รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 3 “เย้! รถมาแล้ว ไปรับรถกันเถอะ”

“เปลี่ยนโลกใบเดิมที่เคยคุ้นตา ให้มันยิ่งน่าค้นหา
หยุดชีวิตจำเจที่ผ่านมา
มากมายสิ่งที่งดงาม เติมแต่งให้มันดียิ่งกว่า
สุขกว่าครั้งเดิมเดิม แค่วันที่เราได้พบกัน”

“ฮัลโหล”

“สวัสดีครับพี่ ผมจะโทรมาแจ้งว่า Almera ของพี่มาแล้วนะครับ พี่จะสะดวกรับรถวันไหนครับ?”

“กรี๊ดดดดด ขอไปดูฤกษ์ก่อนค่า”

อยากเจอเหตุการณ์แบบนี้แล้วใช่ไหมครับ?

ณ เวลานี้ หลายท่านผ่านเหตุการณ์นี้ไปเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ยังมีอีกหลายท่านที่ยัง“รอ”ให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับตัวเอง

เพราะการรับรถใหม่ เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นจริง ๆ ครับ โดยเฉพาะรถคันแรก หลายคนคงตื่นเต้นจนนอนไม่หลับเลยทีเดียว

เบียร์เองเคยผ่านเหตุการณ์นี้มาแล้ว รู้ดีว่ามันตื่นเต้นมากมายเพียงใด อะไรที่ท่องจำเอาไว้ จะลืมจนหมดสิ้น T_T

สำหรับรีวิวในตอนที่ 3 นี้ เบียร์จะอาสาพาเพื่อน ๆ มาลองรับรถ Almera กัน เผื่อถึงวันจริง เพื่อน ๆ จะได้รับรถได้อย่างสบาย ๆ ไร้กังวล

 

ก่อนวันรับรถ

เมื่อเพื่อน ๆ ได้รับโทรศัพท์จากเซลล์ ว่ารถ Nissan Almera คู่ใจมานอนรออยู่ที่โชว์รูมแล้วนั้น เพื่อน ๆ จะต้องให้เซลล์แจ้งเอกสารที่ต้องใช้ในวันรับรถ รวมถึงรายละเอียดค่าใช้จ่ายและจำนวนเงินที่ต้องใช้ในวันออกรถ เพื่อให้เพื่อน ๆ ได้เตรียมเอกสารและเงินทองให้เรียบร้อยก่อนวันไปรับรถ

สำหรับเอกสารที่ต้องใช้ในวันรับรถ เพื่อน ๆ ควรเตรียมให้พร้อมก่อนวันรับรถจริงนะครับ ไม่งั้นความตื่นเต้นจะทำให้เพื่อน ๆ หาเอกสารไม่เจอ

ส่วนรายละเอียดค่าใช้จ่ายในวันออกรถ เพื่อน ๆ ควรให้เซลล์แฟกซ์หรืออีเมล์รายละเอียดมาให้ครบถ้วน ว่ามีค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง? ซึ่งเพื่อน ๆ ควรตรวจสอบให้ดี ว่าค่าใช้จ่ายในแต่ละจุด ถูกต้องตรงกันตามที่ตกลงไว้หรือไม่?

เช่น ถ้าซื้อเงินผ่อน ต้องดาวน์ 20% ก็ควรตรวจจำนวนเงินให้ดี ว่าอยู่ในอัตรา 20% จริงหรือไม่? แล้วอัตราดอกเบี้ยที่ทำสัญญาไว้ กับจำนวนงวดที่ต้องผ่อน ตรงกันหรือไม่? ถ้าไม่ตรงก็ควรรีบทักท้วงทันที

(โดยปกติ ในส่วนสัญญาเงินผ่อน จะมีการเซ็นสัญญาก่อนวันรับรถจริงครับ)

และถ้าจะว่าไป ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในวันออกรถมีค่อนข้างหลากหลาย มากมายแล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละบุคคล แต่เบียร์อยากจะมาเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังในค่าใช้จ่ายสำคัญ ๆ 2 – 3 อย่างครับ

ค่ามัดจำป้ายแดง

 

โดยทั่วไป โชว์รูมจะเรียกเก็บเงินค่ามัดจำจากเราประมาณ 2,000 – 3,000 บาท แล้วแต่อารมณ์เจ้าของ 55555+ ล้อเล่นครับ ผมหมายถึงไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัว เพราะโชว์รูมจะต้องบริหารความเสี่ยงของตัวเอง เนื่องจากป้ายแดงนั้น ถือว่าเป็นทรัพย์สินของโชว์รูมนั้น ๆ ไปแล้ว ที่ต้องดูแลรักษา หลังจากเสียค่าธรรมเนียมราคาแพงจ่ายกรมขนส่งทางบกไป เพื่อนำมาให้ลูกค้าตัวเองผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนกันใช้งาน

ซึ่งเงินก้อนนี้ เพื่อน ๆ จะได้คืน เมื่อรถจดทะเบียน และเปลี่ยนจากป้ายแดงเป็นป้ายขาวเรียบร้อยแล้ว

แต่ถ้าเซลล์แจ้งเพื่อน ๆ ว่า ไม่มีค่ามัดจำป้ายแดง แสดงว่า ป้ายแดงแท้ของศูนย์ไม่มี มีแต่ป้ายแดงปลอม ซึ่งถือว่าผิดกฏหมายนะครับ ตำรวจสามารถจับ-ปรับท่านได้ทันที ดังนั้น เพื่อน ๆ จะต้องขอป้ายแดงแท้มาให้ได้ครับ

อย่างศูนย์นิสสันแห่งหนึ่งที่ผมออกรถ ก็แจ้งว่าป้ายแดงแท้หมด เพราะรถขายดี ลูกค้ารับรถไปเยอะ จึงยังไม่ได้นำป้ายมาคืน แต่เมื่อผมแจ้งความประสงค์ว่า ผมไม่รับป้ายแดงปลอม ทางศูนย์นิสสันแห่งนี้ ก็ดำเนินการหาป้ายแดงแท้ใหม่เอี่ยมจากกรมขนส่งมาให้ทันที

ต้องแบบนี้ครับ กับการบริการที่ถูกต้อง

————————-

ค่าจดทะเบียนรถ

โดยปกติ ถ้าเราซื้อเงินสด เราสามารถไปจดทะเบียนเองได้ครับ โดยมีค่าใช้จ่ายดังนี้

– ค่าภาษีคิดตามความใหญ่ของเครื่องยนต์ 1,197 บาท
– ค่าคำขอ 5 บาท
– ค่าตรวจสภาพรถ 50 บาท
– ค่าแผ่นป้าย 200 บาท
– ค่าสมุดคู่มือ 100 บาท

รวมค่าใช้จ่าย 1,552 บาท

แต่เพื่อน ๆ สงสัยไหมครับ ทำไมเซลล์แจ้งค่าจดทะเบียนรถถึง 2,500 บาท บางรายก็แจ้ง 3,000 บาท

นั่นคือ เค้าชาร์ตค่าบริการครับ!!

และแน่นอน การที่ให้ทางศูนย์ไปจดทะเบียนให้ มักจะได้ป้ายขาวช้ามาก เหตุผลก็คือ ทางศูนย์มักจะรอให้มีจำนวนรถที่จะนำไปจดทะเบียนเยอะพอสมควร แล้วนำไปจดทะเบียนพร้อมกันทีเดียว เพื่อประหยัดต้นทุนการดำเนินการนั่นเองครับ

ต่างกับการนำรถไปจดทะเบียนด้วยตัวเอง เพื่อน ๆ จะได้ป้ายขาวและเล่มทะเบียนมาในวันเดียวเลย

 

แต่ต้องแลกด้วยการเสียเวลาติดต่อ นำรถไปตรวจสภาพด้วยตัวเองที่กรมขนส่ง ซึ่งก็คงต้องคิดเอาเองครับ ว่าวิธีไหนจะคุ้มกว่า?

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้ซื้อเงินสด แต่ใช้บริการไฟแนนซ์ การนำรถไปจดทะเบียนทำเองได้ไหม? ทำได้ครับ แต่จะยุ่งยาก เพราะรถเป็นของไฟแนนซ์ เค้าต้องออกเอกสารมอบอำนาจมาให้เรา และเมื่อเราไปดำเนินการเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องเอาเล่มทะเบียนและเอกสารอื่น ๆ มาคืนไฟแนนซ์อีกรอบหนึ่ง

ซึ่งในกรณีนี้ ไฟแนนซ์มักไม่ค่อยยอมให้เราไปง่าย ๆ เพราะนั่นหมายถึงเค้าจะสูญเสียค่าบริการที่สามารถชาร์ตจากเราได้อย่างน้อยก็เกือบ 1,000 บาทขึ้นไปต่อคัน

ซึ่งในกรณีนี้ เบียร์ว่า ไม่คุ้ม ยกเว้น เพื่อน ๆ อยากนำรถไปจดทะเบียนข้ามจังหวัด เช่น ซื้อที่ต่างจังหวัด แต่อยากได้ทะเบียนกรุงเทพ แล้วทางไฟแนนซ์ไม่ยอมมาจดให้ หรือ คิดค่าบริการที่แสนโหดร้าย เพื่อน ๆ ก็ควรไปทำเรื่องขอดำเนินการจดทะเบียนด้วยตัวเองจะดีกว่าครับ เพราะรถ Eco Car เวลาขับไปต่างจังหวัดนะ ค่าน้ำมันถูกกว่าเดินทางด้วยรถสาธารณะมากมายครับ แถมได้ความสะดวกสบาย และความอิสระอีกต่างหาก

———————————

ค่า พ.ร.บ.

เพื่อน ๆ คงเคยเห็นร้านค้าจำนวนมากติดป้ายกันให้เกลื่อนว่า “รับทำ พ.ร.บ.”

แล้วเจ้า พ.ร.บ. คืออะไรละ?

พ.ร.บ. ย่อมาจาก พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งทางรัฐได้“บังคับ”ให้รถทุกคันต้องทำ เพื่อคุ้มครองบุคคลที่ 3 4 5 6 7 8 9 อะไรก็ว่าไป ที่ประสบเหตุจากรถยนต์ของเรา

ซึ่งโดยปกติ ภาษาทางการ เราจะเรียก พ.ร.บ. ว่า “ประกันภัยภาคบังคับ”

ส่วน“ประกันภัย” ชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 หรือจะมีเลือดบวกอย่าง 2+ หรือ 3+ อะไรก็ตามแต่ เป็นประกันที่รัฐ“ไม่ได้บังคับ”ให้เราทำ เราจะทำหรือไม่ก็ได้ เพราะประกันชั้น 1 2 3 เหล่านี้ คือการคุ้มครองบุคคลที่ 1 และ 2 นั่นคือ รถเรากับคู่กรณีของเรานั่นเอง ตามแต่จะทำประกันชั้นไหน เท่านั้นเอง ซึ่งปัจจุบันมีรายละเอียดการคุ้มครอง และเบี้ยประกันแตกต่างกันไปตามแต่ทางบริษัทประกันจะกำหนด

และเช่นกัน ถ้าเป็นภาษาทางการ เราจะเรียก ประกันภัยชั้น 1 ชั้น 2 ชั้น 3 ว่า “ประกันภัยภาคสมัครใจ”

แต่สิ่งที่เพื่อน ๆ ต้องรู้คือ ถ้าเพื่อน ๆ ซื้อรถแบบผ่อนกับบริษัทไฟแนนซ์ทั้งหลาย เพื่อน ๆ จะถูกบังคับให้ทำประกันภัยชั้น 1 เท่านั้น ในปีแรกปีเดียว

ส่วนปีถัดไป ก็ตามสมัครใจครับ จะทำชั้น 1 หรือชั้น 2 ชั้น 3 ได้หมด

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ซื้อรถเงินสด เพื่อน ๆ ก็มีสิทธิเลือกตั้งแต่ปีแรก จะทำหรือไม่ก็ได้ จะทำชั้นไหนก็ได้ ตามใจเลย

ซึ่งค่าใช้จ่ายของ พ.ร.บ. นั้น จะมีอัตราเดียวนะครับ นั่นคือ

– เบี้ย พ.ร.บ. 600 บาท
– ค่าภาษีและอากร 45.21 บาท

รวม 645.21 บาท ซึ่งโดยทั่วไป เซลล์จะแจ้งยอดมาว่า 646 บาท ซึ่งถือว่าเป็นอัตราปกติ

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เจอค่า พ.ร.บ. แพงกว่านี้ อย่าไปยอมนะครับ แสดงว่าโดนชาร์ตเอาดื้อ ๆ เลย

ส่วนค่าใช้จ่ายของการประกันภัยชั้นต่าง ๆ นั้น มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ทั้งจำนวนทุนเอาประกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า “วงเงินประกัน” รวมถึงรุ่นของรถ , บริษัทที่จำหน่าย ฯลฯ จะทำให้ราคาเบี้ยไม่เท่ากัน ดังนั้น จะไม่มีราคามาตรฐานเหมือน พ.ร.บ. ครับ

———————–

เบื้องต้น เพื่อน ๆ คงพอทราบเรื่องค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ไปบ้างแล้ว ทีนี้เมื่อเพื่อน ๆ รู้จำนวนเงินที่ต้องจ่ายในวันรับรถจากเซลล์ และได้ตรวจสอบความถูกต้องเรียบร้อยแล้ว สิ่งที่เบียร์อยากแนะนำเพื่อน ๆ ทุกคนก็คือ “ไม่ควรถือเงินสดไปชำระ”ครับ เหตุผลคือ

1.ลดความเสี่ยงจากการถูกจี้ปล้นระหว่างทาง
2.ลดภาระและความเสียเวลาของการนับเงินที่โชว์รูม รวมถึงลดความเสี่ยงที่มีการยักยอก และพบว่า จำนวนเงินสดขาดหายไป

แล้วจะทำยังไง?

เบียร์แนะนำว่า เพื่อน ๆ ควรไปที่ธนาคาร แล้วไปซื้อแคชเชียร์เช็คซะ ในกรณีที่โชว์รูมรถกับธนาคารที่เพื่อน ๆ ไปซื้อรถอยู่จังหวัดเดียวกัน (ภาษาการเงินเรียกว่า เขต clearing เดียวกัน)

 

แต่ถ้าอยู่คนละจังหวัด แนะนำให้ซื้อเป็นดราฟท์แทนครับ เพราะจะประหยัดค่าธรรมเนียมมากกว่า

การซื้อตราสารทางการเงินทั้ง 2 รูปแบบนั้น เพื่อน ๆ ควรสอบถามทางเซลล์ว่า ให้สั่งจ่ายที่ชื่ออะไร ซึ่งเบียร์ขอย้ำว่า ต้องเป็นชื่อ“บริษัท” หรือ “นิติบุคคล” เท่านั้น!!

ไม่ควรสั่งจ่ายเป็นชื่อบุคคล ไม่ว่าจะเป็นชื่อเซลล์ หรือผู้จัดการก็ตามแต่ เพราะมีความเสี่ยงที่จะถูกโกงเงินได้ครับ

ค่าธรรมเนียมในการซื้อแคชเชียร์เช็ค หรือดราฟท์นั้น ประมาณ 10 – 25 บาท หรือมากกว่านี้นิดหน่อย ขึ้นอยู่กับอัตราในแต่ละธนาคาร ซึ่งเบียร์ว่ามันคุ้มมากกับการลดความเสี่ยงตามที่เบียร์ได้บอกไปแล้วด้านบนครับ

และเมื่อเพื่อน ๆ ได้เตรียมเอกสารทั้งหมดและตราสารทางการเงินเรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมที่จะไปรับรถตามฤกษ์แล้วครับ

—————————–

วันรับรถ

เบียร์แนะนำว่า ในวันรับรถ ควรเดินทางไปก่อนฤกษ์งามยามดีที่ดูไว้ว่าจะออกรถอย่างน้อยสัก 1 ชั่วโมงครับ เพื่อดำเนินการทางเอกสาร และตรวจความเรียบร้อยของเจ้า Almera

แต่ถ้ากลัวว่าจะทำไม่ทัน จะไปก่อนสักครึ่งวันก็ไม่มีใครว่านะครับ 55555+

 

ในเรื่องเอกสาร คงเป็นหน้าที่ของเซลล์นะครับ เบียร์คงแนะนำอะไรมากไม่ได้ นอกเสียแต่ว่า ควรอ่านข้อความให้ดี ๆ ก่อนจะเซ็นชื่อนะครับ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของเราเอง

แต่เบียร์จะพาเพื่อน ๆ เริ่มตรวจสอบง่าย ๆ สไตล์เบียร์เช่นเคยครับ ไปกันเลยดีกว่าเนอะ

ป้ายแดง

อย่างที่เบียร์เล่าให้ฟังไปก่อนหน้านี้ ว่าเพื่อน ๆ ต้องได้ป้ายแดงแท้เท่านั้น ซึ่งเราตรวจสอบได้จากคำว่า “ขส” ในวงกลมเล็ก ๆ ที่มุมล่างขวาของป้ายแดงครับ

 

และป้ายแดงแท้ ย่อมมาพร้อมกับสมุดคุมทะเบียนของกรมขนส่งครับ

 

ซึ่งเพื่อน ๆ ต้องเขียนรายการใช้รถลงไปทุกครั้งนะครับ ในระหว่างการใช้รถป้ายแดง ไม่ว่าจะขับรถไปไหนก็ตาม เพราะถ้าเจอพี่ตำรวจเรียกตรวจ แล้วไม่ได้เขียนลงไป อาจจะโดนใบสั่งได้นะครับ

 

และไม่ว่าเพื่อน ๆ จะเลือก Almera รุ่นไหน เพื่อน ๆ ก็จะได้กุญแจแตกต่างกันออกไปตามแต่ละรุ่น

 

โดยไม่ว่าจะได้กุญแจรุ่นไหน ก็จะได้กุญแจ 2 ดอก พร้อมเพลทกุญแจนะครับ

 

อ๋อ ยกเว้นรุ่น V CVT จะได้กุญแจรีโมท 1 ดอก และกุญแจสำรองอีก 1 ดอกนะครับ

 

มาดูตัวเพลทกันครับ ซึ่งจริง ๆ จะมีตัวเลขระบุอยู่ แต่เบียร์ขออนุญาตให้ชมอีกด้านนึง เพื่อความปลอดภัยครับ

 

ซึ่งเจ้าเพลทตัวเล็ก ๆ นี่ เบียร์แนะนำให้แยกเอาไปเก็บไว้ต่างหากในบ้าน เพราะเวลากุญแจมีปัญหา เช่น กุญแจเสีย / กุญแจหาย ก็นำเจ้าเพลทตัวนี้ไปที่ศูนย์บริการของ Nissan เพื่อขอรับทำกุญแจใหม่ได้ครับ

มาถึงสมุดคู่มือ อันนี้สำคัญมาก เพราะเอาไว้ศึกษาการใช้รถ Almera ของเราครับ

 

สมุดรับประกันและการบำรุงรักษา เจ้าเล่มนี้เอาไว้เวลาไปเข้าศูนย์ หรือ เช็คระยะครับ ให้นำติดรถไว้เลย

 

กระป๋องสี

 

เจ้ากระป๋องสีเล็ก ๆนี้ ทางโรงงานให้มาเพื่อเอาไว้แต้มรอยต่าง ๆ ได้นะครับ เวลารถเรามีรอยขีดที่ทำให้สีหายเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็สามารถหาปากกาแต้มสีมาแต้มลงไปได้ครับ

ส่วนอีกด้านของกระป๋องสี จะระบุประเภทสี ซึ่งเพื่อน ๆ ต้องดูว่า สีที่กระป๋อง ตรงกับสีรถของเจ้า Almera ด้วยนะครับ ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ รับรถมาแล้วสีไม่ตรงกับรถ ให้รีบแจ้งเซลล์ก่อนรับรถเลยครับ

รหัสสี Nissan Almera
1.KAC – สีน้ำตาลเทา
2.K23 – สีเงิน
3.G42 – สีดำ
4.QMI – สีขาว
5.AX6 – สีแดง
6.RAA – สีน้ำเงิน

บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง 3 ปี

 

บริการนี้ ทางนิสสันได้มอบให้กับเจ้าของ Nissan Almera ทุกรุ่น ทุกคันนะครับ โดยเวลาเรามีปัญหาอะไรเกี่ยวกับรถ ก็โทรไปที่เบอร์นี้ได้เลยครับ 02-305-8432 ไม่ต้องเกรงใจครับ เพราะถ้าเลย 3 ปีไปแล้ว หมดสิทธิโทรแล้วนะครับ

บริการทั่วไป ก็เช่น ขับ ๆ อยู่น้ำมันหมดบ้าง ยางแตกบ้าง สตาร์ทเครื่องไม่ติดบ้าง ก็เรียกใช้ได้ทันทีครับ ซึ่งเงื่อนไขการให้บริการเค้าก็จะระบุไว้ให้ในเอกสารนี้แหล่ะ เอาติดรถไว้อ้างอิงได้นะครับ

ซึ่งเบียร์ทราบมาว่าแม้แต่ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างวิธีเปิดฝากระโปรงหน้า ก็มีสาว ๆ โทรไปขอใช้บริการกันด้วย ดังนั้น เค้าให้สิทธิเรามา ก็ใช้ให้คุ้มนะครับ

แต่จะว่าไป ถ้าสาว ๆ อ่านรีวิวของเบียร์จบ แล้วยังเปิดฝากระโปรงหน้าไม่เป็น เบียร์ก็ต้องพิจารณาตัวเองแล้วนะครับ 55555+

—————————-

หลัก ๆ ก็มีเพียงเท่านี้ครับ ที่เพื่อน ๆ ทุกคนต้องได้รับเหมือนกัน นอกเหนือจากนี้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยและเงื่อนไขของแต่ละคนแล้วนะครับ

ถึงเวลาไปดูรถกันแล้วครับ

 

ซึ่งโดยปกติ เซลล์จะนำใบรับและส่งมอบรถยนต์มาให้เพื่อน ๆ ตรวจสอบความเรียบร้อย โดยในใบจะมีรายละเอียดอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ควรตรวจสอบเยอะมาก ซึ่งเพื่อน ๆ ก็ลองตรวจสอบเท่าที่จะทำได้แล้วกันครับ

แต่เบียร์จะบอกว่า ใบพวกนี้มักจะทำมาเป็นกลาง ๆ ใช้กับรถทุกรุ่น ตั้งแต่รถจักรยานยันรถบรรทุก ดังนั้น มาตรวจสอบง่าย ๆ สไตล์เบียร์ดีกว่าครับ

เริ่มที่ด้านหน้าก่อน

 

– อย่างแรกคือไล่ดูสีภายนอกไปให้ทั่ว ว่ามีตรงจุดไหนบกพร่องไหม
– ดูป้ายทะเบียน ว่าแท้หรือไม่ ด้วยการดูสัญลักษณ์ “ขส” ที่มุมล่างขวาตามที่บอกไปก่อนหน้านี้ และการติดตั้งป้ายทะเบียนกับกรอบป้ายแน่นหนาดีหรือเปล่า?
– ลองก้มลงดูด้านล่าง ว่ามีอะไรผิดปกติไหม เพราะเราไม่ใช่ช่าง ดังนั้น แค่มอง ๆ ดูว่ามีอะไรห้อยลงมาแบบแปลก ๆ ไหม หรือมีสนิมติดตรงไหนหรือเปล่า ซึ่งถ้าสงสัยตรงจุดไหน ก็ถามเซลล์ได้ทันทีครับ

ด้านหน้าเรียบร้อยแล้ว มาต่อที่หลังคาเลยครับ

 

จะเจอกับเสาวิทยุยาว ๆ แบบนี้ ซึ่งสามารถถอดออกได้ ด้วยการหมุนเกลียว แต่ไม่สามารถปรับขึ้น-ลงได้ เพื่อน ๆ ลองหมุนดูนะครับว่าแน่นดีหรือไม่ จะได้ไม่หลุดหายไปตอนขับรถกลับบ้าน

จากด้านบน ลงมาด้านข้าง นอกจากสีรถที่ควรไล่ดูให้ทั่วแล้ว สิ่งที่ควรทำคือลองเปิด และปิดประตูทุกบานครับ ว่าเปิด-ปิดได้ตามปกติหรือไม่? มีบานไหนที่เสียงแปลก ๆ ไปกว่าบานอื่นไหม จะได้ให้ทางศูนย์แก้ไขได้ทัน

 

และสิ่งสำคัญที่ต้องตรวจสอบคือ ยางครับ

ถ้าเพื่อน ๆ ออกรุ่น S MT , E MT , E CVT และ ES CVT จะได้ยางแบบนี้นะครับ

 

เป็นยางยี่ห้อ Bridgestone รุ่น B250 ครับ

 

ขนาดของยางคือ 175/70R14 ซึ่งตัวเลขพวกนี้จะบอกขนาดของยางนั่นเองครับ ว่ามีความกว้าง ความสูง และขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเท่าไหร่

 

สำหรับยางรุ่นนี้ ถ้าดูจาก spec แล้ว สามารถรองรับการวิ่งได้เร็วสุดที่ 210 กิโลเมตร ต่อชั่วโมงครับ

ทีนี้ตัวเลขสำคัญที่เบียร์อยากให้ดูก็คือ วันที่ผลิตยาง

 

ตัวเลขนี้สำคัญนะครับ เพราะถ้ายางผลิตมานานแล้ว อายุการใช้งานจะน้อยลง ซึ่งแน่นอน มันอันตรายมาก ๆ ครับ กับอุปกรณ์ที่สัมผัสพื้นถนนตลอดเวลา

แล้วดูอย่างไรละ?

ยางทุกเส้นจะระบุตัวเลข 4 ตัวนี้นะครับ อย่างยางเส้นนี้คือ 2411

2 ตัวแรก = สัปดาห์
2 ตัวหลัง = ปี ค.ศ.

นั่นหมายความว่า ยางที่ติดรถ Nissan Almera คันนี้ ผลิตในสัปดาห์ที่ 24 ปี 2011

ซึ่งสัปดาห์ที่ 24 คือช่วงวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2011 หรือ 2554 นั่นเอง

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ออกรุ่น V และ VL ก็จะได้ยางแบบนี้ครับ

 

ซึ่งก็คือยางรุ่นเดียวกันนั่นแหล่ะ แต่ขนาดของยางไม่เท่ากัน

 

โดยรุ่น V และ VL จะได้ยางขนาด 185/65R15 ครับ ซึ่งตาม spec จะรับน้ำหนักได้ดีกว่ายางของ S MT – ES CVT ครับ แต่ความเร็วสูงสุดที่ยางรับได้เท่าเที่ยมกันคือ 210 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

มาดูวันที่ผลิตยางกัน

 

ของคันนี้ได้สัปดาห์ที่ 32 คือช่วงวันที่ 1 – 6 สิงหาคม 2011 ครับ

เบื้องต้นก็พยายามดูวันที่ผลิต อย่าให้นานกว่าวันที่เรารับรถมากนะครับ ถ้าห่างกันไม่กี่เดือนยังถือว่าปกติครับ แต่ถ้าเกินปีแล้ว ไม่แนะนำให้รับรถครับ

อีกอย่าง เวลาเพื่อน ๆ ไปเปลี่ยนยางใหม่ตามร้านต่าง ๆ เช่น เปลี่ยนล้อ Mag ใหม่พร้อมยาง หรือเปลี่ยนยางตามระยะปกติ ให้ขอดูเลขนี้กับร้านค้าก่อนนะครับ เพื่อความมั่นใจว่าเราจะได้ยางใหม่จริง ๆ

และสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ตรวจให้ครบทั้ง 4 ล้อด้วยนะครับ

————————

 

ของแถมและอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติม

 

ถ้าเพื่อน ๆ ได้ของแถมจากเซลล์ หรือสั่งของแต่งเพิ่มเติม ก็ตรวจตราให้ครบนะครับ อย่าให้ขาดแม้แต่ชิ้นเดียว

ยกเว้น เซลล์แจ้งว่า ด้วยเหตุจากภาวะน้ำท่วมที่ผ่านมา ทำให้โรงงานผลิตของแต่งประสบปัญหา ของยังไม่มาส่ง ให้เรามารับทีหลัง ก็ควรขอให้เซลล์เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และเซ็นชื่อกำกับด้วยนะครับ เพื่อน ๆ จะได้มั่นใจได้ว่า ของแต่งหรือของแถมได้ครบถ้วนแน่นอน

สำหรับการตรวจรับรถภายใน เบียร์จะขอยกยอดไปในตอนหน้านะครับ เพราะการตรวจสอบอุปกรณ์ภายใน ย่อมควบคู่ไปกับการเข้าใจ และใช้งานจริงอุปกรณ์เหล่านั้น เพราะถ้าเพื่อน ๆ ใช้งานอุปกรณ์เหล่านั้นไม่ถูก เงิน 6 หลักที่จ่ายไป เบียร์เกรงว่าจะไม่คุ้มค่านะครับ

เข้าไปดูกันต่อเลยดีกว่าครับกับ รีวิว Nissan Almera by Biere ตอนที่ 4 “กุญแจรถอัลเมร่า รุ่นไหน ใช้งานอย่างไร?”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *