แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนที่ชอบ”บีบแตร” บ่อย ๆ ก็ควรจะเปลี่ยนแตรใหม่ น่าจะดีกว่า

ถัดจากแตรมาด้านซ้ายของพวงมาลัยจะพบปุ่มควบคุมเครื่องเสียงสีเงินอันนี้

 

ปุ่ม SOURCE ใช้สำหรับเปลี่ยนแหล่งเล่นเพลง ส่วนปุ่มขึ้น – ลง ใช้สำหรับเปลี่ยนเพลงไปข้างหน้า และถอยหลัง

และเมื่อเบียร์ลองใช้งานจริง เบียร์จะบอกว่า เบียร์ไม่ถนัดเท่าไหร่กับการใช้งาน อาจจะเป็นเพราะตำแหน่งของปุ่มค่อนข้างเอียงมากไปตามดีไซน์ของพวงมาลัย

 

ทำให้การวางมือยังไม่ถนัดเหมือนปุ่มควบคุมเครื่องเสียงของ Nissan Sylphy ที่กดได้สะดวกกว่าชัดเจน

แต่เบียร์เพิ่งขับมาไม่กี่วันเอง บางทีถ้าได้ขับนิสสัน จู๊คนานกว่านี้ก็อาจจะชินก็ได้นะครับ อันนี้ก็คงต้องพิสูจน์กันต่อไป

ไล่สายตาลงมายังมีปุ่มสีดำอีก นั่นคือ ปุ่มเพิ่ม – ลดเสียงเพลง และปุ่มรับสาย – วางสายโทรศัพท์

 

ปุ่มเพิ่มเสียง – ลดเสียง เมื่อเบียร์ได้ลองใช้จริงแล้ว รู้สึกว่าต้องกดหนักนิดนึง เพราะลองกดเบา ๆ แล้วเสียงไม่ค่อยจะเปลี่ยนเลยครับ

สำรวจปุ่มที่พวงมาลัยครบแล้ว มาดูข้าง ๆ พวงมาลัยกันบ้าง จะมีก้านยาว ๆ อยู่ทั้ง 2 ฝั่ง  เริ่มที่ก้านฝั่งขวามือกันก่อน

 

ซึ่งเจ้าก้านยาวที่ไม่ใช่พันธุ์ทุเรียนนี้ มันคือ ตัวควบคุมไฟภายนอกรถครับ มาดูกันเลยดีกว่าครับ ว่าใช้งานอย่างไรบ้าง?

ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการเปิดไฟเลี้ยวซ้าย ให้เพื่อน ๆ ยกก้านขึ้น ไฟเลี้ยวซ้ายจะเปิด ก้านจะค้างไว้จนกว่าเราจะเลี้ยวเสร็จ ก้านก็จะกลับมาที่ตำแหน่งเดิม เพื่อปิดไฟเลี้ยว

ในทางกลับกัน ถ้าท่านต้องการเลี้ยวขวา ท่านก็กดก้านนั้นลง ไฟเลี้ยวขวาจะเปิด ก้านจะค้างไว้จนกว่าท่านเลี้ยวเสร็จ ก้านก็จะกลับมาที่ตำแหน่งเดิม เพื่อปิดไฟเลี้ยว

ในเคสด้านบนคือการเลี้ยวรถราว ๆ 90 องศาขึ้นไปนะครับ หรือการเลี้ยวรถเข้าซอย/กลับรถเป็นต้น ที่ก้านไฟเลี้ยวจะปิดให้อัตโนมัติเมื่อเลี้ยวเสร็จครับ

แต่ถ้าเป็นการเปิดไฟเลี้ยวเพื่อเปลี่ยนเลนถนน หรือหักพวงมาลัยไม่มาก ไฟเลี้ยวจะไม่ดับเองนะครับ เพื่อน ๆ ต้องผลักก้านย้อนกลับ เพื่อปิดไฟเลี้ยวด้วยตัวเองครับ

 

มาถึงตรงนี้ ขอร้องให้เพื่อน ๆ ผู้อ่านทุกท่าน…เวลาขับรถ ช่วยเปิดไฟเลี้ยวกันด้วยนะครับ เปิดไปเถอะครับ หลอดมันไม่ขาดง่าย ๆ หรอก ช่วยบอกเพื่อนร่วมถนนบ้าง ว่าท่านจะไปไหน จะทำอะไร ไม่ใช่อยากออกก็ออก อยากเลี้ยวก็เลี้ยว ทั้งนี้ เพื่อความปลอดภัยทั้งของเราเองและผู้อื่นครับ 

 

มาดูต่อครับ หลังจากยกขึ้น กดลงแล้ว คราวนี้มาดันหน้า-ดันหลังกันบ้าง

ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการขอทางด้วยการเปิดไฟสูงแบบชั่วคราว ให้เพื่อน ๆ ดึงก้านเข้าหาตัวครับ ซึ่งในการดึงเข้าหาตัวนี้ มันจะไม่ค้างในตำแหน่งนะครับ เพราะเมื่อเราปล่อยมือ ไฟสูงก็ดับ ซึ่งเอาไว้ใช้เปิดชั่วคราว เช่นขอทาง หรือทักทายเพื่อนสมาชิกเท่านั้นเองครับ

 

ส่วนการผลักก้านไปข้างหน้า เป็นการเปิดไฟสูงแบบค้างนะครับ คือ ถ้าไม่ดึงกลับมาที่เดิม ไฟก็จะสูงแสบตาอยู่อย่างนั้น โดยมันจะใช้งานได้ในยามค่ำคืนเป็นหลักครับ ซึ่งทางผู้ผลิตออกแบบมาเพื่อเปิดไฟสูงเวลาขับบนถนนเปลี่ยว ๆ ไม่มีรถราวิ่งสวนมา เพื่อท่านจะได้มองระยะไกลได้ โดยไม่ต้องกดค้างให้เมื่อยมือ

 

ซึ่งถ้าเราเปิดไฟสูงเมื่อไหร่ ที่หน้าจอเรือนไมล์บริเวณช่องวัดรอบเครื่องยนต์ จะมีไฟเตือนสีน้ำเงินขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ยังไม่หมดครับ ก้านเดียวใช้ให้คุ้ม มาดูกันต่อครับ

 

ในส่วนปลายของก้าน ที่มือเบียร์จับอยู่ นั่นคือ การเปิดไฟหน้ารถครับ

 

ถ้าเราบิดไปข้างหน้า 1 ที จะเป็นการเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ ซึ่งเบียร์ขอบอกว่า เบียร์ชอบมากกกกกก เพราะปัจจุบันเบียร์เห็นปัญหาจากการลืมเปิด หรือปิดไฟหน้ามากมาย อาทิเช่น

–   เวลากลางคืน หลายคนชอบลืมเปิดไฟหน้า ซึ่งมันอันตรายมากทั้งกับตัวเอง และรถคันอื่น ที่มองไม่เห็นว่ามีรถวิ่งมา

–   บางคนเปิดไฟหน้า แต่ลืมปิด ถ้ารถไม่มีการเตือน หรือปิดอัตโนมัติ ก็จะเกิดโอกาสแบตเตอรี่รถยนต์หมด เดือดร้อน ลำบากต้องหาคนช่วยอีก เพราะเมื่อกลับมา ก็สตาร์ทรถไม่ติด

โดยเมื่อเราบิดปลายก้าน 1 ทีให้อยู่ในตำแหน่ง AUTO แบบนี้

 

รถจะมีเซนเซอร์ตรวจจับความมืดทันที เมื่อเริ่มมืด ไม่ว่าจะทั้งเวลาพลบค่ำ ลงอุโมงค์ หรือแม้แต่เข้าอาคารจอดรถ รวมถึงแค่ถอยรถเข้าโรงรถที่มีหลังคาปกคลุมอย่างบ้านเบียร์ด้วย ไฟหน้าและไฟหรี่ก็จะทำงานทันทีแบบนี้

 

และดับลงอัตโนมัติ เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบความสว่างปกติ หรือดับเครื่องยนต์ โดยเมื่อเบียร์ลองเลื่อนรถออกมาจากโรงรถ ไฟก็จะดับลงทันที ไม่มีรีรอ นับว่าสะดวกมากมายครับ

โดยระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัตินี้ จะมีใน Nissan Sylphy เครื่องยนต์ 1.8 ด้วยนะครับ แต่ใน Nissan Sylphy เครื่องยนต์ 1.6 จะไม่มีครับ

 

และเมื่อบิดปลายก้านมาอีก 1 ระดับ

 

ก็จะเป็นการเปิดเฉพาะไฟหรี่ครับ

 

และเมื่อเราบิดปลายก้านอีกทีแบบนี้

 

คราวนี้จะเป็นการเปิดไฟหน้าครับ

 

และไม่ว่าไฟหรี่หรือไฟหน้าจะติดจากก้านไหน ก็จะมีสัญลักษณ์รูปไฟสีเขียวที่หน้าจอเรือนไมล์บริเวณช่องวัดรอบเครื่องยนต์แบบนี้ครับ

 

ซึ่งแน่นอนครับ การเปิดไฟไม่ว่าจะเปิดแค่ไฟหรี่ หรือไฟหน้า หรือเปิดไฟระบบอัตโนมัตินั้น ไฟท้ายและไฟส่องป้ายทะเบียนด้านหลังนั้น ก็จะติดด้วยเช่นกัน

 

ดังนั้น เบียร์ขอแนะนำเพื่อน ๆ ทุกคนว่า ตั้งตำแหน่งไฟค้างไว้ที่ AUTO น่าจะสะดวกดีที่สุดแล้วครับ เพราะเราไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับระบบไฟอีกเลย

 

ในกรณีที่เพื่อน ๆ เกิดไม่ได้ตั้งระดับไฟหน้าไว้ที่ AUTO แต่ใช้เปิดไฟหรี่ หรือไฟหน้าด้วยตัวเอง แล้วดันลืมปิดไฟ จากนั้นก็กดปุ่มดับเครื่องยนต์ทันที หน้าจอจะมีสัญลักษณ์รูปไฟสีเขียวเตือนค้างไว้ พร้อมส่งเสียงร้อง “ปี๊ปปปปปปปปปป” ยาว ให้เรารู้ว่า เราลืมปิดไฟนะ รีบปิดเดี๋ยวนี้นะย่ะ!!!!

 

ทีนี้ สมมติว่า เพื่อน ๆ เกิดรีบร้อนจัด ไม่ได้สนใจเสียงเตือน รีบลงจากรถ อาจจะด้วยปวดท้องหรือมีเรื่องฉุกเฉินอะไรก็ตามแต่ แล้วรีบล็อครถ วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว  เจ้า Nissan Juke ก็ฉลาดพอที่จะทำการดับไฟหน้าให้ทันที เพื่อช่วยประหยัดแบตเตอรี่นั่นเองครับ

 

ทีนี้มาลองบิดก้านตรงกลางกันดูครับ

 

ซึ่งก็เป็น การเปิด-ปิด ไฟตัดหมอกนั่นเองครับ โดยวิธีใช้ก็ทำเหมือนตอนเปิดไฟหน้าเลยครับ คือ บิด ชิมครีม แล้วจุ่มนม เอ๊ยยยยย บิดเฉย ๆ ก็พอครับ ไม่ใช่ขนม 55555+

 

เมื่อบิดแล้ว ไฟตัดหมอกก็จะติดขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ลองดูภาพเต็มคันกัน

 

ซึ่งถ้าเป็นเวลากลางคืน เราจะมีความรู้สึกว่า นี่ไฟมันจะเยอะไปไหนเนี่ย? จะเป็นรถทัวร์อยู่ละ 55555+

 

และเวลาเปิดไฟตัดหมอกนั้น ก็จะมีสัญลักษณ์สีเขียว รูปเดียวกับที่ก้านบิดแสดงขึ้นมาที่เรือนไมล์ในช่องวัดรอบเครื่องยนต์ ให้รู้ว่าเราเปิดไฟตัดหมอกอยู่นะ

ซึ่งไฟตัดหมอกนั้นจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อ เราเปิดไฟรถยนต์เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะแค่ไฟหรี่หรือเปิดไฟหน้าเลยก็ตาม จะเปิดเฉพาะไฟตัดหมอกเพียงอย่างเดียวไม่ได้ครับ

 

แต่การเปิดไฟตัดหมอกนั้น ควรที่จะเปิดเมื่อมีหมอกจัดจริง ๆ หรือฝนตกหนักเท่านั้นนะครับ ไม่ควรเปิดนอกเหนือจากนั้น

เพราะมันไม่ใช่แค่แสบตาผู้ร่วมถนนท่านอื่น แต่เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายไปแล้ว ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจพบเจอ ก็สามารถเรียกจับ – ปรับได้ โดยไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ ครับ

 

สำหรับรีวิวตอนที่ 4 ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า เบียร์จะพาไปดูก้านด้านซ้ายมือกันบ้าง ว่ามีไว้เพื่ออะไร?

อดใจรอหน่อยนะครับ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์ครับ

 

 

 

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *