รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 10 “ว้าวว อัลเมร่า รุ่น ES – V – VL มีแอร์อัตโนมัติด้วย”

จากแอร์มือบิดของตระกูล S และ E คราวนี้เรามาดูแอร์อัตโนมัติ หรือ แอร์ออโต้ของรุ่น ES V และ VL กันต่อเลยนะครับ

 

ซึ่งนิสสันเองได้ทำ surprise วงการรถยนต์ด้วยการนำแอร์อัตโนมัติที่ปกติจะมีในรถราคาแพง มาใส่ไว้ในรถ Eco car ที่ราคาสบายกระเป๋า ตั้งแต่อีโคคาร์คันแรกของเมืองไทยอย่าง Nissan March รวมถึงอีโคคาร์ ซีดานคันแรกของเมืองไทยอย่าง Nissan Almera มาเรียบร้อยแล้ว

 

ซึ่งเจ้าแอร์ทรงกลมสีเงินตัวนี้ ก็ยกมาจากรุ่นพี่ที่จอดอยู่ด้านหน้าอย่าง Nissan Cube นั่นเอง

 

โดยทาง Nissan ก็ได้ออกโฆษณาเจ้า March มาชุดนึง ที่เน้นย้ำถึงแอร์อัตโนมัติตัวนี้

 

ซึ่งส่วนตัวเบียร์ว่าแอร์ทรงกลมตัวนี้เหมาะมากที่จะอยู่ในรถน่ารัก ๆ อย่าง Nissan March และ Nissan Cube แต่อาจจะดูขัด ๆ ตาไปบ้าง เมื่อมาอยู่ใน Nissan Almera

แถมยังฝังตัวแน่นอยู่ถึง 3 รุ่น ทั้ง ES CVT , V CVT และ VL CVT ผิดจาก Nissan March ที่ได้แอร์ตัวนี้ไปใช้เพียง 2 รุ่นบนเท่านั้น คือ V CVT และ VL CVT

 

ซึ่งจะว่าไป แอร์ตัวนี้มันก็ดูเหมือนไข่ดาวนะครับเนี่ย ดังนั้น เบียร์ชวนเพื่อน ๆ มาเจาะไข่แดงกันเลยดีกว่า ว่าไข่แดงใบนี้จะมีดีอย่างไรบ้าง?

 

โดยตรงไข่แดง เอ๊ย ตรงกลางจะเป็นหน้าจอบอกสถานะของแอร์ครับ มีทั้งบอกระดับความแรง บอกอุณหภูมิ บอกทิศทางลม และบอกโหมดการใช้งานอีกด้วย

จากนั้น ลองย้ายสายตามาด้านซ้ายสุดของจอ จะพบ 3 ปุ่มนี้ครับ

 

โดยปุ่มบนมีรูปพัดลมและเครื่องหมาย + สำหรับการเพิ่มแรงลมครับ

ถัดลงมา เป็นปุ่ม OFF ก็ตรงตัวเลย คือ การปิดแอร์ หยุดการทำงานทั้งหมด

มองลงมาอีกปุ่มนึง เป็นรูปพัดลมและเครื่องหมาย – สำหรับการลดแรงลมนั่นเองครับ

มามะ เราลองมากดกันดูครับ

เริ่มที่ลองกดปุ่มบนสุดก่อนเลย

 

เมื่อเบียร์กด 1 ที พัดลมก็จะแรงขึ้น 1 ระดับ โดยสามารถกดได้ถึง 7 ระดับครับ และเมื่อกดจนครบ 7 ระดับแล้ว หน้าจอก็จะแสดงขีดระดับขึ้นมาเต็ม Max แบบนี้

 

โดยเพื่อน ๆ จะเห็นคำว่า Manual ห้อยท้ายอยู่ด้วย เป็นการแสดงว่า เรากำลัง “ปรับแอร์เอง” ด้วยการเลือกระดับพัดลมด้วยตัวเองนั่นแหล่ะครับ

และเมื่อเบียร์ลองกดปุ่มล่างสุด หรือ ปุ่ม – ก็จะลดความแรงของพัดลมลงมาทีละระดับเช่นเดียวกัน พอกดลงจนสุด หน้าจอก็จะแสดงแบบนี้ครับ

 

และเมื่อเบียร์กดปุ่มตรงกลาง หรือ OFF พัดลมก็จะหยุดทำงาน และหน้าจอก็จะดับลงไปแบบนี้ครับ

 

ต่อมา เบียร์ขอพาเพื่อน ๆ วนดูปุ่มรอบไข่แดงแบบทวนเข็มนาฬิกานะครับ นั่นก็หมายถึงเบียร์ต้องไล่ลงมาเรื่อย ๆ แล้ววนซ้ายกลับขึ้นไปครับ

โดยปุ่มต่อไปก็คือ MODE ครับ

 

สำหรับปุ่มนี้ก็ใช้สำหรับ “ควบคุมทิศทางลม” ครับ

ลองมากดกันดูครับ จะได้รู้แจ้งเห็นจริง

 

โดยใน Mode แรก จะเป็นรูปคนโดนชี้หน้าอยู่ หมายความว่า ลมจะออกมาที่หน้าอย่างเดียว หรือออกมาจากช่องแอร์ทั้ง 4 ช่องบนคอนโซลนั่นแหล่ะครับ

 

เมื่อเบียร์กดปุ่ม MODE อีก 1 ที ก็จะเปลี่ยนเป็นแบบนี้

 

ในภาพ เราโดนชี้ทั้งหน้า ทั้งเท้า นั่นคือ ลมจะออกมาที่ 4 ช่องปกติบนคอนโซล และ ออกมาที่เท้าเราด้วย ซึ่งลมที่ออกมาจะแบ่งกัน 50:50 นะครับ ดังนั้น ลมที่หน้า หรือ 4 ช่องด้านบน จะออกน้อยกว่าปกติ เพราะต้องไปแบ่งแรงลมให้ที่เท้าครับ

เบียร์ลองกดปุ่ม MODE อีก 1 ที ก็จะพบกับภาพนี้

 

ในภาพ คนจะถูกชี้ที่เท้าอย่างเดียว ก็แปลว่าจะมีลมออกมาเฉพาะที่เท้าครับ ด้านบนจะไม่มีออกมาแม้แต่นิดเดียว

และเมื่อเบียร์กดปุ่ม MODE อีก 1 ทีก็จะพบภาพนี้ครับ

 

หน้าจอก็จะเปลี่ยนเป็นรูปลูกศรชี้ที่เท้าและมีสัญลักษณ์คล้ายปุ่มไล่ฝ้าพ่วงติดมาด้วย ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงลมจะถูกเป่าออกมาที่เท้า และออกทางช่องลมที่กระจกหน้าครับ

ซึ่งช่องลมกระจกหน้าก็คือช่องยาว ๆ ทั้งซ้ายและขวาบนคอนโซล บริเวณใกล้ ๆ กระจกหน้ารถนั่นแหล่ะครับ

 

จากปุ่ม MODE ไล่สายตาทวนเข็มนาฬิกามาทางขวาอีกนิด ก็จะเจอกับ 2 ปุ่มนี้ครับ

 

ซึ่งตรงนี้คือ การตั้งค่าการไหลเวียนของอากาศครับ

โดยปุ่มซ้าย เป็นรูป “U-Turn” ในรถ ก็แปลกันได้ง่าย ๆ ว่า อากาศที่ออกมาจากช่องแอร์ที่เรากำหนดจากปุ่ม MODE จะวนเวียนอยู่แต่ในรถเท่านั้น

และอย่างที่เบียร์บอกไปในรีวิวตอนที่ 9 “เปิดแอร์ของอัลเมร่า รุ่น S – E กันเถอะ” ว่าเมื่อเรากดปุ่มนี้ ระบบแอร์ในรถจะแอบติดป้ายเล็ก ๆ ที่ช่องรับลม โดยที่พวกเราไม่มีโอกาสเห็นว่า “ลมภายนอก ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต”

ส่วนปุ่มขวา จะมีรูปลูกศรวิ่งทะลุรถยนต์เข้ามาข้างใน นั่นหมายความว่า เราจะให้อากาศจากภายนอกรถเข้ามาป้วนเปี้ยน วนเวียนในรถเราครับ

 

แต่เบียร์จะบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เลือกใช้โหมดนี้ มันไม่ได้มาแค่ลมนะครับ แต่มันพาสารพัด “กลิ่น” มาด้วย ไม่ว่าจะกลิ่นควัน กลิ่นขยะ หรือแม้แต่กลิ่นตดจากคนที่เดินอยู่แถวนั้น พามาวิ่งพล่านเข้ารูจมูกซ้าย ออกรูจมูกขวาของเราอย่างสนุกสนาน โดยที่เราไม่ได้ enjoy กับพวกมันด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ นึกอยากรับลมจากภายนอกสบาย ๆ ต้องมั่นใจก่อนนะครับว่า ณ ถนนเส้นนั้นมีอากาศที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ๆ ไม่งั้นจะได้สบถออกมาว่า “เซ็งเป็ด เห็ดสด!!” แล้วกดปิดรับอากาศภายนอกทันที!!!

ซึ่งเราต้องการให้อากาศไหลเวียนแบบไหน ก็กดปุ่มเลือกได้ตามใจชอบเลยครับ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ขี้-ไม่-ออก เอ๊ย คิดไม่ออกก็ต้องใช้บริการระบบอัตโนมัติด้วยการกดปุ่มใดปุ่มหนึ่งค้างไว้ จนไฟสีส้มทั้ง 2 ปุ่มกระพริบเอง 2 ครั้ง จะเป็นการให้แอร์มันขี้-แทน-เรา เอ๊ย คิดแทนเรา ว่าในสภาวะแบบนั้น ควรจะดึงดันอากาศเข้ามาดีหรือไม่?

ซึ่งเมื่อแอร์ขี้-ออก-แล้ว เอ๊ย คิดออกแล้ว แอร์ก็จะเลือกเองครับว่าจะอยู่ข้างซ้ายหรือข้างขวา

 

ยังไงต้องขออภัยกับศัพท์ด้านบนด้วยครับ ช่วงนี้ไปไหนก็เจอแต่คนพม่า จะกินข้าว จะซื้อของเจอแต่เด็กพม่ามารับ order เต็มไปหมด และจะว่าไป เด็กรับใช้ที่บ้านเบียร์ก็ดันเป็นพม่าซะอีก จนอดนึกไม่ได้ว่าตัวเองอยู่ประเทศไหนกันแน่

——————-

จากเด็กพม่า เรามาไล่สายตาดูกันต่อครับ ก็พบกับปุ่มนี้ ปุ่ม A/C นั่นเอง

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คนไหนได้อ่านรีวิวตอนที่ 9 “เปิดแอร์ของอัลเมร่า รุ่น S – E กันเถอะ” มาก่อนหน้านี้แล้ว ก็คงจะรู้ข้อมูลกันไปหมดแล้ว แต่หลายคนที่ไม่ได้สนใจแอร์มือบิด แล้วนั่งรออ่านเรื่องแอร์ออโต้อย่างเดียว ก็อาจจะพลาดข้อมูลไปได้ ดังนั้น เบียร์จึงต้อง re-run ซ้ำให้อีกรอบนะครับ

โดย A/C เนี่ย มันย่อมาจาก Air Compressor ครับ ซึ่งเจ้าคอมเพลสเซอร์แอร์นี้ มีความสำคัญมากกับระบบแอร์ในรถยนต์เราเลยนะครับ เพราะแอร์จะเย็นไม่เย็น ก็มาจากคอมเพรซเซอร์แอร์ หรือ ที่บ้านเราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “คอมแอร์” นั่นแหล่ะ

ซึ่งปุ่มนี้คือการเปิด-ปิดคอมแอร์ครับ ถ้าเรากดเปิดให้มีไฟสีส้มสว่างขึ้น คอมแอร์จะทำงานด้วยการส่งความเย็นฉ่ำมาให้เรารู้สึกสบายเมื่อนั่งอยู่ในรถ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่มนี้อีกครั้ง ไฟจะดับลง คอมแอร์ก็จะตอกบัตรออกจากการทำงาน ลมที่ออกจากช่องแอร์ทั้ง 4 ช่องก็จะมีเพียงแค่ลม ไม่มีไอความเย็นออกมาด้วย

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ สังเกตดู เวลาเราเปิดคอมแอร์ รอบเครื่องยนต์ที่เรือนไมล์จะตกลงเล็กน้อย ด้วยกำลังฉุดจากคอมแอร์เวลาเริ่มทำงาน ที่คอมแอร์จะใช้พลังงานค่อนข้างมาก

 

และเมื่อเพื่อน ๆ ลองปิดคอมแอร์ แล้ววิ่งดู จะรู้สึกว่า รถเราจะออกตัวได้ดี วิ่งฉิว ตัวปลิว นั่นเป็นเพราะไม่มีคอมแอร์มาฉุดกำลังเครื่องยนต์ไปใช้นั่นเองครับ

 

จาก A/C เรามองไล่วนขึ้นไป ก็จะเจอกับ 3 ปุ่มนี้ครับ

 

โดยปุ่มล่างสุดเป็นรูปสามเหลี่ยมสีน้ำเงินชี้ลง ก็คือ ปุ่มลดอุณหภูมิให้ต่ำลงครับ

ส่วนปุ่มบนสุด รูปสามเหลี่ยมสีแดงชี้ขึ้น ก็คือ ปุ่มเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นครับ

โดยทั้ง 2 ปุ่มจะกดเพิ่มได้ทีละ 1 องศาครับ

ส่วนปุ่มตรงกลาง คือปุ่ม AUTO ปุ่มนี้ก็ตรงตัวเลย คือ การเปิดแอร์ในระบบอัตโนมัติ ให้แอร์ปรับความเร็วลมด้วยตัวมันเอง

 

นั่นหมายความว่า ถ้าเราอยู่ในโหมด Auto ความแรงของพัดลมจะปรับขึ้นหรือลงตามอุณหภูมิที่เราตั้งไว้ในขณะนั้น เช่น ถ้าเราเพิ่งขึ้นรถมาท่ามกลางอากาศที่ร้อน และตั้งอุณหภูมิไว้ต่ำ ความเร็วลมจะพุ่งไปถึงขีดแรงสุด เพื่อขับความเย็นมาให้เราสบายอย่างรวดเร็ว และสักพักเมื่ออากาศเริ่มเย็นสบายอยู่ตัวแล้ว ความแรงของลมก็จะลงมาเองเรื่อย ๆ โดยที่เราไม่ต้องไปยุ่งกับมันเลย เรามีหน้าที่ขับรถอย่างเดียว

แต่มีเพียงสิ่งเดียวที่เราต้องยุ่ง คือ อุณหภูมิ ถ้าต้องการความเย็นมาก ๆ ก็กดปุ่มสีน้ำเงินลงไปจนพอใจ หรือถ้าหนาวไป ก็กดปุ่มสีแดงขึ้นมา เพื่อลดความเย็นลง

โดยแอร์อัตโนมัติ จะผูกสัมพันธ์อยู่กับอุณหภูมิภายนอกรถด้วยนะครับ โดยรุ่น V และ VL จะได้เปรียบกว่ารุ่น ES เพราะทั้ง 2 รุ่นบน จะมีจออัจฉริยะไว้บอกค่าอุณหภูมิภายนอกรถไว้ดูประกอบด้วย

 

ดังนั้น แอร์อัตโนมัติจะทำงานแตกต่างกันในแต่ละอุณหภูมินะครับ สมมติว่าเพื่อน ๆ ขับ Almera ไปเที่ยวภาคเหนือที่อากาศหนาวพอดี ๆ สัก 20 องศา แล้วเพื่อน ๆ เกิดตั้งอุณหภูมิแอร์ไว้เหมือนเดิมคือ 25 องศา แอร์ในรถจะไม่มีความเย็นออกมาเลยนะครับ แถมยังจะออกอุ่น ๆ ร้อน ๆ ด้วยซ้ำ เพราะแอร์จะเข้าใจว่า เพื่อน ๆ หนาว และต้องการไออุ่น ถึงปรับอุณหภูมิสูงกว่าอากาศภายนอกแบบนี้

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ยังต้องการความเย็นจากแอร์ออโต้ ควรต้องปรับอุณหภูมิแอร์ให้ต่ำกว่าอุณหภูมิภายนอกนะครับ แอร์ถึงจะเย็นครับ

เบียร์ลองกดปุ่มสีน้ำเงินเพื่อท้าความหนาวลงมาจนสุด ก็จะพบว่า เราสามารถกดอุณหภูมิได้หนาวสุดที่ 18 องศาครับ

 

และเมื่อเบียร์กดปุ่มสีแดงขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึง 29 องศา หน้าจอก็มีการเปลี่ยนทิศทางลมเอง โดยไปแบ่งลมออกทางช่องเท้าเพิ่มด้วย

 

ซึ่งตรงจุดนี้ แอร์จะคำนวณเทียบกับอุณหภูมิภายนอกครับ เพราะแอร์เริ่มมองว่า เราปรับอุณหภูมิให้มันร้อนเกินไป ก็จะแบ่งลมไปออกที่เท้าแทนครับ

และเมื่อกดจนสุดแล้ว ก็จะได้อุณหภูมิร้อนสุดที่ 32 องศา พร้อมทิศทางแอร์ที่มุ่งลงสู่เท้าอย่างเดียว เพื่อทำความร้อนแทนความเย็นครับ

 

แต่ในการใช้งานปกติ เราตั้งไว้ที่ 25 องศาเหมือนแอร์บ้าน ก็ดูจะเป็นอุณหภูมิกลาง ๆ ที่เหมาะสมและประหยัดน้ำมันแล้วครับ แล้วค่อยเพิ่มหรือลดลงตามสถานการณ์และความขี้ร้อน ขี้หนาวของแต่ละคนครับ

 

เสร็จแล้ว มาดูปุ่มถัดมาครับ

 

ถ้าเพื่อน ๆ ที่อ่านรีวิวตอนที่ 9 “เปิดแอร์ของอัลเมร่า รุ่น S – E กันเถอะ” ก็จะทราบดีว่า ปุ่มนี้คือปุ่ม “ไล่ฝ้า” ซึ่งคำว่า REAR ก็แปลว่า “หลัง” นั่นคือ “ไล่ฝ้ากระจกหลัง” นั่นเองครับ

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ เข้าไปดูที่กระจกหลังใกล้ ๆ จะเจอเส้นสีส้ม ๆ วางขวางในแนวนอน เรียงรายคู่ขนานลงมาเต็มกระจกบานหลัง ซึ่งเส้น ๆ พวกนี้ คือ เส้นไล่ฝ้านั่นแหล่ะครับ มันจะทำงานเมื่อเพื่อน ๆ กดปุ่ม “ไล่ฝ้า” นั่นเอง

แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหน ไม่รู้จักฝ้าบนใบหน้า เอ๊ย ฝ้าที่กระจกหลัง แล้วสงสัยว่าอาการแบบไหนที่เรียกว่า “ฝ้าขึ้น” ก็ให้มองไปที่กระจกหลัง แล้วดูว่า มีไอเกาะที่กระจกจนทำให้เรามองทัศนวิสัยด้านหลังไม่เห็น เราก็กดปุ่มไล่ฝ้าหลังนี้ให้ไฟสีส้มสว่างขึ้นมา

 

โดยปุ่มนี้ สามารถใช้งานได้ แม้ไม่เปิดแอร์นะครับ เพราะการทำงานแยกออกจากกันครับ

หรือถ้าเปิดแอร์อยู่ แอร์ก็ยังทำงานตามปกตินั่นเองครับ

 

จากนั้นก็รอสักพักจนกว่าฝ้าจะถูกขับไล่ออกไปจากกระจกหลังของรถเรา เราก็กดปุ่มไล่ฝ้าอีก 1 ทีเพื่อให้ไฟสีส้มหายไป เป็นการปิดการทำงานของไล่ฝ้าครับ

ซึ่งเจ้าไล่ฝ้านี้จะมีการทำงานนานสุดที่ 15 นาทีนะครับ นั่นหมายความว่า ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่มไล่ฝ้าทิ้งไว้ แล้วไม่ได้ปิด หรือมัวแต่ขับรถเพลิน ไล่ฝ้าจะปิดการทำงานเองใน 15 นาทีครับ

จุดนี้ถือเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกระจกหลังครับ เพราะเมื่อไล่ฝ้าทำงานโดยปล่อยความร้อนออกมา ลองคิดดูสิครับ ถ้าไล่ฝ้าไม่หยุดทำงาน ความร้อนที่เพิ่มขึ้นสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้กระจกเป็นยังไง?

ถ้านึกไม่ออกมาดูภาพกันครับ

 

ภาพนี้คือภาพรถคันเก่าของเบียร์เอง ซึ่งระบบไล่ฝ้าไม่ตัดการทำงาน ทำให้กระจกบานหลังแตกหมดทั้งบาน วันนั้นเล่นเอาสะดุ้งกันทั้งบ้าน เพราะเสียงดังสนั่นลั่นโรงรถ สะเทือนเข้าไปในตัวบ้าน ผลก็คือ เงินเบียร์หายไปทันที 4,500 บาท กับการต้องเปลี่ยนกระจกใหม่ เพราะรถคันนี้ไม่มีประกันชั้น 1

จบจากไล่ฝ้าหลัง วนซ้ายขึ้นมาที่ปุ่มสุดท้าย ปุ่มนี้ครับ

 

โดยเพื่อน ๆ จะเห็นเป็นรูปไล่ฝ้า และมีคำว่า FRONT กำกับอยู่ นั่นก็คือ ลมจะออกที่ช่องลมกระจกหน้าเท่านั้นครับ โดยการทำงานหลักของมันก็เพื่อไล่ฝ้าที่ใบหน้า เอ๊ย ที่กระจกหน้าของรถเพื่อน ๆ ครับ

ส่วนวิธีการไล่ฝ้ากระจกหน้านั้น ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนที่เบียร์ขับรถคันเก่า ราว 15 ปีที่แล้ว เบียร์ก็เอาผ้ามาเช็ดกระจกหน้าภายในรถครับ ซึ่งก็เหนื่อยและยุ่งยากหน่อยกว่าจะออกตัวได้

แต่ในเมื่อเราอยู่ในยุคนี้ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าแล้วก็ไม่ต้องไปเช็ดให้วุ่นวายครับ เริ่มด้วยการกดปุ่มนี้แหล่ะ

 

หน้าจอก็จะแสดงรูปไล่ฝ้าตรงหน้าคนครับ

 

และระบบหมุนเวียนอากาศภายในรถจะถูกเปลี่ยนเป็นการดึงอากาศจากภายนอกมาช่วยครับ

 

ต่อจากนั้น เราควรกดเพิ่มแรงลมให้มากที่สุด และปรับอุณหภูมิให้ร้อนที่สุด จะช่วยในการไล่ฝ้าออกจากกระจกหน้าอย่างรวดเร็วครับ

 

เพียงเท่านี้ เพื่อน ๆ ก็จะได้เห็นกระจกหน้าบานใส ไร้ฝ้าและริ้วรอยแก่ก่อนวัยแล้วละครับ

และเมื่อได้หน้าใส วัยทีนกลับมา ก็กดปุ่มไล่ฝ้าหน้าอีกครั้งให้ไฟสีส้มที่ปุ่มดับลง เพื่อปิดการทำงานครับ

————————–

การใช้แอร์ในชีวิตประจำวัน

สำหรับแอร์ออโต้นี้ มันง่ายมากครับ กับการใช้งาน

เพราะเมื่อสตาร์ทรถเสร็จแล้ว เรากดปุ่ม Auto แค่ครั้งเดียว เราก็ไม่ต้องไปทำอะไรอีกแล้ว

ยกเว้นแค่หนาวไป ก็เพิ่มอุณหภูมิให้มากขึ้น หรือถ้าเกิดร้อนไป ก็ลดอุณหภูมิให้ต่ำลง

เท่านี้ก็วิ่งไปไหนต่อไหน สบาย ๆ แล้วครับ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหน เกิดไม่พอใจการทำงานของแอร์ออโต้ เช่น เป่าได้ไม่แรงดังใจ

ก็จัดการเพิ่มแรงลมขึ้นมาได้เองเลยครับ หรือในทางกลับกัน ถ้าแอร์เป่าแรงไป ก็ลดแรงลมลง ซึ่งแอร์ก็จะยกเลิกโหมดอัตโนมัติ และพาเพื่อน ๆ เข้าสู่โหมดธรรมดา หรือ Manual แทน

 

และเมื่อถึงจุดหมาย จะปิดแอร์ก็กด OFF แอร์ก็หยุดการทำงานทันทีครับ

ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ?

ซึ่งเพื่อน ๆ จะเห็นได้ว่า แอร์ตัวนี้ จะใช้งานในแบบออโต้ หรือแบบธรรมดา ก็เลือกได้ตามใจชอบ ดังนั้น แอร์อัตโนมัติตัวนี้ เปรียบเหมือนแอร์ 2 in 1 ครับ คุ้มค่ากับการใช้งานได้จริง ๆ

สำหรับการปรับช่องแอร์ทั้ง 4 และกรองแอร์ เบียร์คงไม่เขียนซ้ำแล้วนะครับ อยากให้เพื่อน ๆ ที่พลาดจากตอนที่ 9 ลองเข้าไปอ่านดูครับ ที่ รีวิวตอนที่ 9 “เปิดแอร์ของอัลเมร่า รุ่น S – E กันเถอะ”

————————-

เทคนิคการใช้แอร์

เคยไหมครับ ที่ขึ้นรถไป เปิดแอร์แล้วมีกลิ่นอับชื้น?

แทนที่จะนั่งสบาย ๆ มีความสุข กลับต้องนั่งทนไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

เพื่อป้องกันไม่ให้อารมณ์เสียยามเดินทาง เพื่อน ๆ ลองมาทำแบบนี้กันดูครับ

1. เวลาขับรถกลับบ้าน ก่อนถึงบ้าน หรือ ตอนจอดรถหน้าบ้านแล้วกำลังจะลงไปเปิดประตูรั้ว ให้กดปุ่ม A/C 1 ครั้ง เพื่อปิดระบบ หรือให้ไฟสีส้มดับ

2. จากนั้นให้กดปุ่มเพิ่มแรงลมให้มากที่สุด

หน้าจอจะออกมาเป็นแบบนี้ครับ

 

เสร็จแล้ว ให้ปล่อยไว้สักพัก ประมาณ 1 นาทีก็ได้ครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คนไหนต้องถอยรถเข้าบ้าน ก็ถอยไปก่อน พอจอดรถเรียบร้อย ก็กดปุ่ม OFF เพื่อปิดแอร์ แล้วดับเครื่อง ก็จบครับ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนจอดรถไว้นอกบ้าน หรือตามคอนโด เบียร์แนะนำให้เริ่มทำข้อ 1 ตั้งแต่ก่อนถึงจุดหมายสัก 1 กิโลเมตรครับ พอถึงที่หมาย จอดรถเสร็จก็ดับเครื่อง ลงรถได้เลย ไม่ต้องเสียเวลามานั่งรอครับ

ซึ่งการทำแบบนี้จะเป็นการไล่ความชื้นที่สะสมอยู่ในแอร์ออกนั่นเองครับ

และเมื่อตอนเช้า เรามาขับรถ สตาร์ทเครื่อง เปิดแอร์ด้วยปุ่ม AUTO แล้วขับรถออกไปสัก 100 – 200 เมตร ค่อยกดปุ่ม A/C ให้เปิดครับ ซึ่งตรงนี้ จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ได้ครับ

เพราะถ้าเราเปิด A/C ตั้งแต่สตาร์ทเครื่อง จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก เพราะเจอแรงฉุดจากคอมแอร์ครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้กดปิด A/C เอาไว้ สังเกตดูสิครับ ตอนเช้า ๆ พอเปิดแอร์ปุ๊ป จะมีเสียงกระหึ่มดังขึ้นมาจากด้านหน้ารถทันที ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะครับ ซึ่งคอมแอร์มันก็เหมือนคนนี่แหล่ะครับ มันกำลังหลับสบายในยามเช้า แต่เราดันไปปลุกมันมาทำงานซะนี่ มันก็จะร้อง “โว้ย” ออกมาอย่างหงุดหงิด แต่ก็ไม่อิดออดที่จะเริ่มทำงานตามหน้าที่ โดยการปล่อยความเย็นมาให้เรารู้สึกสบายในยามเดินทางไงละครับ

 

ซึ่งเบียร์อยากให้เพื่อน ๆ ได้นำเทคนิคนี้ไปใช้กัน เพื่อลดกลิ่นอับชื้น อันอาจจะทำให้เกิดแบคทีเรียตามมาทำลายสุขภาพของพวกเราด้วยนะครับ

ที่สำคัญยังเป็นการถนอมคอมแอร์ รวมถึงเครื่องยนต์ของรถเราให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นไปด้วยครับ

สำหรับเรื่องแอร์ก็คงจบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ และตอนหน้า เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ลองเปิดวิทยุ ฟังเพลง ฟังข่าวกันก่อนจะขับรถออกไปครับ

มาดูกันต่อได้เลยครับกับ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 11 “มาลองฟังเครื่องเสียงติดรถของนิสสัน อัลเมร่ากัน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *