รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 4 “กุญแจรถอัลเมร่า รุ่นไหน ใช้งานอย่างไร?”

หลังจากเพื่อน ๆ ได้ตรวจสอบภายนอกรถไปเรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องเข้าไปตรวจสอบภายใน และลองใช้อุปกรณ์ต่าง ๆ ในรถดูครับ

แม้ตอนรับรถ เซลล์จะปลดล็อคประตูไว้ให้เปิดได้สบาย ๆ อยู่แล้ว แต่เบียร์ก็อยากจะให้เพื่อน ๆ รู้จักและเรียนรู้การใช้“กุญแจรถ”กันก่อนครับ

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ อ่านรีวิวตอนที่ 2 “นิสสัน อัลเมร่าแต่ละรุ่น แตกต่างกันอย่างไร?” มาแล้ว ก็คงจะทราบดีว่า แต่ละรุ่นได้กุญแจที่แตกต่างกัน

งั้นเรามาเริ่มที่กุญแจมหาชนกันก่อน เพราะใช้กันถึง 4 รุ่นเลยทีเดียว นั่นคือ S MT , E MT , E CVT และ ES CVT

 

สำหรับกุญแจรุ่นนี้ก็ใช้กัน“ง่าย ง่าย” ตามสไตล์รถทั่วไปครับ นั่นคือ การ“บิด”เพียว ๆ เท่านั้น

เริ่มที่การเปิดรถกันก่อน

รุ่น S MT

รุ่นนี้ไม่มีระบบเซ็นทรัล ล็อคติดมาให้จากโรงงาน ดังนั้น เมื่อเพื่อน ๆ เสียบกุญแจไปที่รูกุญแจตรงมือจับประตูฝั่งคนขับ บิดไปทางซ้าย 1 ที ก็ปลดล็อคประตูได้แล้วครับ แต่ได้เฉพาะประตูคนขับบานเดียวนะครับ ประตูบานอื่นจะเปิดไม่ได้ ต้องเอื้อมมือไปปลดล็อคด้วยตัวท่านเองครับ

และเมื่อเพื่อน ๆ ต้องการล็อคประตู ก็ต้องดูให้มั่นใจว่าประตูอีก 3 บานที่เหลือ ได้ล็อคหมดแล้ว จากนั้นก็บิดกุญแจไปทางขวามือ 1 ที ประตูคนขับก็จะล็อค เท่านี้ก็เรียบร้อยครับ

ส่วนการเปิดฝากระโปรงหลังด้วยกุญแจ เพื่อน ๆ ก็ทำเหมือนการเปิดประตูคนขับนั่นแหล่ะครับ เสียบกุญแจเข้ารู แล้วบิด 1 ที ฝากระโปรงหลังก็จะเด้งขึ้นมา

 

ส่วนเวลาปิด ก็ไม่ต้องใช้กุญแจแล้วนะครับ กดปิดได้เลย

——————-

รุ่น E MT , E CVT , ES CVT

ใน 3 รุ่นนี้จะมีระบบเซ็นทรัล ล็อค จึงมีเทคนิคที่เพิ่มเติมมากกว่า S MT ครับ มาดูกันเลยดีกว่า

เมื่อเพื่อน ๆ ต้องการจะเปิดรถ ก็จับกุญแจเสียบที่รูกุญแจตรงประตูคนขับแบบนี้

 

แล้วบิดมาทางซ้าย 1 ที

 

ประตูทั้ง 4 บานก็จะถูกปลดล็อค สามารถเปิดประตูได้ทุกบานทันที

และเมื่อต้องการล็อครถ ก็แค่บิดกุญแจมาด้านขวามือแบบนี้ ประตูทั้ง 4 บานก็จะล็อคทันทีครับ

 

แล้วถ้ากลัวผู้ไม่หวังดีเปิดประตูบานอื่นเข้ามาละ?

เพื่อน ๆ หลายคนกลัวว่า เวลาไปไหนคนเดียว ถ้ามาไขกุญแจแล้ว กลัวว่าจะมีโจรมาแอบเปิดประตูบานอื่นเข้ามาในรถด้วย

เบียร์มีเทคนิคมาฝากครับ

เริ่มต้นด้วยการมาบิดกุญแจไปทางซ้าย 1 ที

 

จากนั้นเพื่อน ๆ ก็รีบบิดกลับไปทางขวา 1 ที (เหมือนล็อคประตูนั่นแหล่ะ)

 

เสร็จแล้วก็บิดกลับมาทางซ้ายใหม่อีกครั้งหนึ่ง (ทั้ง 3 ขั้นตอนทำติดกัน)

 

ประตูจะปลดล็อคเฉพาะบานคนขับเท่านั้นครับ บานอื่นไม่สามารถเปิดได้

ง่ายไหมครับ?

————————-

เปิดฝากระโปรงหลัง

การเปิดฝากระโปรงหลังด้วยกุญแจ ก็ใช้วิธีเดียวกับ S MT เด๊ะเลยครับ แค่เสียบกุญแจไปที่รูกุญแจ แล้วบิด 1 ที ฝากระโปรงหลังก็จะเปิดขึ้นมาในระดับที่เหมาะสมทันที

 

และเวลาปิด ก็เหมือนกัน (อันนี้ทุกรุ่น) คือ ปิดฝากระโปรงลงมาได้เลย ไม่ต้องใช้กุญแจใด ๆ มาไขครับ

————————

V CVT 

รุ่นนี้มีความพิเศษขึ้นมาหน่อยด้วยกุญแจรีโมท

 

ซึ่งการเปิดรถ ก็ไม่ต้องเสียบกุญแจแล้วบิดอีกต่อไป เพียงแค่กดปุ่มปลดล็อค (รูปแม่กุญแจถูกปลดออก) 1 ที ประตูทั้ง 4 บาน ก็พร้อมให้คุณเลือกเปิดได้ทันที ไม่มีข้อแม้

การล็อครถ ก็ทำได้ง่าย ๆ เช่นเดียวกัน คือ กดปุ่มล็อครถ (รูปแม่กุญแจถูกล็อค) ที่รีโมท ประตูทั้ง 4 บานก็จะถูกล็อคทั้งหมดทันที

แต่ถ้าเพื่อน ๆ กลัวผู้ไม่ประสงค์ดี จะแอบเปิดประตูเข้ามาหลังเรากดรีโมทปลดล็อค เบียร์มีเทคนิคมาฝากเช่นกันครับ

นั่นคือ งดใช้รีโมท แล้วนำกุญแจเสียบเข้าไปที่รูกุญแจตรงมือเปิดประตู ด้านคนขับ แล้วก็บิดไปทางซ้าย 1 ที เพื่อน ๆ ก็สามารถเปิดประตูด้านคนขับเข้าไปได้สบาย ๆ ส่วนอีก 3 ประตูที่เหลือ ก็ยังคงล็อคเอาไว้อย่างปลอดภัย

บิดแค่ครั้งเดียวแบบนี้ มันง่ายมาก ๆ เลยเนอะ?

——————-

สำหรับการเปิดฝากระโปรงหลังของรุ่น V CVT แน่นอนว่า นำกุญแจไปบิดเอาเหมือนรุ่นก่อนหน้านี้ก็ได้เหมือนกัน แต่ในเมื่อเพื่อน ๆ ได้กุญแจรีโมทมาแล้ว จะมามัวบิด มัวไขกันอยู่ใยเล่าครับ

จัดการกดปุ่ม HOLD ที่รีโมทไว้ได้เลย โดยให้กดค้างไว้นะครับ อย่ากดทีเดียว แล้วค่อยปล่อยมือ ตอนที่ฝากระโปรงเด้งขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว แบบนี้

——————————-

VL CVT 

ที่สุดของที่สุดกับกุญแจอัจริยะ เอกสิทธิ์หนึ่งเดียวสำหรับผู้กล้าที่ตัดสินใจคว้ารุ่น Top ไปครอบครอง

 

เพื่อน ๆ รู้ไหมครับ กุญแจรุ่น VL CVT นี้ เหมือนกับกุญแจพี่ใหญ่อย่าง Nissan Teana เป๊ะเลย!

 

มันมีจุดต่างแค่นิดเดียว คือสีตรงด้านบนของกุญแจ ของ Almera จะเป็นสีดำ ส่วนของ Teana จะออกสีเทาครับ

ถ้าที่บ้านเพื่อน ๆ มีรถทั้ง 2 รุ่นแบบนี้ ก็อย่าหยิบกุญแจผิดดอกนะครับ

 

กลับมาที่ Almera กันต่อ ซึ่งเจ้ากุญแจอัจฉริยะของรุ่น VL CVT นี้ เพื่อน ๆ มีทางเลือกหลากหลายมากในการจะเปิดประตู

เริ่มที่แบบทั่วไปก่อน ซึ่งไม่แตกต่างจาก V CVT นัก นั่นคือ กดปุ่มปลดล็อคที่รีโมท เมื่อเสียง“ปี๊ป ปี๊ป” สุดหรูดังขึ้น ประตูทั้ง 4 บานก็พร้อมให้เพื่อน ๆ เลือกเปิดได้ทันที

และเวลาจะล็อครถ ก็กดปุ่มล็อครถที่รีโมท (รูปแม่กุญแจถูกล็อค) ที่รีโมท ประตูทั้ง 4 บานก็จะถูกล็อคอย่างเรียบร้อย

แต่แน่นอน ในกรณีที่เพื่อน ๆ กลัวผู้ไม่ประสงค์ดี จะแอบเปิดประตูเข้ามาหลังเรากดรีโมทปลดล็อค เบียร์ก็มีเทคนิคมาให้เพื่อน ๆ ใช้ในการป้องกันตัวได้แน่นอนครับ

แต่ก่อนอื่น ให้เพื่อน ๆ พลิกไปดูด้านหลังของกุญแจรีโมทรูปเมล็ดข้าวก่อน จะพบสลักปลดล็อค ก็ให้เพื่อน ๆ เลื่อนสลักเพื่อปลดล็อค โดยถ้าตามตำแหน่งในภาพแล้ว ให้เลื่อนไปทางซ้าย

 

แล้วดึงกุญแจที่ซ่อนอยู่ขึ้นมาครับ

 

ก็จะได้กุญแจออกมาแบบนี้

 

จากนั้นก็นำกุญแจไปเสียบเข้าไปที่รูกุญแจตรงมือเปิดประตูด้านคนขับเหมือนรุ่นอื่น ๆ แล้วก็บิดไปทางซ้าย 1 ที เพื่อน ๆ ก็สามารถเปิดประตูด้านคนขับเข้าไปได้สบาย ๆ ส่วนอีก 3 ประตูที่เหลือ ก็ยังคงล็อคเอาไว้อย่างปลอดภัย

ซึ่งวิธีนี้ยังใช้ในกรณีที่แบตเตอรี่ของกุญแจอัจฉริยะหมดด้วยนะครับ ทำให้เพื่อน ๆ เปิดรถด้วยรีโมทหรือปุ่มสีดำไม่ได้ ก็ให้ใช้กุญแจนี้ ไขเข้ารถได้ครับ

——————

แต่ถ้าใช้วิธีทั่วไปแบบนี้ เราจะเรียกกุญแจอัจฉริยะได้อย่างไรละครับ?

ในเมื่อจ่ายเงินค่าตัวรถไป 600,000 บาท ได้เงินทอนค่าน้ำมันมาถังหนึ่ง เราจะมาใช้ชีวิตให้มันยาก ๆ เหมือนรุ่นที่ถูกกว่าได้ยังไงครับ?

โยนเข้ากระเป๋าไปเลย จะกระเป๋าเสื้อก็ได้ กระเป๋ากางเกงก็ดี หรือถ้ามีกระเป๋าสะพายก็จัดไป!!

จากนั้นก็เดินมาที่ประตูคนขับ หรือประตูคนนั่งด้านหน้าก็ได้ แล้วเอามือกดปุ่มสีดำที่มือจับประตูแบบนี้

 

เสียง“ปี๊ป ปี๊ป” เสียงเดียวเหมือนรถหรูราคาล้านครึ่งจะดังขึ้น เพื่อน ๆ ก็เปิดประตูรถได้ทั้งหมดทุกบานแบบสบาย ๆ

และถ้าเพื่อน ๆ อยากล็อครถ ก็แค่กดปุ่มสีดำอีกครั้งนึง เสียง“ปี๊ป” จะดังขึ้น (ดังแค่หนึ่งครั้ง) ประตูทั้ง 4 บานก็จะถูกล็อคไว้อย่างเรียบร้อย

ซึ่งการใช้ปุ่มยางสีดำกดนี้ จะใช้งานได้ต่อเมื่อ กุญแจอัจฉริยะอยู่กับตัวเพื่อน ๆ ในรัศมีระหว่างปุ่มและกุญแจไม่เกิน 80 เซนติเมตรครับ

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ ยืนอยู่ที่ประตูคนขับ แล้วไม่ได้กดปุ่ม แต่มีแฟน หรือใครก็ตามมากดปุ่มสีดำอีกด้านที่ฝั่งคนนั่ง ประตูจะไม่เปิดนะครับ

เพราะกุญแจอัจฉริยะอยู่ใกล้ปุ่มไหน ปุ่มนั้นถึงจะทำงานครับ ดังนั้น สบายใจได้ ว่าถ้าเราเดินมาที่ประตูรถแล้ว จะมีใครมากดปุ่มอีกฝั่งเพื่อขึ้นรถนั้น ไม่มีทาง!!

——————-

การเปิดฝากระโปรงหลัง

และแน่นอน ถ้าจะเปิดฝากระโปรงหลังด้วยกุญแจรีโมทในแบบรุ่น V CVT ก็ทำได้เหมือนกัน ด้วยการกดปุ่ม HOLD ค้างไว้จนกว่าฝากระโปรงจะเปิด (กระโปรงรถนะครับ ไม่ใช่กระโปรงหญิง 55555+)

แต่อย่างที่บอกครับ จะควานหากุญแจมาเพื่อกดปุ่มทำไมให้ยุ่งยาก เพราะเพื่อน ๆ สามารถเปิดฝากระโปรงหลังรถได้ง่าย ๆ เพียงแค่นำกุญแจติดตัวไว้เช่นเดิม

ฮั่นแน่! หลายคนนึกออกแล้วใช่ไหมครับ?

ถ้าเพื่อน ๆ ได้อ่านรีวิวตอนที่ 2 “นิสสัน อัลเมร่าแต่ละรุ่น แตกต่างกันอย่างไร?” ก็จะนึกถึงปุ่มลับที่ซ่อนอยู่ใต้โลโก้นิสสัน

 

วิธีการง่าย ๆ ก็คือ กดปุ่มยาว ๆ นั้น 1 ที

 

ฝากระโปรงจะเด้งขึ้นมาให้เพื่อน ๆ ใช้งานได้ทันทีครับ

 

และเบียร์ขอย้ำอีกครั้งว่า ปุ่มนี้จะใช้งานได้ต่อเมื่อ เพื่อน ๆ พกกุญแจอัจฉริยะติดตัวไว้ ในระยะไม่เกิน 80 เซนติเมตรครับ

แต่ถ้าไม่มีกุญแจติดตัว กดยังไง ปุ่มนี้ก็ไม่ทำงานครับ ไม่เหมือน Nissan Tiida Latio ที่กดปุ่มนี้ได้ตลอด ขอแค่รถไม่ได้ล็อค ซึ่งถือเป็นข้อเสียครับ เพราะคนอื่น คนไกลจะแอบมาเปิดฝากระโปรงหลังรถของเพื่อน ๆ ได้

ซึ่งการที่ Nissan ทำระบบมาให้ Almera ได้แบบนี้ เบียร์ถือว่าเป็นความเอาใจใส่ความปลอดภัยของลูกค้าได้ดีครับ

————————-

และถ้าเพื่อน ๆ สังเกตกุญแจของ V CVT และ VL CVT ให้ดี เพื่อน ๆ จะพบปุ่มสีแดง ๆ อีก 1 ปุ่ม

 

สำหรับปุ่มนี้ ถ้าใครได้ลองกด 1 ที จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ถ้ากดค้างเมื่อไหร่ บรรลัยเกิด ระเบิดดังตู้ม!!

แว๊กกกก ไม่ใช่และ!!! ปุ่มนี้เมื่อเพื่อน ๆ กดค้าง เสียงแตรของรถจะดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เหมือนสัญญาณไฟไหม้ห้างไม่มีผิดเพี้ยน

ซึ่งปุ่มนี้เจ้าจะใช้ต่อเมื่อ

กรณีที่ 1

ไปจอดรถไว้ในที่สาธารณะแล้วพอดีเกิดขี้หลง ขี้ลืม หารถไม่เจอ ก็กดปุ่มนี้ เพื่อถามว่า

“รถจ๋า เธออยู่ไหน?”

รถก็จะตอบกลับว่า

“ฉันอยู่นี่……” แป๊ด แป๊ด แป๊ด แป๊ด แป๊ด

เพื่อน ๆ ก็เดินไปตามเสียงร้องของรถได้เลยครับ แล้วถ้าเห็นพิกัดน้องอัลแล้ว อย่าลืมกดปุ่มที่รีโมทอีกครั้งเพื่อปิดเสียงด้วยละ เดี๋ยวคนแถวนั้นตื่นเต้น ตกใจ ขนตู้เย็น วิ่งออกจากบ้าน ไม่รู้ด้วยนะเออ!!!

กรณีที่ 2

เพื่อน ๆ อาจจะเห็นใครมาด้อม ๆ มอง ๆ หรือทำอะไรมิดีมิร้ายกับน้องอัลของเรา ไม่ว่าจะหมาเตรียมฉี่ใส่ล้อ หรือโจรเตรียมแงะโลโก้ ก็กดปุ่มนี้ เพื่อให้คน(หรือหมา)เหล่านั้นตกใจ และหนีไป รวมถึงเรียกร้องความสนใจจากคนแถวนั้นให้หันมามองด้วย ว่ามีอะไรเกิดขึ้น

จะว่าไป หลักการคล้ายสัญญาณกันขโมยทั่วไปนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ต้องกดปุ่มด้วยตัวเองครับ

ถ้านึกภาพไม่ออก ลองดูคลิปที่เบียร์ทดสอบไว้กับ Nissan March ได้เลยครับ

อ๋อ เบียร์จะเล่าให้ฟังถึงการใช้งานจริงว่า มีอยู่วันหนึ่งเบียร์พาคุณพ่อ คุณแม่ไปทานข้าวที่ห้างแฟชั่นฯ ตามประสาลูกที่(พยายามจะทำตัว)ดี

ทานข้าวเสร็จ เบียร์แวะเข้าห้องน้ำก่อน แล้วเดินออกมาพร้อมคุณแม่และภรรยา ก็เห็นไกล ๆ ว่า คุณพ่อเดินมายืนรอที่รถอยู่แล้ว

เบียร์นึกสนุก เลยแกล้งดึงดึงกุญแจมากดปุ่มสีแดงค้างไว้ เสียงแตรบรรเลงก้องกังวาลอย่างรวดเร็ว ภาพที่เบียร์เห็นคือ คุณพ่อสะดุ้งตกใจ และกระโดดถอยห่างจากรถทันที

ซึ่งงานนี้เบียร์ก็ต้องไปกราบขอโทษคุณพ่อกันที่รถนั่นแหล่ะครับ ที่ทำให้ท่านตกใจ แต่ผลที่เกิดขึ้น ก็ทำให้เบียร์รู้ว่า การใช้งานกุญแจในกรณีที่ 2 สามารถใช้ได้จริงครับ

——————-

และเมื่อเพื่อน ๆ ได้รู้วิธีการใช้กุญแจในการเปิดรถไปเรียบร้อยแล้ว เราก็ก้าวเข้ามาดูการใช้งานกุญแจภายในรถกันต่อครับ

ซึ่งรุ่น S MT , E MT , E CVT , ES CVT และ V CVT นั้น ใช้วิธีเดียวกันหมด คือเอากุญแจไปเสียบที่ช่องกุญแจข้างขวาของพวงมาลัยรถช่องนี้แหล่ะ

 

เสียบเข้าไปแบบนี้

 

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ดูขีดที่ช่องกุญแจจะเห็นจังหวะการทำงานดังนี้

ระดับแรก – Lock คือตำแหน่งที่ไม่มีการทำงานใด ๆ และสามารถเอากุญแจเสียบเข้า – ออกได้

ระดับที่สอง – Acc คือตำแหน่งที่สามารถเปิดวิทยุฟังได้ แต่ระบบไฟฟ้าอื่น ๆ ไม่ทำงาน

ระดับที่สาม – ON คือตำแหน่งการเปิดระบบไฟฟ้าทั้งหมด แต่เครื่องยังไม่สตาร์ต ซึ่งตำแหน่งนี้เพื่อน ๆ จะเห็นไฟเตือนขึ้นที่หน้าปัดจำนวนมาก ซึ่งถือเป็นปกติ

หน้าปัดในตำแหน่ง ON ของรุ่น S MT – ES CVT

 

หน้าปัดในตำแหน่ง ON ของรุ่น V CVT และ VL CVT

 

โดยในตำแหน่งนี้ เพื่อน ๆ สามารถเปิดระบบไฟฟ้าได้ทั้งหมดครับ แต่เครื่องยนต์ยังไม่ทำงาน

ระดับที่สี่ – START เป็นการบิดกุญแจเพื่อสตาร์ตเครื่องยนต์ เมื่อติดแล้วก็บิดกลับมาอยู่ที่ตำแหน่ง ON เช่นเดิม

เมื่อสตาร์ตเครื่องยนต์เรียบร้อยแล้ว ไฟเตือนต่าง ๆ ที่ขึ้นก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์ก็จะหายไป

ซึ่งถ้ายังมีไฟเตือนไหนยังแสดงอยู่ เพื่อน ๆ ก็ต้องตรวจสอบในเรื่องนั้น ๆ ครับ เช่น ไฟเบรคมือขึ้น ก็แสดงว่ายังไม่ได้ปลดเบรคมือลง เป็นต้น

และเมื่อบิดกุญแจดับเครื่องมาจนถึงตำแหน่ง Acc เพื่อน ๆ จะดึงกุญแจไม่ออกนะครับ แถมยังบิดมาทางซ้ายให้อยู่ในตำแหน่ง Lock ไม่ได้

คำแนะนำคือ เพื่อน ๆ ต้องกดกุญแจลงไป (เสียบเข้าไปลึกอีกหน่อย) แล้วบิดมาทางซ้าย ถึงจะทำให้กุญแจมาอยู่ในตำแหน่ง Lock และดึงกุญแจออกมาได้ครับ

———————–

มาถึงรุ่น Top หรือ VL CVT กันบ้าง

รุ่นนี้ก็ยังคงเน้นความสบาย สไตล์กุญแจอัจฉริยะเช่นเคย นั่นคือ เมื่อเพื่อน ๆ โยนกุญแจใส่กระเป๋าไปแล้ว เปิดรถเข้ามา เพื่อน ๆ สามารถสตาร์ตรถได้เลย ด้วยการกดปุ่ม Start เครื่องยนต์ที่ด้านซ้ายของพวงมาลัย ที่เห็นเป็นปุ่มกลม ๆ ส้ม ๆ นั่นแหล่ะ

 

ซึ่งการสตาร์ตรถด้วยปุ่มก็เช่นเดียวกับการเปิดประตูครับ ถ้ากุญแจไม่อยู่ในรัศมี 80 ซ.ม. ก็จะไม่สามารถสตาร์ตรถได้ครับ

และสิ่งที่เบียร์จะบอกก็คือ รุ่น VL CVT นี้มีระบบ Immobilizer ซึ่งถือว่าเป็นระบบกันขโมยที่ดีที่สุดในขณะนี้มาด้วย ซึ่งกว่าจะสตาร์ตรถได้สำหรับเราผู้เป็นเจ้าของมันง่ายแสนง่าย แต่ความจริงแล้ว มีการทำงานที่มากมายเกิดขึ้นในการสตาร์ต ไม่ว่าจะตรวจสอบกุญแจว่าถูกต้องหรือเปล่า ด้วยการส่งซิกตัวเลขมาทดสอบกันเหมือนการถามรหัสผ่านในการกดเงินที่ตู้เอทีเอ็ม เพียงแต่ในกรณีนี้ เจ้าของบัตรไม่ต้องกดรหัสด้วยตัวเอง

ซึ่งรายละเอียดเบียร์จะเล่าให้ฟังอีกครั้งในรีวิวตอนต่อ ๆ ไปครับ

โดยก่อนที่เพื่อน ๆ จะกดปุ่ม ก็จะโชว์ไฟสีส้มที่ปุ่มขึ้นมาแบบนี้

 

ซึ่งข้อดีของปุ่มสตาร์ตก็คือ เราสามารถเลือกระดับเหมือนกุญแจของรุ่นอื่น ๆ ได้ หรือจะสตาร์ตรถเลยก็ย่อมได้

ถ้าเพื่อน ๆ ขึ้นรถมา อยากสตาร์ตรถเลย ก็แค่เหยียบเบรคค้างไว้ แล้วกดปุ่ม Start 1 ที เครื่องยนต์ก็จะติดทันที และพร้อมพาท่านทะยานไปยังจุดหมายปลายทาง

และปุ่ม Start Stop Engine ก็จะมีไฟดวงเล็ก ๆ ด้านบนติดขึ้นมาเพื่อแสดงว่า ระบบเปิดใช้งานตามปกติแล้ว

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ยังไม่อยากติดเครื่อง แต่จะเปิดระบบไฟในรถเฉย ๆ ก็ทำได้ง่าย ๆ โดยไม่ต้องเหยียบเบรค

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม Start 1 ครั้ง ไม่ได้เหยียบเบรค สถานะจะเหมือนระดับ Acc ในรุ่นอื่น ๆ ซึ่งเพื่อน ๆ จะเปิดวิทยุฟังเพลงได้ เหมาะกับเวลาเพื่อน ๆ ไปนั่งฟังเพลงรอใครบางคนในรถ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม Start อีก 1 ครั้ง (หรือ 2 ครั้ง จากเดิม) ระบบไฟทั้งหมดก็จะเปิดขึ้น สถานะจะเหมือนระดับ On ในรุ่นอื่น ๆ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถเปิดไฟ เปิดกระจกไฟฟ้า ปรับกระจกมองข้าง ดูจอที่เรือนไมล์ได้ทันที

และถ้าเพื่อน ๆ กดปุ่ม Start อีก 1 ครั้ง (หรือ 3 ครั้งจากเดิม) ก็คือการปิดระบบทั้งหมดครับ

ซึ่งมันก็จะวนเวียนไปมาอยู่ 3 ตำแหน่งแบบนี้ จนกว่าเพื่อน ๆ จะเหยียบเบรคเพื่อ Start รถนั่นเอง

และเมื่อ Start รถแล้ว ถ้าต้องการดับเครื่องก็กดปุ่ม Start 1 ที เครื่องยนต์ก็จะดับครับ

และถ้าเพื่อน ๆ ดับเครื่องแล้ว แต่ยังอยากฟังเพลงต่อในรถ ก็กดปุ่ม Start โดยไม่ต้องเหยียบเบรคอีกครั้งหนึ่งครับ ก็จะสามารถฟังเพลงได้ตามปกติครับ

 

เป็นยังไงบ้างครับ กับการใช้กุญแจในแต่ละรุ่น จะเห็นได้ว่า รุ่น VL CVT ใช้งานได้ง่ายมากจริง ๆ นะครับ แค่เก็บกุญแจไว้กับตัว ไม่ต้องดึงออกมาให้วุ่นวาย ก็สามารถใช้งานรถ Almera ได้ตลอด ทั้งเปิด-ปิด สตาร์ทรถ ขับรถไปไหนต่อไหน จนจอดรถ ล็อคประตู โดยไม่มีกุญแจให้เกะกะมือเลย

สำหรับการใช้งานกุญแจรถก็หมดลงเพียงเท่านี้ครับ สำหรับตอนหน้า เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไปสำรวจเบาะหลัง แล้วลองนั่งแบบผู้บริหารกันครับ

มาร่วมสำรวจไปพร้อม ๆ กันที่นี่เลยครับ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 5 “สำรวจเบาะหลัง แล้วลองนั่งแบบผู้บริหาร”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *