รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 7 “มาดูเรือนไมล์อัลเมร่า รุ่น S , E , ES กัน”

หลังจากปรับสรีระให้พร้อมกับการขับขี่เรียบร้อยแล้ว แต่เบียร์ก็ยังไม่พาเพื่อน ๆ ออกจากโชว์รูมอยู่ดีครับ ถ้าเพื่อน ๆ ยังดูเรือนไมล์ของรถไม่เป็น เพราะนี่คือจุดสำคัญจุดหนึ่งของการขับขี่เลยนะครับ

ซึ่งเพื่อน ๆ ที่ได้รถ Nissan Almera รุ่น S MT , E MT , E CVT และ ES CVT จะได้เรือนไมล์เหมือนกันหมดแบบนี้

 

ซึ่งหลายคนจะรู้สึก “คุ้น คุ้น” หรือ “คลับคล้ายคลับคลา” ก็เพราะว่าเรือนไมล์ตัวเนี้ย ถอดแบบมาจาก Nissan March รุ่น S , E , V นั่นแหล่ะครับ

เพียงแต่เรือนไมล์ของ Nissan March จะดูมีมิติกว่านิดนึง แต่การแสดงผลเหมือนกันเป๊ะ

 

สำหรับเข็มวัดรอบเครื่องยนต์ที่อยู่ด้านซ้าย และมาตรวัดความเร็วของรถยนต์ที่อยู่ตรงกลาง เบียร์คงไม่ต้องอธิบายอะไร เพราะมันดูเรียบง่ายตามสไตล์ของมันเองอยู่แล้ว เพียงแต่แอบดีใจแทนเพื่อน ๆ ที่ใช้ Nissan Almera รุ่น S MT ที่มีวัดรอบมาให้ ต่างกับ Nissan March S MT ที่ไม่มีวัดรอบครับ

แต่สิ่งสำคัญที่เบียร์อยากจะรีวิวก็คือ วิธีการดูและตั้งค่าหน้าจอเล็ก ๆ ด้านขวามือล่าง เพราะเป็นส่วนที่บอกข้อมูลที่สำคัญมากมาย

โดยเราจะใช้ก้านยาวที่ยื่นออกมาถึง 2 ก้าน ไว้บังคับควบคุมการแสดงผลต่างๆ ในหน้าจอนี้ครับ

 

ก้านซ้ายมีรูปสี่เหลี่ยมกำกับอยู่ เพื่อบอกว่าเป็นก้านที่ใช้ควบคุมจอแสดงผลทั่วไป

ก้านขวามีรูปนาฬิกากำกับอยู่ เพื่อบอกว่าเป็นก้านที่ใช้ตั้งเวลา หรือนาฬิกานั่นแหล่ะ

มาเริ่มดูจอแรกกันเลยดีกว่าครับ

 

ในหน้าจอนี้บ่งบอกอะไรบ้าง?

1. ตัวอักษร “P” คือ ตำแหน่งเกียร์ CVT ในขณะนั้น จะได้ไม่ต้องไปก้มดูที่คันเกียร์ครับ(มีเฉพาะรุ่น E CVT และ ES CVT)

2. ODO คือ ระยะทางทั้งหมด หรือเลขไมล์รถนั่นเอง เป็นระยะทางทั้งหมดที่แสดงว่า รถคันนี้ตั้งแต่ถูกผลิตออกมา วิ่งไปแล้วกี่กิโลเมตร โดยค่านี้ไม่สามารถ reset ได้นะครับ โดยตัวเลขนี้เราจะเอาไว้อ้างอิงในการเช็คระยะ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นเอง

ที่สำคัญ เพื่อน ๆ ที่รับรถควรตรวจสอบค่า ODO ดูนะครับ ว่าตอนที่เรารับรถมาเนี่ย รถของเราได้วิ่งไปแล้วมากน้อยแค่ไหน?

ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 100 กิโลเมตรครับ ยิ่งวิ่งแค่ 10 – 30 กิโลเมตรนี่ถือว่าดีมากเลย

โดยในหน้าจอนี้บอกว่า รถคันนี้วิ่งมาแล้วทั้งหมด 9,400 กิโลเมตรครับ

3. “3.03” คือ นาฬิกาบอกเวลาครับ ว่าตอนนี้บ่าย 3 โมง 3 นาที ซึ่งนาฬิกาของรุ่น S E ES นั้นจะแสดงค่าแบบ 12 ชั่วโมงนะครับ ซึ่งถ้าตอนนี้ หันขึ้นไปมองท้องฟ้าแล้วพบกับความมืดมิด มีดวงดาวพราวแสงอยู่ ก็แสดงว่า เป็นเวลา ตี 3 กับอีก 3 นาทีครับ

โดยตัวเลขนี้ตั้งค่าได้ครับ โดยใช้ก้านด้านขวามือรูปนาฬิกานั่นแหล่ะ ซึ่งเบียร์จะบอกวิธีตั้งค่าเวลาอีกครั้งนึงตอนท้ายรีวิวนะครับ

4. “รูปปั๊มน้ำมัน มีลูกศรชี้ไปทางซ้ายมือ” นิสสันเค้าทำมาเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่า ถังน้ำมันนะอยู่ฝั่งซ้ายของตัวรถ เวลาเข้าปั๊มน้ำมันนะ เข้าให้ถูกด้านด้วย

ซึ่งเหมาะสำหรับ

– เจ้าของรถที่มีรถหลายคัน

– แต่ถ้ามีคันเดียว ด้วยความที่ Almera ประหยัดน้ำมัน ทำให้ไม่ได้เข้าปั๊มบ่อย อาจจะลืมว่า เวลาจะเข้าปั๊ม ต้องจอดที่หัวจ่ายด้านไหน 55555

5. ระดับน้ำมันคงเหลือ มีทั้งหมด 8 ขีดครับ อย่างในภาพนี้ คือ มีน้ำมันเหลืออยู่ครึ่งถังนั่นเอง

แต่ถ้าเป็นรุ่น S MT หรือ E MT หน้าจอจะเป็นแบบนี้ครับ

 

ซึ่งด้านซ้ายสุดของจอจะว่างเปล่า เพราะรุ่นเกียร์ธรรมดา จะไม่มีการแสดงตำแหน่งเกียร์ เหมือนรุ่นเกียร์ CVT ครับ

ส่วนหน้าจอนี้ ก็อ่านค่าได้ว่า

1. ระยะทางที่รถวิ่งมาแล้วทั้งหมด (ODO) 1,313 กิโลเมตร

2. เวลาในขณะนั้น 9.13 (ขึ้นอยู่ว่าเป็นกลางวันหรือกลางคืน ถ้ากลางวันก็ 9 โมงเช้า ถ้ากลางคืนก็ 3 ทุ่ม)

3. ระดับน้ำมันเหลือมากกว่าครึ่งถัง 1 ขีด

พอเข้าใจหน้าจอแรกแล้ว ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไป ด้วยการกดก้านด้านซ้ายมือรูปสี่เหลี่ยม 1 ทีครับ

 

ก็จะเจอหน้าจอนี้

 

หน้าจอนี้ค่าอื่น ๆ จะเหมือนเดิม แต่เปลี่ยนตรงที่มีคำว่า Trip A ขึ้นมา และมีตัวเลขคือ 349.3

ซึ่ง Trip A ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา

อย่างหน้าจอนี้ คือ ตั้งแต่เราเริ่มกดตั้งค่าครั้งสุดท้ายมาถึงตอนนี้ รถเราวิ่งไป 349.3 กิโลเมตรแล้ว

และถ้าเพื่อน ๆ อยากจะตั้งค่าใหม่ เพื่อจับระยะทาง ก็ให้กดปุ่มที่ก้านซ้ายค้างไว้ ตัวเลขนี้ก็จะกลายเป็น 0 ทันที

ซึ่งการวัดระยะทาง ใช้ได้หลากหลายครับ อย่างเบียร์เองจะใช้แบบนี้

1. เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ กดค้างให้เป็น 0 ทิ้งไว้ และเมื่อต้องมาเติมน้ำมันอีกรอบ ก็สามารถดูได้ว่า รถเราวิ่งได้กี่กิโลตั้งแต่เราเติมน้ำมันครั้งล่าสุด

2. เมื่อต้องการทราบว่าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไกลแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านก็กดก้านค้างไว้ให้เป็น 0 พอถึงที่ทำงาน เราก็จะได้ตัวเลขระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงาน

———————–

ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไปครับ ด้วยการกดก้านซ้าย 1 ที เหมือนเดิม

 

ก็จะเจอกับ Trip B ซึ่ง Trip B ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา

นั่นก็หมายความว่า Trip B ก็มีค่าเหมือน Trip A เป๊ะ ๆ เลย

แล้วจะมีมาทำไม 2 อัน?

ก็ต้องบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจับ หรือวัดระยะทางอะไรมาก ก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก

แต่ที่มีมา 2 อัน เพราะบางครั้ง เราอาจจะต้องจับระยะทางพร้อมกัน 2 จุด

เอ๊ะยังไง! อ่ะ ลองมาดูวิธีการใช้งานของเบียร์ดูครับ

ชีวิตประจำวัน

– เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง เบียร์จะกดก้านซ้ายให้แสดง Trip A และกดค้างอีกที เพื่อ Reset ค่าให้เป็น 0 เพื่อจะดูว่าน้ำมันถังนี้ เบียร์จะวิ่งได้กี่กิโลเมตร

– ส่วน Trip B เบียร์จะทำแบบเดียวกัน เมื่อต้องการจับระยะทางในการเดินทางในแต่ละวัน เช่น วันนี้เบียร์จะไปหาลูกค้าที่พัทยา จะใช้ระยะทางวิ่งไปเท่าไหร่? ซึ่งเบียร์ไปกดดูที่ Trip A ไม่ได้ เพราะ Trip A ไว้จับระยะทางการใช้น้ำมันอยู่

ชีวิตท่องเที่ยว

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เบียร์มักจะใช้ Trip A เพื่อดูระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ไปจนกลับ เช่น รีวิวที่เบียร์ขับ March ไปฮันนีมูนที่ปาย เบียร์ก็กดไว้ตั้งแต่ออกจากบ้าน จนไปเที่ยวปาย เชียงใหม่ กลับถึงกรุงเทพ ก็จะรู้ว่า ระยะทางทั้งหมดในทริปนี้ วิ่งไปเท่าไหร่

ส่วน Trip B เบียร์จะใช้เมื่อเข้าเติมน้ำมันเต็มถัง เพื่อดูระยะทางวิ่งจนกว่า จะเติมน้ำมันอีกครั้ง ว่าวิ่งไปได้กี่กิโลเมตร ซึ่งเบียร์จะเอาค่าเหล่านั้นมาดูอัตราการกินน้ำมัน

ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูการคำนวณและใช้ทริป A B ของเบียร์จริง ๆ ได้ในรีวิว “ขับ Nissan March ไปฮันนีมูนที่ปาย – เชียงใหม่”

หวังว่าจะพอเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกท่านนะครับ

———————-

จบเรื่อง Trip A B ไปแล้ว กดก้านซ้าย 1 ที มาดูหน้าจอถัดไปครับ

 

จะเห็นตัวเลข 0.0 km/l เลขนี้คือการบอกอัตราการกินน้ำมันแบบ Real Time ครับ นั่นคือ ในขณะที่เราขับน้อง Almera นั้น รถกินน้ำมันมากน้อยแค่ไหน?

ซึ่งมีประโยชน์มากครับ เราจะได้รู้ว่า เท้าเรา หนัก-เบาไปไหม จะได้ควบคุมน้ำหนักเท้าในการเหยียบคันเร่งของเราให้ดีครับ เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด

เคยมีหลายคนเห็นหน้าจอนี้แล้วตกใจว่า ทำไมตัวเลขวิ่งขึ้น ๆ ลง ๆ จนนึกว่าหน้าจอรถเสีย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ เป็นปกติครับ ของหน้าจอนี้ ที่บอกค่ากันสด ๆ แบบเรียลไทม์

———————–

มาดูกันต่อครับ กดก้านซ้ายอีก 1 ที

 

ในหน้าจอนี้ มีคำว่า “AVG. 13.7 km/l” ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกอัตราเฉลี่ยการกินน้ำมันของเรานั่นเองครับ ซึ่งก็คำนวณมาจากค่า Real Time ในจอก่อนหน้านี้นั่นแหล่ะ

โดยค่าเฉลี่ยนี้จะเริ่มนับตั้งแต่เรากดก้านซ้ายค้างเพื่อ reset ค่านี้ให้เป็น 0 นะครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการจับว่า จากบ้านไปที่ทำงานในเช้าวันนี้ เราขับรถได้อัตราเฉลี่ยเป็นยังไง จะถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรตามที่โฆษณาไว้ไหม? ก็กดก้านซ้ายค้างไว้เพื่อ reset หน้าจอใหม่ซะ และขับไปที่ทำงาน จากนั้นก็จะทราบว่า เราขับรถได้ประหยัดมากน้อยแค่ไหน ถึง 20 กิโลเมตรต่อลิตรหรือไม่? นั่นเอง

เคยมีเพื่อน ๆ มาถามเบียร์ว่า ขับยังไงก็ไม่ประหยัด ตัวเลขอยู่ที่ 10 ต้น ๆ มานานแล้ว เบียร์ก็ขอบอกเลยนะครับว่า ต้อง reset ค่าก่อนด้วย เพื่อเริ่มคำนวณใหม่ เพราะหลายท่านไม่เคยกด reset เลยตั้งแต่รับรถป้ายแดงมา ค่ามันก็คำนวณมายาวนานเกินไปครับ ตัวเลขจะขยับยาก และไม่แสดงผลเป็นปัจจุบัน

ดังนั้น อย่าลืมกด reset กันก่อนขับรถนะครับ

หมายเหตุ

– หลังกด reset จะยังไม่มีตัวเลขขึ้นจนกว่าจะวิ่งถึง 500 เมตรแรก

– การคำนวณอัตราเฉลี่ย จะคำนวณทุก 30 วินาที

———————

มาดูอีกหน้าจอครับ หน้าจอสุดท้ายแล้ว

 

หน้าจอนี้มีจุดสีดำชี้ที่ระดับน้ำมันเต็มถัง และมีตัวเลข 177 km กำกับอยู่

ซึ่งหน้าจอนี้จะแสดงระยะทางที่เจ้า Almera สามารถวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมดถัง

แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่นะครับ เพราะหน้าจอจะคำนวณจากการขับขี่ของเราประกอบด้วย

อย่างตอนนี้เบียร์สามารถวิ่งได้อีก 177 กิโลเมตรใช้ไหมครับ?

แต่ถ้าเบียร์ขับแบบประหยัดสุด ๆ สักพัก หน้าจออาจจะเปลี่ยนเป็น 220 km ก็ได้ คือ เหลือระยะทางวิ่งได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ท่านที่เพิ่งไปเติมน้ำมันเต็มถังมา แล้วหน้าจอแสดงผลได้น้อย ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะมันจะคำนวณจากการวิ่งล่าสุด แล้วแสดงผลออกมา ซึ่งระยะทางสามารถเพิ่มขึ้น-ลงได้ตามการขับขี่ของเราครับ

และเมื่อน้ำมันเหลือขีดสุดท้าย หน้าจอนี้จะแสดงตัวเลขกระพริบ ๆ นะครับ เพื่อเป็นการเตือนคนขับว่า น้ำมันใกล้หมดแล้วนะ รีบเติมซะ!

และถ้ายังไม่เติมอีก สักพัก ตัวเลขจะหายไป กลายเป็น “—-” นั่นคือ คำนวณระยะทางไม่ได้แล้ว ควรเติมน้ำมันได้แล้ว

สรุป หน้าจอนี้จะเป็นการแสดงผลคร่าว ๆ เท่านั้น เพื่อน ๆ อย่าไปยึดติดหรือซีเรียสกับตัวเลขระยะทางคงเหลือมากนัก เอาเป็นว่า ถ้ามันเตือนเมื่อไหร่ว่า ถึงเวลาเติมน้ำมันได้แล้ว ก็เติมไปเลย อย่าไปเสี่ยงวิ่ง ถึงแม้จริง ๆ อาจจะวิ่งได้อีกร่วม 100 กิโลเมตรก็เถอะ เพราะการปล่อยให้น้ำมันหมดถังแล้วเติม มันไม่ส่งผลดีต่อรถยนต์ของเรานักหรอกครับ

——————-

สำหรับก้านซ้ายก็คงหมดประโยชน์แล้ว ทีนี้มาดูก้านขวารูปนาฬิกากันบ้างว่า จะใช้ตั้งค่านาฬิกาทำอย่างไร

 

สำหรับการตั้งนาฬิกาบอกเวลาที่หน้าจอนั้น ให้เพื่อน ๆ กดก้านขวาค้างไว้จนกว่า ตัวเลขบอกชั่วโมงจะเริ่มกระพริบ

– เราสามารถตั้งเวลาที่เป็นค่า “ชั่วโมง” ได้ โดยการกดก้านขวาไปเรื่อย ๆ ตัวเลขจะเปลี่ยนไปทีละชั่วโมง

– ถ้าเราขี้เกียจกดทีละชั่วโมง ให้กดก้านขวาค้างไว้ครับ ตัวเลขจะวิ่งเร็วขึ้น

เมื่อตั้งชั่วโมงเสร็จแล้ว ก็ให้อยู่เฉย ๆ สัก 5 วินาที ตัวเลข “นาที” ก็จะกระพริบ ให้เราตั้งค่า โดยกดตั้งค่าเหมือนตอนตั้งค่า“ชั่วโมง” ด้านบนนั่นแหล่ะ

เสร็จแล้วก็รอสัก 5 วินาที เพื่อตั้งค่าตัวเลขที่เป็น “วินาที” โดยใช้วิธีเดิมนั่นเอง

ถ้าตั้งค่าเรียบร้อยแล้ว ก็อยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยครับ ภายใน 1 นาที นาฬิกาจะแสดงเวลาตามที่เพื่อน ๆ ได้ตั้งไว้ครับ

—————-

สำหรับรีวิวหน้าจอของ Nissan Almera รุ่น S E ES ก็คงต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ ถ้าเพื่อน ๆ มีข้อสงสัย หรือแนะนำ ติชมอะไรก็ทิ้งความเห็นไว้ด้านล่างได้เลยครับ

ส่วนตอนหน้าเบียร์จะพาไปดูหน้าจอเรืองแสงของ V CVT และ VL CVT กันต่อครับ เข้ามาดูกันได้เลยที่ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 8 “มาดูเรือนไมล์ไฮโซ ของอัลเมร่า รุ่น V และ VL กัน”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *