รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 2 “สำรวจเบาะหน้า เพื่อปรับท่าการขับขี่”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

เมื่อรู้จักและเข้าใจวิธีใช้กุญแจของ Nissan Juke ในตอนที่ 1 ไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้เราเปิดประตูมาดูภายในกันครับ

 

สำหรับแผงประตูด้านคนขับในรุ่น 1.6V นั้น ไม่ว่ารถจะเป็นสีอะไร แผงประตูก็จะเป็นโทนสีแดงแบบนี้หมด ไม่มียกเว้น

ซึ่งด้านล่าง สามารถวางขวดน้ำได้สบาย ๆ 1 ขวด

 

แม้ขวดจะแอบอ้วนท้วนแค่ไหน ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด ขอแค่ความสูงไม่เกินไปกว่านี้

 

และยังสามารถใส่ของจุกจิกทั่วไปได้เป็นแนวยาว ซึ่งรูปแบบเหมือนกันกับรถนิสสันแทบทุกรุ่นที่เบียร์รีวิวมา ทั้ง March Almera Pulsar และ Sylphy

นั่นทำให้เบียร์สามารถวางของเดิม ๆ ลงช่องเดิม ๆ ได้สบาย ไม่ว่าจะขับรถคันไหนก็ตาม

 

ไล่สายตาขึ้นมา จะพบกับแผงควบคุมสีแดง อันร้อนแรงพร้อมปุ่มสีดำ

 

มาดู 2 ปุ่มแรกนี้กันก่อน

 

ปุ่มแรกด้านซ้าย รูปกากบาททับแผงประตู จะเป็นปุ่มที่ใช้สำหรับล็อคไม่ให้เปิดหน้าต่าง ซึ่งรถได้มอบสิทธิให้คนขับสามารถล็อค เพื่อไม่ให้มีผู้โดยสารกดปุ่มเปิดหน้าต่างจากแผงประตูบานอื่นเล่นได้นั่นเอง

 

ซึ่งเจ้าปุ่มนี้ นิสสันทำมาเพื่อ

1. ความปลอดภัยในกรณีที่คุณมีลูก มีหลานตัวเล็ก ๆ นั่งอยู่ด้านหลัง แล้วเผลอไปกดปุ่มเปิดกระจกหน้าต่างเล่น ทำให้เกิดอันตรายต่าง ๆ ตามมาได้ อาทิเช่น เด็กเอาแขนโผล่ออกไปนอกหน้าต่าง อาจจะโดนรถเฉี่ยวได้ เป็นต้น

 

2.   ถ้าเพื่อน ๆ ไปติดฟิล์มรถยนต์มาใหม่ ๆ เราจะไม่สามารถเปิดกระจกหน้าต่างได้ภายใน 7 วันครับ ซึ่งเราก็ควรใช้ปุ่มนี้ เพื่อไม่ให้ผู้โดยสารท่านอื่นเผลอกดหน้าต่างลงให้ฟิล์มเสียหายนั่นเอง

 

ส่วนปุ่มข้าง ๆ ถัดมา เป็นรูปแม่กุญแจล็อค กับไม่ล็อค ก็ตรงตัวเลย คือปุ่ม “ล็อครถ” กับ “ปลดล็อครถ” ซึ่งเอาไว้ให้เรากดเมื่อเรานั่งอยู่ในรถ หรือกำลังขับรถอยู่นั่นแหล่ะ

 

เนื่องจาก Nissan Juke จะไม่มีระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อถึงความเร็วที่กำหนดนะครับ นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ขับไปไกลแค่ไหน แต่ไม่ยอมกดปุ่มล็อคนี้ รถก็จะไม่ล็อคครับ

 

(ยกเว้นบางท่านที่นำรถไปติดระบบกันขโมยทั่วไปเพิ่มเติม ก็จะมีระบบล็อครถอัตโนมัติเมื่อเหยียบเบรคใส่มาให้แทน )

เลยต้องเตือนเพื่อน ๆ ไว้ก่อนว่า ถ้าเพื่อน ๆ ขับเจ้า Juke ใหม่ ๆ แรก ๆ อาจจะไม่ชินนะครับ ขับรถไปแล้วอาจจะลืมล็อครถ แต่พอปรับนิสัยให้เริ่มล็อครถจนชินแล้ว ก็อาจจะลืมปลดล็อคตอนถึงปลายทางอีก

เหตุการณ์เหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะโดนคนนั่งข้าง ๆ “เหวี่ยง” เข้าให้นะครับ หาว่าไม่ยอมให้เค้าลง เพราะเบียร์โดนมาแล้ว 55555+

 

แต่ส่วนตัวเบียร์เอง ใช้รถนิสสันอยู่หลายคัน ระบบเหมือนกันทั้งหมด ก็เลยชินระบบอัตโนมือแบบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ระบบล็อครถอัตโนมัติใน Nissan Juke

แม้ว่าใน Nissan Juke จะไม่ล็อครถเองโดยอัตโนมัติเมื่อรถวิ่งก็ตาม แต่เวลารถจอดเฉย ๆ นิสสันก็ใส่ระบบล็อคอัตโนมัติมาให้ ในตอนที่เราเผลอปลดล็อครถโดยไม่ได้ตั้งใจครับ

มาม่ะ เบียร์รีวิวให้ดู จะได้รู้กัน สถานะตอนนี้ Nissan Juke จอดอยู่ ล็อครถปกติ  เบียร์เริ่มด้วยการที่เบียร์กดปุ่มที่กุญแจอัจฉริยะให้ปลดล็อค แต่เบียร์ไม่เดินไปเปิดประตูรถ

จากนั้นเบียร์ก็ตั้งนาฬิกาจับเวลา และหยุดเวลาทันที ที่ได้ยินเสียงรถทำการล็อคตัวเองอัตโนมัติ ผลออกมาคือ

 

จากนั้น เบียร์เดินไปกดปุ่มสีดำที่ประตูคนนั่ง เพื่อสั่งให้รถปลดล็อค แต่ไม่เปิดประตู

 

แล้วเบียร์ก็กดจับเวลาเช่นเคย ผลออกมาคือ

 

ดังนั้น ไม่ว่ามือเราจะเผลอไปโดนปุ่มปลดล็อคที่รีโมท , ไปพิงที่ประตูรถแล้วไปโดนปุ่มที่มือจับประตู หรือแม้แต่กดปลดล็อคเอง แล้วกำลังจะเปิดประตูรถ แต่ดันปวดท้องพอดี เลยเปลี่ยนใจ หันหลังวิ่งหาห้องน้ำ

ไม่ว่าจะเผชิญกับเหตุการณ์แบบไหน ขอแค่เรายังไม่เปิดประตู รถก็จะล็อคให้เองโดยอัตโนมัติ ภายใน 30 วินาทีครับ

 

ซึ่งระบบนี้มีขึ้นมาเพื่อป้องกันการเผลอไปโดนปุ่มเปิดรถที่รีโมทโดยไม่ได้ตั้งใจ อาจจะทำให้ผู้ไม่หวังดี สามารถเปิดรถเราเข้าไปได้แบบสบาย ๆ ถือว่าเป็นความปลอดภัยที่ทางนิสสันใส่ใจทำมาให้เราครับ

 

แค่ปุ่มล็อครถ เบียร์ก็ร่ายไปซะยาวเลย กลับมาดูแผงปุ่มกันต่อครับ

 

สำหรับอีก 4 ปุ่มที่เหลือ คือ ปุ่มเปิด-ปิดกระจกไฟฟ้าทั้ง 4 บานครับ ซึ่งก็วางเรียงตามทิศทางของกระจกอยู่แล้ว ไม่มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งแต่อย่างใด

และอย่าลืมนะครับว่า ในกรณีที่เพื่อน ๆ ไปรับรถมา แล้วเค้าเพิ่งติดฟิล์มมาให้ หรือเพื่อน ๆ เพิ่งนำรถไปติดฟิล์มด้วยตัวเอง จะยังไม่สามารถเปิดกระจกได้ใน 7 วันนะครับ (ซึ่งโดยปกติร้านฟิล์มก็มักจะมีสติ๊กเกอร์มาแปะกันไว้อยู่แล้วละ)

แต่ดูดี ๆ จะเห็นว่าปุ่มเปิดกระจกไฟฟ้าด้านคนขับด้านเดียว จะมีตัว A ติดอยู่

 

นั่นคือ ระบบ Auto คือ กดแค่ครั้งเดียว กระจกก็จะขึ้นสุด – ลงสุดนั่นเองครับ

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ประสบปัญหาว่ากดแล้วมันไม่ auto คือ ต้องกดค้างเท่านั้น ถึงจะขึ้น แสดงว่า ระบบไฟของรถเพื่อน ๆ ถูก Reset มาครับ
วิธีแก้ไขให้เข้าไปดูได้ที่ วิธีแก้ไขกระจกไฟฟ้าด้านคนขับขึ้น-ลงไม่ Auto (มีคลิป VDO) 

ส่วนกระจกด้านอื่นจะเป็นแบบ Manual ครับ คือ จะเปิดแค่ไหน ก็กดไปแค่นั้น จะเปิดให้หมด ก็ต้องกดจนสุดนั่นเอง

 

ถัดมาจากแผงควบคุมกระจกไฟฟ้าก็จะเจอช่องไว้ดึงประตูปิด ซึ่งเอาไว้ใส่ของกระจุกกระจิกได้นิดหน่อย

แต่ส่วนตัวเบียร์จะชอบใส่เหรียญไว้ทิปเด็กโบกรถ หรือจ่ายค่าทางด่วนมากกว่า

 

ส่วนแผงประตูผ้าสีแดงนั้น สามารถใช้วางแขนเวลาขับรถทางไกล หรือตอนรถติดได้ ซึ่งในความเป็นผ้านั้น ก็ทำให้ผิวสัมผัสโอเคในระดับหนึ่ง

และแน่นอนว่า ดีกว่าแผงประตูพลาสติคล้วน ๆ ใน Nissan March อยู่แล้ว

 

แต่ความนิ่มสบาย ก็ต้องยอมรับว่า มันสบายสู้แผงประตูบุหนังของ Nissan Sylphy

 

หรือของ Nissan Pulsar ไม่ได้เลย

 

จากแผงประตูคนขับ ทีนี้เดินมาดูแผงประตูฝั่งคนนั่งด้านหน้ากันต่อ

 

ดูแล้วก็แทบไม่ต่างอะไรกับด้านคนขับเลย

 

ยกเว้นมีปุ่มกดเปิดกระจกหน้าต่างเฉพาะด้านตัวเองเท่านั้น

 

ส่วนช่องที่เป็นมือดึงปิดประตู เพื่อน ๆ อาจจะอยากรู้ว่ามันใหญ่แค่ไหน

 

เบียร์ก็เลยเอากุญแจอัจฉริยะใส่ลงไปให้ดูว่า “มันก็ใหญ่แค่นี้แหล่ะ”

 

จากแผงประตู เบียร์ขอพุ่งสู่เพดานด้านคนขับต่อเลย แหงนหน้ามาก็เจอกับสิ่งนี้ครับ

 

มันคือที่บังแดด พร้อมสายรัด (สายรัดมีเฉพาะด้านคนขับ) สำหรับให้เราสอดเอกสารจำเป็นได้อีกด้วยครับ

นอกจากดึงลงมาบังแดดได้แล้ว ยังมีกระจกส่องความหล่อ ความสวย เช็คตัวเองก่อนลงจากรถ ให้ทั้ง 2 บาน เพียงแต่ไม่มีไฟส่องหน้าให้นะจ๊ะ

 

ทีนี้มาดูตรงกลางของเพดานรถด้านหน้า ก็จะพบไฟเก๋ง และไฟส่องแผนที่ แยกซ้าย – ขวา ซึ่งไฟแบบนี้ เบียร์คุ้นเคยเอามาก ๆ เพราะยกมาจาก Nissan March และ Nissan Almera นั่นแหล่ะ

โดยมีปุ่ม 3 ปุ่มควบคุมไฟแต่ละดวง ยกเว้นปุ่มตรงกลางที่จะควบคุมทั้ง 3 ดวงเลย

 

ซึ่งเวลาเราขับรถยามค่ำคืน เราสามารถเปิดไฟข้างซ้ายหรือข้างขวาแยกกันได้ เช่น คนขับอยากเปิดดูแผนที่ ก็เปิดแต่ข้างของตัวเองได้ (แต่ถ้าใช้ GPS แล้ว ก็ไม่ต้อง 55555+)

 

หรือถ้าคนนั่งอยากเปิดอ่านหนังสือ ก็สามารถทำได้เช่นกันกับไฟด้านตัวเอง

 

โดยสังเกตนะครับ ถ้าเรากดไปตรงที่มีขีด 4 ขีด คือ เปิดไฟ ส่วนด้านที่เป็นรูปวงกลม คือ ปิดไฟนั่นเอง

ส่วนปุ่มตรงกลาง จะมี 3 ระดับ คือ

1.   รูปวงกลม คือ ปิดไฟทั้งหมด

 

2.   ไม่มีรูปสัญลักษณ์ โดยกดปุ่มให้อยู่ในตำแหน่งปกติ ไม่ไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งผลลัพธ์ของตำแหน่งนี้  คือ ไฟจะเปิดเวลาเราเปิดประตู หรือประตูปิดไม่สนิทนั่นเอง ไว้ตรวจสอบประตูได้เลยเบื้องต้น

 

แต่เบียร์อยากจะบอกว่า ไฟแบบนี้ใน Nissan March กลับมีสัญลักษณ์รูปประตูให้ดูนะครับ ไม่รู้ว่าใน Nissan Juke รูปประตูมันหายไปไหน สงสัยโรงงานที่อินโดลืมพิมพ์ อิอิ

 

3.รูปขีด 5 ขีด คล้ายพระอาทิตย์ คือ เปิดไฟทั้ง 3 ดวงเลย

 

ซึ่งปุ่มเปิด-ปิด หลายท่านถ้าได้สัมผัสแล้ว อาจจะรู้สึกว่าไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร แต่ไม่ต้องกังวลหรอกครับ Nissan March ของเบียร์ใช้มาจะ 4 ปีแล้ว ก็ยังอยู่ในสภาพเดิมปกติ อาจจะเพราะเราไม่ค่อยได้ไปกดมันบ่อยด้วย เนื่องจากเป็น Function ที่ไม่ค่อยได้ใช้งานนัก

และเมื่อได้ลองใช้งานดู เบียร์จะบอกว่า มันไม่ได้แตกต่างมากครับ เปิดไฟด้านคนนั่ง มันก็ไม่ได้สว่างแค่คนนั่ง มันก็เผื่อแผ่มาตรงกลางจนจะถึงคนขับอยู่ดีครับ ซึ่งจุดนี้ ยอมรับเลยว่า ไฟส่องแผนที่ของ Nissan Sylphy จะให้ประโยชน์ได้ชัดเจนกว่าจริง ๆ

 

เพราะเมื่อเปิดไฟส่องแผนที่ตอนกลางคืนใน Nissan Sylphy ก็จะสว่างเฉพาะด้านนั้น ๆ ไปเลยครับ

 

ส่วนของ Nissan Juke เอง แม้จะเปิดไฟเก๋งทั้ง 3 ดวง แต่ความสว่างในยามค่ำคืน ก็อยู่ในระดับปกติ ไม่ได้สว่างมาก จนเห็นภายในรถชัดเจน

 

สำหรับเพื่อน ๆ ที่ต้องการความสว่างมากกว่านี้ ก็สามารถที่จะหาหลอด LED มาเปลี่ยนใหม่ได้ครับ เหมือนที่เบียร์เองก็เปลี่ยนใหม่ใน Nissan March ที่ใช้อยู่

ถัดจากไฟห้องโดยสาร เราก็จะเจอกับกระจกมองหลัง

 

ถ้าถามว่าสั้นไหม อาจจะดูเหมือนสั้น แต่ถ้าดูมุมมองแล้ว มันจะพอดีกับกระจกด้านหลังเลยครับ

 

ซึ่งไม่จำเป็นต้องติดเพิ่มแต่อย่างใด ยกเว้นเพื่อน ๆ คนไหนชอบใหญ่ ๆ ยาว ๆ ก็จัดกันไปตามสะดวกแต่ละท่าน

สำรวจไป สำรวจมา เริ่มเมื่อย เห็นเบาะแล้วก็ชักอยากนั่ง

 

สำหรับเบาะของ Nissan Juke 1.6V CVT นั้น จะเป็นเบาะหนังแท้เย็บด้ายแดง สี Match กันกับภายในอย่างลงตัว

 

พร้อมปักโลโก้ JUKE ที่เบาะด้านหน้าทั้ง 2 ฝั่ง แสดงความเป็นเอกลักษณ์อย่างเต็มที่

 

ดูกันชัด ๆ

 

มานั่งกันเถอะ มานั่งกันเถอะ

 

นั่งแล้วต้องปรับท่านั่งให้เข้ากับสรีระตัวเองก่อน จะได้สบายและถนัด

 

โดยที่นั่งคนขับนั้น สามารถปรับได้ 6 ทิศทาง ด้วยก้านปรับบริเวณด้านข้างเบาะและใต้เบาะ

 

เริ่มที่ก้านยาวก้านนี้กันก่อน สำหรับปรับความสูง – ต่ำ ของเบาะ

 

ถ้าอยากยกกระชับเบาะให้สูงขึ้น เพื่อมุมมองที่สูงขึ้น (พูดดูดีเกินไปนะ จริง ๆ คือ ตัวเตี้ยนั่นแหล่ะ 555555+) ก็โยกก้านนี้ขึ้น 1 ครั้ง จะสูงขึ้น 1 ระดับ อยากสูงกี่ระดับ ก็โยกขึ้นไปให้เต็มที่

 

และในทางกลับกัน ถ้าหัวจะชนเพดานอยู่แล้ว หรืออยากได้อารมณ์สปอร์ต ประเภทนั่งติดพื้นรถให้มากที่สุด ก็โยกก้านนี้ลงไปจนกว่าจะเจอระดับที่เหมาะสม

 

พอความสูง-ต่ำได้ที่แล้ว ก็มาปรับเอนหลังกันบ้าง ด้วยการยกก้านสั้น ๆ นี้ ค้างไว้ ถ้าต้องการจะนอนหรือเอนไปด้านหลัง ก็เอาหลังเราพิงลงไปเลยจนได้ระดับที่ต้องการ ก็ปล่อยมือจากก้านสั้น ๆ นั้นเพื่อล็อคระดับ

 

และถ้าจะปรับเบาะขึ้นมาให้หลังตรงมากขึ้น ก็แค่ยกก้านค้างไว้เช่นเดิม และยกตัวเองขึ้นมา เพราะเบาะมันจะปรับไปตามหลังของเราโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว ได้ระดับเมื่อไหร่ ก็ปล่อยมือเมื่อนั้น

 

ต่อมาคือการปรับเลื่อนเบาะไปข้างหน้าหรือข้างหลัง ให้เพื่อน ๆ เอามือลอดขาทั้ง 2 ข้างของท่าน แล้วล้วงไปใต้เบาะที่นั่ง ก็จะเจอก้านเหล็กยาว ๆ ขวางอยู่

 

ก็ให้ยกก้านเหล็กขึ้นเพื่อปลด Lock และกดค้างไว้ก่อน แล้วเอาก้นงาม ๆ ของท่านไสเบาะไปข้างหน้าหรือข้างหลังให้ได้ระดับตามใจชอบเลยนะครับ

 

สำหรับเบาะนั่งของผู้โดยสารด้านหน้า จะไม่มีการปรับสูง-ต่ำ หรือ ดำ-ขาว นะครับ มีแค่การปรับเอนหลัง และเลื่อนเบาะไปหน้า-หลังเท่านั้น ด้วยวิธีเดียวกันกับเบาะคนขับเป๊ะเลย

 

เมื่อปรับเบาะให้เข้ากับสรีระของเราเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็มาปรับพวงมาลัยกันต่อครับ

 

โดยพวงมาลัยของ Nissan Juke นั้น ปรับได้แค่สูง – ต่ำ เท่านั้น โดยวิธีปรับก็คือ เอามือล้วงเข้าไปใต้พวงมาลัย จะเจอกับก้านรูปตัว L จากนั้นก็ดึงลงมาเพื่อปลดล็อค และโยกพวงมาลัยขึ้น – ลงตามตำแหน่งที่ต้องการได้เลยครับ จากนั้นก็ดันก้านตัว L นี่กลับขึ้นไปเพื่อล็อคตำแหน่งซะ

อ้าว เบียร์ลืมถ่ายรูปก้านไว้แฮะ งั้นเอารูปก้านตัว L ของ Nissan Sylphy ไปดูแทนแล้วกันนะครับ ลักษณะเดียวกันเลย

 

เมื่อปรับพวงมาลัยเรียบร้อยแล้ว เราก็มาลองปรับกระจกมองข้างกันครับ

 

สำหรับการปรับกระจกมองข้าง ก็ให้ใช้แผงควบคุมบริเวณด้านขวาสุดของคอนโซลหน้า ที่อยู่ใต้ช่องแอร์เลยครับ

 

ซึ่งการปรับมุมมอง ก็ต้องเลือกฝั่งกันก่อน ว่าจะปรับข้างซ้าย หรือข้างขวา โดยเลื่อนปุ่มที่อยู่เหนือคำว่า AUTO ไปตามทิศทางนั้น เริ่มที่ด้านขวาก่อน ก็เลื่อนปุ่มมาด้านขวาแบบนี้

 

จากนั้น ก็กดปุ่มลูกศรปรับทิศทางได้ตามถนัดเลยครับ จะขึ้น ๆ ลง ๆ ซ้ายขวา ซ้ายขวา บีเอ ซีเล็ค สตาร์ท ยังไงก็ได้ จัดไปตามความถนัดในการดูรถด้านหลังครับ

 

เสร็จแล้วมาปรับด้านซ้าย ด้วยการเลื่อนปุ่มมาทางซ้ายครับ

 

แล้วก็กดลูกศรปรับทิศทางตามความต้องการครับ

 

เมื่อปรับเสร็จทั้งสองฝั่งแล้ว ก็เลื่อนปุ่มกลับมาอยู่ตรงกลางด้วยนะครับ เป็นการปิดระบบ จบการปรับนั่นเอง

 

สำหรับปุ่มที่อยู่ด้านล่างมีคำว่า AUTO , CLOSE เป็นรูปกระจกมองข้างมีลูกศร 2 ทิศทางนั้น คือปุ่มพับกระจกมองข้างครับ

ซึ่งใน Nissan Juke ทั้งรุ่น E CVT และ V CVT นั้น จะมีคำว่า AUTO ให้ นั่นหมายถึง ระบบพับกระจกมองข้างอัตโนมัติซึ่งใช้งานสะดวกมาก เพราะเราแค่กดปุ่มไว้ในตำแหน่ง AUTO แบบนี้

 

เมื่อเราลงจากรถ และล็อคประตู ไม่ว่าจะด้วยปุ่มที่มือจับประตู หรือกดจากรีโมทกุญแจอัจฉริยะ กระจกมองข้างก็จะพับเก็บทันทีโดยอัตโนมัติ

 

ซึ่งข้อดีของระบบพับเก็บอัตโนมัติมีดังนี้ครับ 

1. สะดวกสบาย ไม่ต้องกดปุ่มพับเอง เพราะถ้ารีบ ๆ ลงจากรถ ก็อาจจะลืมพับได้

2. ระบบจะพับเมื่อล็อครถ ดังนั้น ตอนเราลงจากรถ เรายังสามารถมองกระจกมองข้างเพื่อจะลงจากรถได้ ว่ามีรถหรือคนวิ่งมาด้านหลังหรือเปล่า ซึ่งถ้าเป็นรถรุ่นที่พับเอง เราต้องพับก่อนลงจากรถ เราจะมองรถหรือคนลำบาก และถ้าไม่ได้มอง เปิดประตูไป อาจจะเกิดอุบัติเหตุได้

3. ปลอดภัยจากรถหรือคนที่จะมาเฉี่ยวชน เวลาเราจอดรถอยู่

4. ทำให้เรารู้และมั่นใจว่าเราได้“ล็อค”รถเรียบร้อยแล้ว เพราะถ้าไม่ล็อครถ กระจกมองข้างก็จะไม่พับเก็บให้นั่นเองครับ

และเมื่อเรากลับมาขึ้นรถ ระบบก็จะกางกระจกมองข้างให้โดยอัตโนมัติ เมื่อเรากดปุ่ม Start ไม่ว่าจะเหยียบเบรกหรือไม่ก็ตาม

 

แต่ถ้าเรายังไม่ได้กดปุ่ม Start กระจกมองข้างก็จะพับเก็บอยู่แบบนี้เหมือนเดิม

 

ในกรณีที่เราไม่ได้ตั้งปุ่มไว้ที่ AUTO แต่เลื่อนมาตรงกลางแบบนี้

 

จะหมายถึงการปิดระบบพับกระจกทุกอย่าง กระจกทั้ง 2 ข้าง ก็จะกางค้างอยู่แบบนี้ ไม่ว่าจะล็อครถ ขับรถ หรือทำอะไรก็ตามแต่

 

และตำแหน่งสุดท้ายคือ CLOSE เมื่อเรากดลงมาแบบนี้

 

กระจกทั้งสองข้างก็จะพับเก็บให้อย่างเรียบร้อยครับ เป็นการพับแบบ “อัตโนมือ” หรือพับด้วยตัวเราเองนั่นแหล่ะครับ

 

ซึ่งปุ่มนี้จะได้ใช้ประโยชน์จริง ๆ เวลาขับรถในตัวเมืองหรือย่านชุมชน เพื่อน ๆ จะเจอมอเตอร์ไซค์ไต่ยั้วเยี้ยไปหมด

ยิ่งเวลารถติด มอเตอร์ไซค์จะมุดมาตามช่องแคบมะละกา โยกซ้าย ป่ายขวา เพื่อไปให้ถึงจุดหมายเร็วที่สุด เท่าที่จะทำได้

 

ดังนั้น ถ้าเจอมอเตอร์ไซค์ที่ไม่ชำนาญ หรือมอเตอร์ไซค์ที่ชอบ “ฝืน” ทั้ง ๆ ที่ช่องมันเล็กแสนเล็กเหลือเกิน โอกาสที่กระจกมองข้างงาม ๆ ของรถเราจะโดนมอเตอร์ไซค์กินก็มีสูงมากครับ

 

ซึ่งส่วนตัวเบียร์เอง ในรถคันเก่า ๆ ที่ไม่มีระบบแบบนี้ โดนกินมาหลายคันแล้วครับ T_T และมอเตอร์ไซค์ที่ดี ก็มีแค่ยกมือขอโทษ แล้วก็จากไป ส่วนมอเตอร์ไซค์แย่ ๆ ก็จะไม่สนใจ และขี่ต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทิ้งร่องรอยของการกระทำชำเราเอาไว้ให้เจ็บช้ำ

 

และในเมื่อเรียกร้องอะไรพวกเค้าไม่ได้ เราก็ต้องป้องกันตัวเองไว้ก่อนดีที่สุดครับ โดยเทคนิคที่เบียร์ใช้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ก็คือ เมื่อเห็นมอเตอร์ไซค์กำลังจะพุ่งมาในช่องแคบมะละกอ เอ๊ย มะละกา ที่เพื่อน ๆ ประเมินแล้วว่า ช่องขนาดนี้ มอไซค์ขี่ไม่ผ่านแน่ แต่มอไซค์ก็ยังจะพุ่งตรงเข้ามาอยู่ดี ให้เพื่อน ๆ กดปุ่ม Close ทันทีครับ กระจกมองข้างจะได้พับเก็บ หลบรถมอไซค์ไว้ก่อน

 

ซึ่งมันจะส่งผลดีต่อรถเรา 2 ประการ

1. กระจกมองข้างไม่โดนกิน

2. คนขี่มอเตอร์ไซค์ดี ๆ จะยิ้มหรือพยักหน้าขอบคุณ

และเมื่อมอเตอร์ไซค์ผ่านพ้นไปแล้ว เพื่อน ๆ ก็กดปุ่มให้ไปอยู่ในตำแหน่ง AUTO เพื่อกางกระจกกลับมาเช่นเดิมครับ

ถัดลงมาจากปุ่มปรับกระจกมองข้าง จะมีช่องว่าง ๆ 3 ช่อง สำหรับเอาไว้ ตกแต่งปุ่มเปิดนั่น โน่น นี่เพิ่มเติมนะครับ แต่ตอนนี้เรายังไม่ได้แต่งอะไร ก็ข้ามไปครับ

 

ถัดลงมาอีกจะเห็นช่องว่างช่องนี้อยู่ สำหรับใส่ของจุกจิกตามใจเรา

 

เบียร์ลองเอามือถือ iPhone 4 คู่ใจใส่ลงไป ก็ยังแอบยื่นออกมาแบบนี้

 

ซึ่งก็คงไม่เหมาะสม เพราะดูแล้ว ก็มีโอกาสเสี่ยงที่มือถือจะตกลงมาหน้าทิ่มพื้นเอามาก ๆ

จนเมื่อเบียร์ขับเจ้า Nissan Juke ไปที่ห้างสรรพสินค้านั่นแหล่ะ เบียร์ก็รู้แล้วว่ามันเหมาะกับวางอะไร

 

จัดไป “บัตรจอดรถ” พอดีช่องเลย

 

แต่ก็วางเพียงชั่วคราวตอนวนรถหาที่จอดนั่นแหล่ะครับ เพราะโดยส่วนตัว เมื่อลงจากรถ เบียร์จะพกบัตรจอดรถติดตัวไปด้วยทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัย

อีกอย่าง บางห้างสรรพสินค้าก็กำหนดให้เราต้องประทับตราบัตรเพื่อยกเว้นค่าจอดรถด้วยนั่นเองครับ

สำหรับรีวิวตอนที่ 2 ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ ในตอนที่ 3 เบียร์จะพาไปดูปุ่มเปิดประโปรงหน้าและฝาน้ำมัน พร้อมเทคนิคที่จะช่วยไม่ให้สับสนกับปุ่ม 2 ปุ่มนี้ครับ

อดใจรอนิดครับ ขอบคุณที่ติดตามรีวิวนะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *