รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 9 “เปิดแอร์ของอัลเมร่า รุ่น S – E กันเถอะ”

หลังจากนั่งเล่นอุปกรณ์อยู่ในรถมานานหลายตอน เบียร์ก็เริ่มร้อนแล้วละครับ

ก็แหงละ เครื่องยนต์ก็ไม่ได้ติดสักที แอร์ก็ไม่ได้เปิด ก็นั่งปาดเหงื่อไป รีวิวไป

งั้นตอนที่ 9 นี้ เบียร์ขอเปิดแอร์ก่อนเลยแล้วกันนะครับ

 

สำหรับ Nissan Almera รุ่น S MT , E MT และ E CVT จะได้แอร์ธรรมดาแบบมือบิดตามภาพนี้เลยนะครับ

 

ซึ่งแอร์ตัวนี้ จะเป็นแอร์ตัวเดียวกับ Nissan March ตระกูล S และ E เช่นกันครับ

เรามาดูกันเลยดีกว่าว่า แอร์แบบนี้ใช้งานกันอย่างไร เริ่มที่วงกลมแรกด้านบนสุด

 

สำหรับวงกลมนี้มีรูปพัดลมอยู่ พร้อมขีดบอกระดับ นั่นหมายถึงการ “ควบคุมระดับความแรงของพัดลม” ครับ

โดยเลข 0 ก็คือ การปิดแอร์ พัดลมก็จะไม่ทำงานครับ

ส่วน I ก็คือระดับความแรงของพัดลมที่จะเป่าออกมาจากช่องแอร์ เริ่มจากน้อยไปหามาก โดยมีให้เลือกเปิดกันถึง 4 ระดับ

โดยเราต้องการระดับความแรงของลมมากน้อยแค่ไหน ก็บิดวงกลมให้ขีดสีแดงที่อยู่บนวงกลมไปอยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการครับ และถ้าอยากปิด ก็บิดมาอยู่ที่ 0 นั่นเอง

———————-

และถ้าเพื่อน ๆ มองมาด้านขวามือของวงกลมควบคุมระดับความแรงของพัดลม จะพบปุ่มนี้ ที่เขียนว่า A/C ครับ

 

A/C ย่อมาจาก Air Compressor ซึ่งเจ้าคอมเพลสเซอร์แอร์นี้ มีความสำคัญมากกับระบบแอร์ในรถยนต์เราเลยนะครับ เพราะแอร์จะเย็นไม่เย็น ก็มาจากคอมเพรซเซอร์แอร์ หรือ ที่บ้านเราเรียกกันสั้น ๆ ว่า “คอมแอร์” นั่นแหล่ะ

ซึ่งปุ่มนี้คือการเปิด-ปิดคอมแอร์ครับ ถ้าเรากดเปิดให้มีไฟสีส้มสว่างขึ้น คอมแอร์จะทำงานด้วยการส่งความเย็นฉ่ำมาให้เรารู้สึกสบายเมื่อนั่งอยู่ในรถ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่มนี้อีกครั้ง ไฟจะดับลง คอมแอร์ก็จะตอกบัตรออกจากการทำงาน ลมที่ออกจากช่องแอร์ทั้ง 4 ช่องก็จะมีเพียงแค่ลม ไม่มีไอความเย็นออกมาด้วย

ถ้าเพื่อน ๆ ลองสังเกตดู เวลาเราเปิดคอมแอร์ รอบเครื่องยนต์ที่เรือนไมล์จะตกลงเล็กน้อย ด้วยกำลังฉุดจากคอมแอร์เวลาเริ่มทำงาน ที่คอมแอร์จะใช้พลังงานค่อนข้างมาก

 

และเมื่อเพื่อน ๆ ลองปิดคอมแอร์ แล้ววิ่งดู จะรู้สึกว่า รถเราจะออกตัวได้ดี วิ่งฉิว ตัวปลิว นั่นเป็นเพราะไม่มีคอมแอร์มาฉุดกำลังเครื่องยนต์ไปใช้นั่นเองครับ

 

ทีนี้มาดูปุ่มเล็ก ๆ ด้านซ้ายมือของวงกลมควบคุมระดับความแรงของพัดลมกันต่อครับ

 

ปุ่มนี้คือปุ่ม “ไล่ฝ้า” ครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คนใด มีฝ้าขึ้นตามใบหน้า ให้กดปุ่มนี้ ฝ้าจะหายไปจนได้หน้าใส ไร้ริ้วรอยทันทีครับ

แว๊กกกก ไม่ใช่แล้ว ไล่ไม่ได้นะครับ ต้องทำใจอย่างเดียว 55555+

ปุ่มนี้ใช้สำหรับไล่ฝ้าที่กระจกหลังเท่านั้นครับ

 

เมื่อเพื่อน ๆ เข้าไปดูที่กระจกหลังใกล้ ๆ จะเจอเส้นสีส้ม ๆ วางขวางในแนวนอน เรียงรายคู่ขนานลงมาเต็มกระจกบานหลัง ซึ่งเส้น ๆ พวกนี้ คือ เส้นไล่ฝ้านั่นแหล่ะครับ มันจะทำงานเมื่อเพื่อน ๆ กดปุ่ม “ไล่ฝ้า” นั่นเอง

ถ้าเพื่อน ๆ คนไหน ไม่รู้จักฝ้าบนใบหน้า เอ๊ย ฝ้าที่กระจกหลัง แล้วสงสัยว่าอาการแบบไหนที่เรียกว่า “ฝ้าขึ้น” ก็ให้มองไปที่กระจกหลัง แล้วดูว่า มีไอเกาะที่กระจกจนทำให้เรามองทัศนวิสัยด้านหลังไม่เห็น เราก็กดปุ่มไล่ฝ้าให้ไฟสีส้มสว่างขึ้นมา

จากนั้นก็รอสักพักจนกว่าฝ้าจะถูกขับไล่ออกไปจากกระจกหลังของรถเรา เราก็กดปุ่มไล่ฝ้าอีก 1 ทีเพื่อให้ไฟสีส้มหายไป เป็นการปิดการทำงานของไล่ฝ้าครับ

ซึ่งเจ้าไล่ฝ้านี้จะมีการทำงานนานสุดที่ 15 นาทีนะครับ นั่นหมายความว่า ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่มไล่ฝ้าทิ้งไว้ แล้วไม่ได้ปิด หรือมัวแต่ขับรถเพลิน ไล่ฝ้าจะปิดการทำงานเองใน 15 นาทีครับ

จุดนี้ถือเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับกระจกหลังครับ เพราะเมื่อไล่ฝ้าทำงานโดยปล่อยความร้อนออกมา ลองคิดดูสิครับ ถ้าไล่ฝ้าไม่หยุดทำงาน ความร้อนที่เพิ่มขึ้นสะสมขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้กระจกเป็นยังไง?

ถ้านึกไม่ออกมาดูภาพกันครับ

 

ภาพนี้คือภาพรถคันเก่าของเบียร์เอง ซึ่งระบบไล่ฝ้าไม่ตัดการทำงาน ทำให้กระจกบานหลังแตกหมดทั้งบาน วันนั้นเล่นเอาสะดุ้งกันทั้งบ้าน เพราะเสียงดังลั่นโรงรถ สะเทือนเข้าไปในตัวบ้าน ผลก็คือ เงินเบียร์หายไปทันที 4,500 บาท กับการต้องเปลี่ยนกระจกใหม่ เพราะรถคันนี้ไม่มีประกันชั้น 1

——————-

จากนั้นเราไล่สายตาลงมาด้านล่าง จะเจอวงกลมด้านล่างซ้ายรูปนี้ครับ

 

วงกลมนี้มีรูปลูกศรชี้มาที่คนกำลังนั่งในทิศทางต่าง ๆ ซึ่งหมายความได้ว่า นี่คือ “การควบคุมทิศทางลม”ครับ

โดยในภาพ ขีดสีแดงอยู่ที่ระดับแรก เป็นรูปคนโดนชี้หน้าอยู่ หมายความว่า คน ๆ นั้นกำลังถูกหาเรื่อง เอ๊ย ไม่ใช่แล้ว หมายความว่า ลมจะออกมาที่หน้าอย่างเดียว หรือออกมาจากช่องแอร์ทั้ง 4 ช่องบนคอนโซลนั่นแหล่ะครับ

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เลื่อนมาระดับที่ 2 โดนชี้ทั้งหน้า ทั้งเท้า นั่นคือ ลมจะออกมาที่ 4 ช่องปกติบนคอนโซล และ ออกมาที่เท้าเราด้วย ซึ่งลมที่ออกมาจะแบ่งกัน 50:50 นะครับ ดังนั้น ลมที่หน้า หรือ 4 ช่องด้านบน จะออกน้อยกว่าปกติ เพราะต้องไปแบ่งแรงลมให้ที่เท้าครับ

สำหรับระดับที่ 3 คราวนี้ คนจะถูกชี้ที่เท้าอย่างเดียว ก็แปลว่าจะมีลมออกมาเฉพาะที่เท้าครับ ด้านบนจะไม่มีออกมาแม้แต่นิดเดียว

ต่อกันที่ระดับที่ 4 จะเป็นรูปลูกศรชี้ที่เท้าและมีสัญลักษณ์คล้ายปุ่มไล่ฝ้าพ่วงติดมาด้วย ซึ่งในกรณีนี้หมายถึงลมจะถูกเป่าออกมาที่เท้า และออกทางช่องลมที่กระจกหน้าครับ

ซึ่งช่องลมกระจกหน้าก็คือช่องยาว ๆ ทั้งซ้ายและขวาบนคอนโซล บริเวณใกล้ ๆ กระจกหน้ารถนั่นแหล่ะครับ

 

และระดับสุดท้าย จะเห็นสัญลักษณ์ไล่ฝ้าด้านหน้าเพียว ๆ ไม่มีลูกศรชี้ที่เท้าอีกต่อไป นั่นก็คือ ลมจะออกที่ช่องลมกระจกหน้าเท่านั้นครับ

———————

และเมื่อเลื่อนสายตามาทางขวานิดหน่อย ก็จะเจอกับสิ่งนี้ครับ

 

ซึ่งตรงนี้คือ การตั้งค่าการไหลเวียนของอากาศครับ

โดยด้านซ้ายจะมีรูปลูกศรวิ่งทะลุรถยนต์เข้ามาข้างใน นั่นหมายความว่า เราจะให้อากาศจากภายนอกรถเข้ามาป้วนเปี้ยน วนเวียนในรถเราครับ

ส่วนด้านขวาเป็นรูป “U-Turn” ในรถ ก็แปลกันได้ง่าย ๆ ว่า อากาศจะวนเวียนอยู่แต่ในรถเท่านั้น พร้อมติดป้ายเล็ก ๆ ที่ช่องรับลม โดยที่พวกเราไม่มีโอกาสเห็นว่า “ลมภายนอก ห้ามเข้าก่อนได้รับอนุญาต(จากเจ้าของรถ)”

ซึ่งคราวนี้ก็เป็นหน้าที่เราแล้วครับ ว่าต้องการให้อากาศไหลเวียนแบบไหน โดยการดันก้านเล็ก ๆ ให้อยู่ในตำแหน่งที่เราต้องการครับ จะกดซ้าย ขวา ซ้าย ขวา บี เอ ซีเล็ค สตาร์ทยังไงก็ตามใจเพื่อน ๆ เลยนะครับ 55555+

———————-

จากซ้ายเราย้ายมาขวาสุด ก็จะเจอวงกลมใหญ่มีเส้นสีน้ำเงินด้านซ้าย และสีแดงด้านขวา

 

โดยวงกลมวงนี้ เอาไว้ควบคุมอุณหภูมินั่นเองครับ อยากเย็น อยากร้อน อยากผ่อน อยากเบา อยากเอา(อุณหภูมิ)หนัก ๆ ก็หมุนไปตามใจเลยครับ

โดยถ้าเราบิดวงกลมมาซ้ายสุด ให้ขีดระดับลงมาอยู่ตรงจุดสีน้ำเงินเมื่อไหร่ก็หมายความว่า “เย็นมากกก” และถ้าอยากลดความเย็นยะเยือก ก็ค่อย ๆ บิดไล่ไปทีละนิดครับ

แต่ถ้าบิดเพลินจนขีดระดับลงไปแตะจุดสีแดงด้านขวาสุดเมื่อไหร่ละก็ แอร์ตัวนี้ก็จะกลายร่างเป็น Heater ปล่อยความร้อนสู่เพื่อน ๆ ทันทีครับ

———————–

และในเมื่อเพื่อน ๆ รู้จักทุกปุ่มในแอร์ไปเรียบร้อยแล้ว มาลองใช้งานกันดูครับ

เริ่มแรกเราก็ไปเปิดแอร์ก่อน ด้วยการหมุนวงกลมด้านบนสุด ให้ลมออกมาหนักเบาเท่าที่เราต้องการ

อย่างเบียร์ทดสอบเปิดแค่ระดับ 2 ก็พอใจแล้วครับ

 

จากนั้นให้ดูที่ปุ่ม A/C ด้านขวามือนะครับ ว่ามีไฟสีส้มขึ้นมาหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็ต้องกดให้มีนะครับ เพราะถ้าไม่มี แสดงว่าคอมแอร์ปิดอยู่ ความเย็นก็จะไม่มาเลยนะครับ

จากนั้นก็มาดูวงกลมซ้ายมือล่าง แล้วเลือกโหมดลมออกได้ตามต้องการครับ อย่างปกติ เบียร์ก็ชอบให้ลมออกจากช่องแอร์ปกติทั้ง 4 ช่องก็เลือกไว้ในระดับแรก หรือ ระดับที่โดนชี้หน้าหาเรื่องนั่นแหล่ะ

จากนั้นเบียร์มาดูตรงกลางที่การตั้งค่าไหลเวียนของอากาศ เบียร์ก็ดันก้านมาอยู่ทางขวา เพื่อให้แอร์ที่เป่าออกมาวนเวียนอยู่แต่ในรถเราเท่านั้น โดยไม่อนุญาตให้ลมภายนอกเข้ามาโดยเด็ดขาด

เพราะถ้าเราดันก้านไปทางซ้าย ให้ลมภายนอกเข้ามาแจม เบียร์จะบอกว่า มันไม่ได้มาแค่ลมนะครับ แต่มันพา “กลิ่น”มาด้วย ไม่ว่าจะกลิ่นควัน กลิ่นขยะ หรือแม้แต่กลิ่นตดจากคนที่เดินอยู่แถวนั้น พามาวิ่งพล่านเข้ารูจมูกซ้าย ออกรูจมูกขวาของเราอย่างสนุกสนาน โดยที่เราไม่ได้ enjoy กับพวกมันด้วยเลยแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ นึกอยากรับลมจากภายนอกสบาย ๆ ต้องมั่นใจก่อนนะครับว่า ณ ถนนเส้นนั้นมีอากาศที่บริสุทธิ์ผุดผ่องจริง ๆ ไม่งั้นจะได้สบถออกมาว่า “เซ็งเป็ด เห็ดสด!!” แล้วกดปิดรับอากาศภายนอกทันที!!!

และมาถึงวงกลมวงสุดท้ายด้านขวามือ ซึ่งเอาไว้ปรับอุณหภูมิได้ตามใจชอบเลยครับ ใครขี้ร้อน ใครขี้หนาวก็หมุนเอาได้เลยจนกว่าจะพออกพอใจ ซึ่งจากการทดลองเปิดใช้งานโดยบิดมาทางซ้ายสุด หรือ “หนาวสุด” ก็ทำให้คนขี้ร้อนอย่างเบียร์ก็ต้องรีบบิดกลับไปทางขวานิดนึงทันที เพราะแอร์นิสสันนี่หนาวได้ใจจริง ๆ ครับ

 

เมื่อทดลองเรียบร้อยแล้ว เบียร์ก็หมุนวงกลมด้านบนสุดมาทางซ้าย ให้อยู่ในตำแหน่ง 0 เป็นการปิดแอร์ครับ

 

เพียงเท่านี้ก็เรียบร้อยครับ ซึ่งในชีวิตประจำวัน เพื่อน ๆ กดปิดแอร์แบบนี้แล้ว ก็ดับเครื่อง แล้วล็อครถ ไปทำธุระส่วนตัวต่อได้ทันทีครับ

เมื่อทำธุระเสร็จแล้ว เพื่อน ๆ กลับมาขึ้นรถ เพื่อเดินทางต่อ ก็กลับมาหมุนวงกลมบนสุดนี้ไปในระดับความแรงของลมที่ต้องการ เท่านี้ก็จบแล้วครับ ยกเว้นว่า ช่วงเวลานั้น อากาศร้อนหรือเย็น ก็ปรับอุณหภูมิที่วงกลมขวาล่างเพิ่มเติมได้ครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ขับรถในกรุงเทพ ที่อากาศเร่าร้อนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ไม่เว้นแม้แต่หน้าหนาว การตั้งค่าใช้งานแอร์ก็คงไม่ต่างจากที่เบียร์ใช้อยู่นี่แหล่ะครับ ขึ้นรถก็หมุนเปิด ก่อนลงรถก็หมุนปิด ง่ายไหมละครับ?

————————–

การใช้แอร์ในรูปแบบอื่น

แอร์ตัวนี้นอกจากทำความเย็นให้เราได้แล้ว ยังมีความสามารถในการทำความร้อนให้เราได้อีกต่างหาก ซึ่งในความเป็นจริง คงมีโอกาสใช้งานกันน้อยมาก หรือแทบไม่ได้ใช้งานเลย โดยเฉพาะชาวกรุงเทพ

แต่ในส่วนนี้เบียร์เองไม่ได้รีวิวการใช้งานจริง เพราะอย่างที่ทราบครับว่า กรุงเทพเมืองอมรที่ร้อนมากถึงมากที่สุด ไม่เอื้ออำนวยให้เบียร์ทดสอบได้อยู่แล้ว

แต่ถึงยังไง เพื่อน ๆ ในบางภาคของเมืองไทย อาจจะได้พบเจอเหตุการณ์ที่ต้องทำความร้อนอยู่บ้างในฤดูหนาว ซึ่งจริง ๆ แล้ว ก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ เพียงปรับอุณหภูมิให้ร้อน (บิดวงกลมขวามาทางขวาในโซนสีแดง) เท่านั้นเอง และให้กดปิด A/C ซะ ส่วนทิศทางลมก็แล้วแต่เพื่อน ๆ เลยครับ แต่แนะนำว่า ถ้าหนาวมากให้ปรับทิศทางลมมาเป่าลงที่เท้าอย่างเดียวก็โอเคแล้วครับ

โดยการทำความร้อนนี้ ทางนิสสันจะแนะนำให้เราเปลี่ยนโหมดให้เอาอากาศภายนอกเข้ามาในตัวรถนะครับ ยังไงก็เพื่อน ๆ คนไหนที่ประสบพบเจอก็นำไปลองใช้กันดูครับ

ส่วนวิธีการไล่ฝ้าบนใบหน้า เอ๊ยกระจกหน้า ถ้าเป็นสมัยก่อนตอนที่เบียร์ขับรถคันเก่า ราว 15 ปีที่แล้ว เบียร์ก็เอาผ้ามาเช็ดกระจกหน้าภายในรถครับ ซึ่งก็เหนื่อยและยุ่งยากหน่อยกว่าจะออกตัวได้

แต่ในเมื่อเราอยู่ในยุคนี้ที่เทคโนโลยีก้าวหน้าแล้วก็ไม่ต้องไปเช็ดให้วุ่นวายครับ เริ่มด้วยการบิดวงกลมซ้ายไปทางขวาสุด ให้อยู่ในตำแหน่ง “ไล่ฝ้า”

 

จากนั้นก็หมุนวงกลมขวาหรือตัวปรับอุณหภูมิไปทางขวาในโซนสีแดงครับ จะร้อนมากหรือน้อยได้หมด แต่ถ้าฝ้าเยอะ พยายามบิดไปให้ถึงจุดสีแดงหรือร้อนสุดได้เลยครับ

 

และให้ดันก้านปรับการไหลเวียนของอากาศมาทางซ้าย เพื่อรับลมจากภายนอกนะครับ

 

ส่วนความแรงของพัดลมปรับได้ตามใจชอบครับ แต่ถ้าฝ้าเยอะ ก้จัดหนักหน่อยไปที่เบอร์ 4 ด้านขวาสุดเลยครับ

 

โดยปุ่ม A/C ไม่จำเป็นต้องเปิดนะครับ

เพียงเท่านี้ เพื่อน ๆ ก็จะได้เห็นกระจกหน้าบานใส ไร้ฝ้าและริ้วรอยแก่ก่อนวัยแล้วละครับ

—————————

ช่องแอร์

และจากสัญลักษณ์ในโหมดที่เราโดนชี้หน้าหาเรื่องนั้น

 

ก็หมายความว่า ลมแอร์ก็จะมาออกที่ 4 ช่องตรงคอนโซลนั่นเองครับ เริ่มจาก 2 ช่องกลางทรงสี่เหลี่ยม

 

โดยเราสามารถดันช่องแอร์เพื่อปรับทิศทางของลมขึ้น-ลงได้ตามใจชอบเลยนะครับ และถ้าเกิดรู้สึกหนาว หรือไม่อยากให้แอร์ออกในช่องใด ช่องหนึ่งก็ให้เลื่อนลูกกลิ้งที่อยู่ตรงกลางระหว่างช่องแอร์ทั้ง 2 ลงมาในตำแหน่ง X หรือ กากบาทครับ

โดยลูกกลิ้งนั้นจะมี 2 ตำแหน่งแยกซ้าย-ขวาให้เลือกปรับได้อย่างอิสระครับ

ส่วนช่องแอร์อีก 2 ช่อง ก็จะอยู่ทางซ้ายสุด และขวาสุดของคอนโซลครับ

ซ้าย

 

ขวา

 

ซึ่งเจ้าช่องแอร์ทรงกลมที่ใคร ๆ ก็แซวว่า แอร์รถ ปอ.นี้ ทางนิสสันได้ยกมาจาก Eco Car คันจิ๋วอย่าง Nissan March มาให้ใช้นั่นแหล่ะครับ ซึ่งส่วนตัวเบียร์ในฐานะที่มี Nissan March ครอบครองอยู่ ขอบอกว่า เบียร์ชอบในความน่ารักและความสะดวก ใช้งานง่ายของช่องแอร์นี้มาก

 

เพราะนึกอยากจะปรับลง

 

หรือปรับขึ้น

 

เฉียงซ้าย

 

หรือปิดไปเลย

 

ก็ทำได้ง่าย ๆ เพียงใช้นิ้วสัมผัสปัดไป ปัดมาเท่านั้นเอง ได้อารมณ์เหมือนเล่นหน้าจอ Touch Sceen นั่นแหล่ะครับ

ซึ่งแอร์ทั้ง 4 ช่องนี้ ถ้าเพื่อน ๆ เลือกที่จะปิดช่องใด ช่องหนึ่ง ความแรงของลมก็จะไปออกเพิ่มในช่องที่เหลือด้วยนะครับ เช่นสมมติ เพื่อน ๆ ขับรถคนเดียว ก็ปิดแอร์ช่องซ้ายสุดซะ เพื่อน ๆ ก็จะรู้สึกว่า ลมแอร์มันแรงขึ้น เย็นสบายมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่เรายังใช้ความแรงของพัดลมในระดับเดิม

จะว่าไป ก็เหมือนไปทานอาหารกัน 4 คน กับทานอาหารกันแค่ 3 คนนั่นแหล่ะครับ เมื่อมีตัวหารน้อยลง เราก็ได้กินมากขึ้น และจ่ายมากขึ้นนั่นเอง 55555+

———————–

เทคนิคการใช้แอร์

เคยไหมครับ ที่ขึ้นรถไป เปิดแอร์แล้วมีกลิ่นอับชื้น?

แทนที่จะนั่งสบาย ๆ มีความสุข กลับต้องนั่งทนไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

เพื่อป้องกันไม่ให้อารมณ์เสียยามเดินทาง เพื่อน ๆ ลองมาทำแบบนี้กันดูครับ

1. เวลาขับรถกลับบ้าน ก่อนถึงบ้าน หรือ ตอนจอดรถหน้าบ้านแล้วกำลังจะลงไปเปิดประตูรั้ว ให้กดปุ่ม A/C 1 ครั้ง เพื่อปิดระบบ หรือให้ไฟสีส้มดับ

2. จากนั้นให้บิดวงกลมด้านบน (หรือที่เปิด-ปิดแอร์) ไปด้านขวาสุด คือ ให้ลมพัดออกมาแรงสุด

เสร็จแล้ว ให้ปล่อยไว้สักพัก ประมาณ 1 นาทีก็ได้ครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ คนไหนต้องถอยรถเข้าบ้าน ก็ถอยไปก่อน พอจอดรถเรียบร้อย ก็ปิดแอร์หรือบิดวงกลมมาซ้ายสุด แล้วดับเครื่อง ก็จบครับ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ คนไหนจอดรถไว้นอกบ้าน หรือตามคอนโด เบียร์แนะนำให้เริ่มทำข้อ 1 ตั้งแต่ก่อนถึงจุดหมายสัก 1 กิโลเมตรครับ พอถึงที่หมาย จอดรถเสร็จก็ดับเครื่อง ลงรถได้เลย ไม่ต้องเสียเวลามานั่งรอครับ

ซึ่งการทำแบบนี้จะเป็นการไล่ความชื้นที่สะสมอยู่ในแอร์ออกนั่นเองครับ

และเมื่อตอนเช้า เรามาขับรถ สตาร์ทเครื่อง เปิดระดับพัดลมแอร์ แล้วขับรถออกไปสัก 100 – 200 เมตร ค่อยกดปุ่ม A/C ให้เปิดครับ ซึ่งตรงนี้ จะช่วยลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ได้ครับ เพราะถ้าเราเปิด A/C ตั้งแต่สตาร์ทเครื่อง จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก เพราะเจอแรงฉุดจากคอมแอร์ครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้กดปิด A/C เอาไว้ สังเกตดูสิครับ ตอนเช้า ๆ พอเปิดแอร์ปุ๊ป จะมีเสียงกระหึ่มดังขึ้นมาจากด้านหน้ารถทันที ซึ่งตรงนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกตินะครับ ซึ่งคอมแอร์มันก็เหมือนคนนี่แหล่ะครับ มันกำลังหลับสบายในยามเช้า แต่เราดันไปปลุกมันมาทำงานซะนี่ มันก็จะร้อง “โว้ย” ออกมาอย่างหงุดหงิด แต่ก็ไม่อิดออดที่จะเริ่มทำงานตามหน้าที่ โดยการปล่อยความเย็นมาให้เรารู้สึกสบายในยามเดินทางไงละครับ

ซึ่งเบียร์อยากให้เพื่อน ๆ ได้นำเทคนิคนี้ไปใช้กัน เพื่อลดกลิ่นอับชื้น อันอาจจะทำให้เกิดแบคทีเรียตามมาทำลายสุขภาพของพวกเราด้วยนะครับ

ที่สำคัญยังเป็นการถนอมคอมแอร์ รวมถึงเครื่องยนต์ของรถเราให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้นไปด้วยครับ

———————-

กรองแอร์

 

นิสสัน อัลเมร่า ก็เหมือนกับนิสสัน มาร์ชและรถยี่ห้ออื่น ๆ นั่นแหล่ะครับ ที่มีช่องใส่กรองแอร์มาให้ แต่ดันไม่มีกรองแอร์!!

ซึ่งเจ้ากรองแอร์เนี่ย ประโยชน์ของมันก็คือ ช่วยกรองฝุ่นและสิ่งสกปรกต่าง ๆ ทำให้ฝุ่นไม่มารังควาญอุปกรณ์แอร์ต่าง ๆ อันมีผลทำให้อายุการใช้งานสั้นลง รวมถึงไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวภายในห้องโดยสารจนทำให้วัสดุต่าง ๆ ภายในห้องโดยสาร เช่น คอนโซลหรือเบาะหมองหม่นไปอย่างรวดเร็ว

และที่สำคัญที่สุด กรองแอร์มันช่วยในเรื่องสุขภาพของผู้โดยสารภายในรถด้วย เพราะป้องกันฝุ่นและเชื้อโรคเล็ดลอดเข้ามาพร้อมแอร์นั่นเอง

ดังนั้น เบียร์แนะนำให้เพื่อน ๆ สั่งซื้อกรองแอร์ของแท้จากศูนย์นิสสันมาติดตั้งครับ โดยถ้าเพื่อน ๆ ที่สามารถติดตั้งเองได้ ก็นำ Part Number ตามรูปไปสั่งที่ศูนย์ได้เลยครับ

ซึ่งเมื่อใช้กรองแอร์ไประยะหนึ่งแล้ว อย่าลืมถอดออกมาตรวจสอบกันด้วยนะครับ ว่ามันสกปรกมากพอหรือยัง เพราะถ้ามันสกปรกมาก ก็ควรทำความสะอาดหรือเปลี่ยนกรองแอร์ใหม่ซะ เพราะเวลากรองแอร์อุดตัน ลมจะออกมาจากช่องแอร์น้อยลง แล้วจะพาลไปโทษว่าแอร์เสียซะอีก

สำหรับการใช้แอร์ใน Nissan Almera รุ่น S MT , E MT , E CVT ก็จบลงเท่านี้ครับ ในตอนหน้าผมจะพาไปดูแอร์อัตโนมัติหรือ Auto Air ของ Nissan Almera ในรุ่น ES CVT , V CVT และ VL CVT กันต่อครับ

ถ้าพร้อมแล้ว เข้ามาดูได้เลยที่ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 10 “ว้าวว อัลเมร่า รุ่น ES – V – VL มีแอร์อัตโนมัติด้วย”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *