รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 2 คืนแรกที่ปายในโรงแรมโยมา (Yoma Hotel)

ย้อนไปอ่านตอนที่ 1 เดินทางสู่เมืองปายด้วย NISSAN MARCH

 

 

เช็คสถิติเสร็จแล้วกลับมาเช็คอินก่อนดีกว่า

 

รถคันนี้ โรงแรมเอาไว้รับ-ส่งลูกค้าไปถนนคนเดินครับ

 

เดินขึ้นบันไดด้านหน้ามาแล้วเลี้ยวซ้าย ก็จะเจอโต๊ะ Reception

 

ซึ่งด้านซ้ายมือของ Reception ก็คือ ร้านขายของที่ระลึกของทางโรงแรม

ส่วนขวามือ คือห้องสมุดและห้องที่ให้บริการ Internet ฟรี สำหรับลูกค้า เนื่องจากที่นี่ไม่อนุญาตให้ลูกค้าใช้ wireless Internet ในห้องพัก

 

ในห้องมีคอมพิวเตอร์ให้ใช้ 2 ตัวครับ

 

เดินออกมาจากห้องสมุด ก็จะพบส่วน Lobby เป็นเก้าอี้ยาว ๆ ส่วนถัดไปด้านขวาก็คือ ห้องอาหารของโรงแรม ซึ่งพรุ่งนี้เช้า เบียร์ก็ต้องมาทานอาหารเช้าที่นี่นั่นเองครับ

 

ระหว่างรอเจ้าหน้าที่เช็คอิน ก็นั่งพักซะเล็กน้อย หลังขับรถยาวมากว่า 820 กิโลเมตร

 

นั่งยังไม่ทันรู้สึกถึงความสบาย เจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่า เช็คอินเรียบร้อยแล้ว และพร้อมพาเราสองคนไปที่ห้องพักแบบ Deluxe ที่จองเอาไว้

โดยเจ้าหน้าที่บอกให้เราขับรถไปเข้าซอยถัดไป จะมีลานจอดรถให้ต่างหากซึ่งปลอดภัยกว่าจอดด้านหน้า แถมยังติดกับอาคารที่เราพักอีกด้วย

เบียร์จึงพาภรรยาขึ้นรถ และขับมาตามที่พนักงานบอก ก็พบทางเข้าลานจอดรถสำหรับลูกค้าโรงแรมโยมา จึงเลี้ยวเข้ามาจอดทันที

 

เดินลงจากรถมา พนักงานรีบกุลีกุจอมาเอากระเป๋าที่รถ ส่วนเบียร์ก็มองอาคารที่อยู่เบื้องหน้า ก็พบภาพนี้ครับ

 

ซึ่งห้องที่เบียร์พัก ก็คือห้องชั้นบนริมขวาสุดนั่นเองครับ โดยเลขที่ออกคือ

 

เป็นห้องแรกหลังเดินขึ้นบันไดมาครับ

 

ก่อนเข้าห้อง หันมามองบันไดที่เพิ่งเดินขึ้นมาอีกที

 

มองไปด้านขวา จะพบอีกอาคารนึงครับ ซึ่งเป็นห้องแบบ Deluxe ทั้งอาคารเลย แต่วิวจะถูกบังด้วยต้นไม้มากกว่าอาคารที่เบียร์อยู่ครับ

 

ก่อนเข้าห้องหันไปดูอีกทาง ก็พบลานจอดรถของลูกค้านั่นเอง นับว่าอยู่ห้องนี้สามารถเดินไปที่รถสบาย ๆ เลยครับ

 

เปิดประตูห้องเข้ามา ด้านขวามือจะเป็นที่เสียบ Key Tag / Switch เปิด-ปิดไฟ / รีโมทแอร์ ครับ

 

หันกลับมาดูภายในห้อง ด้านขวามือก็เจอเตียงก่อนเลย

 

แหงนคอมองขึ้นไปบนเพดาน ก็พบว่ามีทั้งแอร์ และพัดลม

 

ก้มลงมามองปลายเตียงก็เจอรองเท้าแตะไว้ใส่เดินในห้อง

 

แต่พอเดินไปที่หัวเตียงก็จะเจอโคมไฟ / โทรศัพท์ / สมุดโน้ต

 

หันมาดูทางปลายเตียง หรือด้านซ้ายมือเวลาเดินเข้าห้องมา จะเจอประตูห้องน้ำ ถัดมาเป็นตู้วางทีวี และจบด้วยโต๊ะทำงาน

 

เบียร์เดินไปเปิดตู้ด้านล่างทีวี ก็เจอชั้นกาแฟและตู้เย็นเล็ก ๆ ซ่อนอยู่ครับ

 

ชั้นวางกาแฟแบบเรียบง่าย

 

ถัดจากทีวี มี Welcome Fruits วางอยู่ แหม เหมือนรู้ใจว่าเบียร์ชอบ”ส้ม”

 

แต่ก่อนจะแกะส้มกิน เบียร์ก็ถูกดึงดูดสายตาด้วยภาพวิวด้านนอก

 

เลยเดินออกไปดูวิวสวย ๆ สักหน่อย

 

สีเขียวของใบไม้นี่ดูยังไงก็สดชื่น

 

ก้มลงไปจะเห็นสระว่ายน้ำส่วนกลางของโรงแรม

 

มองไปด้านขวาจะเห็นห้องแบบ”วิลล่า” ซึ่งอยู่ติดกับสระว่ายน้ำเลย

 

เบียร์ชะโงกหน้าลงมาดูด้านล่างของห้องพัก ก็พบห้องแบบ Grand Deluxe ที่มีเตียงให้นอนเล่นบริเวณระเบียง

 

หันกลับมามองภายในห้องพัก

 

ถ่ายวิวเยอะไปแล้ว มาถ่ายภรรยาบ้าง เดี๋ยวจะน้อยใจ

 

แชะเดียวไม่พอ น้องเจขอสอง

 

ถ่ายรูปเสร็จ ก็อยากถ่ายท้อง เดินเข้าห้องน้ำดีกว่า

 

เดินเข้าไปดูหน่อยซิ

 

ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ แขวนเรียงรายอยู่เหนือชักโครก

 

ในส่วนอาบน้ำ แอบมี Rain Shower ด้วย

 

อาบน้ำไป (แอบ)ดูวิวไป

 

โดยทางโรงแรมจัดเตรียมสบู่+แชมพูแบบสมุนไพรไทย

 

กลับหลัง…..หันนนนน

 

เดินมาดูชัด ๆ

 

ตู้แขวนเสื้อผ้า และชั้นวางของมารวมกันอยู่ในนี้หมด

 

ส่วนชั้นล่าง ไว้วางตู้เซฟ

 

แล้วตรงนี้มีอะไรบ้างหนอ?

 

อุปกรณ์ทำความสะอาดร่างกายต่าง ๆ

 

สบู่มังคุดสำหรับล้างมือ

 

ไดร์เป่าผม

 

หลังจากทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก็ใกล้มืดค่ำแล้ว ลงไปสำรวจรอบ ๆ โรงแรมดีกว่า เริ่มที่สระว่ายน้ำ

 

ว่ายน้ำสระ Infinity Pool ดูทิวเขา เคล้าด้วยเพลงฝรั่งที่สุดแสนโรแมนติคผ่านลำโพงรอบสระว่ายน้ำ

 

บรรยากาศใกล้ค่ำ ริมสระว่ายน้ำ

 

ข้าง ๆ สระเป็นบ่อนวดตัวแนว Jacuzzi ให้ 2 บ่อ

 

ถัดลงไปจะเป็นสนามหญ้า มีเก้าอี้นั่งเล่นชิลล์ ๆ

 

เจ้าเก้าอี้รูปทรงแปลก ๆ นี่เหมือนจะเขียนเป็นคำ แต่เบียร์พยายามอ่านเท่าไหร่ก็อ่านไม่ออก ว่าเขียนว่าอะไร

 

จากสระว่ายน้ำ ถ้าเราจะเดินไป Lobby ก็จะผ่านห้องแบบ”วิลล่า”

 

ห้องวิลล่าที่นี่มีเพียง 5 ห้องเท่านั้น

 

ซึ่งห้องสุดท้ายก็จะติดสระว่ายน้ำ ที่เบียร์เพิ่งเดินไปชมมา

 

เดินขำ ๆ ก็จะถึงบันไดขึ้นสู่ Lobby แล้ว

 

หันไปมองทางซ้าย ก็คือห้อง V01 หรือ วิลล่า 1 นั่นเอง

 

ขนาดห้องวิลล่า ภายในก็เล็กพอ ๆ กับ Deluxe นั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ได้อารมณ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง

 

เมื่อก้าวพ้นวิลล่าทั้ง 5 ห้องเรียบร้อยแล้ว ก็จะเจอทางแยก คือ เลี้ยวซ้ายไปห้องแบบ Superior 6 ห้อง ซึ่งตั้งอยู่อาคารเดียวกับ Lobby และห้องอาหารนั่นล่ะครับ

เพียงแต่อยู่ชั้นล่าง กับเดินขึ้นบันไดเพื่อไป Lobby

 

จากจุดนี้ถ้ามองไปทางขวามือ จะพบกับอาคาร A ที่มีแต่ห้องพักแบบ Deluxe ทั้ง 2 ชั้น

 

ห้องแบบ Superior ซึ่งเป็นห้องที่ถูกที่สุดในโรงแรม จะได้ทำเลติดกับสวนของโรงแรมครับ และห้องประเภทนี้จะไม่มีระเบียงครับ

 

งั้นเบียร์ขอโอกาสเดินผ่านห้อง Superior ไปชมสวนของโรงแรมก่อนดีกว่าครับ

 

ก่อนเดินเข้าสวนมีแม่หมูพร้อมบริวารยิ้มต้อนรับลูกค้าอยู่

 

ถัดมาก็จะเป็นชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้ไว้นั่งพักผ่อน ดูลูกค้าที่พักห้องวิลล่าจู๋จี๋กันที่ระเบียง

 

ให้ดูมุมกว้าง ๆ ครับ

 

หันกลับไปดูทางเดินที่เพิ่งพ้นมาซิ

 

หลักกิโล…โยมาปาย

 

ตู้ไปรษณีย์ที่รายล้อมไปด้วยเก้าอี้นั่งเล่น

 

ซึ่งมุมนี้ก็จะมองเห็นห้องพักนั่นเอง ตามโครงสร้างของโรงแรมที่ออกแบบเป็นรูปตัว L

 

ชมวิวได้ไม่นาน ฟ้าเริ่มเปลี่ยนสี แถมอากาศก็เริ่มเย็น เบียร์จึงเดินขึ้นมาที่ Lobby เพื่อให้รถของโรมแรมพาไปส่งที่ถนนคนเดิน

 

ถึงแล้ว

 

เดินเข้ามาก็เจอรถตู้ประถม 1 ยอดฮิต

 

เห็นแล้วนึกถึงสมัยเด็ก ๆ

 

บรรยากาศรอบ ๆ มีนักท่องเที่ยวอยู่บ้าง แต่ไม่หนาตา อันเนื่องมาจากปลายหนาว + วันธรรมดานั่นเอง

 

เดินมาถึงสามแยก เราสองคนพากันเลี้ยวขวาก็มาสะดุดสายตาร้านค้าชื่อดัง ที่ตั้งอยู่หน้าธนาคารกรุงไทย

 

สังเกตจากป้ายหน้าร้านและจำนวนลูกค้า(ฝรั่ง) ณ ขณะนั้นแล้ว คิดว่าคงขายดีไม่น้อยในช่วง High Season ที่ผ่านมา

 

รับอะไรดีครับ

 

จะบอกเพื่อน ๆ ที่ยังไม่เคยไปว่า อย่าดูแต่เมนูด้านล่าง ให้ดูด้านบน ๆ ด้วย เพราะโรตีชีสที่ฮิตหนักฮิตหนา เค้าเขียนไว้ด้านบน เนื่องจากเบียร์เองเข้าใจผิด คิดว่าโรตีทุกอันใส่ชีสอยู่แล้ว และด้วยการออกแบบกรอบด้านบน ทำให้เบียร์เลือกดูแต่เมนูด้านล่าง จึงอดทานโรตีชีสของร้านนี้ไปเลย

————————

เมื่อได้โรตีเรียบร้อยแล้ว เราสองคนเดินกินโรตีบนถนนคนเดินท่ามกลางอากาศที่เย็นลงเรื่อย ๆ  อย่างมีความสุข

ในขณะที่เคี้ยวแผ่นแป้งผสมกล้วยและช็อคโกแลตอยู่นั้น เบียร์กลับมีความรู้สึกอิสระอย่างบอกไม่ถูก

คิดดูสิครับ เบียร์ไม่สามารถทำอะไรแบบนี้ที่กรุงเทพได้อย่างแน่นอน

…..ถ้าเป็นกรุงเทพ เบียร์ไม่สามารถเดินบนถนนที่รถสามารถวิ่งไป-มาได้
…..ถ้าเป็นกรุงเทพ เบียร์ไม่สามารถเดินกินโรตีท่ามกลางผู้คนจำนวนมากที่เดินสวนไป สวนมาได้ เพราะกลัวจะเสียฟอร์ม 
…..ถ้าเป็นกรุงเทพ เบียร์คงต้องคอยซับเหงื่อ แทนที่จะเดินชิลล์ ๆ ได้แบบนี้

เอ๊ะ หรือนี่จะคือ เสน่ห์ของเมือง“ปาย” เมืองเล็ก ๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยภูเขา จนเหมือนเราได้มาอยู่อีกโลกหนึ่ง

แต่จะว่าไปก็เป็นไปได้ เพราะเมื่อเราเดินมาใกล้แม่น้ำปาย เบียร์เริ่มมีความรู้สึกถึงการมาฮันนีมูน“ต่างประเทศ” เพราะเบียร์แทบไม่พบคนไทยเลยแม้สักคนเดียว ในบริเวณนั้นมีแต่ฝรั่งเดินไป เดินมา ผับบาร์กิ๊บเก๋หลายที่ก็เต็มไปด้วยฝรั่งนั่งฟุดฟิดฟอไฟกันเต็มไปหมด

ก็อย่างว่าแหล่ะครับ ฝรั่งเค้าแห่มาเที่ยวที่นี่กันตั้งนานแล้ว ก่อนที่พี่ไทยจะนำเมืองปายขึ้นท็อปฮิตติดชาร์ตเสียอีก

————————

หลังจากเดินย่อยโรตีได้สักพัก เราก็มาสะดุดสายตากับร้านเค้กร้านหนึ่งซึ่งตกแต่งได้สวยสดงดงามมาก

 

เมื่อเห็นป้ายชื่อร้าน ภรรยารีบจูงมือเบียร์เข้าไป ด้วยเหตุผลที่ว่า “ร้านนี้มีคนแนะนำ”

ซึ่งการตกแต่งของร้าน เน้นสีสันของดอกไม้มาประดับ จนเบียร์อดคิดไม่ได้ว่า ตกลงร้านนี้ขายเค้กหรือขายดอกไม้กันแน่? 55555

 

นอกจากเค้ก ยังมีไอติมให้เลือกทานด้วย

 

แม้จะอิ่ม ๆ มาบ้าง แต่ก็ไม่วายที่จะสั่งเค้กและเครื่องดื่มร้อน ๆ มานั่งทานท่ามกลางอากาศที่เย็นสบาย

 

ไปนั่งริมถนนดูคนเดินดีกว่า

 

เมนูแรกมาแล้ว รอยัลช็อคโกแลตเค้ก ชิ้นละ 75 บาท

 

ต่อเนื่องด้วยเลมอน ชีสเค้ก ชิ้นละ 75 บาทเช่นกัน

 

เสิร์ฟเค้กเสร็จ ตามมาด้วยเครื่องดื่มร้อน ๆ โดยเบียร์สั่งช็อคโกแลตร้อน ถ้วยละ 50 บาท

 

ส่วนของภรรยาเป็นนมสดร้อนใส่น้ำผึ้ง แก้วละ 45 บาท

 

อืมมมม…รสชาติดีแฮะ

 

เอ๊ะ! เค้ามุงอะไรกัน?

 

จนเครื่องดื่มหมดแล้ว คนก็ยังแน่นไม่จางหาย

 

ซูมกล้องเข้าไปดูหน่อย มันคืออะไร

 

ทานเค้กเสร็จพอดี ไหน ๆ จะเดินกลับอยู่แล้ว ข้ามไปลองหน่อยดีกว่า

 

เค้าเอาน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่มาให้ โดยสามารถเก็บกระบอกไม้ไผ่กลับมาเติมได้อีกในราคา 10 บาท

 

เมื่อรับเครื่องดื่มมาแล้ว ก็ไม่วายที่จะดูดให้หมด และโยนกระบอกไม้ไผ่ทิ้งไป เพราะคงจะ“ไม่มาเติมอีกแล้ว”

สงสัยที่มุง ๆ ก่อนหน้านี้จะเป็นหน้าม้า 55555

———————-

แค่คืนเดียว ทั้งโรตี ทั้งเค้ก นี่ยังไม่รวมขนมนมเนยที่ทานมาตอนเดินทางอีกนะ จึงตัดสินใจโทรหาโรงแรมโยมาทันที เพื่อให้รถมารับกลับไปนอน

โดยทางโรงแรมแจ้งว่าให้มายืนคอยตรงร้าน Black Canyon ชื่อดังที่ตั้งอยู่ตรงสี่แยกปายหนาวพอดิบพอดี

 

เมื่อกลับถึงโรงแรม เบียร์เริ่มรู้สึกว่า อากาศมันเย็น ๆ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เปิดแอร์ไว้แต่อย่างใด จึงเดินออกไปที่ระเบียงก็พบว่า อากาศข้างนอกหนาวมาก อุณหภูมิน่าจะอยู่ประมาณ 10 ต้น ๆ ได้เลยทีเดียว

เบียร์จึงตัดสินใจไม่ปิดประตูกระจก แต่เลือกที่จะปิดประตูมุ้งลวดแทน เพื่อให้อากาศภายนอกพัดเข้ามาในห้องโดยไม่นำยุงเข้ามาด้วย

เมื่อเบียร์เดินกลับมาที่เตียง ก็รู้สึกถึงความหนาวแบบธรรมชาติที่เพิ่มขึ้นทันที และคืนนั้นก็จบลงด้วยการนอนที่ไม่ต้องใช้แอร์หรือพัดลมช่วยแต่อย่างใด

เบียร์ว่านี่แหล่ะ คือ เสน่ห์ของเมืองหนาวที่แท้จริง….

————————

 

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2011

Good Morning @Pai

 

เราสองคนตื่นมาด้วยความสดชื่น อากาศยามเช้ายังเย็นต่อเนื่อง และเมื่อมองเห็นพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะหยิบกล้องมาเก็บภาพความประทับใจในยามเช้า

 

เมื่อดื่มด่ำความสุขในยามเช้าเรียบร้อยแล้ว เราสองคนเดินจูงมือกันมาที่ห้องอาหารของโรงแรมบริเวณ Lobby

โดยอาหารเช้าจะเป็นแบบบริการตัวเอง

เริ่มด้วยการหยิบอาวุธที่ชั้นวางด้านล่าง

 

แล้วก็เดินมาหยิบตักตามใจชอบ

 

ไลน์เครื่องดื่ม ทั้งชา กาแฟ และน้ำผลไม้

 

น่าทานไหมครับ

 

หิวแล้ว ลุยเลยดีกว่า

 

อ่านต่อตอนที่ 3 ควบน้อง MARCH ตะลุยเมืองปาย แม่ฮ่องสอน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *