รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 8 “มาดูเรือนไมล์ไฮโซ ของอัลเมร่า รุ่น V และ VL กัน”

หลังจากสัมผัสเรือนไมล์ของรุ่น S E และ ES กันไปเรียบร้อยแล้ว ในตอนนี้ เบียร์ก็จะพาเพื่อน ๆ มาดูเรือนไมล์ของตระกูล V ทั้ง 2 ตัว คือ V และ VL สักทีนะครับ

ซึ่งตระกูล V จะแอบไฮโซด้วยการใช้เรือนไมล์แบบเรืองแสง ดูหรูหรา สวยงามผิดไปจาก 4 รุ่นที่เหลืออย่างเกินหน้า เกินตา

 

แล้วจอเรืองแสงแบบนี้ จะดีกว่าจอธรรมดาอย่างไร? และการใช้งาน จะใช้อย่างไร? มาดูไปพร้อม ๆ กันเลยครับ

 

สำหรับจอกลม ๆ ด้านซ้ายก็บอกรอบเครื่องยนต์เช่นเคยครับ ว่าขณะนั้นเครื่องยนต์ทำงานกี่พันรอบต่อนาที

 

ส่วนด้านขวาก็บอกความเร็วของรถยนต์เป็นกิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ

 

ทีนี้มาดูตรงกลางดีกว่าครับ

 

ไล่จากล่างขึ้นบนนะครับ โดยล่างสุดจะเจอกับก้าน 2 ก้านนี้

 

ซึ่งก้านซ้ายมือจะมีรูปไมล์และมีหลอดไฟอยู่ด้านบน ซึ่งแปลว่า ก้านซ้ายนี้เอาไว้ปรับความสว่างของจอนั่นเองครับ

ส่วนก้านขวามือเป็นรูปสี่เหลี่ยมซ้อนกัน ก็แปลได้ว่า ก้านนี้ใช้กดเพื่อดูข้อมูลบนหน้าจอครับ

ถัดขึ้นมาอีกหน่อย จะเจอตัวอักษรภาษาอังกฤษตัวเดียวโดด ๆ แบบนี้

 

นั่นคือตำแหน่งเกียร์ CVT ครับ มีประโยชน์กับคนขับ จะได้ไม่ต้องก้มไปดูคันเกียร์ ก็รู้ได้เลยว่า ตอนนี้เข้าเกียร์อะไรอยู่

จากตำแหน่งเกียร์ขึ้นมาด้านบน ก็จะเจอกับจอแสดงผลครับ

 

เห็นขีดวัดระดับด้านซ้ายที่มีตัวอักษร H อยู่ข้างบนและ C อยู่ข้างล่าง เบียร์แอบดีใจลึก ๆ ที่นิสสันใส่ “ระดับความร้อนของเครื่องยนต์” มาให้ จุดนี้เป็นจุดที่คนไทยให้ความสำคัญมากในการขับขี่รถยนต์ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน(มากกกก) และการเกิด overheat หรือ ความร้อนสูงในเครื่องยนต์ มีให้เห็นบ่อยมากในเมืองไทย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากขาดการดูแลระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ รวมถึงสายพานขาด และพัดลมหยุดทำงาน เป็นต้น

ซึ่งรถเล็ก ๆ ในระดับราคานี้ แทบจะไม่มีค่ายไหนใส่มาให้แล้วครับ เพราะผู้ผลิตรถยนต์ต่าง ๆ เลือกที่จะใส่มาเพียง “ไฟเตือนสีแดง เมื่อใกล้ overheat” เท่านั้น ซึ่งจะด้วยเหตุผลเพราะลดต้นทุน หรือญี่ปุ่นไม่เข้าใจคนไทยก็ตาม แต่การที่ Nissan Almera รุ่น V และ VL ใส่มาให้ ก็ทำให้คนไทยอุ่นใจขึ้นเยอะครับ

แต่ข้อเสียก็คงจะเป็นเพื่อน ๆ ที่ขับรุ่น S MT – ES CVT นั่นแหล่ะครับ ที่ไม่มีระดับความร้อนมาให้ดูแบบ real time เหมือนรุ่น V และ VL ดังนั้น ก็คงได้แต่ลุ้นกันไป ว่าไฟแดงเมื่อไหร่ ก็ “งานเข้า”เมื่อนั้น

ส่วนวิธีการดู ก็ง่าย ๆ ครับ ตัว C ข้างล่าง ย่อมาจาก Cold หรือ “เย็น”

และแน่นอนว่า H ข้างบน มีความหมายตรงกันข้าม โดยย่อมาจาก “Hot” ที่แปลว่าร้อนนั่นเอง

โดยเพื่อน ๆ ต้องดูระดับความร้อน อย่าให้เกินครึ่งหนึ่งนะครับ ถ้าขีดระดับความร้อนไต่เกินครึ่ง ขึ้นไปใกล้ H เมื่อไหร่ ต้องรีบจอดรถตรวจสอบแล้วครับ

———————-

มาดูหน้าจอกันต่อครับ คราวนี้เบียร์พาเพื่อน ๆ ย้ายสายตามาด้านขวาสุดกันเลย จะพบขีดบอกระดับ “น้ำมัน” ในถังครับ ซึ่งข้างบนจะมี “รูปปั๊มน้ำมัน มีลูกศรชี้ไปทางซ้ายมือ” กำกับอยู่ โดยนิสสันเค้าทำมาเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่า ถังน้ำมันนะอยู่ฝั่งซ้ายของตัวรถ เวลาเข้าปั๊มน้ำมันนะ เข้าให้ถูกด้านด้วยนะจ๊ะ!!

ซึ่งเหมาะสำหรับ

– เจ้าของรถที่มีรถหลายคัน คันนึงถังอยู่ขวา คันนึงถังอยู่ซ้าย

– แต่ถ้ามีคันเดียว ด้วยความที่ Almera ประหยัดน้ำมัน ทำให้ไม่ได้เข้าปั๊มน้ำมันบ่อย อาจจะลืมว่า เวลาจะเข้าปั๊ม ต้องจอดที่หัวจ่ายด้านไหนน้า? ก็ดูได้ที่ลูกศรนี่ละครับ

 

ทีนี้มาดูตัวเลขตรงกลางจอ แต่เยื้องลงมาด้านล่างหน่อย เพื่อน ๆ จะเห็นเลข 12:04 นี่คือ “นาฬิกาบอกเวลา” นั่นแหล่ะครับ ว่าตอนนี้เวลา “เที่ยงวันกับอีก 4 นาที” แต่ถ้าเห็นฟ้ามืดมิด ก็แสดงว่าตอนนี้ “เที่ยงคืนกับอีก 4 นาที” นั่นเองครับ

———————-

และทีนี้ มาดูหน้าจอตรงกลางด้านบนกันครับ ว่ามีค่าอะไรบ้าง

โดยเบียร์ทดลองกดก้านซ้ายดูครับ หน้าจอด้านบนก็แสดงผลออกมาดังนี้

 

เบียร์เห็นหน้าจอเปลี่ยนเป็นรูปไข่ ถึง 6 ฟอง ด้วยความอยากรู้ว่าเราจะเอาไข่มาตอก แล้วเอาไปเจียวได้ไหม ก็เลยกดก้านซ้ายอีก 1 ทีครับ

 

แว๊กกกกก ไข่หายไปแล้ว 1 ฟอง!!!!

ซึ่งเบียร์ลองกดก้านซ้ายดูเรื่อย ๆ จะพบว่า เมื่อเบียร์กด 2 ที ไข่จะหายไป 1 ฟอง ดังนั้นพอเบียร์กดครบ 1 โหล หรือ 12 ที ไข่ที่มีก็หายไปหมดเลย T_T

โอ๊ย สงสัยเบียร์จะหิวจนตาลาย พาลมองจอเป็นไข่ไปซะอย่างนั้น จริง ๆ แล้ว นี่คือ “ระดับความสว่างของหน้าจอเรืองแสง” ครับ

เมื่อเรากดก้านซ้าย 1 ที จอจะลดความสว่างลงไปทีละระดับครับ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถกดปรับความสว่างได้ทั้งตอนกลางวันที่เรืองแสง และตอนกลางคืนที่เราเปิดไฟหน้าครับ ระบบจะแยกการทำงานกันอย่างอิสระ

โดยความสว่างมากสุดจะประมาณนี้ครับ

 

และเมื่อกดก้านซ้ายจนครบ 12 ที เพื่อดูความสว่างของหน้าจอที่น้อยที่สุด ก็จะได้ประมาณนี้ครับ

 

โดยการกดก้านซ้ายจะวนเวียนไปเรื่อย ๆ นะครับ เมื่อเพื่อน ๆ กดจนได้ความสว่างน้อยที่สุดแล้ว เมื่อกดอีก 1 ที ก็จะมีเสียง “ติ๊ด” ดัง 1 ที แล้วจอก็จะปรับไปที่ความสว่างที่มากที่สุดเหมือนเดิมครับ (ไข่ก็จะกลับมาโชว์ 6 ฟองเช่นเดิม)

ในเมื่อเราสามารถปรับความสว่างได้มากขนาดนี้ เพื่อน ๆ ก็ไม่ต้องกลัวแล้วครับ ว่าหน้าจอจะส่องแสงแยงตายามขับขี่ Nissan Almera คันงามครับ

เมื่อเบียร์ปรับความสว่างจนพออกพอใจแล้ว เบียร์หลับตาลง แล้วก็สูดหายใจเข้าลึก ๆ และค่อย ๆ ถอนหายใจออก เพื่อเป็นการผ่อนคลายตัวเอง และเมื่อเบียร์ลืมตาขึ้นมา ไข่ก็หายไปหมด และหน้าจอก็แสดงค่าแบบนี้ครับ

 

ในหน้าจอนี้แสดงค่า ODO = 323 ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ อ่าน รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 7 “มาดูเรือนไมล์อัลเมร่า รุ่น S , E , ES กัน” มาแล้ว ก็คงจะทราบดีอยู่ว่า มันคืออะไร แต่เบียร์ก็จะขอบอกซ้ำอีกสักรอบนะครับ เผื่อเพื่อน ๆ บางคนที่ไม่ได้อ่านตอนที่ 7 ครับ

สำหรับ ODO คือ ระยะทางทั้งหมด หรือเลขไมล์รถนั่นเอง เป็นระยะทางทั้งหมดที่แสดงว่า รถคันนี้ตั้งแต่ถูกผลิตออกมา วิ่งไปแล้วกี่กิโลเมตร โดยค่านี้ไม่สามารถ reset ได้นะครับ โดยตัวเลขนี้เราจะเอาไว้อ้างอิงในการเช็คระยะ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

ที่สำคัญ เพื่อน ๆ ที่รับรถควรตรวจสอบค่า ODO ดูนะครับ ว่าตอนที่เรารับรถมาเนี่ย รถของเราได้วิ่งไปแล้วมากน้อยแค่ไหน?

ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 100 กิโลเมตรครับ ยิ่งวิ่งแค่ 10 – 30 กิโลเมตรนี่ถือว่าดีมากเลย

โดยในหน้าจอนี้บอกว่า รถคันนี้วิ่งมาแล้วทั้งหมด 323 กิโลเมตรครับ

————————-

เบียร์ลองกดก้านขวา รูปสี่เหลี่ยมซ้อนกัน 1 ที หน้าจอก็เปลี่ยนเป็นแบบนี้ครับ

 

Trip A ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา

อย่างหน้าจอนี้ คือ ตั้งแต่เราเริ่มกดตั้งค่าครั้งสุดท้ายมาถึงตอนนี้ รถเราวิ่งไป 229.5 กิโลเมตรแล้วครับ

และถ้าเพื่อน ๆ อยากจะตั้งค่าใหม่ เพื่อจับระยะทาง ก็ให้กดปุ่มที่ก้านขวาค้างไว้แป๊ปนึง ตัวเลขนี้ก็จะกลายเป็น 0 ทันที

ซึ่งการวัดระยะทาง ใช้ได้หลากหลายครับ อย่างเบียร์เองจะใช้แบบนี้

1. เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ กดค้างให้เป็น 0 ทิ้งไว้ และเมื่อต้องมาเติมน้ำมันอีกรอบ ก็สามารถดูได้ว่า รถเราวิ่งได้กี่กิโลตั้งแต่เราเติมน้ำมันครั้งล่าสุด

2. เมื่อต้องการทราบว่าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไกลแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านก็กดก้านค้างไว้ให้เป็น 0 พอถึงที่ทำงาน เราก็จะได้ตัวเลขระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงาน

————————

ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไปครับ ด้วยการกดก้านขวาด้านล่าง 1 ทีครับ

 

ก็จะเจอกับ Trip B ซึ่ง Trip B ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา

นั่นก็หมายความว่า Trip B ก็มีค่าเหมือน Trip A เป๊ะ ๆ เลย

แล้วจะมีมาทำไม 2 อัน?

ก็ต้องบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจับ หรือวัดระยะทางอะไรมาก ก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก

แต่ที่มีมา 2 อัน เพราะบางครั้ง เราอาจจะต้องจับระยะทางพร้อมกัน 2 จุด

เอ๊ะยังไง! อ่ะ ลองมาดูวิธีการใช้งานของเบียร์ดูครับ

ชีวิตประจำวัน

– เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง เบียร์จะกดก้านซ้ายให้แสดง Trip A และกดค้างอีกที เพื่อ Reset ค่าให้เป็น 0 เพื่อจะดูว่าน้ำมันถังนี้ เบียร์จะวิ่งได้กี่กิโลเมตร

– ส่วน Trip B เบียร์จะทำแบบเดียวกัน เมื่อต้องการจับระยะทางในการเดินทางในแต่ละวัน เช่น วันนี้เบียร์จะไปหาลูกค้าที่พัทยา จะใช้ระยะทางวิ่งไปเท่าไหร่? ซึ่งเบียร์ไปกดดูที่ Trip A ไม่ได้ เพราะ Trip A ไว้จับระยะทางการใช้น้ำมันอยู่

ชีวิตท่องเที่ยว

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เบียร์มักจะใช้ Trip A เพื่อดูระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ไปจนกลับ เช่น รีวิวที่เบียร์ขับ March ไปฮันนีมูนที่ปาย เบียร์ก็กดไว้ตั้งแต่ออกจากบ้าน จนไปเที่ยวปาย เชียงใหม่ กลับถึงกรุงเทพ ก็จะรู้ว่า ระยะทางทั้งหมดในทริปนี้ วิ่งไปเท่าไหร่

ส่วน Trip B เบียร์จะใช้เมื่อเข้าเติมน้ำมันเต็มถังในแต่ละครั้ง เพื่อดูระยะทางที่วิ่งได้จนกว่า จะเติมน้ำมันอีกครั้ง ว่าวิ่งไปได้ทั้งหมดกี่กิโลเมตร ซึ่งเบียร์จะเอาค่าเหล่านั้นมาดูอัตราการกินน้ำมัน

ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูการคำนวณและใช้ทริป A B ของเบียร์จริง ๆ ได้ในรีวิว “ขับ Nissan March ไปฮันนีมูนที่ปาย – เชียงใหม่”

หวังว่าจะพอเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกท่านนะครับ

———————–

จบเรื่อง Trip A B ไปแล้ว กดก้านขวา 1 ที มาดูหน้าจอถัดไปครับ

 

จะเห็นตัวเลข 0.0 km/l ตัวเลขนี้คือการบอกอัตราการกินน้ำมันแบบ Real Time ครับ นั่นคือ ในขณะที่เราขับน้อง Almera นั้น รถกินน้ำมันมากน้อยแค่ไหน?

ซึ่งมีประโยชน์มากครับ เราจะได้รู้ว่า เท้าเรา หนัก-เบาไปไหม จะได้ควบคุมน้ำหนักเท้าในการเหยียบคันเร่งของเราให้ดีครับ เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด

เคยมีหลายคนเห็นหน้าจอนี้แล้วตกใจว่า ทำไมตัวเลขวิ่งขึ้น ๆ ลง ๆ จนนึกว่าหน้าจอรถเสีย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ เป็นปกติครับ ของหน้าจอนี้ ที่บอกค่ากันสด ๆ แบบเรียลไทม์

——————–

มาดูกันต่อครับ กดก้านขวาอีก 1 ที

 

ในหน้าจอนี้ มีคำว่า “AVG. 14.6 km/l” ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกค่าเฉลี่ยการกินน้ำมันของเรานั่นเองครับ ซึ่งก็คำนวณมาจากค่า Real Time ในจอก่อนหน้านี้นั่นแหล่ะ

โดยค่าเฉลี่ยนี้จะเริ่มนับตั้งแต่เรากดก้านขวาค้างไว้ เพื่อ reset ค่านี้ให้เป็น 0 นะครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการจับว่า จากบ้านไปที่ทำงานในเช้าวันนี้ เราขับรถได้อัตราเฉลี่ยเป็นยังไง จะถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรตามที่โฆษณาไว้ไหม? ก็กดก้านขวาค้างไว้เพื่อ reset หน้าจอใหม่ซะ และขับไปที่ทำงาน จากนั้นก็จะทราบว่า เราขับรถได้ประหยัดมากน้อยแค่ไหน ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรหรือไม่? นั่นเอง

เคยมีเพื่อน ๆ มาถามเบียร์ว่า ขับยังไงก็ไม่ประหยัด ตัวเลขอยู่ที่ 10 ต้น ๆ มานานแล้ว เบียร์ก็ขอบอกเลยนะครับว่า ต้อง reset ค่าก่อนด้วย เพื่อเริ่มคำนวณใหม่ เพราะหลายท่านไม่เคยกด reset เลยตั้งแต่รับรถป้ายแดงมา ค่ามันก็คำนวณมายาวนานเกินไปครับ ตัวเลขจะขยับยาก และไม่แสดงผลเป็นปัจจุบัน

ดังนั้น อย่าลืมกด reset กันก่อนขับรถนะครับ

หมายเหตุ

– หลังกด reset จะยังไม่มีตัวเลขขึ้นจนกว่าจะวิ่งถึง 500 เมตรแรก

– การคำนวณอัตราเฉลี่ย จะคำนวณทุก 30 วินาที

———————-

กดก้านขวาอีก 1 ทีครับ มาดูกันต่อในหน้าจอถัดไป

 

หน้าจอนี้มีจุดสีดำชี้ที่ระดับน้ำมันเต็มถัง และมีตัวเลข 213 km กำกับอยู่

ซึ่งหน้าจอนี้จะแสดงระยะทางที่เจ้า Almera สามารถวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมดถัง

แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่นะครับ เพราะหน้าจอจะคำนวณจากการขับขี่ของเราประกอบด้วย

อย่างตอนนี้เบียร์สามารถวิ่งได้อีก 213 กิโลเมตรใช้ไหมครับ?
แต่ถ้าเบียร์ขับแบบประหยัดสุด ๆ สักพัก หน้าจออาจจะเปลี่ยนเป็น 250 km ก็ได้ คือ เหลือระยะทางวิ่งได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ท่านที่เพิ่งไปเติมน้ำมันเต็มถังมา แล้วหน้าจอแสดงผลได้น้อย ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะมันจะคำนวณจากการวิ่งล่าสุด แล้วแสดงผลออกมา ซึ่งระยะทางสามารถเพิ่มขึ้น-ลงได้ตามการขับขี่ของเราครับ

และเมื่อน้ำมันเหลือขีดสุดท้าย หน้าจอนี้จะแสดงตัวเลขกระพริบ ๆ นะครับ เพื่อเป็นการเตือนคนขับว่า น้ำมันใกล้หมดแล้วนะ รีบเติมซะ!

และถ้ายังไม่เติมอีก สักพัก ตัวเลขจะหายไป กลายเป็น “—-” นั่นคือ คำนวณระยะทางไม่ได้แล้ว ควรเติมน้ำมันได้แล้ว

 

สรุป หน้าจอนี้จะเป็นการแสดงผลคร่าว ๆ เท่านั้น เพื่อน ๆ อย่าไปยึดติดหรือซีเรียสกับตัวเลขระยะทางคงเหลือมากนัก เอาเป็นว่า ถ้ามันเตือนเมื่อไหร่ว่า ถึงเวลาเติมน้ำมันได้แล้ว ก็เติมไปเลย อย่าไปเสี่ยงวิ่ง ถึงแม้จริง ๆ อาจจะวิ่งได้อีกร่วม 100 กิโลเมตรก็เถอะ เพราะการปล่อยให้น้ำมันหมดถังแล้วค่อยเติม มันไม่ส่งผลดีต่อรถยนต์ของเรานักหรอกครับ

——————–

จบจากระยะทางคงเหลือแล้ว กดก้านขวา 1 ทีเพื่อดูจอถัดไปต่อเลยครับ

 

หน้าจอนี้บอกอุณหภูมิภายนอกรถครับ ว่าร้อนเย็นแค่ไหน ซึ่งหน้าจอนี้ เบียร์ขอแนะนำให้ดูประกอบกับการใช้แอร์อัตโนมัตินะครับ ซึ่งจะใช้ยังไง เบียร์จะเล่าให้ฟังในรีวิวตอนหน้า เรื่องการใช้แอร์ครับ

————————

กดก้านขวาอีก 1 ครั้ง ก็จะเจอจอว่าง ๆ แบบนี้ครับ

 

ซึ่งหน้าจอนี้ มีไว้ตั้งค่านาฬิกาที่แสดงอยู่ด้านล่างนั่นเองครับ

โดยวิธีการตั้งเวลาให้ทำดังนี้ครับ

1. กดก้านขวา 1 ที เวลาจะกระพริบ

2. กดก้านขวาค้างไว้เหมือนตอนที่เรา Reset ค่าอื่น ๆ ก่อนหน้านี้นั่นแหล่ะครับ ประมาณ 3 วินาทีได้ ตัวเลขชั่วโมงก็จะกระพริบ

3. เพื่อน ๆ ก็กดก้านขวาตั้งเวลาที่เป็นหน่วยชั่วโมงได้เลยครับ โดยเวลาจะเป็นแบบ 12 ชั่วโมงครับ คือ 1 – 12 เท่านั้น โดยกดก้านขวา 1 ที ก็เลื่อนไปทีละ 1 ชั่วโมงครับ

4. เมื่อตั้งชั่วโมงเรียบร้อยแล้ว ให้เพื่อน ๆ นับ 1 – 5 ในใจ เลข “นาที” ก็จะกระพริบ เพื่อน ๆ ก็กดก้านขวาไปเรื่อย ๆ ครับ ตัวเลขจะเปลี่ยนไปทีละนาที

5. เสร็จแล้ว ก็รอสัก 5 วินาทีเช่นเดิม เพื่อตั้งค่า “วินาที” ต่อไปครับ ด้วยวิธีการเหมือนการตั้งชั่วโมงและนาทีนั่นแหล่ะ

6. พอตั้งเวลาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ไม่ต้องไปสนใจจอแล้วครับ เพียงแค่รอสักพัก เวลาที่จอก็จะถูกต้องตรงเผงตามที่เพื่อน ๆ ตั้งค่าเอาไว้

ถ้าเพื่อน ๆ สังเกตให้ดี จะพบว่า นาฬิกาจะแสดงเวลาอยู่ในทุกหน้าจอเลยนะครับ ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะกดก้านซ้ายหรือขวา ไปดูค่าอะไรก็ตาม

———————

จอเรืองแสง ตกลงสีขาวหรือสีน้ำเงินกันแน่?

ถ้าเพื่อน ๆ ดูจากโบรชัวร์ Nissan Almera แล้ว จะพบว่า จอเรืองแสงมันออกสีน้ำเงิน ฟ้า ๆ หน่อย

 

แต่พอมาลองขับหรือรับรถแล้ว จะพบว่าจอมันเป็นสีขาวแฮะ!!

 

นิสสันหลอกลวงเรื่องสีหรือเปล่าเนี่ย!!! สีน้ำตาลเทาตอนเปิดตัวก็ทีนึงแล้วนะ ในโบรชัวร์ดูน้ำตาลจ๋า แต่พอมาตัวจริงสีเทาซะงั้น!!

จึงได้แต่อ่านประโยค ที่พิมพ์ด้วยตัวอักษรเล็ก ๆ ไว้ที่ด้านล่างโบรชัวร์อย่างช้ำใจว่า “สีรถยนต์จริงอาจแตกต่างจากในภาพ เนื่องด้วยกระบวนการพิมพ์”

จะว่าไป ก็พอจะเข้าใจได้อยู่ แต่สำหรับ “จอเรืองแสง” มันจะผิดเพี้ยนจากสีขาวเป็นสีน้ำเงิน นี่มันไม่น่าจะแตกต่างกันมากขนาดนั้น

เบียร์นึกเอะใจ นั่งดูภาพในโบรชัวร์อีกที ก็พบว่า ภาพถ่ายมันถูกถ่ายจากมุมที่ไกลกว่าสายตาคนขับ นั่นคือ เป็นมุมมองที่อยู่แถว ๆ พนักพิงศีรษะเลยนะ

 

เบียร์เลยตัดสินใจเปิดประตูคนขับ แล้วมานั่งอยู่เบาะหลัง จากนั้นก็ยื่นหัวลองมองเรือนไมล์ดูจากมุมมองบริเวณพนักพิงศีรษะของคนขับ ก็พบว่า มันเป็นสีน้ำเงิน ออกฟ้าจริง ๆ ครับ

 

โอ้ว ไฮโซจริง ๆ ครับ เรือนไมล์ 2 สีซะด้วย

———————

แต่เมื่อเดินกลับมาที่นั่งคนขับ เบียร์ยังไม่ทันปิดประตูรถ ก็เห็นไฟเตือนประตูรถเปิดสีแดง สว่างอยู่ที่หน้าจอด้านขวา ตรงความเร็วรถ

 

เบียร์ลองไปเปิดประตูทั้ง 4 บาน ก็พบว่า ไฟนี้จะติดตลอดเวลาที่ประตูบานใดบานหนึ่งเปิดอยู่ หรือปิดไม่สนิท แต่ไม่ว่าจะเป็นประตูไหน สัญลักษณ์ประตูเปิด จะเป็นแบบเดียวเท่านั้น คือ เป็นรูปประตูซ้ายด้านคนนั่งเปิดอยู่บานใหญ่ บานเดียวตามรูปด้านบนนั่นแหล่ะครับ

ซึ่งเบียร์มองว่า ถ้าเกิดเราพาเพื่อน ๆ ขึ้นมานั่งในรถ Almera เต็มคัน แบบที่พี่โดมขับในโฆษณาทางทีวี แล้วเห็นไฟสีแดงสว่างแบบนี้ คงต้องสั่งเช็คกันทีละประตู จนกว่าจะเจอผู้ต้องหา ว่าใครที่ปิดประตูรถไม่สนิทกันแน่

ซึ่งตรงจุดนี้ เบียร์ชอบไฟเตือนของรถ Nissan March มากกว่าครับ ที่สามารถบอกเราได้อย่างละเอียด ว่าประตูบานไหนที่ปิดไม่สนิท ไม่ต้องไล่หากันทุกประตูให้เหนื่อย

 

กลับมาที่จอของ Almera กันต่อครับ โดยถ้าเราดูจากโบรชัวร์จะพบว่า จอแสดงผลนี้ จะสามารถแสดงผลเตือนระยะเวลาตรวจเช็คและเปลี่ยนอะไหล่ด้วย โดยเป็นรูปไขควง พร้อมแสดงระยะทาง

 

ซึ่งเบียร์ลองดูแล้ว เราไม่สามารถตั้งค่า และดูรายละเอียดได้ด้วยตัวเองนะครับ ไม่เหมือนกับ Nissan March ที่สามารถดูค่านี้ได้ และตั้งค่าได้ด้วยตัวเอง แถมยังสามารถเลือกประเภทการเตือนได้อีก ทั้งเตือนเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง / ไส้กรอง / ยางรถยนต์ เป็นต้น

 

มาจนถึงบรรทัดนี้ เบียร์คิดเอง เออเองว่า เพื่อน ๆ คงเข้าใจ กับจอเรืองแสงของ Nissan Almera รุ่น V และ VL มากพอสำหรับการใช้งานจริงแล้วละ

ซึ่งในตอนหน้า เบียร์จะให้เพื่อน ๆ มา “เปิดแอร์รถ”ให้เบียร์กันก่อน เพราะตอนนี้ร้อนตับแตกแล้วละครับ นั่งรีวิวภายในรถมานานหลายตอนขนาดนี้

มามะ มาเปิดแอร์กัน เริ่มที่แอร์ธรรมดากันก่อนเลยดีกว่าครับ เข้ามาดูกันได้ต่อเลยครับที่ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 9 “เปิดแอร์ของอัลเมร่า รุ่น S – E กันเถอะ”

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *