รีวิว Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic by Biere ตอนที่ 1 “รักแรกพบ”

สวัสดีครับ

เพื่อน ๆ เคยเจออาการ“รักแรกพบ” ไหมครับ?

ถ้าเคยเจอ ก็น่าจะเข้าใจอาการนี้ได้อย่างดี ว่าให้ความรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจขนาดไหน?

อาการนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ หรอกครับ เพราะไม่ว่าจะสิ่งที่เราตกหลุมรักนั้นจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ก็ย่อมต้องมีความพิเศษที่ถูกอก ถูกใจเฉพาะตัวเราอย่างชัดเจน

จนอดไม่ได้ที่จะฮัมเพลงขึ้นมาเบา ๆ ว่า

“อยากบอกว่าใช่เธอ อยากบอกว่าใช่เลย อยากบอกว่าไม่เคยเจอใครแบบนี้”

 

แต่อาการนี้ แม้จะดึงดูดให้เราสนใจในสิ่งนั้นเป็นพิเศษ แต่ก็คงไม่ได้หมายความว่า จะทำให้เราได้ครอบครอง เป็นเจ้าของแต่อย่างใด เพราะยังมีหลากหลายปัจจัยในชีวิต ที่ต้องนำมาพิจารณา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสิ่งของ เช่น รถยนต์ ที่อาจจะต้องใช้“เหตุผล”ในการพิจารณามากกว่าแค่ความรัก

 

เพราะสำหรับใครหลายคน “รถยนต์” อาจจะเป็นแค่พาหนะชนิดหนึ่ง ที่จะพาเค้าเหล่านั้น ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยความปลอดภัย

แต่สำหรับใครอีกหลายคน รถยนต์ก็เป็นถึงปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต ประมาณว่า ขาดรถก็เหมือนขาดใจ อันเนื่องมาจากสไตล์การใช้ชีวิตของเค้าเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีครอบครัว หรือมีที่อยู่อาศัยที่ห่างไกลชุมชน

รวมถึงความล้มเหลวในระบบขนส่งมวลชนในประเทศไทยที่ยังคงอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาก็ตาม

 

นอกจากนี้ รถยนต์ก็อาจจะเป็นมากถึงรางวัลชีวิต ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จในสิ่งที่ทำ รวมถึงการเป็นเครื่องประดับ ที่บ่งบอกรสนิยม ความชอบ และระดับฐานะที่สุขสบายของใครอีกหลายคนเช่นเดียวกัน

แต่ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิด หรือมีเหตุผลในการจ่ายเงินซื้อรถยนต์อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ย่อมต้องการรถยนต์ที่ใช้แล้วมีแต่ความสุข ไม่พบเจอปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

สำหรับรถยนต์ที่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรานั้น มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ รวมถึงมากมายหลากหลายราคา

แต่สำหรับรถยนต์ที่มีชื่อเสียงสำหรับคนไทยในด้านความหรูหรา สง่างามและเป็นที่รู้จักมากมายในวงกว้าง มีเพียง 2 ยี่ห้อหลักเท่านั้นคือ

  1. Mercedes-Benz หรือที่ชาวไทยเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “รถเบนซ์”
  2. BMW หรือที่ชาวไทยเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “รถบีเอ็ม”

ทั้ง 2 ยี่ห้อนี้มีเชื้อชาติมาจากประเทศเยอรมันทั้งคู่ ฟาดฟันส่วนแบ่งตลาดรถหรูในเมืองไทยกันอย่างเมามัน

 

หลายคนที่เริ่มมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ หรืออยากได้รถยุโรปที่โดดเด่นในด้านความปลอดภัยสูง ก็มักจะมองรถ 2 ยี่ห้อนี้เป็นตัวเลือกหลัก

ซึ่งเบียร์เองก็เคยคิดมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าถ้าวันหนึ่งมีโอกาส เราจะเลือกยี่ห้ออะไร?

ย้อนความหลังกลับไปสมัย 10 กว่าปีที่แล้ว เบียร์ยอมรับเลยว่า ยี่ห้อรถที่เบียร์ต้องการคือ BMW เพราะดูโฉบเฉียว วัยรุ่น เหมาะสมกับวัยมากกว่ายี่ห้อ Benz ที่ดูเป็นผู้ใหญ่สุด ๆ

แถมยังเคยพูดกับตัวเองไว้เลยว่า ชาตินี้ไม่มีทางขับเบนซ์แน่นอน!!

โดย BMW คันแรกที่เบียร์ชอบที่สุดคือ BMW ซีรี่ย์ 3 โฉม E36 ซึ่งเคยมีโอกาสไปลองขับมาเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่มีตังค์ 55555+

จนถัดมา BMW ออกซีรี่ย์ 3 รุ่นใหม่ โฉม E46 เบียร์ได้มีโอกาสนั่งรถเพื่อน ก็ยิ่งชอบมากมาย เก็บเอาไปฝันใฝ่แทบทุกคืน

แต่ในปัจจุบัน รถ BMW รุ่นใหม่ ๆ กลับไม่ทำให้เบียร์สะดุดตาเหมือนในอดีต

จำได้ว่า เมื่อปี 2015 มีเพื่อนขับรถมาหาที่บ้านด้วย BMW Series 3 รุ่นปัจจุบันโฉม F30

 

เบียร์จึงขอลองสัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ว่าจะปลุกไฟบีมเมอร์ในตัวขึ้นมาได้อีกหรือไม่?

 

พอได้สำรวจทั้งภายนอกและภายใน กลับรู้สึกเฉย ๆ ไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นใด ๆ ในค่ายใบฟัดสีฟ้า-ขาว

 

และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เบียร์ก็ไม่ได้สนใจอะไรในรถ BMW อีกเลย

เบียร์เชื่อว่า ยังมีเพื่อน ๆ อีกมากมายที่สับสนวุ่นวายใจในรถ 2 ค่ายนี้ เบียร์แนะนำได้อย่างเดียว คือ เดินทางไปโชว์รูมทั้ง 2 ค่าย สัมผัสตัวจริง และทดลองขับดู แล้วเราจะรู้เองว่า ค่ายไหนที่เหมาะกับเราที่สุด

 

แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ เบียร์เองกลับมาสนใจในรถ Benz มากขึ้นกว่าเดิม ทุกครั้งที่มองรถเบนซ์วิ่งบนท้องถนน เบียร์มีความรู้สึกว่า รถเบนซ์สมัยนี้ ดูสปอร์ต หรูหราและสมวัย

หรือเป็นเพราะเบียร์เองเริ่มอายุมากขึ้นก็ไม่รู้นะ 5555+

 

โดยเฉพาะรถเบนซ์รุ่นหนึ่งที่ทำให้เบียร์สะดุดตาทุกครั้ง ด้วยสีสันอันโดดเด่น เตะตาเบียร์ทุกครั้งที่ขับสวนกัน

 

เพราะนอกจากรถรุ่นนี้จะมีสีแดงสดใสแล้ว ยังมีสีน้ำเงินที่ไฉไลอีกต่างหาก

 

ซึ่งผิดไปจากรถเบนซ์ปกติ ที่มีแต่สีพื้น ๆ เช่น เทา ขาว เงินและดำ

 

ด้วยความที่ชอบรถสีสดเป็นทุนเดิม เบียร์จึงตกหลุมรักรถเบนซ์รุ่นนี้ขึ้นมาทันที และรถรุ่นนี้ก็คือ Mercedes-Benz GLA

โดย GL นั้นเป็นอักษรที่บ่งบอกว่า รถรุ่นนั้นเป็นรถแนว SUV ยกสูงโดยเฉพาะ ส่วนอักษรตัวท้ายคือ ระดับของรถ

หรือพูดง่าย ๆ GLA ก็คือรถระดับ A Class มายกสูง

ส่วน GLC ก็คือรถรดับ C Class มายกสูงเป็นต้น

 

ซึ่งไม่แปลกที่เบียร์จะชอบรถแนวนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากส่วนตัวเคยขับรถเก๋งโหลดเตี้ยมาก่อน และรู้สึกถึงความยากลำบากในการใช้งานบนท้องถนนประเทศไทยที่มีหลุม มีบ่อ มีทางต่างระดับมากมายเต็มไปหมด

จะขับทีก็ต้องคอยระมัดระวัง เจอหลังเต่าก็ต้องคอยหยอดเบา ๆ บ้าง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่ขับตามมาต้องมารอเราอีก

 

และนั่นเป็นเหตุผลที่เบียร์ซื้อ Nissan Juke มาใช้ตามที่เขียนไว้ในรีวิว NISSAN JUKE TOKYO EDITION ตอนที่ 1 : ทำไมต้อง JUKE?

 

 

เพราะช่วงหลังมานี้ เบียร์ชัดเจนกับความต้องการของตัวเองว่า รถที่เหมาะกับ Lifestyle ของเบียร์ต้องเป็น รถยกสูงแนว Sport Crossover แต่ไม่ถึงขนาดรถ SUV แท้ ๆ หรือรถกระบะ เพราะไม่ได้ไปขับลุยทาง off road ที่ไหน

และขนาดรถก็ไม่ควรจะบึกบึนใหญ่โต เนื่องจากใช้งานในเมืองเป็นหลัก จึงต้องการความคล่องตัวสูงนั่นเอง

 

แม้จะตกหลุมรักรูปร่างหน้าตาภายนอกของ Mercedes-Benz GLA ไปเรียบร้อยแล้ว แต่เอาเข้าจริง เบียร์กลับถูกสะกดใจ เมื่อได้เห็นภายในของ GLA รุ่น 250 ตัวเป็น ๆ ที่จอดอยู่ตรงหน้าอย่างสง่างามในงานบวชญาติสนิท

เบียร์ยอมรับว่า วันนั้นไปยืนเพ่งดูอยู่ข้างรถ จนเจ้าของรถเข้าใจ และเปิดประตูให้ เบียร์จึงถือโอกาสขอชมภายในด้วยสายตา ก็พบว่า เบาะทรงสปอร์ตทั้งด้านหน้าและหลังนั้น มันตอกย้ำให้เบียร์หลงรัก GLA มากขึ้นไปอีก

 

จนเบียร์บอกตัวเองทันทีว่า Mercedes-Benz GLA 250 นั้น คือรถเบนซ์ที่เบียร์อยากได้มากที่สุด

 

เมื่อชัดเจนในความต้องการ และมีความพร้อมที่จะครอบครอง ก็ได้เวลาไปสัมผัสทุกความรู้สึกด้วยตัวเองครับ

โดยเบียร์เดินทางมาที่โชว์รูม Benz Star Flag ย่านดินแดงในเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2560

 

จะว่าไป นี่คือการเดินเข้าโชว์รูม Mercedes-Benz ครั้งแรกในชีวิตเลย หลังจากขับรถผ่านและได้แต่มองมาโดยตลอด

อะไรก็ตามที่เป็นครั้งแรก ย่อมตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่าปกติ ซึ่ง Benz Star Flag ก็ไม่ได้ทำให้เบียร์ผิดหวังแต่อย่างใด เพราะ First Impression ในการต้อนรับนั้น ทำได้ดีมาก ๆ

แม้ว่าตอนเข้าไปถึงนั้น จะยังไม่ได้เจอเซลล์สาวที่ได้คุย Line นัดหมายกันมาก่อนหน้านี้ก็ตาม

 

เดินเข้าไปในโชว์รูม ทางพนักงานก็พามานั่งรอเซลล์ที่โซฟาหน้าเจ้า Mercedes-Benz GLA 200 พอดี

 

โดย GLA นั้น นอกจากเป็นรุ่นที่ประกอบในประเทศ ทำให้ราคาค่าตัวถูกลงกว่าเดิมแล้ว ยังมีการปรับโฉม ปรับ Option ใหม่ในสไตล์ Minor Change เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 หรือ 2 เดือนที่ผ่านนี้เองครับ

ซึ่ง GLA นั้นมีจำหน่ายเพียง 3 รุ่นย่อยดังนี้

  1. GLA 200 Urban ราคา 2,090,000 บาท
  2. GLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,390,000 บาท
  3. GLA 45 AMG ราคา 4,840,000 บาท

สำหรับ GLA 200 นั้น หน้าตาค่อนข้างแตกต่างกับรุ่น GLA 250 AMG Dynamic ที่เบียร์หมายปอง พอมองแล้วจะออกแนวหรูหราซะมากกว่า

 

ในขณะที่ GLA 250 AMG Dynamic ที่เซลล์แอบมาจอดรอให้เบียร์ทดลองขับอยู่หน้าโชว์รูมนั้น ให้ภาพลักษณ์แนวสปอร์ตที่ดุดันขึ้นอย่างมาก ด้วยชุดแต่ง AMG สำนักแต่งคู่บุญของ Benz นั่นแหล่ะ

 

ถ้าเป็นรถ Nissan สำนักแต่งคู่บุญก็คือ Nismo นั่นเอง

(ทำความรู้จัก Nismo ได้ที่รีวิวงาน NISSAN 360 ASIA & OCEANIA ตอนที่ 2: สัมผัสความมันส์ในงาน NISMO FESTIVAL )

 

แต่จะว่าไป GLA 250 AMG Dynamic แม้มีคำว่า AMG มาพะท้าย แต่ก็เป็นแค่กลิ่นอายเท่านั้น ส่วน GLA 45 นั้น เป็นรถ Mercedes-AMG ของแท้ ที่ทาง AMG ลงทุน ลงแรงปรับแต่งทั้งหน้าตาและสมรรถนะให้แรงสมคำว่า AMG โดยมีแรงม้ามหาศาลถึง 381 แรงม้า ประหนึ่งรถ Super Car

 

และด้วยความที่เป็น GLA เพียงรุ่นเดียวที่ยังนำเข้ามาจากเยอรมันอยู่ (รุ่น 200 และ 250 ประกอบในประเทศไทย) จึงทำให้ GLA 45 ราคารุนแรง แพงตามเครื่องยนต์ไปด้วยนั่นเอง

 

ในเมื่อสู้ราคา GLA45 ไม่ไหว ลองมาดูความแตกต่างของ GLA 200 และ 250 กันครับ ว่าจ่ายแพงกว่า 300,000 บาทแล้ว ได้อะไรเพิ่มมาบ้าง

 

สมรรถนะ

  • เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบทั้งคู่ เพียงแต่รุ่น GLA 200 เครื่องยนต์ 1600 ซีซี 156 แรงม้า ส่วน GLA250 เครื่องยนต์ 2,000 ซีซี ความแรงมากถึง 211 แรงม้าครับ

ความปลอดภัย

  • ทั้ง 2 รุ่นได้ระบบความปลอดภัยมาเท่ากันครับ ไม่มีใครด้อยกว่าใคร

 

ภายนอก

  1. GLA250 มีมิติรถที่ยาวกว่านิดนึง แต่ก็เตี้ยกว่า GLA200 นิดนึงเหมือนกัน
  2. GLA200 ได้ล้ออัลลอย 5 ก้านสีเงินขนาด 18 นิ้ว แต่ GLA250 ได้ล้ออัลลอยของ AMG แบบ Multi-Spoke (ก้านเยอะมาก) สีดำขนาด 19 นิ้ว
  3. GLA200 มีไฟตัดหมอกด้านหน้า แต่ GLA250 แม้ราคาจะแพงกว่าแต่ไม่มีไฟตัดหมอก เพราะเป็นชุดแต่งของ AMG
  4. GLA250 มีหลังคากระจก Panoramic Sunroof ที่สามารถเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
  5. GLA250 มีระบบ Keyless-GO สามารถเปิดประตูรถได้โดยไม่ต้องดึงกุญแจออกมา และยังสามารถเปิดฝาท้ายได้โดยไม่ต้องกดปุ่ม แค่เพียงยื่นเท้าไปใต้กันชน
  6. GLA250 ได้กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างแต่งจาก AMG
  7. GLA250 ได้ดิสเบรคหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมด้วยโลโก้ Mercedes-Benz ที่คาลิปเปอร์หน้า

 

ภายใน

  1. GLA200 ภายในเป็นเบาะหนัง Artico ส่วน GLA250 เป็นเบาะทรงสปอร์ดหุ้มหนัง Artico สลับ Dinamica microfiber สีดำ ตัดด้ายสีแดง
  2. GLA250 มีหลังคากระจก Panoramic Sunroof ที่สามารถเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
  3. GLA250 ได้พวงมาลัยทรงสปอร์ด แต่ GLA200 เป็นพวงมาลัยทรงปกติ
  4. GLA250 ได้ชุดคันแร่งและแป้นเบรคแบบสปอร์ต
  5. GLA250 ได้พรมปูพื้น AMG

 

เมื่อลองเทียบดูแล้ว เบียร์ว่า GLA ทั้ง 2 รุ่นไม่ได้แตกต่างแบบรถทั่วไปที่จ่ายแพงกว่าแต่ได้ Option เพิ่มขึ้นเท่านั้น

 

แต่ทั้ง 2 รุ่นย่อย หรือจะรวม GLA 45 มาด้วยก็ตาม นี่คือการแยกบุคลิคของเจ้าของรถอย่างชัดเจน

GLA 200 แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่อักษรที่ลงท้ายว่า Urban ก็บ่งบอกถึงการเป็นรถใช้งานปกติในเมือง ที่มีฟังค์ชั่นมาครบครันอยู่แล้ว ไม่ใช่รถที่ใส่ฟังค์ชั่นมาน้อย ๆ แล้วมาขายในราคาที่ถูกที่สุดแต่อย่างใด

 

แถมยังสามารถวิ่งนอกเมืองได้สบาย ๆ แน่นอน เพราะขนาดรถ Eco Car เครื่อง 1,200 ซีซี มี 87 แรงม้า เบียร์ยังพาไปเที่ยวมาทั่วประเทศไทยได้สบาย ๆ นับประสาอะไรกับรถเครื่อง 1600 ซีซี Turbo แถมมีแรงม้ามากถึง 156 แรงม้า

 

ส่วนภายในของ GLA200 Urban นั้น ถ้าเพื่อน ๆ เลือกรถสีขาว สีเทา หรือสีเงิน เพื่อน ๆ จะได้เบาะหนัง Artico สีดำนุ่มสบายแบบนี้

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เลือกรถสีดำ เบาะหนังจะเปลี่ยนเป็นสีเบจแบบนี้แทนครับ

 

ดูหรูหราน่านั่งมาก ๆ ครับ

 

เพียงแต่อาจจะต้องดูแลรักษามากกว่าเบาะหนังสีดำ เพราะเบาะสีเบจจะเห็นรอยเปื้อนได้ชัดกว่านั่นเอง

 

กลับมาดูที่ GLA 250 AMG Dynamic บุคลิครถเปลี่ยนไปกลายเป็นแนวสปอร์ต

 

เพราะนอกจากภายนอกจะตกแต่งด้วยชุดแต่งรอบคัน รวมถึงล้ออัลลอยสีดำเงาขนาด 19 นิ้วของ AMG ทั้งหมดแล้ว ภายในให้ความสปอร์ตชัดเจนด้วยหน้าตาของพวงมาลัยทรงสปอร์ตท้ายตัด เบาะนั่งทรงสปอร์ต และหลังคากระจกแบบ Panoramic Sunroof

 

ซึ่งทั้งบุคลิครถ และ Option ของ GLA 250 นั้นโดนใจเบียร์สุด ๆ

 

ดูสเปคเปรียบเทียบเรียบร้อย คุณนุ่น เซลล์สาวก็ชวนเบียร์และครอบครัวออกไปลองขับกันทันที โดยในรอบแรก คุณนุ่นได้อาสาขับให้พวกเราลองนั่งดูก่อน เพราะต้องการแนะนำระบบต่าง ๆ ของรถให้ทราบ

 

เบียร์จึงตัดสินใจไปลองนั่งเบาะหลังกับครอบครัวรวม 3 คน ความรู้สึกแรกหลังรถออกตัวไป เบียร์กลับรู้สึกประทับใจในความกว้างขวางมากกว่าที่คิด

ไม่ใช่ว่ารถกว้างใหญ่ไพศาลอะไร แต่เป็นเพราะก่อนมาดูตัวจริงนั้น เบียร์มโนเอาเองว่า ภายในต้องแคบ และอึดอัดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะนั่ง 3 คนพร้อมกัน คงเบียดกันมันส์น่าดู

 

ถึงจะรู้สึกดีกว่าที่คิดในเรื่องความกว้าง แต่เบาะหลังก็ไม่ได้นั่งสบายได้สรีระอะไรขนาดนั้น เพราะส่วนรองนั่งจะค่อนข้างสั้นสำหรับผู้ชายความสูง 175 เซนติเมตรอย่างเบียร์

ซึ่งระยะทางสั้น ๆ ในการ Test Drive ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรชัดเจน

แต่สิ่งที่ชอบอย่างแน่นอนคือ GLA รุ่น 250 AMG Dynamic นั้น มีหลังคา Panoramic Sunroof ที่กินพื้นที่ครอบคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงทำให้ช่วง Head Room สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้หัวเบียร์ห่างจากเพดานสบาย ๆ แถมยังได้มองวิว ทิวทัศน์บนฟ้า ที่นำพาให้รถขนาดเล็กดูโปร่งโล่งขึ้นมาสุด ๆ

 

หลังจากคุณนุ่นวนรถให้นั่งครบ 1 รอบแล้ว ก็สลับที่นั่งกับเบียร์ เพื่อให้เบียร์มาทดลองขับด้วยตัวเอง

 

แวบแรกที่ขึ้นมาประจำการด้านคนขับนั้น ยอมรับเลยว่า วิสัยทัศน์ด้านหน้าของ GLA จะแคบกว่ารถญี่ปุ่นพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ Nissan Juke และ Nissan Sylphy ที่เบียร์ขับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ซึ่ง GLA จะให้อารมณ์ออกแนวรถสปอร์ตชัดเจนกว่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะเมื่อขับมาสักพักก็คุ้นชินครับ แถมรู้สึกชอบซะด้วยซ้ำ

 

ที่จริงการทดสอบขับนั้น ไม่ค่อยได้ลองอะไรมากมายหรอกครับ เพราะเบียร์เพิ่งเคยขับ Benz ครั้งแรก จึงไม่กล้าทดสอบอะไรตามใจต้องการ เพราะยังไม่รู้จักนิสัยและระบบของรถมากพอเหมือนรถนิสสัน

สิ่งที่ได้ทดสอบจริงจัง เพราะคุณเซลล์แอบเชียร์ ก็คือ อัตราเร่งในโหมด Sport ที่ต้องร้อง”ว้าว”ออกมาทันทีที่บี้คันเร่ง

 

ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตส่งให้เซลล์นำไปรูดปรี๊ดเพื่อจ่ายค่าจองด้วยยอด 50,000 บาททันทีที่ขับรถทดลองขับกลับมาถึงโชว์รูม

 

สำหรับสีภายนอกรถนั้น GLA มีสีให้เลือกเพียง 4 สี คือ

  1. สีขาว
  2. สีดำ
  3. สีเทา
  4. สีเงิน

โดยเบียร์เลือกสีเทาครับ เพราะเห็นสีจริงแล้วชอบในความเท่ของมัน รวมถึงยังดูแลรักษาง่ายกว่าสีขาวและดำอีกด้วย

ส่วนสีแดงกับน้ำเงินที่เคยดึงดูดสายตาเบียร์นั้น ไม่มีจำหน่ายในรุ่น Facelifted หรือรุ่นปัจจุบันแล้วครับ

 

ระหว่างรอคุณนุ่นทำเอกสารใบจอง และรายละเอียดการชำระเงิน เบียร์ถือโอกาสเดินไปชม Mercedes-Benz CLA ที่จอดอวดโฉมอยู่ตรงหน้า

 

พอเห็นแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่า รถ Mercedes-Benz รุ่นแรกจริง ๆ ที่ทำให้เบียร์เกิดรักแรกพบได้ก็คือ Mercedes-Benz CLS รุ่นพี่ของ CLA นี่แหล่ะ

 

ด้วยรูปทรงสปอร์ตซีดาน ที่สวยงามและหรูหรา ทำให้เบียร์รู้สึกได้ว่า CLS คือรถที่หัวใจใฝ่ฝัน

 

และคิดว่า ก็คงมีคนไม่น้อยที่รู้สึกเหมือนกัน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ทาง Mercedes-Benz ก็เปิดตัวเจ้า CLA มาเป็นทางเลือกใหม่ ที่เหมือนเอา CLS มาย่อส่วน ย่อไซส์ยังไงยังงั้นเลย

 

เบียร์เดาดูเล่น ๆ ว่าตัวอักษร CL น่าจะย่อมาจาก Coupe Luxury ซึ่งคงเป็นการบ่งบอกประเภทรถว่าเป็นรถสปอร์ตคูเป้ที่หรูหราสง่างามนั่นแหล่ะครับ และตามด้วยระดับของรถเป็นตัวท้ายเช่นเคย อย่าง CLS ก็เป็นรถระดับ S Class

ส่วน CLA ก็คือ รถคูเป้ระดับ A Class ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของ Benz นั่นเอง

 

แต่จะว่าไป CLA นั้นเป็นรถที่สร้างกระแสให้ Mercedes-Benz Thailand ได้อย่างดี เพราะคนใกล้ตัวที่เบียร์รู้จักต่างพากันไปจับจองต่อคิวขอครอบครองกันเป็นแถว จนได้ยินมาว่า เคยมีคนต้องรอรถนานสุดถึง 18 เดือน!!

ซึ่ง CLA นั้นก็มีจำหน่าย 3 รุ่นย่อยเหมือน GLA เป๊ะเลย

  1. CLA 200 Urban ราคา 2,140,000บาท
  2. CLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,440,000 บาท
  3. CLA 45 AMG ราคา 4,740,000 บาท

จะเห็นได้ว่า ราคาของ CLA จะแพงกว่า GLA ประมาณ 50,000 ครับ ซึ่งคุณนุ่นบอกเบียร์ว่า เพราะคำว่า Coupe คำเดียวเลย ที่ทำให้ราคาแพงขึ้น

ยกเว้นรุ่น 45 AMG ที่ CLA กลับมีราคาถูกกว่า GLA ถึง 100,000 บาท!!!

 

และแน่นอนว่า ความแตกต่างของ 2 รุ่นย่อยก็คงจะคล้าย ๆ กันกับ GLA ครับ เพราะเบียร์ลองเข้าไปนั่งภายในแล้วก็รู้สึกว่า หน้าตาเหมือนกันเลย

 

ข้อดีของ CLA ที่เบียร์ชอบก็คือ กระจกประตูไร้ขอบทั้ง 4 บาน ให้อารมณ์รถสปอร์ตเปิดประทุนชัดเจน

ส่วนข้อเสียคือ ที่นั่งด้านหลังแคบและอึดอัดกว่า GLA มาก ๆ เบียร์แค่เอาตัวเข้าไปลองนั่ง หัวเบียร์ก็ชนนู่น ชนนี่ไปเรียบร้อย

 

ดังนั้น ถ้ามีผู้โดยสารด้านหลังบ่อย ๆ ทั้ง 2 รุ่นไม่เหมาะหรอกครับ ควรขึ้นไปมอง Mercedes-Benz รุ่น GLC ขึ้นไปจะดีกว่า

แต่ถ้าแค่พอนั่ง 4-5 คนได้บ้าง แล้วชอบแค่ 2 รุ่นนี้  GLA ย่อมสะดวกกว่า CLA แน่นอนครับ

 

และเมื่อคุณนุ่นทำเรื่องจองรถให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เบียร์ก็เดินทางออกจากโชว์รูมด้วยความตื่นเต้นที่จะได้รับเจ้า GLA มาครอบครองหลังจากแอบมองมายาวนานครับ

 

จริงอยู่ว่า รักแรกพบนั้นอาจจะไม่จบแบบ Happy Ending

แต่ถ้าหัวใจเรารักจริง จะบันดาลทุกสิ่งให้ความฝันเป็นจริงได้ครับ

 

แล้วติดตามต่อในตอนที่ 2 “ตรวจรับรถใหม่” ไม่นานเกินรอครับ ^^

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *