รีวิว “โรงแรมโครานารี คอร์ทยาร์ด บูทีค” ( Koranaree Courtyard) อำเภอเมือง นครราชสีมา

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

“โคราช” ชื่อเรียกติดปากคนทั่วไป ที่หมายถึงจังหวัดนครราชสีมา ประตูสู่แดนอีสานนั่นเองครับ

นับวันความเจริญก็ยิ่งเข้ามาสู่เมืองนี้ ด้วยความที่โคราชเป็นจังหวัดที่ใหญ่ มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ที่สำคัญยังไม่ไกลจากกรุงเทพ เมืองหลวงของประเทศไทยอีกด้วย

เบียร์เองเคยมีโอกาสได้ไปอยู่โคราชช่วงสั้น ๆ ประมาณ 2 เดือนตอนที่น้ำท่วมกรุงเทพปี 54 เพราะต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปซบไออุ่นในตัวเมืองโคราชเพื่อรอน้ำลดนั่นเองครับ

แม้ปัจจุบันจะกลับมาอยู่กรุงเทพเหมือนเดิมแล้ว แต่ก็ยังมีโอกาสไปเยี่ยมเยือนเมืองโคราชอยู่เนือง ๆ ไม่ว่าจะไปท่องเที่ยว หรือไปทำงานก็ตามทีครับ

โดยครั้งนี้ เบียร์มีภารกิจต้องไปประชุมที่ตัวเมืองโคราชเหมือนเดิมตั้งแต่ช่วงเช้า แต่การจะขับรถออกจากกรุงเทพเพื่อไปให้ทันประชุมตอน 9 โมงนั้น ก็ดูจะเหนื่อยไป

เบียร์จึงตัดสินใจว่า จะเดินทางไปล่วงหน้า 1 วัน และหาที่พักที่เมืองโคราช นอนสัก 1 คืน เพื่อความสบายกายและสบายใจ

นั่งสอดสายตามองหาที่พักที่ใกล้ที่ประชุมที่สุด ก็ไปเจอที่พักแห่งหนึ่งพึ่งเปิดไม่นานมีชื่อว่า โรงแรมโครานารี คอร์ทยาร์ด บูทีค

 

ดูสไตล์การตกแต่งก็ถูกใจครับ จึงตัดสินใจจองที่พักสำหรับทริปนี้ทันที

 

โดยโรงแรมนี้ตั้งอยู่ในซอยมิตรภาพ 8 สามารถเข้าทางถนนมิตรภาพก็ได้ หรือเข้าทางถนนบายพาสขอนแก่น – ปักธงชัยก็ได้ครับ

ซึ่งถ้าเข้าทางถนนบายพาส ให้เลยห้างโฮมโปรมานิดนึง ก็เลี้ยวเข้าซอยวัดเลียบได้เลยครับ

ไม่ว่าจะเข้าจากทางไหน ตัวโรงแรมนั้น ตั้งอยู่ช่วงกลางซอยครับ อยู่ตรงข้ามโรงเรียนโคราชพิทยาคมเลย หาง่ายมาก เพราะอาคารสีขาวของโรงแรมตั้งอยู่โดดเด่นสะดุดตา

ซึ่งถ้าเพื่อน ๆ ใช้ GPS หรือ Google Maps ก็เอาเลขพิกัด 14.974671, 102.057697 นี้กรอกลงไปได้เลยครับ

ระบบนำทางผ่านดาวเทียมก็จะพาเพื่อน ๆ มาถึงหน้าโรงแรมพอดิบพอดี

 

ในกรณีที่เพื่อน ๆ เดินทางมาช่วงมืด ๆ แนะนำให้เข้าทางมิตรภาพซอย 8 จะดีกว่าครับ เพราะถนนบายพาสรถวิ่งกันเร็วมาก กลับรถยากสุด ๆ

ซึ่งหน้าปากซอยมิตรภาพ 8 จะมีป้ายไฟบอกชื่อโรงแรมให้เรามั่นใจด้วยครับ ว่าไม่ผิดซอยแน่นอน

 

เข้าซอยมาช่วงกลางคืน ไฟถนนสว่างดีครับ ไม่เปลี่ยวและไม่น่ากลัว

 

พอถึงหน้าโรงแรม ก็เลี้ยวรถเข้ามาได้เลย ด้านหน้าเป็นที่จอดรถทั้งหมดครับ มีหลังคากันแดดกันฝนให้ด้วย

 

ตกกลางคืน ก็มีไฟส่อง มองเห็นรถเราชัดเจนครับ

 

ที่ลานจอดรถมีป้ายระบุว่า “กรุณาถอยหลังจอดรถให้ตรงช่อง” ระบุเอาไว้ แปลว่า ห้ามเดินหน้าเข้ามานะครับ 55555+

 

ถอยรถตรงช่องเรียบร้อย ก็เดินไปเช็คอินที่ Reception ครับ

 

เดินเข้ามา ปรากฏว่ามีลูกค้าท่านอื่นเช็คอินอยู่

 

เลยต้องหาที่นั่งรอต่อคิวกันก่อนครับ

 

มุมนี้ก็น่านั่งดีนะ

 

ห้องพักที่นี่มีอยู่ 3 แบบครับ คือ

1.Boutique
2.Forget Me not
3.Deluxe

แบบแรกคือ ห้อง Boutique ครับ เป็นห้องที่ถูกที่สุด ขนาดพื้นที่ 32 ตารางเมตร มีเตียงให้เลือกทั้งแบบเตียงเดี่ยว และเตียงคู่ครับ

ส่วนห้อง Forget Me Not รู้สึกจะมีอยู่ห้องเดียวครับ ขนาดเท่ากับ Boutique นั่นแหล่ะ แต่ตกแต่งด้วยสีชมพูหวาน ๆ ให้บรรยากาศโรแมนติคครับ

และแน่นอนว่าต้องเป็นเตียงใหญ่เท่านั้นครับ ไว้ให้คู่รักนอนกอดกัน ฮิ้ววววว

ปิดท้ายด้วยห้อง Deluxe ที่ขนาดใหญ่ขึ้นมานิดหน่อยคือ 34 ตารางเมตร แต่จะตกแต่งให้สวยกว่าอีก 2 ห้องครับ มีให้เลือกทั้งแบบเตียงเดี่ยว และเตียงคู่

โดยมีทีเด็ดที่พนักงานต้อนรับบอกเบียร์คือ สามารถทานมินิบาร์ในห้องและในตู้เย็นได้ฟรีเลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่มเหมือนห้องแบบ Boutique ครับ

ซึ่งห้อง Deluxe ทั้งหมดจะอยู่ตึกใหญ่ตึกเดียวกับ Reception นั่นเองครับ

 

แต่ห้อง Boutique นั้น จะมาอยู่รวมกันที่อาคารด้านหน้าติดลานจอดรถแทนครับ

 

ซึ่งเบียร์จองห้อง Boutique มา ได้เบอร์ห้อง 302 ชั้น 3 ก็เลยรับ Key Card และเดินไปที่อาคารด้านหน้าครับ

 

จะเจอกับบันไดทางขึ้น ที่มีทางลาดวางไว้ให้ด้วย เผื่อสำหรับรถ Wheelchair ครับ

 

ที่นี่มีทั้งบันไดและลิฟท์นะครับ ใครขาไม่ดี ไม่ต้องกังวลครับ

 

ถึงแล้วครับ ชั้น 3 มีป้ายบอกทางไปห้องชัดเจนครับ

 

ทางเดินไปห้องครับ ขาวสะอาดตาไปหมดเลย

 

ถึงแล้วครับ ห้องพักของเบียร์ในค่ำคืนนี้

 

ตำแหน่งหน้าห้องพักครับ

 

เอาคีย์การ์ดแตะทันทีที่หน้าประตู เสียงตึ้ดดังขึ้น แต่ดันเปิดประตูไม่ได้แฮะ

 

ก็เลยโทรไปที่ Reception ทันทีครับ เพราะขี้เกียจลง พอเจ้าหน้าที่ทราบเรื่อง ก็รีบเอา Key card ใหม่ขึ้นมาเปลี่ยนให้ทันทีครับ

เปิดได้แล้ว ก็เข้าไปดูห้องกันครับ

 

ก่อนอื่นเสียบ key card เพื่อเปิดระบบไฟก่อนเลยครับ

 

พอปิดประตูห้อง ก็จะเห็นตาแมวไว้ส่องกบ เอ้ย ส่องแขกผู้มาเยี่ยมเยียน สามารถปิดรูได้ด้วยครับ

 

เดินเข้าไป ด้านขวามือเป็นตู้เสื้อผ้าครับ เป็นบานปิดแค่ฝั่งขวาฝั่งเดียวครับ

 

ลองเปิดออกมา เก็บเสื้อผ้าได้สบายเลยครับ ภายในมีตู้เซฟให้ใช้ด้วย

 

ด้านข้างตู้ สามารถวางของได้ครับ และด้านล่างมีรองเท้าเดินในห้องรอให้ใช้อยู่ 2 คู่ครับ

 

พอปิดประตูตู้ ก็จะพบกับกระจกบานยาวให้เช็คความเรียบร้อยตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยครับ

 

ตรงข้ามกับตู้เสื้อผ้า ก็จะเป็นห้องน้ำครับ

 

เดินเข้าไป ซ้ายมือเป็นชักโครกครับ มีที่แขวนผ้า และสายฉีดชำระให้ด้วย

 

มีกระดาษทิชชู ถุงใส่ผ้าอนามัยและถังขยะวางไว้ให้อย่างเรียบร้อย

 

ถัดมาเป็นอ่างล้างหน้าครับ พร้อมกระจกขนาดกำลังดี

 

มีสบู่ก้อน สบู่เหลว และอุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายวางไว้ให้พร้อม

 

สบู่ แชมพูดูดีมากกกก

 

หมวกอาบน้ำก็มีให้

 

ใกล้ ๆ กันมีปลั๊กไฟไว้ให้เสียบไดร์เป่าผมหรืออุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ด้วยครับ

 

ถัดจากอ่างล้างหน้า ก็จะเจอกับมุมอาบน้ำครับ

 

แยกโซนเปียกให้ชัดเจนครับ มีฝักบัวธรรมดาให้ตัวเดียว แต่มีน้ำร้อน น้ำเย็นให้เลือกตามปกติครับ

 

แต่ข้อเสียที่เห็นในห้องน้ำคือ เจ้าประตูบานเลื่อนนี่แหล่ะครับ ที่เมื่อเบียร์ปิดประตูแล้ว กลับไม่มิดชิด

 

มีรูออกมา ให้เราแอบดูอีกคนอาบน้ำได้เลย 55555+

 

ออกจากห้องน้ำ ไปดูเตียงนอนกันบ้างครับ เป็นเตียงใหญ่ หนานุ่มขอบชีส อิอิ

ข้อดีของเตียงหนาขนาดนี้ คือ นอนสบายมากกกก

แต่ข้อเสียคือ มันสูงไปนิดนึง ใครขาสั้น จะขึ้นเตียงลำบากไปหน่อย

 

ทางโรงแรมม้วนผ้าเช็ดตัวและผ้าขนหนูไว้ให้บนเตียง 1 ชุดครับ

 

ส่วนอีกชุด วางอยู่บนชั้นไม้หน้าห้องน้ำครับ

 

ซึ่งในตำแหน่งนี้ เราสามารถแขวนเสื้อผ้าได้เพิ่มเติม นอกจากในตู้ครับ

 

เปิดม่านดูวิวหน่อยสิ

 

มีระเบียงให้ด้วยนะครับ

 

ขนาดกว้างกำลังดีครับ

 

มองออกไป เห็นพระอาทิตย์กำลังจะตกพอดีเลย

 

มองลงไปด้านล่างครับ มีรั้วรอบขอบชิด

 

จากระเบียงมองย้อนเข้ามาในห้องครับ

 

ด้านซ้ายมือ ยังมีมุมที่เราไม่ได้สำรวจครับ

 

นั่นคือมุมที่วางทีวี มีโต๊ะให้นั่งทำงานด้วยครับ

 

บนโต๊ะมีมินิบาร์ พร้อมราคาที่ต้องจ่าย

 

ข้าวของในห้องก็อย่าเผลอหยิบติดมือไปนะครับ ทางโรงแรมคิดค่าใช้จ่ายทั้งหมดครับ

 

นาฬิกาดิจิตอล รีโมททีวี ป้ายแขวนหน้าห้อง ใบแสดงความคิดเห็นและกระดาษทิชชูวางเรียงรายไว้ให้ใช้ครับ

 

ก้มดูด้านล่าง มีตู้เย็นเล็ก ๆ วางซ่อนอยู่ครับ

 

เปิดออกมา เจอมินิบาร์เต็มตู้ ซึ่งเราสามารถดื่มฟรีเฉพาะน้ำเปล่าขวดแก้วเท่านั้นนะครับ นอกนั้นเสียเงินเพิ่มทุกอย่างครับ

 

ที่นี่มี wifi ให้ใช้ฟรีด้วยนะครับ ซึ่ง password จะอยู่ในซอง Key card ครับ พร้อมคูปองอาหารเช้าครับ

โดย 1 เครื่องใช้ได้ 1 รหัสนะครับ ถ้าเพื่อน ๆ มีหลายเครื่องทั้งมือถือ iPad Notebook แล้วอยากออนไลน์พร้อมกันทั้งหมด แต่ได้ใบรหัสผ่านไม่พอกับจำนวนเครื่อง สามารถโทรไปขอ password เพิ่มได้ที่ Reception ครับ

 

ส่วนโทรศัพท์ติดต่อ Reception หรือห้องพักอื่น ๆ นั้น จะวางอยู่ตรงหัวเตียงด้านซ้ายครับ

 

มาพักที่นี่ มนุษย์ไอทีไม่ต้องกังวลครับ เพราะที่นี่มีปลั๊กไฟให้ใช้หลายจุด ไม่ว่าจะเป็นที่หัวเตียงด้านซ้าย

 

หัวเตียงด้านขวา

 

หรือว่าข้างโต๊ะทำงานด้านซ้าย

 

ส่วนปลั๊กข้างขวาโต๊ะทำงานนั้นเต็มแล้ว เพราะเสียบทีวีกับตู้เย็นครับ

 

สำรวจในห้องเรียบร้อยแล้ว ออกไปสำรวจนอกห้องกันดีกว่าครับ

 

บริเวณทางเดินระหว่างห้อง มีชานยื่นออกไป พร้อมเก้าอี้ให้นั่งชมวิวด้วย

 

มุมนี้ทำให้เห็นอาคารหลักชัดเจน

 

และทำให้รู้ว่า ข้าง ๆ อาคารหลักนั้น มีสวนสวย ๆ อยู่ด้วย

 

ลงไปดูกันดีกว่าครับ

 

เดินเข้ามาสวน บอกเลยถูกใจมาก

 

มีที่นั่งให้เลือกหลายมุมเลยครับ

 

มุมนี้คนนั่ง เอ้ย โต๊ะนั่งก็น่ารัก

 

เบียร์ว่าเค้าตกแต่งสวนได้ดีครับ

 

ใครชอบถ่ายเซลฟี นี่แชะกันมันส์แน่นอนครับ

 

เพราะมุมสวย ๆ เค้าเยอะจริง ๆ

 

ส่วนอาคารเล็กด้านข้างสวนนั้น เป็นห้องประชุมชื่อ Le Gardenia ครับ

 

มีห้องน้ำแยกชาย-หญิงให้ด้วย

 

หันหลังกลับไปมองฝั่งอาคารหลัก เราจะเจอห้องกระจก 1 ห้อง

 

นั่นก็คือ ห้องอาหาร Le Intawaa ครับ ซึ่งเป็นห้องอาหารหลักของโรงเรมนี้

โดยเราสามารถเดินเข้าร้านจากในสวนได้เลย

 

หรือจะเข้าทางด้านหน้าปกติก็ได้ครับ

 

แล้วเดินตรงมาตามทางเดิน ก็จะเจอห้องอาหาร Le Intawaa ครับ

 

โดยมีที่นั่งทั้งฝั่งซ้าย

 

ที่ถูกตกแต่งด้วยลายดอกไม้น่ารักดี

 

และฝั่งขวาที่เป็นห้องกระจก

 

สามารถชมวิวสวนสวย ๆ ได้เลย

 

เดินไปเดินมา อ้าว ข้างนอกมืดซะแล้ว แต่แสงไฟก็ทำให้สวนนั้นสวยงามไปอีกแบบ

 

แต่เวลาและท้องฟ้าแบบนี้ น่ากลัวยุงจะบินมาชมสวนกับเราด้วย คงต้องหนีก่อนดีกว่าครับ

 

แล้วมาดูบรรยากาศด้านหน้าโรงแรมแทน

 

เบียร์ว่าที่นี่เค้าเปิดไฟสว่างกำลังดีครับ ทำให้บรรยากาศยามค่ำคืนดูดี ไม่น่ากลัว

 

ส่วนตัวเบียร์ขึ้นห้องไปนอนพักผ่อนก่อนดีกว่าครับ เพราะพรุ่งนี้ไปประชุมแต่เช้า

 

ฝันดี ราตรีสวัสดิ์ครับเพื่อน ๆ

 

ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ได้เวลาไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Le Intawaa นั่นแหล่ะครับ

 

โดยที่นี่เปิดให้ทานได้ตั้งแต่เช้าตรู่คือ 06.00 – 10.00 ครับ เหมาะกับนักเดินทางหรือคนทำงานที่ต้องรีบไปต่อจริง ๆ ครับ

 

โดยเราเลือกนั่งในห้องอาหารก็ได้

 

หรือจะไปนั่งในสวนก็ได้เช่นกัน

 

เพราะอุณหภูมิเช้านี้ อยู่ที่ 21 องศาเองครับ เย็นสบาย ไม่ต้องใช้พัดลมครับ

 

ได้ที่นั่งแล้ว ก็มาตักอาหารที่ไลน์บุฟเฟ่ต๋ตรงนี้ครับ

 

มีอะไรหม่ำบ้างน้าาา?

 

ข้าวต้มร้อน ๆ ก็มี

 

ส่วนเครื่องปรุงอยู่ตรงนี้

 

เอ่อ…ขนมปังก็ดีนะ

 

คอนเฟล็กยังมีเลย

 

มุมนี้สำหรับคนรักสุขภาพ

 

แต่ผลไม้ล้างปาก โดนตักไปเยอะแล้ว สงสัยจะอร่อย

 

กาแฟร้อน ๆ สักแก้วไหมครับ

 

ปิดท้ายด้วยมุมเครื่องดื่มครับ

 

นอกจากในไลน์บุฟเฟ่ต์ที่ทานได้ไม่อั้นแล้ว ยังสามารถเลือกสั่งจากในเมนูได้ฟรีด้วยนะครับ

 

เบียร์เลยสั่ง American Breakfast ของโปรดมา 1 ชุดครับ

 

ต่อด้วย French Toast + วิปครีม + เบอร์รี่ครับ

 

ส่วนสลัดผักและครัวซองนั้น ตักมาจากไลน์ Buffet ครับ

 

อาหารเช้าพร้อมแล้ว ทานด้วยกันไหมครับ?

 

บอกเลยว่า อาหารที่อร่อย + อากาศเย็น ๆ พร้อมวิวสวนสวย ๆ แบบนี้ ฟินสุด ๆ ครับ

 

ทานเสร็จแล้ว เบียร์สั่งลาเต้เย็นเพิ่มมา 1 แก้วครับ

 

ซึ่งแก้วนี้ ต้องจ่ายเพิ่มนะครับ ไม่รวมในอาหารเช้าครับ

 

ก่อนจะเช็คเอ้าท์และโบกมือลาโรงแรมโครานารี คอร์ทยาร์ด บูทีคด้วยความประทับใจครับ

 

::::: บทสรุป :::::

เบียร์จองห้องพักที่นี่ผ่าน Agoda ในราคาคืนละ 1,100 บาทครับ (ราคาโปรโมชั่น ณ วันนั้น)

ส่วนราคาที่หน้าเวบของโรงแรมอยู่ที่ 1,980 บาทต่อคืนครับ สำหรับห้อง Boutique

ความคุ้มค่าถือว่าโอเคเลยครับ กับราคาที่จ่ายไป แลกกับคุณภาพห้องพักที่หลับสบาย และอาหารเช้าพร้อมวิวสวนสวย ๆ กับอากาศเย็น ๆ

ส่วนข้อเสีย ในมุมมองของเบียร์ มีเรื่องประตูห้องน้ำนั่นล่ะครับ ที่แอบส่องคู่ของเราอาบน้ำได้ ซึ่งถ้าเป็นคู่สามี-ภรรยาก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ใช่ก็จะอันตรายนิดนึง อิอิ

และอีกอย่างก็คือ เตียงที่หนานุ่มน่านอน แต่มันหนาจนสูงจากพื้นอยู่เหมือนกัน ใครขาสั้นอาจจะรู้สึกขึ้น ลงลำบากนิดนึง แต่เบียร์ไม่ใช่ปัญหาครับ

ก็เป็นอันจบการรีวิวโรงแรมโครานารี คอร์ทยาร์ด บูทีคแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่เข้ามาอ่านรีวิวของเบียร์ครับ แล้วพบกันใหม่รีวิวหน้านะครับ

 

ถ้าเห็นว่ารีวิวนี้มีประโยชน์กับเพื่อน ๆ สามารถ Like และ share ต่อได้เลยนะครับ เบียร์ยินดีครับ

แล้วอย่าลืมเข้ามาติดตามรีวิวอื่น ๆ ได้ที่ www.reviewbybiere.com และ www.facebook.com/reviewbybiere นะครับ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *