รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 11 “มาลองฟังเครื่องเสียงติดรถของนิสสัน อัลเมร่ากัน”

หลังจากที่เบียร์พาเพื่อน ๆ ไปเปิดแอร์ในรถจนเย็นฉ่ำแล้ว คราวนี้เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไล่สายตาขึ้นมาจากแอร์ เพื่อมาลองเล่นวิทยุกันครับ

 

สำหรับหลายท่าน วิทยุอาจจะไม่ใช่สิ่งสำคัญ เพราะมันจะดังหรือดับ ก็ยังขับรถได้ แต่โดยส่วนใหญ่ก็ยอมรับกันว่า วิทยุติดรถเป็นสิ่งสำคัญที่รถควรจะต้องมี เหมือนกับที่สมัยหนึ่ง วงการรถมือสองต้องใช้คำย่อในการโฆษณาขายรถว่า “อ.ว.ท.ม.” ซึ่งย่อมาจาก “แอร์ วิทยุ เทป แม็ค” ครับ

แต่ในแง่ผู้ขายรถอาจจะย่อว่า “เอา ไว้ ทำ ไม” ก็ได้นะครับ ใครจะไปรู้? 55555+

แต่ปัจจุบัน คำนี้ไม่มีใช้แล้ว เนื่องจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ไร้เทป และก้าวสู่ยุคดิจิตอลอย่างเต็มตัว ทำให้วิทยุติดรถในสมัยนี้ จะเน้นไปที่การเล่นแผ่นซีดี ดีวีดี และการเชื่อมต่อจากอุปกรณ์ภายนอกประเภทต่าง ๆ อาทิ USB , Flash Drive รวมถึง Storage Card ในรูปแบบต่าง ๆ เพราะใช้งานสะดวกและง่ายดายเหลือเกิน

แต่ทีนี้ เรามาดูกันครับ ว่าวิทยุติดรถของ Nissan Almera นั้น มันมี Option อะไรให้พวกเราเล่นบ้าง?

 

สำหรับหน้าตาวิทยุของ Nissan Almera จะเป็นสี่เหลี่ยมขนาด 2 Din ธรรมดา ซึ่งถือว่าเป็นวิทยุแบบ Universal คือ นำไปใส่กับรถรุ่นอื่น ๆ ที่มีช่องใส่วิทยุขนาด 2 Din เหมือนกันได้ทันที

จุดนี้ ถือว่าเป็นข้อดีสำหรับเพื่อน ๆ ที่คิดจะเปลี่ยนวิทยุ เพราะสามารถนำไปขายต่อได้ง่าย หรือสามารถนำไปใส่กับรถคันอื่นของตัวเองก็ได้

ตรงนี้จะต่างกับ Nissan March ที่ได้วิทยุดีไซน์เฉพาะตัว ซึ่งข้อดีคือ น่ารัก และเข้ากับบุคลิคของรถ แต่ข้อเสีย คือ ขายต่อได้ยาก เพราะมีเพียง Nissan March ด้วยกันเท่านั้น ที่ใส่วิทยุรุ่นนี้ได้

 

ส่วนเพื่อน ๆ ที่สงสัยว่า 2 Din คืออะไร มาทำความเข้าใจกันก่อนครับ

คำว่า DIN เนี่ย เป็นคำที่แสดงมาตรฐานขนาดของวิทยุหรือเครื่องเสียงติดรถยนต์ของสถาบันจากประเทศเยอรมัน ย่อมาจาก Deutsches Institut für Normung

โดย 1 Din จะมีขนาดประมาณ 178×53 mm
ส่วน 2 Din จะมีขนาดประมาณ 178×106 mm

หรือง่ายๆ 1 Din คือ วิทยุขนาดช่องเดียว แบบนี้ครับ

 

ส่วน 2 Din คือ ก็จับคูณ 2 ซูเปอร์แก๊งค์กันไป ขยายขนาดขึ้นมาอีก 1 เท่าตัวแบบที่เห็นในอัลเมร่านั่นเองครับ

 

เพื่อไม่ให้เสียเวลา เบียร์ว่าเรามาดูกันเลยดีกว่า ว่าวิทยุของ Almera มีดีกว่ายังไงบ้าง?

เริ่มต้นด้วยการลองเปิดวิทยุกันเลยครับ โดยปุ่มเปิด-ปิด ก็คือปุ่มวงกลมขนาดใหญ่ตรงกลางที่เขียนว่า PUSH PWR (ย่อมาจาก PUSH Power หรือแปลเป็นไทยว่า กดเพื่อเปิด-ปิด)

 

โดยวงกลมขนาดใหญ่นี้ นอกจากจะใช้ในการเปิดหรือปิดแล้ว ยังสามารถเพิ่มหรือลดเสียงได้ ด้วยการหมุนวงกลมไปทางซ้าย หรือขวา

โดยถ้าเราหมุนไปทางซ้าย หรือทวนเข็มนาฬิกา จะเป็นการลดเสียงให้เบาลง

ในทางกลับกัน ถ้าเราหมุนไปทางขวา หรือตามเข็มนาฬิกา จะเป็นการเพิ่มเสียงให้ดังขึ้น

ซึ่งวิทยุนี้จะมีโหมดให้เราเล่นอยู่ 3 โหมดครับ

1. FM-AM
2. CD
3. AUX

โดยเราสามารถเลือกโหมดได้ด้วยการกดที่ 3 ปุ่มหลักด้านบนของวิทยุเลยครับ ว่าต้องการเล่นเพลงจากแหล่งใด

ลองมาดูกันไปทีละโหมดครับ เริ่มด้วยโหมดแรกกันเลย

1. FM-AM

โหมดนี้ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเป็นการฟังเพลงหรือข่าวจาก “คลื่นวิทยุ” โดยเสาอากาศบนหลังคารถเราจะทำหน้าที่จับสัญญาณมาให้เราฟังกัน ซึ่งสัญญาณจะชัดหรือไม่ ก็อยู่ที่การปรับเสา และพื้นที่การรับสัญญาณในเวลานั้นด้วยครับ

 

ซึ่งในโหมดนี้ ยังแยกย่อยออกมาอีก 3 โหมด คือ AM , FM1 และ FM2 โดยการกดปุ่ม FM-AM ไปเรื่อย ๆ ก็จะวนเวียน และเวียนวนอยู่ใน 3 โหมดนี้ครับ

ซึ่งเป็นการแยกประเภทคลื่นวิทยุ และการจัดเก็บคลื่นโปรดที่เพื่อน ๆ ฟังบ่อย ๆ นั่นเองครับ

ทีนี้ เรามาดูโหมดย่อยแรก หรือ AM กันก่อนครับ

 

AM นั้นย่อมาจาก Amplitude Modulation ซึ่งหมายถึงการผสมคลื่นวิทยุด้วยความสูงของคลื่น ซึ่งคลื่นประเภท AM จะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก เพราะด้วยลักษณะการผสมคลื่นที่เกิดการรบกวนได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่คลื่น AM เท่าที่เบียร์เคยได้ยิน จะเป็นรายการธรรมะ และเพลงเก่า ๆ เสียมากกว่า

ซึ่งจากภาพ จะมีคำว่า AM – 1 จะหมายถึงการจัดเก็บคลื่นโปรดครับ โดยเราสามารถจัดเก็บคลื่น AM ที่ชอบฟังได้ถึง 6 คลื่นครับ เวลาขึ้นรถมา ก็ไม่ต้องมานั่งหาทุกครั้งครับ

ส่วนวิธีการจัดเก็บ เบียร์ขอยกไปอธิบายใน FM ทีเดียวเลยนะครับ

————————-

ทีนี้เรากดปุ่ม FM-AM อีก 1 ครั้ง เพื่อเข้าสู่โหมด FM1 ครับ

 

สำหรับโหมดการฟังวิทยุแบบ FM หรือ Frequency Modulation นั้นเป็นการผสมคลื่นเสียงทางความถี่ครับ เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะไม่เกิดการรบกวนจากสภาพอากาศ ทำให้เสียงชัดเจน แจ่มแจ๋ว

ซึ่งรายการวิทยุทางคลื่น FM ก็จะมีหลากหลาย ตั้งแต่ข่าว ดนตรี กีฬา ธุรกิจ ศิลปวัฒนธรรม ตามแต่ละคลื่นจะจัดสรรออกมาให้เราฟังกัน

และการที่เราจะเลือกคลื่นวิทยุมาฟังนั้น มีปุ่มให้เลือกกดอยู่ด้วยกัน 3 ปุ่มครับ

1. ปุ่ม TUNE FF-REW FOLDER
2. ปุ่ม SEEK TRACK FILE
3. ปุ่ม SCAN

แล้วแต่ละปุ่ม ต่างกันอย่างไร มาดูกันครับ

1. ปุ่ม TUNE FF-REW FOLDER

 

ปุ่มนี้ใช้สำหรับการเลือกคลื่นความถี่ด้วยตัวเองครับ โดยกดปุ่มบน ที่เป็นรูปลูกศรชี้ขึ้น เพื่อเพิ่มความถี่ทีละ 0.5 เช่น จากเดิมความถี่อยู่ที่ 88.0 ก็จะเป็น 88.05 – 88.10 – 88.15 – 88.20 ตามลำดับครับ

ในทางกลับกัน เราก็กดปุ่มล่าง ที่เป็นรูปลูกศรชี้ลงเพื่อลดความถี่ทีละ 0.5 เช่นเดียวกันครับ

กดไปจนกว่าจะเจอคลื่นที่เราชอบนั่นแหล่ะครับ ก็จะได้ยินเสียงดีเจใส ๆ ดังผ่านลำโพงทั้ง 4 ตัวทันที

——————————-

2. ปุ่ม SEEK TRACK FILE

 

ปุ่มนี้คือการที่เราใช้ให้วิทยุหาคลื่นที่ชัดเจนในขณะนั้นมาให้เราครับ โดยกดปุ่มบน รูปลูกศรชี้ขึ้นเพื่อให้เดินหน้า และกดปุ่มล่างรูปลูกศรชี้ลงเพื่อให้ค้นหาความถี่แบบถอยหลัง

ซึ่งแน่นอนการใช้ปุ่มนี้ในการหาคลื่น มันจะไม่ได้ไปวิ่งไปทุกคลื่นที่มีนะครับ แต่มันจะจับสัญญาณผ่านเสาอากาศบนหลังคา หาคลื่นที่ฟังได้ในขณะนั้นมาป้อนให้เราฟังครับ

และการที่จะหาคลื่นที่ฟังได้นั้น มีปัจจัยมากมายครับ ทั้งตำแหน่งเสาอากาศ พื้นที่ที่รถเราวิ่งอยู่ ความเร็วของรถ ภูมิประเทศ อากาศ โอ๊ย สารพัดเลยครับ จอดรถบนดาดฟ้าหรือใต้ดินก็มีผลแตกต่างกันอย่างชัดเจน

และถ้าสมมติว่าตอนนี้เราอยู่ที่คลื่น 88.0 แล้วเราคาดว่าจะฟังคลื่น 89.50 เราก็กดปุ่มบน 1 ที เพื่อให้มันวิ่งไป แต่อยู่ ๆ มันวิ่งเลยไปหยุดที่ 93.0 แทน ก็ไม่ได้หมายความว่าคลื่น 89.50 ของเราจะฟังไม่ได้ในเวลานั้นนะครับ แต่เป็นเพราะสัญญาณอาจจะไม่ชัดเจนพอให้มันจับได้

ซึ่งเราก็ควรจะใช้ปุ่มที่ 1 หรือ TUNE FF-REW FOLDER มากำหนดคลื่นความถี่ด้วยตัวเองครับ ก็จะได้ยินเสียงดีเจออกมาเช่นเดิม เพียงแต่เสียงจะใส หรือจะขุ่น ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ตามสภาพแวดล้อมแล้วละครับ

———————

3. ปุ่ม SCAN

 

สำหรับปุ่มนี้จะมีคุณสมบัติคล้าย ๆ ปุ่มที่ 2 คือ หาคลื่นที่ฟังได้ในขณะนั้นมาให้โดยอัตโนมัติเช่นกัน เพียงแต่ปุ่ม scan จะมีบริการให้ทดลองฟังเสียงจากคลื่นนั้นประมาณ 5 วินาที ว่าชอบเสียงดีเจไหม? เพลงที่เปิดถูกใจหรือเปล่า? ถ้าเสียงดีเจแก่ไป วิทยุก็จะค้นหาคลื่นถัดไปมาให้ลองฟังอีกเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะพอใจ เราก็กดปุ่ม SCAN 1 ที เพื่อหยุดหัวใจไว้ที่ดีเจคลื่นนั้น ๆ ทันทีที่เราพึงพอใจ

ปุ่มนี้เบียร์ว่าเหมาะมากกับผู้ขับขี่ ที่ไม่ต้องละสายตามาดูหน้าจอให้เสียสมาธิ เพราะแค่กดปุ่ม SCAN เพียงครั้งเดียวเท่านั้น คุณก็ได้ลองฟังไปทีละคลื่นจนกว่าจะเจอเสียงใส ๆ ของดีเจหวานใจเมื่อไหร่ ก็กดปุ่ม SCAN อีก 1 ทีเท่านั้นเอง

ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนหนึ่งที่เคยมีวิทยุแบบหมุนหาคลื่นเอง และไม่ชอบฟังเสียงดีเจเจื้อยแจ้วมาก เพราะอยากฟังแต่เพลงอย่างเดียวเท่านั้น ก็น่าจะเคยทำเหมือนเบียร์มาแล้ว คือ หมุนไปทีละนิดเพื่อหาเพลงเพราะ ๆ ฟัง พอเราหมุนเจอเพลงอะไร ก็ลองฟังอยู่นิดหนึ่ง ถ้าถูกใจก็ปล่อยมือ แล้วฟังเพลงต่อจนจบ แต่ถ้าเพลงไม่ถูกใจก็ค่อย ๆ หมุนหาเพลงอื่นต่อไปเรื่อย ๆ

ซึ่งคนที่คิดค้นปุ่มนี้ขึ้นมา ก็ผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วนั่นละครับ เลยทำปุ่ม SCAN มาให้ค้นหาแทนซะเลย หมดเรื่องหมดราว

——————–

การบันทึกคลื่นโปรด

ทีนี้ เพื่อน ๆ หลายคนก็คงเคยฟังวิทยุกันมาอยู่แล้ว ซึ่งแต่ละคนก็มักจะมีคลื่นโปรดที่ชื่นชอบ หรือฟังกันเป็นประจำ ซึ่งเราสามารถบันทึกหรือ “เมม” คลื่นเอาไว้ได้ เวลาจะเลือกฟังก็ไม่ต้องมากด SEEK กด SCAN กันใหม่ให้เสียเวลา

ซึ่งวิธีบันทึกมีอยู่ 2 แบบนะครับ

1. กดบันทึกเองตามใจชอบ
2. ให้วิทยุเลือกคลื่นโปรดให้อัตโนมัติ

มาดูแบบแรกกันก่อนครับ

ถ้าเราต้องการบันทึกเอง เช่น

เราจะตั้งให้สถานีที่ 1 เป็นคลื่น 88.0 และ สถานีที่ 2 เป็นคลื่น 89.0 เราก็บันทึกด้วยการกดปุ่มตัวเลข (1-6) ที่ต้องการค้างไว้ เวลาคลื่นที่เราต้องการบันทึกนั้นกำลังเล่นอยู่

ตามตัวอย่าง เบียร์ก็หาคลื่น 88.0 ก่อน แล้วก็กดเลข 1 ค้างไว้แป๊ปนึง

เสร็จแล้ว เลือกคลื่นไปที่ 89.0 แล้วก็กดเลข 2 ค้างไว้แป๊ปนึง

ทำไปเรื่อย ๆ จนครบตามที่ต้องการ ต่อไปเราก็สามารถเลือกสถานีโปรดได้ตามหมายเลขที่ตั้งไว้เลย

โดย AM จะบันทึกได้ 6 คลื่น ส่วน FM จะได้ถึง 12 คลื่น แบ่งเป็น FM1 และ FM2 อย่างละ 6 คลื่นครับ

————————-

ส่วนแบบที่ 2 จะเป็นแบบให้วิทยุเลือกคลื่นโปรดให้โดยอัตโนมัติ โดยการกดปุ่ม Auto.P ที่ย่อมาจาก Auto Preset ค้างไว้จนได้ยินเสียงปี๊ป 1 ที ก็รอสักพัก คราวนี้ระบบก็จะบันทึกสถานีวิทยุชัดแจ๋ว 6 สถานีมาให้เราทันทีครับ

 

ซึ่งปุ่มนี้ก็เหมือนกับเราพาสาว ๆ ไปร้านอาหาร แล้วบ๋อยมาถามว่า

“รับอะไรดีครับ”

แต่เราดันนึกไม่ออก ชีวิตมีแต่อาหารสิ้นคิดอย่างกระเพราไก่ไข่ดาว สาวเจ้าก็ไม่ออกความเห็น จะรอกินอย่างเดียว แล้วจะทำไงดีละ? เพื่อไม่ให้เสียหน้า ก็เลยตอบไปว่า

“มีอะไรแนะนำไหมน้อง จัดมาสัก 6 อย่างซิ”

ซึ่งก็เป็นกรณีเดียวกัน คลื่นวิทยุจะจัดมาให้คุณถึง 6 สถานีทันที!

แต่ข้อเสีย คือ มันมักจะมาในสถานีที่เราไม่ต้องการเนี่ยสิ

แต่ไม่ต้องถึงกับเซ็งเป็ด เซ็งห่านกันหรอกครับ เพราะเราสามารถบันทึกเองได้นะครับในส่วนโควต้าอีก 6 สถานีของ Auto.P

มาดูขั้นตอนการใช้โควต้าของ Auto.P บันทึกสถานีโปรดเพิ่มกันครับ

ในขณะที่เราอยู่ในโหมด AM ให้เรากดปุ่ม Auto.P 1 ครั้ง ก็จะเข้าสู่โหมด Auto Preset ของ AM และหน้าจอจะขึ้นแบบนี้

 

เราก็เลือกสถานีวิทยุตามขั้นตอนที่สอนไว้ด้านบนมาก่อนให้เรียบร้อย แล้วก็ใช้วิธีการบันทึกด้วยตัวเอง คือ กดตัวเลขที่ต้องการ (1-6) ค้างไว้ ก็จะได้มาแบบง่าย ๆ เลยครับ อีก 6 สถานี

และในกรณีคลื่น FM ก็เช่นเดียวกัน หน้าจอจะขึ้นแบบนี้

 

ก็แอบใช้โควต้าของ Auto.P ไปได้เลยอีก 6 สถานีแบบฟรี ๆ ไม่ต้องขอสัมปทานแต่อย่างใด
ด้วยเหตุนี้ ทำให้เราสามารถบันทึกคลื่น AM ได้ถึง 12 สถานี และ FM ได้มากถึง 18 สถานีครับ

—————————

2. CD

โหมดนี้สำหรับการเล่นเพลงจากแผ่นซีดีครับ โดยวิทยุสามารถเล่นได้ทั้งแผ่นซีดีเพลงปกติ และแผ่นซีดีเพลงแบบ MP3

 

โดยเบียร์ได้นำแผ่นที่ทำการ write ขึ้นเองมาทดสอบ ก็ใช้งานได้ปกติครับ

ในการเข้าสู่โหมด CD ก็ให้เพื่อน ๆ กดปุ่ม CD ที่อยู่ตรงกลางด้านบนกันก่อน และใส่แผ่นลงไป ซึ่งการใส่แผ่นก็ไม่ยากครับ หยอดลงไปที่ช่องว่างยาว ๆ นั้นเลย วิทยุจะดูดแผ่นลงไปอย่างรวดเร็วครับ

และถ้าต้องการนำแผ่นออกก็กดปุ่ม EJECT รูปลูกศรชี้ขึ้นที่อยู่ด้านขวาของช่องใส่แผ่นนะครับ ซีดีเดิมก็จะไหลออกมาทันที

ทีนี้เมื่อเพื่อน ๆ ใส่แผ่นลงไปแล้ว เพลงแรกจะถูกเล่นโดยอัตโนมัติครับ ถ้าต้องการเปลี่ยนเพลงก็กดปุ่ม SEEK TRACK FILE ขึ้นบนหรือลงล่างตามใจชอบครับ

ถ้ากดลงล่างก็ย้อนกลับไปเพลงที่แล้ว

ถ้ากดขึ้นบนก็เล่นเพลงถัดไปทันที

ส่วนปุ่ม SCAN ก็คล้ายกับตอนที่ใช้กับวิทยุครับ ถ้าเรากดปุ่ม SCAN นี้ 1 ที ระบบจะเล่นเพลงให้ฟัง เพลงละ 10 วินาที เป็นตัวอย่าง แล้วเล่นเพลงถัดไปทันทีอย่างต่อเนื่อง

อย่างที่บอกครับ ปุ่มนี้เหมาะสำหรับเพื่อน ๆ ที่กำลังขับรถอยู่ และอยากหาเพลงโปรดฟังครับ ให้ระบบมันทำงานให้ เราจะได้ไม่เสียสมาธิ พอหูได้ยินเพลงที่ต้องการ เราก็กดปุ่ม SCAN ซ้ำอีกครั้ง มันก็จะหยุดค้นหา และเล่นเพลงนั้นให้เราฟังจนจบครับ

ถ้าฟังเพลงปกติ ก็มีใช้หลัก ๆ แค่ 2 ปุ่มนี้ครับ เพราะปุ่ม TUNE FF-REW FOLDER จะใช้ในการ “กรอ” เพลง ไปให้ถึงท่อนที่ต้องการเร็วขึ้น ซึ่งในการใช้งานจริง ผมไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นครับ แต่ถ้าเพื่อน ๆ ท่านใด มีความจำเป็น ก็ลองกดกันดูได้ครับ

ซึ่งในโหมด CD นี้ เราจะไม่ได้ไปยุ่งกับปุ่มตัวเลข 1-6 และ Auto.P เลย เพราะโหมดนั้นเป็นของวิทยุอย่างเดียว แต่เราจะได้เล่นอีก 2 ปุ่มครับ คือ RDM และ RPT

———————–

มาดู RDM กันก่อน

RDM ย่อมาจาก Random ครับ หรือการ “สุ่ม” นั่นเอง

เมื่อเรากดปุ่มนี้ 1 ที หน้าจอจะขึ้นว่า RDM DISC

 

คราวนี้ เวลาเพลงที่ฟังอยู่เล่นจบ ระบบก็จะสุ่มหาเพลงอื่น ๆ ในแผ่นนั้น แล้วเล่นต่อให้ ไม่เรียงตามลำดับปกติ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ฟังแผ่นแบบ MP3 ที่ทำแยกโฟลเดอร์ไว้ สามารถกดปุ่ม RDM อีกครั้ง เพื่อเปลี่ยนโหมดให้เป็น RDM Folder ซึ่งระบบจะเล่นสุ่มเฉพาะใน Folder นั้น ไม่วนไปหา Folder อื่น

เมื่อเราต้องการกลับสู่โหมดเรียงเพลงตามลำดับปกติ ก็กด RDM อีกหนึ่งครั้ง หน้าจอจะขึ้นว่า RPT DISC เป็นอันยกเลิกการสุ่มฟังนั่นเอง

 

ปุ่มถัดมาคือ RPT ซึ่งย่อมาจาก Repeat หรือ “เล่นซ้ำ”นั่นเอง

 

โดยปกติ เราจะอยู่ในโหมด RPT Disc อยู่แล้ว นั่นก็หมายถึงเล่นซ้ำในแผ่นนั้น ๆ วนไปเรื่อย ๆ ไม่มีการหยุด

แต่ถ้าคุณกด RPT อีก 1 ที ก็จะกลายเป็นโหมด RPT Track หรือเล่นซ้ำเฉพาะเพลงนั้น เพลงเดียว

 

ในส่วนแผ่น MP3 ที่มีการแยก Folder ไว้ จะมี Option เสริมให้เลือกอีก 1 โหมด คือ RPT Folder

นั่นหมายถึงว่า แผ่นจะเล่นซ้ำเฉพาะใน Folder นั้น ๆ ไม่วนไปหา Folder อื่น ๆ

ซึ่งทั้งหมดนี้ เราสามารถดูสถานะ RPT RDM ได้ในหน้าจอวิทยุ ซึ่งมันจะรายงานให้ทราบตลอดครับ

————————

ทีนี้เบียร์จะพาเพื่อน ๆ มาดูปุ่มอื่น ๆ ว่าเอาไว้ควบคุมการเล่นเพลงจากแผ่นได้อย่างไร

เริ่มที่ปุ่มใหญ่ด้านซ้ายของจอแสดงผล นั่นคือ ปุ่ม DISP ซึ่งย่อมาจาก Display ที่แปลว่า “การแสดงผล” นั่นแหล่ะครับ

 

ปุ่ม DISP เอาไว้ดูข้อมูลของเพลงที่เราฟังอยู่ ว่าเพลงนี้ชื่อเพลงอะไร? ใครเป็นคนร้อง? แล้วอยู่ในอัลบั้มไหน? เป็นต้น

โดยถ้าเราเล่น CD เพลงทั่วไป เมื่อเรากดปุ่มนี้ 1 ที จะแสดงชื่ออัลบั้มก่อน และเมื่อกดอีก 1 ที ก็จะแสดงชื่อเพลง

แต่ถ้าเราเล่น CD ที่เป็นไฟล์เพลง MP3 เมื่อเรากดปุ่ม DISP 1 ที ก็จะแสดงชื่อโฟลเดอร์ (ถ้ามีการจัดแยกโฟลเดอร์)

กดอีก 1 ที จะแสดงชื่อเพลง

กดอีก 1 ทีจะแสดงชื่อนักร้อง

และกดอีก 1 ทีก็จะแสดงชื่ออัลบั้ม

ซึ่งการกด DISP นี้ เราสามารถเอาไปสร้างรอยยิ้มให้คนนั่งข้าง ๆ ได้เลยนะครับ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคนิคจากรีวิว “วิธีใส่ชื่อตัวเองลงบนจอวิทยุ Nissan March”

โดยเบียร์ลองใส่ชื่ออัลบั้มว่า ThaiAlmera.info และชื่อศิลปินว่า Colbie Caillat

แล้วลองกด DISP ดูครับ

 

ด้วยหน้าจอที่ไม่กว้างเท่าไหร่ ทำให้คำว่า ThaiAlmera.info ตกไปครับ เหลือเพียง ThaiAlmera.in

เบียร์จึงต้องกดปุ่ม SCRL ที่ย่อมาจากคำว่า Scroll แปลเป็นไทยง่าย ๆ ว่า “เลื่อน” เพื่อดูข้อมูลที่เหลือ ก็มาเจอคำว่า fo ตกไปอยู่อีกหน้านั่นเอง

 

จากนั้นกดปุ่ม DISP อีกครั้งหนึ่ง เพื่อดูชื่อศิลปิน

 

จะเห็นได้ว่า ถ้าเป็นภาษาอังกฤษ การแสดงผลจะปกติ

แต่พอเบียร์ลองดูข้อมูลเพลงภาษาไทยเพลงหนึ่ง การแสดงผลกลับกลายเป็นภาษาต่างด้าวแทนซะงั้น!!

 

3. AUX

โหมดนี้สำหรับการต่ออุปกรณ์ต่อพ่วง เช่น โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ที่มีรูหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 ม.ม.

ถ้าต้องการเล่นโหมดนี้ คุณต้องมีสายเชื่อมต่อกันก่อนนะครับ

เบียร์เองไปสอยสายนี้มาได้ในส่วนคลองถม ห้างซีคอน ความยาว 1 เมตร ราคา 40 บาท

 

โดยเราสามารถเลือกความยาวของสายได้นะครับ โดยดูคร่าวๆ ว่าเราจะวางอุปกรณ์ไว้ที่ไหน จะเลือกยาว ๆ เผื่อคนข้างหลังก็แล้วแต่ศรัทธานะครับ

หน้าตาหัวต่อจะเหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง

 

โดยปลายข้างหนึ่งจะมาเสียบที่รูนี้

 

เสียบเข้าไปเลยแบบนี้

 

แล้วเราก็เลือกโหมด AUX ด้วยการกดปุ่ม AUX ด้านบนวิทยุอีกทีครับ

 

หลังจากนั้นก็เสียบปลายอีกข้างเข้ากับมือถือหรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่เรามี โดยเบียร์ทดลองเสียบกับ iPhone ของเบียร์ทันที

 

เบียร์ลองเลือกเพลง Somewhere over the rainbow มาฟัง เพราะในเวลาที่ทดลองนั้น เบียร์จอดเจ้า Almera อยู่แถวทะเลพอดี ก็ได้ความรู้สึกผ่อนคลาย สบายอารมณ์ขึ้นมาก

 

ลองฟังกันดูครับ

 

ซึ่งการใช้โหมด AUX นี้ คุณต้องควบคุมการเล่นเพลงทั้งหมดผ่านอุปกรณ์นั้น ๆ นะครับ ไม่ว่าจะเลือกเพลง เปลี่ยนเพลง หรือหยุดเพลง

 

วิทยุจะไม่สามารถควบคุมเพลงได้เลย ยกเว้นการปรับเสียงเท่านั้น

ยิ่งถ้าเราซื้อสายต่อขนาดยาวหน่อย ก็ให้เพื่อนที่นั่งข้างหลังควบคุมเพลงให้ได้เลยแบบนี้

 

และอย่างที่เบียร์เคยบอกใน รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 5 “สำรวจเบาะหลัง แล้วลองนั่งแบบผู้บริหาร”ว่าเรามีช่องวางแก้วที่สามารถใช้วางมือถือที่ต่อสาย AUX ไว้ด้านหลังอย่างสบาย ๆ

 

ปุ่มอื่น ๆ

คราวนี้ลองมาดูปุ่มอื่น ๆ ที่จำเป็นสำหรับการฟังวิทยุในรถกันครับ

 

ปุ่มปิดเสียง

จะเป็นปุ่มที่อยู่ด้านซ้ายของช่องใส่แผ่น และอยู่เหนือปุ่ม DISP เอาไว้เวลาปิดเสียงชั่วคราวครับ ภาษาอังกฤษเรียกว่า Mute ส่วนภาษาไทยอ่านว่า หมูเต๊ะ ครับ จะได้จำง่ายดี (เอาไว้จำเล่น ๆ นะครับ อย่าไปใช้จริง ผิดหลักภาษาอังกฤษครับ)

ในโหมดวิทยุทั้ง FM AM เมื่อเรากดปุ่ม “หมูเต๊ะ”แล้ว มันจะขึ้นว่า Mute ก็คือเงียบเสียงครับ

แต่ถ้าเราฟัง CD อยู่ ปุ่ม “หมูเต๊ะ”นี้ จะกลายเป็นปุ่ม Pause หรือหยุดเล่นเพลงชั่วคราวแทนครับ

———————

ปุ่ม Eject

จากซ้าย ย้ายมาขวาของช่องใส่แผ่น CD เราจะเห็นปุ่ม Eject (รูปลูกศรชี้ขึ้น) หรือปุ่มที่กดเอาแผ่น CD ออกจากเครื่องนั่นเองครับ ซึ่งเบียร์ได้บอกวิธีใช้ไปในโหมด CD เรียบร้อยแล้ว

———————

ปุ่ม Menu

ถัดลงมาจากปุ่ม Eject ก็จะเป็นปุ่มใหญ่ ๆ อยู่ข้างขวาของจอแสดงผล อ่านชัดเจนเลยว่า Menu

ปุ่มนี้เอาไว้ตั้งค่าเครื่องเสียงครับ โดยการกดปุ่ม MENU นี้ไปทีละครั้ง มันก็จะไล่ไปตามเมนูต่าง ๆ ดังนี้

1. Bass
2. Treble
3. Fader
4. Balance
5. Beep
6. Clock

ปุ่ม Bass กับ Treble ก็ตามคอเพลงเลยครับ จะปรับเบส ปรับอะไรก็ปรับกันไป ด้วยการกดปุ่ม SEEK TRACK FILE หรือ ปุ่ม TUNE FF-REW FOLDER ก็ได้ กดขึ้นหรือลง ให้เสียงทุ้มมาก ทุ้มน้อยตามใจชอบเลยครับ

ปุ่ม Fader คือ การปรับเสียงที่ออกลำโพงว่าจะให้มาลำโพงหน้า หรือลำโพงหลังมากน้อยแค่ไหน ด้วยการกดปุ่ม SEEK TRACK FILE หรือ ปุ่ม TUNE FF-REW FOLDER ขึ้นหรือลงเช่นกัน

ซึ่งปุ่มนี้ เบียร์มักจะใช้เวลามีผู้ใหญ่นั่งรถมาด้วย เบียร์ก็จะปรับให้เสียงออกลำโพงคู่ด้านหน้าอย่างเดียว ไม่รบกวนหูผู้ใหญ่ที่นั่งอยู่ด้านหลัง

ปุ่ม Balance คือการปรับเสียงให้ออกลำโพงซ้ายหรือขวามากกว่ากัน ก็ใช้ปุ่ม SEEK TRACK FILE หรือ ปุ่ม TUNE FF-REW FOLDER ปรับขึ้นหรือลงได้ตามอำเภอใจเลย

ปุ่มนี้เบียร์จะใช้เวลาคนนั่งข้าง ๆ หลับ เราก็ไม่อยากรบกวนโสตประสาทเค้า ด้วยการเลือกให้เสียงเพลงออกจากลำโพงขวา ฝั่งคนขับเพียงอย่างเดียว

ส่วนปุ่ม BEEP ก็สามารถเลือกเพียง On หรือ Off คือ จะปิดเสียง Beep เตือนไหมเท่านั้น ไม่ได้สำคัญอะไรมากมาย

ปุ่มสุดท้าย คือ Clock นั่นคือ เวลาที่วิทยุ

ถ้าเรากดให้มัน Off มันก็จะไม่โชว์เวลาที่หน้าจอ รวมถึง ไม่สามารถตั้งเวลาได้

 

แต่ถ้าเรากดให้มัน On เมื่อเรากดปุ่ม Menu อีกครั้งหนึ่ง เราก็จะสามารถตั้งเวลาได้ ด้วยการกดปุ่ม SEEK TRACK FILE ขึ้นหรือลงสำหรับเวลาที่เป็น “ชั่วโมง”

และกดปุ่ม TUNE FF-REW FOLDER ขึ้นหรือลง สำหรับเวลาที่เป็น“นาที”

พอตั้งเสร็จแล้ว ก็จะมีเวลามาแสดงให้ดูที่หน้าจอแบบนี้

 

ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัย

เอกสิทธิ์เฉพาะผู้ใช้ Almera รุ่น V และ VL จะได้ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยมาให้ด้วยนะครับ

 

โดยยามค่ำคืน ปุ่มนี้จะมีไฟสีส้มเรืองแสงที่ปุ่ม ทำให้มองเห็นปุ่มชัดเจน ไม่ต้องคลำเอา

 

จุดนี้ขอชมนิสสันเลยนะครับ ว่าเป็นการเอาใจใส่ที่ดี เพราะรถ SUV ป้ายแดงราคาล้านครึ่งอีกยี่ห้อหนึ่ง ที่เพิ่งออกมาใหม่ที่บ้านนั้น ยังไม่มีไฟที่ปุ่มให้เลยในยามค่ำคืน เวลาเบียร์ขับเจ้า SUV คันนี้ ต้องคลำเอา!!!

ทีนี้มาดูกันครับ ว่าแต่ละปุ่ม ใช้งานกันอย่างไร?

 

ปุ่ม SOURCE

ปุ่มนี้นอกจากใช้สั่งเปิดวิทยุ เวลาที่เครื่องปิดอยู่ได้แล้ว ยังใช้เวลาเปลี่ยนโหมด 3 โหมดหลักได้ด้วยครับ นั่นคือ FM – CD – AUX กดสลับกันได้อย่างสะดวก ไม่ต้องเอื้อมมือและละสายตาไปกดที่วิทยุครับ ยกเว้นเพื่อน ๆ ไม่มีสาย AUX เสียบอยู่ ก็จะสลับแค่ FM และ CD เท่านั้นครับ

ปุ่ม + และ ปุ่ม –

ปุ่มวงกลมสีเงินขนาดใหญ่นี้ มีให้เพิ่มและลดเสียง อยากดัง อยากเบา ก็กด + หรือ – ได้ง่าย ๆ เลยครับ

ปุ่ม SEEK TRACK FILE

ปุ่มลูกศรชี้ไปทางซ้าย และขวานี้ทำหน้าที่แทนปุ่ม SEEK TRACK FILE ที่เบียร์แนะนำการใช้ไปตั้งแต่ข้างต้นนั่นแหล่ะครับ หลัก ๆ สำหรับโหมด CD เราก็เอาไว้เปลี่ยนเพลงไปข้างหน้า หรือถอยหลังนั่นแหล่ะ

แต่ถ้าเราอยู่ในโหมด FM-AM นั้น เราสามารถกดปุ่มนี้ได้ใน 2 รูปแบบ

1. เปลี่ยนคลื่นที่บันทึก (เมม)ไว้

ใช้ในกรณีที่เพื่อน ๆ ทำตามขั้นตอนการบันทึกเรียบร้อยแล้ว เราก็กดปุ่มขวาเพื่อเลือกสถานีที่เราบันทึกไว้ถัดไป และกดปุ่มซ้ายเพื่อย้อนกลับมา ไม่ต้องไปกดเลข 1 – 6 ที่วิทยุให้เสียสมาธิการขับขี่ครับ

2. หาคลื่นที่ชัดอัตโนมัติ

ให้เพื่อน ๆ กดปุ่มซ้ายหรือขวาค้างไว้ วิทยุจะวิ่งหาคลื่นถัดไปที่ฟังชัดที่สุดในเวลานั้นมาให้เราฟังทันที จะให้เลขวิ่งไปข้างหน้าหรือถอยหลังก็กดซ้ายหรือขวาได้ตามอำเภอใจเช่นเดียวกันครับ

ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงนี้ ถือว่าเป็นความสะดวกและความปลอดภัยในการขับขี่จริง ๆ ครับ เพราะผู้ขับไม่ต้องละสายตาและมือมาที่วิทยุแต่อย่างใด ก็สามารถควบคุมเสียงและเพลงได้ที่ปลายนิ้ว

ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ใช้ Almera รุ่นอื่น ๆ ถ้าอยากมีปุ่มควบคุมเครื่องเสียงแบบนี้ ต้องเปลี่ยนพวงมาลัยใหม่ด้วยนะครับ เพราะพวงมาลัยเดิมไม่รองรับการติดตั้งปุ่มควบคุมเครื่องเสียงครับ

——————-

คุณภาพเสียง?

สำหรับเบียร์ซึ่งไม่ได้มีหูเทพ และไม่ได้ซีเรียสที่ต้องฟังเพลงจากเครื่องเสียงชั้นดี ถือว่าโอเคเลยครับ เสียงเพราะในระดับการใช้งานปกติ ทั้งซีดี วิทยุ และ AUX เบียร์ก็ถือว่าพอใจเลยทีเดียวละ

แต่ถ้าคุณเป็นนักฟังเพลงขั้นเทพหรือชอบเล่นเครื่องเสียงแล้วละก็ คุณภาพมันคงไม่เหมาะสมกับคุณแน่ ๆ ครับ ดังนั้น ก็หาเปลี่ยนกันตามใจชอบนะครับ

 

สำหรับเรื่องวิทยุ ก็คงขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ

ในตอนหน้า เบียร์จะพาเพื่อน ๆ มาตรวจสอบครั้งสุดท้ายก่อนขับจริง เข้าไปดูกันได้เลยครับที่ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 12 ““เปิดฝากระโปรงหน้า หาเลขตัวถัง เปิดฝากระโปรงหลัง หายางอะไหล่”

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *