พรีวิว Nissan Juke by Biere ตอน “เธอคือ…สิ่งที่ฉันตามหา”

และแล้วก็สิ้นสุดการรอคอยสักที สำหรับ Nissan Juke ในเมืองไทย ที่นิสสันได้เปิดตัวไปเรียบร้อยเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา

หลายคนอาจจะแปลกใจว่า เบียร์รอคอย Juke มานานขนาดนั้นเลยหรอ ก็ต้องขอเล่าให้ฟังก่อนว่า เบียร์เห็น Juke ครั้งแรกตอนที่เปิดตัวในปี 2010 ซึ่งช่วงนั้น เบียร์กำลังใจจดใจจ่อกับการรอคอยน้อง March ซึ่งเป็นอีโค คาร์คันแรกของประเทศไทยอยู่

 

ซึ่งในขณะที่คอยตามข่าวน้อง March นั้น ก็ได้เห็นการเปิดตัว Nissan Juke ที่ต่างประเทศ และเมื่อเบียร์เห็นรูปถ่ายของ Juke แล้ว ต้องบอกกันตรง ๆ เลยว่า “มันดูอุบาทว์มาก” และตั้งชื่อให้ใหม่ว่า “นิสสัน จุก”

 

จากนั้นเบียร์ก็ไม่เคยสนใจใยดีอะไรกับเจ้า“จุก”อีกเลย เบียร์มีความสุขกับการใช้ Nissan March มา 2 ปี จนวันหนึ่งเบียร์ไปเจอ Nissan Juke ตัวจริงเข้า ก็ถึงกับตะลึง ว่าทำไมตัวจริงมันดูเท่ ดูสปอร์ต เห็นแล้วอยากขับมาก ๆ ลืมไปเลยว่าเคยด่าเค้าไว้อย่างไร

 

จากวันนั้นมุมมองและความรู้สึกของเบียร์ต่อเจ้า Juke เริ่มเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น และก็แปลกดีที่เบียร์กลับยิ่งเห็น  Juke วิ่งในกรุงเทพบ่อยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นสีแดง

 

สีม่วง (เข้าใจว่าน่าจะ wrap เปลี่ยนสีมา)

 

และสีที่เห็นบ่อยสุดคือ สีขาว ซึ่งเป็นสียอดนิยมของคนกรุงไปแล้ว

 

โดยเจอทั้งกลางวัน

 

และกลางคืน

 

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัดก็เจอ

 

กลับมาล้างรถก็เจออีก

 

แม้แต่ฝนตกก็ไม่เว้น

 

และมีอยู่วันหนึ่ง เบียร์ยืนอยู่ที่ห้างแห่งหนึ่ง ก็มี Juke สีขาวขับเข้ามาจอด เบียร์ก็ยืนมองด้วยความสนใจ

 

แต่เบียร์ก็ต้องตะลึง เมื่อเห็นคน 7 คน ลงมาจากรถ แม้จะมีเด็กโตปนอยู่บ้าง แต่ก็แอบแปลกใจไม่น้อย เพราะเท่าที่ดูรูปและดูสัดส่วนของรถที่เห็น เข้าใจว่าด้านหลังน่าจะแคบอยู่ ไม่น่าจะยัดกันมาได้มากมายขนาดนั้น

แต่สิ่งที่อยากรู้คือ ทำไมถึงมีคนขับกันมากมายขนาดนี้ ทั้งที่นิสสันไม่ได้นำมาขายเอง เบียร์จึงลองหาข้อมูลดูก็ต้องประหลาดใจ เพราะในต่างประเทศแม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าหน้าตาอุบาทว์ แต่ Nissan Juke กลับมียอดขายที่ดีมาก และ Juke ที่เบียร์เห็นวิ่งมากมายนั้น ได้ถูกนำเข้าจากประเทศอินโดนีเซียมาจำหน่ายโดยผู้นำเข้าอิสระในราคาไม่ต่ำกว่า 1.5 ล้าน!!!

แถมส่วนใหญ่จะจำหน่ายกันแถว ๆ 1.9 ล้าน ว่ากันไปถึง 2.1 ล้านก็มี ขึ้นอยู่กับสเปคของรถ เพราะ Nissan Juke ในต่างประเทศนั้น มีทั้งเครื่องยนต์ 1.5 ธรรมดา จนมาถึงเครื่องยนต์ Turbo แถมมีรุ่น 4WD ให้เลือกอีกต่างหาก

 

เท่านั้นยังไม่พอ ในต่างประเทศมีการเปิดตัว Version พิเศษใหม่ ๆ ของ Nissan Juke กันเป็นว่าเล่น เพิ่มของแต่งตรงโน้น ใส่สีตรงนี้ สร้างสีสันใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลา

 

แต่ Version ย่อยในแต่ละประเทศก็มิอาจสร้างสีสันได้มากเท่ากับโปรเจคยักษ์ของนิสสัน ที่นำ Nissan GT-R R35 รถ Super Car ในค่าย มาผสมพันธุ์กับ Nissan Juke จนคลอดลูกออกมาเป็น Nissan Juke-R

 

โดย Nissan Juke-R นี้ เอาระบบเครื่องยนต์กลไกของ GT-R มายัดลงไปได้อย่างลงตัว พร้อมพ่นสีดำด้านที่เรียกว่าสะท้านวงการยานยนต์มิใช่น้อย

 

และเมื่อได้เลือดเนื้อเชื้อไขความแรงระดับโลกจากคุณพ่อ GT-R R35 ลูกชายสุดหล่อก็หาญกล้า ท้าแข่งกับรถ Super Car เค้าไปทั่ว

 

ที่สำคัญ Nissan ไม่ได้ทำขำ ๆ แบบโชว์พาวสร้างภาพด้านวิศวกรรมยานยนต์เท่านั้น แต่ยังทำออกมาวางจำหน่ายให้ลูกค้ากระเป๋าหนักที่สนใจ ในแบบ Limited Edition ราว ๆ 20 คันในโลกอีกต่างหาก โดยสนนราคาก็มหาโหด เพราะแพงกว่าคุณพ่อ GT-R ของมันอีกต่างหาก

 

โดยมีเพียง 2 สีให้เลือกคือ สีดำด้าน และสีขาวด้าน

 

โดย Juke-R คันแรกที่ส่งมอบให้ลูกค้าคนแรกของโลก ก็เป็นสีขาวด้านคันนี้นี่แหล่ะครับ

 

โดย Nissan Juke-R ไม่ใช่แค่สะท้านวงการยานยนต์เท่านั้น แต่ยังสะท้านใจเบียร์และเพื่อน ๆ ให้หลงรัก Nissan Juke มากยิ่งขึ้น เพราะความงามของสีดำด้านและชุดแต่งรอบคัน มันเย้ายวนใจยิ่งนัก

 

หลังจากนั้น สำนักแต่ง Nismo สำนักแต่งรถชื่อดัง บริษัทลูกของ Nissan Motor ก็ได้เปิดตัว Nissan Juke Nismo ออกมาอีก ซึ่งนอกจากจะแรงขึ้นตามสไตล์ของ Nismo แล้ว ยังได้ชุดแต่ง Nismo เพิ่มความงามออกมาอีกด้วย

 

ซึ่งก็ยิ่งตอกย้ำให้เบียร์อยากได้ Juke มาใช้งานมากขึ้นไปอีก

 

จนช่วงปลายปี 2012 เบียร์เริ่มได้ข่าวลือว่า ทาง Nissan จะนำ Juke จากอินโดนีเซียเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา โดยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีอาฟต้า 0% นั่นทำให้เบียร์ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เพราะการนำเข้าด้วยสิทธิพิเศษทางภาษีมานั้น คำนวณคร่าว ๆ น่าจะทำให้ราคารถต่ำกว่า 1 ล้านบาทอย่างแน่นอน และนั่นทำให้เบียร์เริ่มตั้งหน้าตั้งตารอการมาของ Juke ทันที

แต่รอแล้ว รอเล่า เฝ้าแต่รอ ข่าวคราวก็เงียบหายไป ไม่มีวี่แววใด ๆ จนเบียร์รอไม่ไหว อดใจไม่อยู่ จึงไปถอย Nissan Sylphy 1.6V ออกมาใช้ก่อนตามที่รีวิวไว้ใน รีวิว Nissan Sylphy 1.6 V CVT by Biere ตอนที่ 1 “มารับรถกันเถอะ”

 

แต่อยู่ ๆ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา เบียร์ก็ได้รับเอกสารนี้

 

เปิดออกมาก็ต้องดีใจสุดขีด ที่ Nissan นำเจ้า Juke มาขายจริง ๆ จัง ๆ ในเมืองไทยสักที

 

วันที่ 26 พฤศจิกายน 2556

เมื่อเสร็จธุระปะปังเรียบร้อยแล้ว เบียร์จึงรีบเดินทางไปที่สยาม พารากอน เพื่อเข้าร่วมงานเปิดตัว Nissan Juke ในรอบ VIP ทันที

 

โดยเริ่มเปิดงานด้วยวง Getsunova ซึ่งเป็นวงที่ Nissan ใช้เป็นเพลงโปรโมต Nissan Juke นั่นเอง

 

โดยเพลงหลักที่ใช้กับ Nissan Juke มี 2 เพลง เพลงแรก คือ เพลง”แตกต่างเหมือนกัน” ซึ่งเป็นเพลงประกอบจากหนังวัยรุ่นเรื่อง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่น ที่โด่งดังและทำให้คนติดกันงอมแงมมากในรอบไม่กี่เดือนที่ผ่านมา นำมาประกอบในโฆษณาที่ฉายทางทีวี

 

โดยส่วนตัวเบียร์ชอบเพลงนี้มาก และรู้สึกว่า มันใช่ ตรงใจกับรถแบบใหม่ที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอย่าง Nissan Juke จริง ๆ 

และเพลงที่ 2 เป็นเพลงที่วง Getsunova แต่งขึ้นมาใหม่ให้ Nissan Juke ชื่อ เพลง “สิ่งที่ตามหา” ซึ่งลองฟังได้จากตอนท้าย ๆ ของหนังสั้นเรื่อง สมรภูมิรักติดล้อ ที่นิสสัน มอเตอร์ร่วมกับค่ายหนังดังอย่าง GTH สร้างขึ้นมาโปรโมต Nissan Juke นั่นเอง

 

หรือลองฟังได้เลยที่นี่ครับ

 

ฟังเพลงเพลิน ๆ จนจบ เบียร์ก็พบกับ Nissan Juke ที่กำลังเคลื่อนตัวออกมา

 

Nissan เลือกสีแดงสด เป็นสีเปิดตัว ซึ่งยอมรับว่าสีสด สวยงามจริง ๆ

 

และแล้วคนขับก็เดินออกมา ซึ่งก็คือน้องพีช หรือเชี่ยวิน!! จากหนังดัง ฮอร์โมน วัยว้าวุ่นนั่นแหล่ะ โดยน้องพีชได้รับเลือกให้เป็นพรีเซนเตอร์ของ Nissan Juke นั่นเอง

 

และแล้วทาง Nissan ก็ประกาศออกมาว่า Nissan Juke ที่มาจำหน่ายในเมืองไทยนั้น มีเพียง 2 รุ่นย่อย คือ
1.   Nissan Juke 1.6E ราคา 819,000 บาท
2.   Nissan Juke 1.6V ราคา 858,000 บาท

โอ้ว แม่เจ้า มันถูกมากกว่าที่คิด จากที่คิดว่าน่าจะอยู่สัก 9 แสนกว่า สุดท้ายขายแค่ 8 แสนต้น ๆ เท่านั้นเอง 

 

เมื่อเทียบกับรถ Juke ที่นำเข้ามานั้น ราคาถูกกว่ากันครึ่งต่อครึ่ง รวมถึง Juke ที่นำเข้ามาก่อนหน้านี้ก็ใช้เครื่องยนต์ 1.5 ลิตรเท่านั้น ส่วน Juke ที่มาขายในไทย ใช้เครื่องยนต์ 1.6 ลิตร เครื่องเดียวกับ Nissan Sylphy 1.6 และ Nissan Pulsar 1.6 ซึ่งโดดเด่นด้วยระบบหัวฉีดคู่ ที่เบียร์พิสูจน์แล้วด้วยตัวเองว่า ประหยัดน้ำมันมาก

 

ประหยัดขนาดไหนอ่ะหรอ ก็พอ ๆ กับรถอีโค คาร์เลยทีเดียว เพราะอย่าลืมว่า เบียร์มีทั้ง March และ Sylphy ใช้เปรียบเทียบอยู่ ซึ่งทุกวันนี้ก็เลือกใช้ Sylphy เป็นหลักแทน March ไปแล้ว

 

และที่สำคัญ Nissan Juke น้ำหนักรถเพียง1,193 กิโลกรัม แต่ Sylphy 1.6V ที่เบียร์ใช้อยู่นั้นหนักถึง 1,218 กิโลกรัม ซึ่งเบียร์ก็คิดว่า การประหยัดน้ำมันคงไม่ทิ้งกันแน่นอน แต่ผลจริงคงต้องรอรถมาลองขับก่อน แล้วจะรีวิวอัตรากินน้ำมันที่แท้จริงให้ทราบกันอีกครั้ง

 

ส่วนสีรถนั้น มีให้เลือกตามใจชอบถึง 6 สี

1.   สีแดง Burning Red  ซึ่งเป็นสีแดงสด สีเดียวกับ Nissan Almera นั่นแหล่ะครับ

 

2.   สีขาว White Solid เป็นสีขาวผ่องปกติ ไม่ใช่สีขาวมุก ข้อดีคือ ไม่ต้องเพิ่มเงินค่ามุก 55555+ ซึ่งก็เป็นสีขาวเดียวกับ Nissan Almera เหมือนกันครับ

 

3.   สีดำ Black Solid จะเป็นสีดำที่ไม่ซ้ำกับใครเลย เพราะ Nissan รุ่นอื่นจะใช้สีดำ Black Star กันซะมากกว่า

 

4.   สีเทา Twilight Grey

 

5.   สีเงิน Brilliant Silver ซึ่งเป็นสีเบสิค มีในทุกรุ่นอยู่แล้ว เพราะเดิมบ้านเรานิยมสีนี้เป็นหลัก ซึ่งในงานไม่มีจอดโชว์ครับ

 

6.   สีน้ำเงิน Pacific Blue ซึ่งสีสดใสมาก เบียร์ชอบมาก ๆ

 

แต่….ต้องขอแสดงความเสียใจกับเพื่อน ๆ ที่สนใจรุ่น Top 1.6V เพราะสีนี้ สงวนสิทธิ์สำหรับรุ่น 1.6E เท่านั้น!!

นั่นเท่ากับว่า 1.6E จะเลือกได้ 6 สี

ส่วนรุ่น Top 1.6V จ่ายแพงกว่า แต่มีสีให้เลือกเพียง 5 สี ขาดสีน้ำเงิน!!

 

ซึ่งเบียร์ก็ไม่เข้าใจนิสสันเหมือนกัน เพราะปกติแล้ว รุ่นแรกมักจะมีสีให้เลือกน้อย แต่คราวนี้รุ่น Top โดนซะเอง!!

 

ต้องแสดงความเสียใจกับเพื่อน ๆ ที่ชอบสีน้ำเงิน แต่อยากได้รุ่น 1.6V ไว้ ณ ที่นี้จริง ๆ ครับ

ดังนั้น เบียร์ขอพาเพื่อน ๆ มาเจาะดูความแตกต่างของแต่ละรุ่นเลยดีกว่า จะได้รู้ว่า ส่วนต่างเกือบ 40,000 บาทนั้น ใครได้อะไร ใครเสียอะไร มาดูกันครับ

สำหรับด้านหน้า ทั้ง 2 รุ่นมีหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ

 

ถ้าเพื่อน ๆ ดูรูปนี้ จะแปลกใจ รถอะไร ไฟเยอะจัง

 

มาดูชุดไฟหน้ากันก่อน

 

ด้านบนสุด ทรงเรียวยาว คือ ไฟหรี่และไฟเลี้ยว

 

ส่วนไฟหน้ากลม ๆ ดวงใหญ่ เป็นชุดไฟซีนอน สามารถเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติได้ยามค่ำคืน และยังปรับระดับสูง-ต่ำอัตโนมัติอีกต่างหาก

 

ด้านล่างคือไฟตัดหมอก ซึ่งมีมาครบทั้ง 2 รุ่นเท่าเทียมกัน

 

กระจังหน้าทรง V Shape สีโครเมียม เอกลักษณ์รถ Nissan มีเหมือนกันทั้ง 2 รุ่น

 

มาดูด้านข้างกันบ้าง

 

ทั้ง 2 รุ่นได้มือเปิดประตูคู่หน้าสีเดียวกับตัวรถ พร้อมปุ่มปลดล็อค/ล็อคประตูสีดำแบบเดียวกับ Pulsar March Almera

 

ส่วนประตูคู่หลังหลายคนหาไม่เจอ และพาลสงสัยว่า มันจะสปอร์ตจ๋าเกินไปไหม เพราะมีแค่ 2 ประตูหน้า

 

แท้ที่จริงแล้วมือเปิดประตูถูกซ่อนอยู่ตรงนี้ เป็นการดีไซน์ที่โดนมาก ๆ เพราะเสริมให้รถดูสปอร์ตขึ้นจริง ๆ จนค่ายรถบางค่ายก็เริ่มหันมาจัดตามกับรถของตัวเอง

 

ก้มมาดูที่ล้อก็พบความใหญ่ตามสไตล์สปอร์ต

 

ด้วยยางขนาด 215/55R17 ที่ทำให้ออกแนวรถสปอร์ตมากกว่า SUV

 

โดยใช้ยาง Bridgestone Turanza  เหมือนกันทั้ง 2 รุ่น

 

มองไปเหนือล้อ ก็จะพบซุ้มล้อสีดำด้าน

 

เชื่อมต่อเป็นทางยาวกับสเกิร์ตข้างสีเดียวกัน

 

จนมาถึงด้านหลังก็เริ่มเห็นความแตกต่างอย่างแรกคือ รุ่น 1.6V จะมียางบังโคลนล้อหลังมาเพิ่มให้

 

ลองดูอีกมุม

 

ส่วนรุ่น 1.6E จะไม่มี ก็จะโล่ง ๆ แบบนี้แทน

 

แต่นิสสันเองก็มีจำหน่ายเป็น Accessories ให้ สำหรับรุ่น 1.6E ที่อยากได้ยางบังโคลนชิ้นนี้

ใกล้ ๆ ยางบังโคลน เบียร์เห็นปลายท่อไอเสียโครเมียมด้วย มีในรุ่น 1.6V

 

ส่วน 1.6E ไม่มีมาให้ แต่นิสสันมีขายให้ 555555+

 

ไล่ขึ้นมาด้านบน เบียร์เห็นเซนเซอร์ถอยหลังสีดำ 2 จุด มีให้เฉพาะรุ่น 1.6V ที่จะมีเสียงเตือนเวลาถอยหลัง

 

แต่รุ่น 1.6E จะไม่มีนะจ๊ะ นิสสันก็มีจำหน่ายแหล่ะ ต้องไปสั่งซื้อติดเอง แต่เบียร์ว่าขอเซลล์แถมให้ก็ได้ เรื่องนี้ไม่ยาก

 

ไล่สายตาขึ้นมาบริเวณขอบด้านล่างของประตูท้าย จะเจอคิ้วขอบประตูท้ายโครเมียมติดให้เฉพาะรุ่น 1.6V เท่านั้น ส่วน 1.6E ไม่มีให้นะครับ ต้องซื้อเพิ่มเองตามเคย

 

เขยิบสายตาขึ้นมาด้านบน ก็พบกล้องมองหลัง ซึ่งมีให้ทั้ง 2 รุ่นเรียบร้อยแล้ว

 

เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ภาพก็จะขึ้นหน้าจอแบบนี้ครับ

 

ถัดไปด้านขวาจะพบปุ่มยางสีดำยื่นออกมา นั่นคือ ปุ่มกดเพื่อปลดล็อค/ล็อครถ เมื่อมีกุญแจอัจฉริยะอยู่กับตัวแบบเดียวใน Nissan Pulsar และ Nissan March

 

ส่วนปุ่มยาว ๆ ติดกันคือ ปุ่มกดเพื่อเปิดประตูหลังครับ กดแล้ว ดันประตูขึ้นได้เลย

ไล่สายตาขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ก็พบที่ปัดน้ำฝนด้านหลัง สามารถตั้งค่าหน่วงเวลาได้ ซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่มีให้อยู่แล้วทั้ง 2 รุ่น

 

มองไปที่ไฟท้าย พบไฟท้ายดีไซน์โฉบเฉี่ยวทรง“บูมเมอแรง” ขว้างไปยิ่งแรง ยิ่งกลับมาเร็ว 555555+

 

แบบเดียวกับรถสปอร์ตในค่ายอย่าง Nissan 370Z

 

คราวนี้มองไปบนสุด ในรุ่น 1.6V จะมีสปอยเลอร์หลังมาให้ด้วย สวยดีทีเดียว

 

มุมมองจากด้านข้าง

 

ส่วนรุ่น 1.6E ไม่มีให้นะจ๊ะ จะโล่ง ๆ แบบนี้เลย

 

มุมมองจากด้านข้างเมื่อไม่มีสปอยเลอร์หลัง

 

แต่ถ้า 1.6E อยากได้ นิสสันก็มีขาย เช่นเดิม คิคิ

ส่วนไฟเบรกดวงที่ 3 แบบ LED ทั้ง 2 รุ่นมีมาให้อยู่แล้ว

 

และเสาอากาศสั้นอยู่บนหลังคาด้านหลังมีให้เหมือนกัน โดยเสาสั้นนี้น่าจะยกมาจาก Nissan Tiida นั่นแหล่ะ

 

จากภายนอก เดี๋ยวเราเข้าไปดูภายในกันบ้างดีกว่าครับ

ซึ่งก่อนที่เราจะเข้ารถได้ เราต้องใช้กุญแจ โดยเจ้า Nissan Juke ทั้ง 2 รุ่นนั้น ได้กุญแจอัจฉริยะเหมือนกันทั้งคู่

 

เพื่อน ๆ ที่ไม่เคยใช้รถนิสสัน ลองทำความรู้จักกับกุญแจอัจฉริยะ ซึ่งเป็นกุญแจมาตรฐานของรถนิสสันไปแล้ว ตั้งแต่ March – GT-R ได้ที่ รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 2 “สะดวกสบายและปลอดภัยไปกับ กุญแจอัจฉริยะ”

พอมาดูในข้อมูลทางเทคนิคของ Nissan Juke ไม่ได้มีแค่ระบบกันขโมย Immobilizer เท่านั้น แต่ยังมีสัญญาณกันขโมยในรุ่น 1.6V รุ่นเดียวอีกต่างหาก ซึ่งตรงนี้ ขอยกยอดไปในรีวิวหลังได้รถมาทดสอบภายหลังแล้วกันนะครับ

 

สำหรับการปลดล็อคและล็อครถนั้นใน Nissan Juke ถือว่าสะดวกสบายที่สุดอยู่แล้ว เพราะถ้าเพื่อน ๆ เคยใช้กุญแจอัจฉริยะมาก่อน หรือทำความรุ้จักจากรีวิวที่เบียร์แปะ link ไว้ด้านบน ก็จะรู้ว่า กุญแจอัจฉริยะนั้นเราไม่ต้องควานหาออกมาให้ยุ่งยาก เราแค่พกติดตัวไว้ จะขึ้นรถ เปิดประตูบานไหนก็สบายได้ดั่งใจด้วยการกดปุ่มสีดำที่ประตูคู่หน้า

 

และที่ประตูท้าย เพื่อล็อค หรือปลดล็อคได้สบายอยู่แล้ว

 

ดังนั้น เมื่อเราขึ้นรถมา ก็เพียงเหยียบเบรก กดปุ่ม Start ก็สามารถขับเจ้า Juke ออกไปยังจุดหมายปลายทางได้เลย

และเมื่อถึงที่หมาย จอดรถเรียบร้อยแล้ว เราก็กดปุ่ม Stop ดับเครื่อง เดินลงจากรถ ปิดประตู กดปุ่มดำที่มือจับประตู ก็สะบัดตรูดไปธุระต่อได้ทันที

เพราะรถก็ได้ทำการล็อคและกันขโมยไว้ด้วยระบบ Immobilizer ทั้ง 2 รุ่น เพียงแต่รุ่น 1.6V จะมีสัญญาณกันขโมยเพิ่มขึ้นมาพิเศษให้ต่างหาก

 

เมื่อเปิดรถได้แล้ว ทีนี้เรามาดูข้างในกันเลยดีกว่า เริ่มที่รุ่น 1.6V ตัว Top ก่อนเลยครับ

 

เปิดประตูมาเจอแผงประตูคู่หน้าของรุ่น Top 1.6V นั้น จะมีการตกแต่งในโทนสีแดงแบบนี้

 

พร้อมช่องใส่ของและที่วางขวดน้ำ

 

ส่วนรุ่น 1.6E จะเปลี่ยนโทนสีเป็นสีเงิน ๆ เทา ๆ แบบนี้

 

แต่มีช่องเก็บของและที่วางขวดน้ำเหมือนกัน

 

ที่สำคัญ มือเปิดประตูก็เป็นสีโครเมี่ยมเหมือนกันทั้ง 2 รุ่น ซึ่งมือเปิดประตูนี้ก็พบได้ใน Nissan March 2013 และ Nissan Almera นั่นแหล่ะครับ

 

พอจะหย่อนก้นลงนั่ง เบียร์ก็พบว่า รุ่น 1.6V นั้นจะเป็นเบาะหนังสีดำ ปักด้ายสีแดง

 

แถมมีการปักคำว่า Juke อีกด้วย

 

ดูกันชัด ๆ

 

แต่สำหรับรุ่น 1.6E นั้น กลายเป็นเพียงเบาะผ้าธรรมดา

 

ไล่สายตามาดูตรงกลางระหว่างเบาะคู่หน้ากันบ้าง จะพบว่า รุ่น 1.6V นั้น เล่นโทนสีแดงแบบจัดเต็มจริง ๆ แถมยังมีที่ท้าวแขนขนาดใหญ่มาให้อีกด้วย

 

ซึ่งสามารถวางแขนในขณะเดินทางได้อย่างสบาย ๆ

 

แถมที่ท้าวแขนยังสามารถเปิดเพื่อเก็บของภายในได้อีกต่างหาก

 

ดูในภาพเหมือนไม่ใหญ่ แต่เบียร์ว่าใหญ่นะ ใส่ของได้พอสมควรเลย แต่ด้วยการพรีวิว ทำให้ไม่มีของลองใส่ให้ดู จึงขอยกยอดไปในรีวิวฉบับจริงเมื่อได้รถมาแล้วกันครับ

 

ถ้าไม่อยากท้าวแขน ก็สามารถดันไปไว้ข้างหลังได้แบบนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้โล่ง เผื่อคนข้าง ๆ อยากจะเอนกายนอนซบตักตามประสาข้าวใหม่ปลามัน (แต่อย่าลืมเอาเบรคมือลงด้วยนะ 55555+)

 

ตรงกลางยังมีที่วางแก้วแบบหลุม 2 หลุม ซึ่งเบียร์ชอบนะ เพราะแก้ววางแยกกันชัดเจน หยิบ วางได้สะดวก

 

เบียร์ว่าดีกว่าที่วางแก้วใน Nissan Sylphy ที่เบียร์ใช้อีก อย่างที่เบียร์รีวิวไว้ใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 7 “สำรวจอุปกรณ์ด้านหน้า ว่าคุ้มค่าแค่ไหน?”  ว่าเมื่อเจอแก้วอ้วน ๆ 2 ใบแบบนี้ จะหยิบ จะวางก็ลำบากเต็มที เพราะมันจะจูบกันอยู่เรื่อยเลย 555+

 

ถัดจากหลุมวางแก้วไปด้านหลังจะมีช่องวางของเล็ก ๆ อยู่ จะวางอะไรก็แล้วแต่เพื่อน ๆ เลยครับ

 

ทีนี้มาดูตรงกลางของรุ่น 1.6E กันบ้าง ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นโทนสีเทาแบบนี้

 

แต่ 1.6E ไม่มีที่วางแขน ก็เลยมีหลุมขนาดใหญ่ไว้ใส่ของทดแทนด้านหลัง

 

ซึ่งนิสสันก็มีที่ท้าวแขนจำหน่ายให้เช่นเคยครับ แต่จะมีแต่แบบหุ้มผ้า เพื่อให้เข้ากับเบาะผ้าของ 1.6E นั่นเอง

กลับมาที่รุ่น Top 1.6V ไล่สายตาขึ้นมาด้านหน้า ก็พบกับเกียร์ CVT เกียร์ที่ Nissan เอามาใช้กับรถนั่งทุกรุ่นในขณะนี้ ซึ่งในรุ่น Top ก็จะมีฐานเกียร์สีแดงแบบนี้

 

ส่วนรุ่น 1.6E ก็จะมีฐานสีเงินแบบนี้

 

เลยฐานเกียร์มาด้านหน้าจะพบช่องจ่ายไฟสำรอง 12V อยู่ด้านซ้าย

รุ่น 1.6V

 

รุ่น 1.6E

 

สำหรับเบาะคนขับนั้น สามารถปรับสูง-ต่ำได้ทั้ง 2 รุ่นเหมือนกัน ด้วยเจ้า “ก้านยาว” ก้านนี้ที่ไม่ใช่พันธุ์ทุเรียน

 

มาดูคอนโซลหน้ากันบ้าง

 

เริ่มที่คอนโซลด้านขวาสุด ฝั่งคนขับ จะพบปุ่มควบคุมกระจกมองข้างปรับไฟฟ้า แถมยังมีระบบพับกระจกอัตโนมัติเมื่อล็อครถมาให้อีกต่างหาก

 

โดยระบบนี้เป็นระบบที่เบียร์ชอบมากที่สุดหลังได้ใช้ในรถที่มีระบบนี้อย่าง March และ Sylphy เพราะเวลาเราจะลงจากรถ เราสามารถมองรถหลังผ่านกระจกมองข้างก่อนลงรถได้ เพื่อความปลอดภัย พอลงจากรถแล้วกดล็อครถ กระจกมองข้างถึงจะพับเก็บให้

แต่ถ้าไม่มีระบบอัตโนมัตินี้ เราต้องกดปุ่มพับกระจกมองข้างเก็บก่อนลงจากรถ ทำให้เราไม่สามารถใช้ประโยชน์จากกระจกมองข้างดูก่อนลงจากรถได้เลย

และที่สำคัญมันยังช่วยให้เบียร์รู้ว่า เบียร์ล็อครถเรียบร้อยแล้วหรือยัง เพราะเมื่อล็อครถ กระจกมองข้างถึงจะพับเก็บให้ เบียร์จึงมั่นใจว่า เราล็อครถเรียบร้อยแล้ว และพอเรากลับมาขึ้นรถ ถ้ายังไม่กดปุ่มสตาร์ท กระจกก็ยังไม่กาง จะกางเมื่อเรากดปุ่ม start รถเท่านั้น เพื่อเตรียมตัวให้เราขับรถต่อไป

 

ซึ่งน่าดีใจที่ระบบนี้มีมาให้ทั้งรุ่น 1.6E และ 1.6V ครบถ้วน

ส่วนไฟสีแดงด้านขวานั้น เบียร์เข้าใจว่า น่าจะเป็นไฟสัญญาณกันขโมยที่มีให้เฉพาะรุ่น 1.6V  ซึ่งตามที่บอกไปข้างต้น ขอติดไว้รีวิวรถจริงอีกครั้งดีกว่า เดี๋ยวได้รถมา จะไม่มีอะไรเขียนให้เพื่อน ๆ อ่านกัน 55555+

ถัดลงมา จะเห็นช่องใส่ของ 1 ช่อง ซึ่งน่าจะใส่พวกนามบัตร การ์ดต่าง ๆ หรือมือถือก็น่าจะได้อยู่

 

ลงมาอีกนิด ก็จะเจอปุ่มเปิดฝากระโปรงหน้า และปุ่มเปิดฝาน้ำมัน เอกลักษณ์ในรถนิสสันรุ่นหลัง ๆ ที่จะเป็นแบบเดียวกันหมด ทั้ง March Almera Pulsar และ Sylphy

 

ทีนี้มาดูพวงมาลัยกันบ้าง ซึ่งเหมือนกันทั้งรุ่น V และ E

รุ่น 1.6V

 

รุ่น 1.6E

 

โดยเป็นพวงมาลัย Multi Function ทั้ง 2 รุ่น ถ่ายเอกสารได้ แสกนได้ เอ๊ยยย ไม่ใช่แล้วววว

 

ด้านบนเป็นปุ่มควบคุมเครื่องเสียง

 

ด้านล่างเป็นปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง รวมถึงรับสาย/วางสายโทรศัพท์

 

เบียร์เอามือคลำมาใต้พวงมาลัย ก็คลำเจอที่ปรับพวงมาลัยสูง-ต่ำ แต่เมื่อเบียร์ลองปรับดูแล้ว มันก็ได้แค่สูง-ต่ำจริง ๆ คือ 2 ทิศทาง ขึ้น – ลง

ซึ่งจะไม่เหมือนกับ Sylphy และ Pulsar ที่สามารถปรับขึ้น ๆ ลง ๆ ซ้ายขวา ซ้ายขวา บีเอ ซีเล็ค สตาร์ท เอ๊ยยย ไม่ใช่สูตรเกมส์ 555555+

โดย Sylphy และ Pulsar จะสามารถปรับขึ้น – ลง และผลักไปข้างหน้า ดึงเข้าหาตัวได้ ถึง 4 ทิศทาง ตามที่เบียร์รีวิวไว้ใน  รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 6 “สำรวจเบาะหน้า เพื่อปรับท่าการขับขี่” นั่นเอง

 

ส่วนเรือนไมล์ของทั้ง 2 รุ่นก็เหมือนกัน เป็นแบบกลม  2 ช่อง

 

เห็นภาพในโบรชัวร์นิสสันก็ดูมีสีสัน สดใส และสวยงามดี

 

เสียดาย ไม่มีกุญแจรถ เลยเปิดดูความสวยงามตรงหน้าด้วยตัวเองไม่ได้

 

ด้านซ้ายจะเป็นวัดรอบ

 

ด้านขวาจะบอกความเร็ว

 

ส่วนตรงกลางจะเป็นข้อมูลของรถ

 

แต่ไมล์แบบนี้ ทำให้เบียร์นึกถึงเรือนไมล์ของ Nissan Almera รุ่น V CVT และ VL CVT ที่เป็นจอเรืองแสงเลยนะ

 

แถมของ Juke ก็มีปุ่มควบคุมเหมือนกันอีกด้วย

 

ซึ่งเพื่อน ๆ ลองเข้าไปดูเรือนไมล์ของ Nissan Almera ที่เป็นแบบคล้ายกันได้ที่ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 8 “มาดูเรือนไมล์ไฮโซ ของอัลเมร่า รุ่น V และ VL กัน”

ทีนี้มาดูก้านด้านขวาของพวงมาลัย จะพบก้านควบคุมไฟเลี้ยว ไฟตัดหมอก และไฟหน้า ซึ่งมีคำว่า Auto อยู่ นั่นคือระบบเปิดไฟหน้าอัตโนมัติ เพียงเพื่อน ๆ ตั้งค่าไว้ที่ Auto รถก็จะเปิดไฟเองเมื่อฟ้าเริ่มมืด และปิดไฟเองเมื่อฟ้าสว่างหรือเราดับเครื่องยนต์ ซึ่ง Option นี้มีมาให้พี่ Juke ทั้ง 2 รุ่นเลย เย้ ๆ

 

ส่วนก้านด้านซ้ายเป็นก้านที่ควบคุมที่ปัดน้ำฝนทั้งกระจกหน้า และกระจกหลัง โดยกระจกหน้าสามารถตั้งเวลาหน่วงได้ ส่วนด้านหลังนั้นหน่วงเวลาได้

 

เอ้า มาเล่นคำอะไรสลับไป สลับมา แล้วมันเหมือนกันไหมเล่า? ก็ต้องบอกว่า “ไม่เหมือนครับ”

กระจกหน้าสามารถหน่วงเวลาได้ คือ ไม่ต้องปัดตลอดเวลา แต่ตั้งให้ปัดแล้วหยุด แล้วค่อยปัดอีก โดยเราไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับมัน แต่คำว่า ตั้งเวลาได้ คือ สามารถ ตั้งค่าได้ว่าให้หน่วงช้า หรือหน่วงเร็วแค่ไหน ตามปริมาณฝนที่ตกลงมาว่าหนักเบาแค่ไหน โดยสามารถตั้งได้ถึง 7 จังหวะ

 

ส่วนกระจกหลังนั้น นอกจากปัดตลอดเวลาตามปกติ ก็ยังสามารถตั้งให้หน่วงเวลาได้ คือ ปัดแล้วหยุดพัก แล้วปัดใหม่อัตโนมัติ แต่หน่วงได้เพียงจังหวะเดียว ซึ่งเราตั้งความเร็ว-ช้าของการหน่วงเวลาแบบกระจกหน้าเองไม่ได้ครับ

 

คราวนี้มาดูตรงกลางคอนโซลบ้าง

บนสุดจะพบปุ่มไฟฉุกเฉินตั้งเด่นเป็นสง่า ซึ่งเบียร์ก็ชอบอีกตามเคย เพราะเวลาฉุกเฉิน มันจะรีบ ๆ เราจะกดได้ง่ายดาย ไม่ต้องไปนั่งหาว่ามันอยู่ตรงไหน

 

ไล่ลงมาก็จะพบกับหน้าจอวิทยุที่มีมาเหมือนกันทั้ง 2 รุ่น

 

โดยมีช่องแอร์ (แต่ไม่มีผี) ประกบเป็นบอดี้ การ์ดอยู่ทั้ง 2 ด้าน ซ้าย-ขวา

 

ซึ่งหน้าจอวิทยุของเจ้า Juke นี้เป็นหน้าจอแบบสัมผัส และมีช่องเสียบอุปกรณ์จากภายนอกทั้ง USB และ AUX ซ่อนอยู่ที่มุมล่างขวา ต้องเปิดฝาออกมาดูแบบนี้

 

และเมื่อเปิดดูของจริงเองไม่ได้ ก็ดูรูปจากโบรชัวร์ไปก่อนแล้วกัน สวยดีนะ

 

โดยวิทยุนี้ ใช้ระบบแอนดรอยด์เป็นระบบปฏิบัติการ จัดเต็ม Option ที่เครื่องเสียงยุคใหม่พึงมี คือ วิทยุ FM/AM , เชื่อมต่อ Smart Phone , รองรับการเล่นไฟล์ผ่าน SD Card , USB , AUX-in  และแน่นอนถ้าเป็นแอนดรอยด์ต้องสามารถเชื่อมต่อ Internet ผ่านระบบ wi-fi ได้สบาย ๆ อยู่แล้ว

 

นอกจากนั้น ยังสามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านระบบ Bluetooth จะคุย จะเม้าส์กับใครได้ทันที ไม่ต้องถือโทรศัพท์ให้อันตรายและผิดกฎหมาย

 

ฟังเพลงจากมือถือผ่านฟันสีน้ำเงินก็ได้เช่นกัน (เดี๋ยวๆๆๆ Bluetooth มันแปลตรงตัวอย่างนั้นเลยหราาา ไม่ใช่และ)

 

พร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง

 

เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง ก็แสดงภาพจากกล้องมองหลังที่มีให้อยู่แล้วทั้ง 2 รุ่นทันที

 

และที่พิเศษสุด ๆ คือ สามารถถอดหน้าจอขนาด 7 นิ้วมาเป็น Tablet พกพาได้อีกต่างหาก สะดวกสบายจริง ๆ

 

ถัดลงมาจากวิทยุ ก็จะเป็นระบบ i-con ซึ่งควบรวมกิจการการดูแลความเย็นภายในรถ และกิจการการควบคุมการขับขี่เอาไว้ในที่เดียวกัน

 

ซึ่งเมื่อดูจากภาพถ่ายจริงที่เบียร์ถ่ายไว้ จะพบว่า ที่ปุ่มต่าง ๆ มีหน้าจอเล็ก ๆ ยิบย่อยเต็มไปหมด และจะเปลี่ยนความหมายของปุ่มไปตามโหมดที่เราเลือก เช่น เราเข้าโหมด D Mode ปุ่มก็เป็นแบบภาพด้านบน ซึ่งเป็นโหมดควบคุมการขับขี่ Juke ของเรา ให้เราเลือกโหมดได้ 3 โหมด

1. Normal การขับขี่ปกติ
2. Sport ขับขี่แบบรวดเร็ว รอบเครื่องจะสูงกว่าปกติ ช่วยให้ขับได้สนุกกว่าเดิม
3. Eco ขับขี่แบบประหยัดน้ำมัน

 

แต่ถ้าเข้าโหมด Climate ปุ่มก็จะเปลี่ยนเป็นการควบคุมความเย็นทั้งหมด เช่น เปิด-ปิดคอมเพลสเซอร์ แอร์ (A/C) เปิด-ปิดไล่ฝ้าหน้า-หลัง ปรับทิศทางของลม รวมถึงปิดแอร์ เป็นต้น

ซึ่งแสดงถึงความอัจฉริยะของระบบ i-con (Integrated-Control System) ของนิสสัน ที่จับระบบทั้ง 2 มาควบรวมกันได้อย่างลงตัว โดยประหยัดปุ่มไปมาก ทำให้ประหยัดพื้นที่ ไม่ต้องคอยหาให้วุ่นวาย ถือว่าไม่ซับซ้อนในการใช้งานจริง ๆ

แถมระบบทั้ง 2 ก็มีความสัมพันธ์กันอย่างชัดเจน เช่น ถ้าเราเลือกโหมดขับขี่แบบประหยัด i-con ก็จะไปทำการเพิ่มอุณหภูมิแอร์ให้เหมาะสมกับอุณหภูมิภายนอกรถให้มากขึ้น เพื่อให้รถประหยัดน้ำมันได้ดีที่สุด เป็นต้น

เจ๋งอ่ะ!!!

ถัดมาทางซ้าย ที่คอนโซลด้านบน จะพบช่องปล่อยถุงลมนิรภัย ซึ่ง Nissan มีระบบถุงลมนิรภัยคู่หน้ามาให้ครบทั้งรุ่น E และรุ่น V

 

ส่วนช่องแอร์ทางด้านซ้ายและขวา เป็นช่องแอร์กลมทรงรถเมล์ ปอ. ที่มีอยู่ใน Nissan March และ Nissan Almera นั่นแหล่ะ บางคนอาจจะยี้ที่เห็นแอร์รถ ปอ. แบบนี้ แต่ขอบอกว่า มันใช้งานสะดวกมากกว่าช่องแอร์สี่เหลี่ยมอีกนะครับ จะปรับ หมุนเวียน เปลี่ยนทิศทาง หรือปิดก็ทำได้ง่ายดาย แถมดูกลม ๆ น่ารักอีกต่างหาก

 

มองลงมาด้านล่างของคอนโซลฝั่งซ้ายด้านผู้โดยสาร ก็จะเจอเก๊ะเก็บของ ไหนลองเปิดดูสิ

 

ลองล้วงเข้าไป ก็ไกลเหมือนกันนะ เก็บของได้พอสมควรเลยทีเดียว

 

จากนั้น แหงนหน้ามองไปด้านบน ก็พบกับที่บังแดดทั้ง 2 ด้าน เมื่อเปิดออกมาก็จะเจอกระจกส่องหน้าทั้งคนขับ และผู้โดยสาร เพียงแต่ไม่มีไฟส่องหน้าให้นะจ๊ะสาว ๆ

 

เลื่อนสายตามาดูตรงกลาง ก็เจอไฟเก๋ง และไฟส่องแผนที่แยกซ้ายขวารวม 3 ดวงให้ใช้งานอยู่ ไฟนี้ยกมาจาก Nissan March เลยนั่นแหล่ะครับ

 

ซึ่งที่บอกมา ก็เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทั้ง 2 รุ่นอยู่แล้วครับ ไม่มีใครเหนือใครในจุดนี้

ทีนี้มาดูมุมมองของกระจกมองข้างกันบ้างครับ เริ่มที่ด้านขวา

 

ด้านซ้าย

 

เบียร์ว่ามันใหญ่ดีนะ แต่ต้องรอรถมาลองขับจริงอีกที ว่าจะเห็นได้ชัดเจนมากน้อยแค่ไหน

หลังจากสำรวจด้านหน้าไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้เราไปดูด้านหลังกันบ้างดีกว่าครับ

แต่ก่อนจะไปดูด้านหลัง เบียร์อยากให้แวะไปดูเครื่องยนต์กันนิดนึงก่อน
โดยเราสามารถเปิดกระโปรงสาว เอ๊ย ฝากระโปรงหน้ารถได้ด้วยการเอื้อมมือไปดึงสลักด้านซ้ายตรงนี้เข้าหาตัวครับ ก็จะมีเสียง “แกร๊ง” ของฝากระโปรงที่ดีดตัวออกมา

 

จากนั้นเราก็เอามือดันตัวล็อคใต้ฝา และเปิดออกมาแบบนี้

 

ซึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ก็เป็นเครื่องเดียวกับ Sylphy และ Pulsar 1.6 นั่นแหล่ะครับ อย่างที่เบียร์บอกไปข้างต้นแล้วว่า ด้วยพลังของหัวฉีดคู่ที่สามารถกระจายน้ำมันออกมาเป็นฝอย และน้ำหนักตัวที่น้อยกว่า Nissan Sylphy น่าจะทำให้ Juke ประหยัดน้ำมันได้มากอยู่

 

และแน่นอนว่า เบียร์ก็มิกล้าฟันธงหรอกครับ เพราะยังไม่ได้ขับจริง และมีปัจจัยอีกมากมายที่มีผลกับการประหยัดน้ำมัน เช่น ลักษณะตัวถังรถ เป็นต้น ดังนั้นจึงขอยกยอดไปตอนรีวิวฉบับเต็มหลังได้รถมาลองนั่นแหล่ะ ดีที่สุด

 

และถ้าเพื่อน ๆ ได้ยินคนมาบอกว่า เฮ้ย Juke ไม่ประหยัดน้ำมันหรอก เพื่อนข้างบ้านใช้อยู่ ซื้อมาตั้งแพง กินน้ำมันจะตาย ก็อย่าเพิ่งเชื่อ เพราะอย่าลืมว่า Juke ที่วิ่งกันเกลื่อนเมืองก่อนหน้านี้ เป็นรถนำเข้าที่ใช้เครื่อง 1500 ซีซี หรืออาจจะเป็น 1500 ซีซีมีเทอร์โบด้วยซ้ำ

 

ซึ่งเป็นคนละสเปคกับที่นิสสันนำมาขายเองในปัจจุบันครับ

แต่สิ่งที่เบียร์อยากให้ดูเกี่ยวกับห้องเครื่องก็คือ ฉนวนกันความร้อนครับ ที่มีติดมาให้แล้วทั้ง 1.6V

 

และ 1.6E

 

ดูเสร็จแล้ว ปิดฝากระโปรงดีกว่า อายเค้า

 

แล้วเรามาดูห้องโดยสารด้านหลังกันแทน ด้วยการเปิดประตูที่มือเปิดประตูตรงนี้

 

เปิดประตูรุ่น 1.6V มา ก็จะเจอแผงประตูแต้มสีแดงแบบนี้ และมีที่วางขวดน้ำให้ด้วย

 

ส่วนมือจับประตูด้านหลังก็จะเป็นแบบโครเมียมเหมือนด้านหน้า พร้อมปุ่มเปิดกระจกหน้าต่างไฟฟ้าสีดำ และมือดึงปิดประตูที่มีประโยชน์มากขึ้น เพราะเป็นหลุมที่ใส่ของจุกจิกเพิ่มได้

 

ส่วนรุ่น 1.6E ก็มีเหมือนกัน เพียงแต่เปลี่ยนจากสีแดงเป็นสีเงินครับ

 

กลับมาที่รุ่น 1.6V อีกที มาดูที่เบาะนั่งกัน แน่นอนว่าต้องเป็นเบาะหนังเย็บด้ายแดงเหมือนเบาะหน้าเป๊ะ

 

ส่วนรุ่น 1.6E ก็ต้องเป็นเบาะผ้าเหมือนด้านหน้าอยู่แล้วครับ

 

ทั้ง 2 รุ่น มีหัวหมอนรองศีรษะมาให้ถึง 3 ใบ สำหรับผู้โดยสารด้านหลังเหมือนกันครับ ต่างกันที่วัสดุที่ 1.6V เป็นหนังเดินด้ายแดง ส่วนในภาพนี้เป็นของรุ่น 1.6E ซึ่งเป็นผ้าครับ

 

เมื่อจะก้าวเข้ามานั่ง ถามว่าทางเข้าเล็กไหม ก็ไม่ได้เล็กมากนะ แต่มันก็ไม่ได้กว้างขวางสะดวกสบายอะไร ผู้ชายส่วนสูง 175 อย่างเบียร์ก็เข้า-ออกได้ปกติ ก้มหัวหลบเป็นธรรมดา แถมหลบน้อยกว่าเข้ารถ Nissan March ด้วยซ้ำ

แต่พอได้หย่อนก้นนั่งเบาะหลัง Nissan Juke แล้ว เบียร์กลับแปลกใจที่หัวเบียร์ไม่ติดเพดานแฮะ สูงกว่าหัวเบียร์อยู่หน่อยนึง และเบียร์มองว่า เพดานของ Juke กับของ Sylphy และ Almera จะสูงพอ ๆ กัน แต่จะไม่โปร่งโล่งสบายเหมือนใน March

 

และเมื่อนั่งสัมผัสอารมณ์ห้องโดยสารได้สักพัก เบียร์ก็รู้สึกถึงความสบายและกระชับของเบาะหนังในรุ่น V ที่มีความสบายมากกว่าเบาะผ้าที่มีในรุ่น E ครับ นี่คือข้อดีของ V ที่มีมากกว่า E อย่างรู้สึกได้ชัดเจน

 

เมื่อลองหันไปดูวิวที่หน้าต่าง ได้ภาพแบบเต็ม ๆ ไม่มีอะไรบัง

 

ส่วนพื้นที่วางขา (leg room) นั้นไม่ได้ใหญ่โต กว้างขวางเหมือน Pulsar Almera Sylphy แต่ก็ไม่ได้อึดอัดอะไร ยิ่งถ้าเคยนั่ง March มาก่อน Juke จะกว้างและสบายกว่าเยอะ

และในรุ่น Top 1.6V มีช่องใส่เอกสารหลังเบาะหน้ามาให้ทั้งเบาะซ้าย

 

และเบาะขวา

 

ส่วนรุ่น 1.6E นั้นมีแต่เบาะซ้าย

 

แต่เบาะขวาไม่มีให้นะจ๊ะ

 

ถึงยังไงรุ่น E ก็มีดีตรงช่องวางของช่องนี้แหล่ะ

 

เพราะใหญ่โตจริง ๆ

 

แต่สิ่งที่เบียร์ชอบสำหรับเบาะหลัง คือ สามารถแยกปรับ พับได้แบบ 60:40 ทั้ง 2 รุ่น

ซึ่งข้อดีคือ ถ้าต้องบรรทุกสัมภาระที่ใหญ่เกินที่วางสัมภาระด้านหลัง ก็ยังสามารถใส่ได้ โดยมีที่นั่งด้านหลังให้นั่งได้อยู่ ดีกว่าแบบพับ 100 ที่ต้องพับทั้งหมด อดนั่งแน่นอน

 

ถ้าพับแค่ฝั่งใด ฝั่งหนึ่ง เมื่อมาดูด้านหลังก็จะเห็นเป็นแบบนี้ ใส่ของได้ แล้วยังนั่งได้อยู่อีก 1 ที่ด้านหลังสบาย ๆ

 

หรือจะเลือกพับทั้งหมดไปเลย ก็จะเป็นแบบนี้

 

ทีนี้เรามาดูห้องสัมภาระหลังกันบ้าง ลองเอาเบาะขึ้นมาก่อน ดูความกว้างแบบปกติกัน

 

ทีนี้ลองดึงแผ่นรองที่วางอยู่ขึ้นไปวางพาดได้เลยตรงนี้

 

ก็จะกลายเป็นแบบนี้

 

โอ้วว เจอของดีเข้าให้แล้ว มันมีที่วางอีกชั้นซ่อนอยู่ครับท่านผู้ชม

 

ความใหญ่ ความลึกมันเยอะมาก เบียร์เอากล่องของที่ระลึกที่นิสสันให้มาก่อนเข้างานวางลงไป ก็ตามภาพแหล่ะครับ กล่องจมลงไปเลย

 

ส่วนตัวเบียร์บอกเลยว่าเบียร์ชอบมากกกก กับที่เก็บของแยกสัดส่วนแบบนี้ เราสามารถบริหารจัดการสิ่งของในรถได้ดีเลย

และที่สำคัญเบียร์และคนไทยเกิน 1 ล้านคนมั่นใจว่า ผู้หญิงที่ซื้อเจ้า Nissan Juke ไป ต้องใช้ช่องนี้เป็นที่วางรองเท้าแน่นอน!!!

 

ทุกวันนี้เบียร์ก็ไม่เข้าใจ จะขนรองเท้าเอาไปขายกันหรือไงคร้าบบบบบบ จะใส่อะไรกันมากมาย แต่เอาเถอะ ความสุขของผู้หญิง ซึ่งเบียร์รับรองว่าช่องนี้ชนะใจสาว ๆ ที่ชอบสะสมรองเท้าแน่นอน

นอกจากพื้นที่วางของแล้ว ในช่องนี้ยังมีเครื่องไม้ เครื่องมือวางอยู่อย่างเป็นระเบียบ

 

หลายท่านเห็นช่องใหญ่ขนาดนี้ ก็มีคำถามในใจว่า “แล้วยางอะไหล่อยู่ไหนครับคุณเบียร์?”

คำตอบคือ มาดูตรงกลางนี้ จะมี partition กั้นอยู่ มีคำว่า pull หรือแปลว่า “ฉุดฉันขึ้นมาสิค่ะ!! พ่อรูปหล่อ!”

 

เบียร์ก็เชื่อคนง่าย เลยฉุดเธอขึ้นมาทันที

 

ก็จะเจอยางอะไหล่ซ่อนอยู่ในนี้นั่นแหล่ะครับ

 

ข้อดีที่เบียร์มองเห็นอีกข้อก็คือ กรณีที่เราวางกับข้าวหรืออะไรที่มีน้ำแล้วหยดเปื้อนพื้นในช่องข้างล่างขนาดใหญ่นี้ เราก็สามารถดึงถาดมันออกไปทำความสะอาดได้ง่ายดายนั่นเองครับ

ทีนี้แหงนหน้ามาดูด้านบนนิดนึง จะพบแผงปิดห้องเก็บสัมภาระด้านท้ายที่ช่วยบังของที่วางอยู่ในห้องสัมภาระ

 

แผงนี้ทำมาค่อนข้างดี การถอดเข้า ถอดออกจะลำบากหน่อย ทางนิสสันก็เลยแปะวิธีถอด-ใส่มาให้ดูกันที่ตัวรถเลย

 

โดยที่ล็อคจะมีอยู่ 4 จุด บน 2 ซ้าย 1 ขวา 1

 

เบียร์เลยลองถอดเล่นดู ปลดอันบนง่ายมาก เป็นกระดุมแบบแป๊ก

 

ส่วนตำแหน่งซ้าย-ขวา แค่หมุนคลายล็อค ไม่ได้ยากอะไร

 

แต่ยากตรงเอามือหมุนยังไงให้ถนัด เพราะตำแหน่งล็อคมันก็สูง แถมยังมีโช้คประตูมาขวางอีก แต่เบียร์ก็ถอดมันออกมาจนได้

 

พอถอดออกมาก็โล่งแบบนี้

 

แต่พอใส่กลับลำบากมาก เพราะไม่ค่อยถนัดเท่าไหร่นัก เบียร์ใช้เวลาอยู่สักพัก กว่าจะใส่มันเข้าไปได้ เรียกว่าถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ อย่าถอดมาเลยดีกว่า เพราะมันก็สวยงามเข้ารูปอยู่แล้ว และไม่ได้เกะกะอะไร แต่ถ้าได้รถจริงมา เบียร์ก็จะลองซ้อมใส่-ถอดให้คล่อง เผื่อมีเทคนิคมาแนะนำให้เพื่อน ๆ ทราบต่อไป

แหงนหน้ามองไปทางขวา เจอที่ดึงประตูหลังปิด นับว่าสะดวกดีครับ

 

เบียร์ว่าเบียร์สำรวจไปมากมายเกินไปแล้ว ทั้งภายนอกและภายใน ได้รถจริงเมื่อไหร่ กลัวไม่มีอะไรจะเขียน 55555+

 

ก่อนจบพรีวิวนี้ เบียร์ก็อยากบอกว่า Nissan Juke นั้น คือรถ “Sport CrossOver” ที่ผสมผสานระหว่างรถ SUV กับรถสปอร์ต โดย Juke ถือเป็นการเปิดตลาดใหม่ของเมืองไทย ซึ่งต้องบอกว่า ไม่สามารถเปรียบเทียบกับรถรุ่นใด ๆ ได้เลย 

ถ้าคุณจะมองหาความคุ้มค่า คุณต้องมองหาความคุ้มค่าที่มีในตัวมันคันเดียว ว่ามันมีสิ่งที่คุณต้องการอยู่หรือเปล่า

 

แต่ถ้าคุณจะเปรียบเทียบ Option ความคุ้มค่าในรถระดับราคาใกล้เคียงกัน ว่าเงิน 8 แสนกว่าบาทที่ต้องจ่ายไป ต้องได้ให้คุ้มที่สุด แบบนี้ คุณมองข้าม Juke ไปได้เลย เพราะเอาง่าย ๆ ไม่ต้องคิดอื่นไกล แค่ Nissan Sylphy 1.6 V เครื่องเดียวกัน ที่ราคาถูกกว่า 20,000 มันคุ้มกว่าเยอะ

Sylphy ทั้งหรูกว่า กว้างกว่า และนั่งสบายกว่าด้วยซ้ำ

 

เพราะ Nissan Juke เป็นรถที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของมัน เรียกได้ว่า แบ่งข้างชัดเจน Juke เป็นรถที่คนเห็นแล้วรัก ก็จะรักเลย และรักมากด้วย

แต่ถ้าคนเกลียดก็จะเกลียดเลยอะไรประมาณนั้น  ไม่มีมากลาง ๆ กั๊ก ๆ เพราะ Juke ไม่ใช่รถตลาดที่จะมาฟันยอดขายจากคนทุกเพศ ทุกวัยอย่างรถ Eco Car

 

แต่ Nissan Juke คือ รถที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัยที่เบื่อสิ่งเดิม ๆ ที่มีอยู่ อยากออกนอกกรอบ ไม่ชอบตามใคร และต้องการ ”แตกต่างอย่างมีสไตล์”

 

และถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่แอบสนใจ Juke ขึ้นมาไม่ว่าจะอ่านจากรีวิวนี้ หรือรีวิวไหน เบียร์อยากบอกว่า อย่ามัวนั่งดูแต่รูปครับ รูปนะไม่สวยเท่าตัวจริง

เพราะเบียร์ก็เกลียดมันมาก ตอนเห็นรูป แต่พอเจอตัวจริง เบียร์ก็ดันตกตะลึงในความเท่ของมันในทันที

 

เคยไหมละครับ เล่น facebook อยู่ดี ๆ มีเพศตรงข้ามมาขอ add พอเปิดรูป Profile ดู แล้วรู้สึกเฉย ๆ ไม่ได้สวยหล่อถูกสเปคอะไร ก็รับแอดกันไป

แต่พอไปเจอตัวจริง กลับรู้สึกชอบแบบแปลก ๆ แถมลองนั่งคุยกันแป๊ปนึง ก็สารภาพกับตัวเองได้เลยว่า นี่คือ คนที่เราอยากจีบเป็นแฟนมากที่สุด

 

นั่นแหล่ะครับ ความรู้สึกเดียวกับเจ้า Juke เลย จากเคยดูรูปแล้วไม่ชอบ แต่พอไปเจอตัวจริง เบียร์กลับบอกได้เลยว่า Juke คือรถที่เบียร์ต้องครอบครองให้ได้

 

สุดท้ายนี้ ขอบคุณเพื่อน ๆ ที่เข้ามาอ่านพรีวิวของเบียร์นะครับ มีข้อสงสัยใด ๆ อยากสอบถาม ก็ทิ้งคำถามไว้ได้เลยที่ด้านล่างนี้ เบียร์จะเข้ามาตอบทุกข้อสงสัยที่ตอบได้

แล้วเจอกันใหม่รีวิวหน้า ฉบับเต็มหลังได้รถครับ รักนะ จู๊ค จู๊ค

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *