รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 4 พักผ่อนแสนสบายที่ ปาย ไอส์แลนด์ รีสอร์ท (Pai Island)

ย้อนไปอ่านตอนที่ 3 ควบน้อง MARCH ตะลุยเมืองปาย แม่ฮ่องสอน

 

ถึงแว้วววว ปาย ไอส์แลนด์ รีสอร์ท

 

จอดรถด้านหน้าได้เลย

 

รีสอร์ทนี้ไฮโซ ใช้ Hummer รับ-ส่งลูกค้าด้วย

 

ซึ่ง“ปาย ไอส์แลนด์” นั้นตั้งอยู่เยื้องกับโรงแรมโยมาที่มาพักเมื่อคืนนั่นแหล่ะครับ เรียกว่าเดินข้ามถนนก็ถึงแล้ว

พอเบียร์เดินลงจากรถปุ๊ป ก็มีพนักงานผู้ชายวิ่งหน้าตั้งมา แล้วถามเบียร์ว่า “สวัสดีครับ คุณศุภณัฏฐ ใช่ไหมครับ?”

เมื่อเบียร์ตอบว่า “ใช่ครับ” ก็รีบกุลีกุจอขนกระเป๋าเสื้อผ้าของเบียร์ไปอย่างรวดเร็วทันที

———————

เบียร์จึงจัดการ Lock รถเรียบร้อย แล้วพาภรรยาเดินตามพนักงานเข้าไป ก็พบกับส่วน Reception ก่อนเลยอันดับแรก

 

ก่อนจะเข้าไปลงทะเบียน ก็ได้รับ Welcome Drink ชื่นใจคนละแก้ว ซึ่งแน่นอน ถ่ายภาพน้ำไม่ทัน เพราะต่างก็กระหายน้ำหลังจากไปบุกป่า ฝ่าน้ำตกกันมาเมื่อช่วงบ่าย

หลังจากลงทะเบียนเช็คอินเสร็จ ก็เตรียมตัวเข้าสู่ที่พักของเราในค่ำคืนนี้

 

เดินผ่านเข้ามา ด้านซ้ายมือก็จะเป็นห้องอาหารของรีสอร์ทครับ ชื่อ ร้าน Homemade Handmade

 

ติดกับร้านอาหารจะเป็น Gallery ครับ เข้าไปนั่งพักผ่อน อ่านหนังสือได้ตามสบาย

 

ด้านขวามีเก้าอี้ให้นั่งชมลำน้ำเล็ก ๆ ที่โอบล้อมส่วนห้องพักทั้งหมดคล้ายเกาะ จึงไม่แปลกใจที่รีสอร์ทตั้งชื่อว่า “ปาย ไอส์แลนด์” นั่นเอง

 

เดินมาสุดทาง ก็จะเจอสะพานข้ามลำน้ำไปสู่ที่พัก

 

วิวบนสะพาน

 

เดินข้ามสะพานมาก็เจอทางแยก ทางซ้ายจะไปห้องแบบ Island Suite ทั้งหมด ส่วนทางขวาจะไปห้องอีก 3 แบบที่เหลือ ซึ่งมีอย่างละห้อง คือ Island Honeymoon Suite , Island Family Suite และ Island Owner Suite

 

ห้องที่เบียร์จองไว้คือ Island Suite ดังนั้นก็มาด้านซ้ายดีกว่า

 

ด้านขวามือจะมีที่ให้นั่งพักผ่อน คล้าย ๆ Lobby ซึ่งรีสอร์ทจะเปิดเพลงเพราะ ๆ ตลอดเวลา ทำให้ได้บรรยากาศชิล เอาท์มากมาย

 

ถึงแล้ว วิลล่าของเบียร์

 

หมายเลขที่ออก คือ…

 

ก่อนจะเดินเข้าห้องพัก มีพนักงาน 2 ท่านมายืนสวัสดีด้วยรอยยิ้มที่สดใส และเปิดประตูวิลล่าให้เราก้าวเข้าไปสู่โลกแห่งการพักผ่อนที่แท้จริง

 

เดินเข้ามาอีกนิดก็จะเจอประตูเข้าบ้านด้านซ้ายมือ ส่วนประตูไม้ที่เห็นด้านขวามือนั้น คือ ประตูออกไปสูดอากาศที่ระเบียงริมลำน้ำนั่นเอง

 

หันหลังกลับไปดู ก็จะเจอกับประตูที่เราเพิ่งเดินเข้ามา

 

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เบียร์ยังไม่เข้าไปในบ้าน แต่เดินตรงมาอีกนิด

 

มีโต๊ะ-เก้าอี้สำหรับนั่ง Dinner ซะด้วย

 

มุมมองจากโต๊ะย้อนไปทางที่เดินมา

 

ออกไปดูระเบียงข้างนอกกันดีกว่าครับ

 

เจอเก้าอี้นั่งจู๋จี๋อยู่ 2 ตัว

 

วิวภายนอก ที่โอบล้อมไปด้วยลำน้ำเล็ก ๆ

 

ซึ่งดูแล้วค่อนข้าง Private มาก ๆ ครับ เพราะไม่สามารถมองเห็นระเบียงบ้านหลังอื่นได้เลย

ชมวิวเสร็จ เดินกลับเข้าบ้านก่อนดีกว่า

 

เมื่อเดินกลับเข้ามาจากระเบียง ก็เจอภาพนี้

 

เบียร์ตัดสินใจเดินไปดูทางด้านขวาก่อนจะเข้าบ้าน ก็พบว่ามีอีกประตูนึงที่เข้า-ออกตัวบ้านได้

 

ซึ่งประตูนี้ก็ใช้เพื่อเดินออกมาอาบน้ำ Outdoor ด้วย Rain Shower นั่นเอง

 

รวมถึงออกมาแช่อ่างที่อยู่ข้าง ๆ กันได้ โดยไม่ต้องอับอายสายตาประชาชี

 

อ่างอาบน้ำมีขนาดใหญ่มากครับ ลงไป 2 คนได้สบาย ๆ เลย

 

เห็นด้านนอกแบบนี้แล้ว เบียร์อดใจไม่ไหวที่จะเข้าไปดูภายในบ้านทันทีครับ

 

เมื่อเดินเข้ามา ก็เย็นฉ่ำด้วยแอร์คอนดิชั่นที่ทางรีสอร์ทเปิดรอไว้ให้ก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นเตียงสีขาว ก็ต้องร้อง “โอ้วววว” เพราะเตียงน่านอนมากมายครับ

 

บนเตียงมีผ้าขนหนูรูปกระต่ายมานอนรอต้อนรับเรา 2 คนซะด้วย

 

ด้านซ้ายของเตียงมีโคมไฟและไฟฉายวางอยู่ครับ

 

หันตัวกลับมาก็จะพบโต๊ะทำงานตั้งอยู่ด้ายซ้าย ต่อด้วยโซฟานั่งเล่นตรงกลาง ส่วนด้านขวาก็เป็นทีวีและตู้เย็นแบบมินิบาร์ครับ

 

มาดูกันที่ละจุดเลยดีกว่าครับ เริ่มด้วยโต๊ะทำงาน

 

เป็นมุมที่น่าทำงานมากมายครับ เพราะมองออกไปก็จะเห็นมุมอาบน้ำ Outdoor พอดิบพอดี

 

แต่ถ้าภรรยามายืนอาบน้ำตอนทำงาน เบียร์เกรงว่า มันคงไม่เหมาะกับการนั่งทำงานสักเท่าไหร่หรอกนะครับ 55555

—————

ด้านซ้ายมือของโต๊ะทำงานจะเป็นเครื่องชงกาแฟ พร้อมอุปกรณ์ทั้งหมดสำหรับการ “จิบ”ครับ ซึ่งมุมนี้ดื่ม“ฟรี”ครับ

 

ถัดมาด้านขวาก็คือโซฟานั่งเล่นกับโต๊ะวางของรูปหีบสมบัติครับ

 

ซึ่งเบียร์พยายามเปิดหีบสมบัติดู เผื่อเจอ Surprise จากทางรีสอร์ท ก็ยังไม่พบอะไรนะครับ แฮ่..

ยกเว้น Welcome Fruit ที่ทางรีสอร์ทวางไว้ให้ทานฟรี ๆ บนหีบนั่นแหล่ะ

 

ซึ่งโซฟาตัวนี้เบียร์ขอบอกเลยว่า นอนสบายมาก ๆ เบียร์ได้ลองนอนอ่านหนังสือดูก็รู้สึกว่ามันได้สรีระดีมาก ๆ อ่านหนังสือได้ยาวเลย และถ้าเบื่อกับการจ้องตัวอักษรบนหน้ากระดาษ ก็ยังมีวิวภายนอกสวย ๆ ให้ได้พักสายตาครับ

 

ถัดไปด้านขวา ก็จะเจอประตูทางเข้าบ้าน / มินิบาร์ / ทีวี + DVD ครับ

 

โถขนมพร้อมต้นทุนในการกินวางอยู่บนตู้เย็นครับ

 

ด้านล่างก็คือตู้เย็นมินิ ซึ่งบรรจุเครื่องดื่มและของกินเล่นไว้แน่นขนัด ซึ่งมีต้นทุนในการกินทั้งหมด ยกเว้นน้ำเปล่าตรา “ช้าง” เท่านั้นครับ ที่ “ฟรี” ดื่มเท่าไหร่ก็ได้ ไม่อั้น

 

เพราะนอกจาก 4 ขวดที่ทางรีสอร์ทแช่เย็นไว้ให้แล้ว ยังมีอีก 4 ขวดที่ไม่ได้แช่วางอยู่ข้างเครื่องชงกาแฟข้างโต๊ะทำงานครับ

 

ซึ่งเบียร์มองว่าเป็นการเอาใจใส่ของทางรีสอร์ทครับ เพราะลูกค้ามีหลากหลาย บางท่านชอบน้ำเย็น ๆ แบบเบียร์ แต่บางท่านก็ชอบน้ำอุ่น ๆ หรือไม่ได้แช่ โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยสบาย

เมื่อปิดตู้เย็นแล้ว เบียร์ก็รู้สึกว่า การออกแบบตู้เย็นตัวนี้ใช้ได้เลยทีเดียว นอกจากการจัดวางที่ลงตัวแล้ว เบียร์ว่ามันก็ดูเข้ากับทีวีและ DVD ในมุมนี้ได้อย่างลงตัว เพราะมองเผิน ๆ นึกว่าลำโพงขนาดใหญ่นั่นเอง

 

ถัดมาทางขวา ก็จะเป็นทีวี + เครื่องเล่น DVD ครับ ซึ่งทีวีตัวนี้เบียร์ชอบมาก เพราะสามารถหันไปซ้าย – ขวาได้สบาย ไม่ว่าจะนั่งดูที่โซฟา หรือมานอนดูบนเตียง ก็ดูได้สบาย ๆ ครับ

 

ส่วนเจ้า DVD ถ้าอยากดูหนัง สามารถไปยืมแผ่นที่ Reception ได้ครับ แต่เบียร์ไม่ได้ไปยืมมาดูหรอกครับ เพราะเจ้าเครื่องนี่สามารถเล่น USB ได้ด้วย เบียร์เลยจับเสียบ USB ด้านหลัง เพื่อฟังเพลงเพราะ ๆ ของคุณ Olivia Ong แทน

 

จากทีวี เมื่อเบียร์หันไปมอง ก็เห็นห้องน้ำแบบ sexy ด้วย โอ้ววว! ตื่นเต้น

 

แต่ก่อนจะเดินไปดูห้องน้ำ ขอไปดูหัวเตียงด้านขวาก่อนครับ

 

นอกจากโคมไฟและสมุดโน้ตแล้ว เจ้าโทรศัพท์ดูน่าสนใจที่สุดเลย เพราะเป็นโทรศัพท์ยุคเก่าครับ ซึ่งทางรีสอร์ตก็ได้เขียนวิธีใช้งานไว้ให้ด้วย

 

ในห้องนี้หมดแล้ว เราไปสำรวจห้องน้ำกันต่อดีกว่าครับ

 

ก่อนเดินทะลุม่าน แหงนหน้าขึ้นมองก็พบแอร์ทรงสวย

 

เดินตรงเข้าไปก็จะเจออ่างล้างหน้าและกระจก

 

มุมใกล้ ๆ

 

หันมาทางด้านซ้ายมือ ก็พบช่องเก็บเสื้อผ้าและของใช้ ซึ่งทางรีสอร์ตได้มาแขวนเสื้อผ้ารอไว้ให้เรียบร้อยแล้วครับ

 

ถัดมาก็จะเจอห้องน้ำสำหรับปลดปล่อยความทุกข์ครับ

 

ภายในครับ

 

วิวภายนอกเมื่อยามปลดปล่อยทุกข์ครับ

 

เมื่อหันมามองด้านขวาก็จะเจอภาพนี้ครับ ซึ่งทางรีสอร์ตแนะนำว่า ถ้าคู่สามี-ภรรยายังขวยเขิลกันอยู่ สามารถปิดม่านบังได้ครับ

 

เบียร์เดินออกมาเพื่อสำรวจห้องข้าง ๆ ซึ่งก็คือห้องอาบน้ำ Indoor นั่นเอง

 

 

ห้องนี้อาบน้ำไป มองต้นไม้ไป

 

หรือจะมองคู่ของเราที่อาบน้ำอยู่ด้านนอกก็ได้ครับ

 

เมื่อสำรวจความ sexy ภายในห้องน้ำเรียบร้อยแล้ว เบียร์ก็เดินออกจากบ้านไปสำรวจด้านนอกบ้าง ว่าจะ sexy ขนาดไหน

 

ภาพห้องน้ำเมื่อมองจากด้านนอกครับ

 

ต่อด้วยห้องอาบน้ำกันบ้างครับ

 

ดอกไม้ที่ปลูกไว้พักสายตาระหว่างอาบน้ำ

 

เมื่อมองภายนอกได้ชัดเจนขนาดนี้แล้ว เบียร์จึงสอบถามกับทางรีสอร์ทถึงความปลอดภัยจากสายตาภายนอก ซึ่งก็ได้คำตอบดังนี้ครับ

1. ไม้ไผ่ที่ล้อมรั้วอยู่นั้น มี 2 ชั้น แถมคั่นกลางด้วยแสลนท์ผ้าใบสีดำสนิทอยู่ตรงกลาง ซึ่งเบียร์วิ่งไปสำรวจดูก็จริงอย่างที่บอกครับ

 

2. ระยะห่างระหว่างวิลล่าแต่ละหลังมีความห่างกันพอสมควร และช่วงที่ห่างเติมเต็มด้วยต้นไม้แทนตามภาพครับ

 

เห็นแบบนี้ ก็สบายใจแล้วใช่ไหมครับ แต่อย่านิ่งนอนใจครับ เพราะยังมีบรรดา “ไทยมุง” แอบมองท่านอยู่ โดยไม่รู้เนื้อรู้ตัว 55555

 

อย่างว่าแหล่ะครับ อาบกันสวีทวิ้ดวิ้วขนาดนี้ มันแสดงถึงความหวานกันสุด ๆ ถึงขนาด“ไทยมุง” ขึ้นมากันตรึมเลยทีเดียว

——————–

ส่วนด้านซ้ายมือที่อยู่หลังฝักบัว Rain Shower ก็เป็นปั๊มน้ำครับ ซึ่งทำไม้ ปิดไว้ได้อย่างกลมกลืน

 

สบู่ที่นี่คือสิ่งที่เบียร์ประทับใจมากที่สุด เพราะมันเป็นสบู่เจลกลิ่นอโรม่าที่หอมและสดชื่นมากมาย ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไร

โดยสบู่และยาสระผมกลิ่นเดียวกันจะถูกวางไว้ทุกจุดที่อาบน้ำได้ ทั้งภายใน / ภายนอก และอ่างอาบน้ำ

ซึ่งถ้าอาบ Rain Shower ก็จะวางไว้ด้านขวาข้างประตูทางเข้าบ้านครับ

 

ซึ่งในขณะที่เบียร์สำรวจตัวบ้านอยู่ ทางพนักงานก็ยังแนะนำรายละเอียดการใช้งานต่าง ๆ ภายในบ้านให้ภรรยาอยู่นะครับ และเมื่อเบียร์สำรวจเสร็จ เธอก็อธิบายภรรยาเสร็จพร้อมกันพอดี เธอจึงส่งมอบกุญแจบ้านให้เราเก็บไว้ครับ

 

กุญแจบอกเลขบ้านชัดเจนครับ จะได้ไม่สับสนเวลากลับเข้ามา

 

เบียร์เริ่มรู้สึกเหนียวตัวหลังจากไปเที่ยวกันมาทั้งวัน จึงให้พนักงานผสมน้ำในอ่างอาบน้ำไว้ให้ครับ ซึ่งพนักงานที่นี่บริการดีมาก ๆ และบอกกับเราว่า ถ้าเราไปเที่ยวตอนไหน ก็โทรแจ้งให้พนักงานเข้ามาผสมน้ำรอไว้ได้เลย จะได้กลับมาลงอ่างได้ทันที

————————–

ระหว่างรอพนักงานผสมน้ำ เบียร์ก็เปิด Notebook ต่อเข้า Wi-Fi ของทางรีสอร์ตทันทีครับ ซึ่งสะดวกมากมาย เพราะสามารถเล่นที่ห้องพักได้สบาย ไม่เหมือนกับโรงแรมโยมาที่พักเมื่อคืน ต้องเดินไปเล่นที่ Lobby เท่านั้นครับ

แต่นั่งอ่านกระทู้ ดูเฟซบุ๊คได้ไม่นาน พนักงานก็ผสมน้ำให้เบียร์เสร็จเรียบร้อยครับ

 

เบียร์ยิ้มพร้อมกล่าวขอบคุณ ก่อนจะให้พนักงานปิดประตูบ้านและแขวนป้ายนี้ไว้หน้าบ้านด้วย

 

ส่วนเบียร์ก็ถอดเสื้อผ้าเดินเปลือยกายลงไปแช่น้ำอุ่น ๆ ในอ่างทันทีไม่มีรีรอ

 

ซึ่ง Bubble Bath ที่ใช้ทำฟองในครั้งนี้คือ ตัวนี้ครับ

 

ทางพนักงานยังบอกเบียร์ว่า จริง ๆ ไม่ต้องเอามาเองก็ได้ เพราะสบู่ที่รีสอร์ทเตรียมให้ สามารถทำฟองได้เช่นกันครับ โอ้ว อะไรจะดีขนาดนี้

————————–

หลังจากแช่น้ำจนได้ที่แล้ว เบียร์จึงขึ้นจากอ่างมาเพื่อจะอาบน้ำจาก Rain Shower แต่อยู่ ๆ อุณหภูมิในเมืองปายก็ลดต่ำลง จนเริ่มรู้สึกหนาวขึ้นมาทันใด

ลองคิดดูสิครับ แก้ผ้าอาบน้ำกลางแจ้งไร้สิ่งใด ๆ ปกคลุมร่างกายท่ามกลางอากาศที่หนาวเย็น มันจะสะใจแค่ไหน

 

เบียร์ถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญในชีวิตเลยนะครับ

———————

หลังแต่งตัวเสร็จก็ได้เวลาอาหารเย็นพอดี ซึ่งภรรยาเกิดอยากกินอาหารเหนือครับ

เราจึงชวนกันออกไปหาอะไรทานในเมือง เพราะทานเสร็จ จะได้ไปเดินถนนคนเดินต่อ

แต่ก่อนที่จะเดินออกจากประตูบ้าน ก็เห็นมุมนี้ครับ

 

ซึ่งด้านหลังไม้ไผ่ที่กั้นอยู่ก็เป็นที่วางคอมแอร์นั่นเองครับ รู้สึกประทับใจการจัดวางวิลล่าที่นี่จริง ๆ ครับ

มุมมองเมื่อยืนอยู่หน้าประตูบ้านครับ

 

ก่อนออกจากบ้านถ่ายภาพภรรยาสักหน่อย

 

ล็อคบ้านซะ ให้เรียบร้อย

 

เมื่อมายืนมองบ้านจากภายนอก ก็รู้สึกว่า ขนาดพื้นที่บ้านก็ใหญ่พอดูนะเนี่ย

 

เรา 2 คนเดินออกมาก่อนจะพ้นเขตที่พัก ก็เจอสารพัดสัตว์เลยครับ

 

แต่ที่ถูกใจกลับกลายเป็นม้าไม้ 4 ตัวนี้ครับ น่ารักมากเลย

 

ภรรยาดูจะชอบเอามาก เลยขอถ่ายรูปกับม้าไม้สักหน่อย

 

เบียร์เลยหยอกเธอหลังถ่ายรูปเสร็จ “น้องเจจ๋า ถ้าพี่จับม้าพวกนี้ไปใส่น้อง March เรา เครื่องจะแรงขึ้นไหม”

“บ้า” น้องเจรีบตอบ ก่อนจะเดินมาตีเบียร์ที่ไหล่

——————–

เดินพ้นม้าไม้ก็มาเจอสะพานที่ข้ามมาตอนเข้าที่พักครับ

 

รีสอร์ตนี้ตกแต่งในสไตล์แอฟริกันครับ จึงไม่แปลกที่จะเห็นของตกแต่งในรูปแบบนี้ทั่วรีสอร์ท

 

เมื่อเดินออกมาถึงด้านหน้า รถสามล้อของรีสอร์ตก็จอดรอเบียร์อยู่แล้วครับ

 

ก่อนจะเดินทาง ก็เลยขอถ่ายรูปคู่กับยามที่นี่สักหน่อย

 

เสร็จแล้ว เบียร์ฝากกุญแจบ้านไว้กับ Reception ก่อนจะกระโดดขึ้นสามล้อ โดยมีจุดหมายคือ “ถนนคนเดิน” นั่นเอง

 

รถสามล้อมาส่งเบียร์ที่สี่แยกปายหนาว ก่อนจะแจ้งเบียร์ว่า ถ้าจะให้รถมารับ ก็ให้โทรไปแจ้ง Reception ได้ตลอด และให้ไปยืนรอหน้าร้าน Black Canyon ตรงสี่แยกนั่นแหล่ะ

 

และเมื่อลงจากรถ ภรรยาก็จูงมือเบียร์เข้าร้านที่รถจอดส่งเราพอดิบพอดี

 

เบียร์ก็ออกจะงงงงเล็ก ๆ ที่ภรรยาเลือกโดยไม่ปรึกษาก่อนเหมือนเคย แต่เมื่อภรรยาเลือกแล้ว ก็ย่อมเคารพการตัดสินใจครับ เอาเมนูมาดูซิ

 

เบียร์ไม่เคยทานอาหารเหนือ เลยมอบหน้าที่ให้ภรรยาจัดการ ส่วนเบียร์ก็มาเก็บบรรยากาศร้านอาหารแทนครับ

 

โต๊ะที่เรานั่งครับ อยู่ติดสี่แยกพอดิบพอดี

 

นั่งชมวิวรออาหารครับ

 

ข้าวซอยมาแว้วว

 

พร้อมเครื่องเคียง

 

ตามมาด้วยขนมจีนน้ำเงี้ยว

 

ต่อด้วยเครื่องดื่มโปรดของเบียร์ แคนตาลูปปั่น

 

ส่วนแตงโมปั่นแก้วนี้ของภรรยาครับ

 

ทานเสร็จแล้ว บอกได้เลยว่าอาหารอร่อยครับ แต่เผ็ด! ซึ่งส่วนตัวเบียร์ไม่ชอบทานเผ็ด ก็เลยไม่ถูกปากอาหารเหนือเท่าไหร่นัก แต่ถ้าชอบทานเผ็ดกัน แนะนำครับ ว่าอร่อยจริง!

————————-

เมื่อเดินออกมาจากร้าน เบียร์เลยถามภรรยาทันทีว่า “นึกยังไง เลือกร้านนี้จ๊ะ”

ภรรยาตอบว่า “อ้าว ก็ร้านน้องเบียร์ไง ใคร ๆ ก็แนะนำให้ทานร้านนี้”

เบียร์ถึงบางอ้อ ก่อนจะชี้นิ้วให้ภรรยาดูว่า “ร้านน้องเบียร์” นะอยู่ฝั่งตรงข้าม

เมื่อภรรยารู้ว่าตัวเองเข้าผิดร้าน จึงอายม้วนต้วนไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบแก้ตัวว่า “ไม่เป็นไรหรอก ร้านนี้ก็อร่อย”

เบียร์ขำในความเบ๊อะของเธอ ก่อนจะเปิด Tip ร้านน้องเบียร์ ใน Foursquare ให้เธออ่านเพื่อความสบายใจ

เธอยิ้มก่อนจะชวนเบียร์เดินเล่นบนถนนคนเดินต่อ

———————————-

อากาศเย็นสบายเหมาะกับการเดินอย่างยิ่ง เรา 2 คนชวนกันเดินไปดูธนาคารยอดฮิตที่ได้ชื่อว่า เก๋ที่สุดในอำเภอปาย

 

หลังจากนั้นก็เดินกลับมาที่ร้านมิตรไทย เพื่อทำการส่งโปสการ์ดให้กับเพื่อน ๆ ที่อยู่กรุงเทพ (มีใครได้รับบ้าง รายงานตัวด้วยนะครับ)

 

อุปกรณ์พร้อม!

 

เลือกลายและเริ่มเขียน ส่วนที่อยู่แอบ Print มารอไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางแล้ว

 

เมื่อเขียนเสร็จ เราเดินเล่นกันสักพัก แอบสังเกตว่าวันพุธค่อนข้างเงียบเหงากว่าเมื่อวาน อย่างน้อยโรตีชีสเจ้าเมื่อวานก็ยังปิดร้านเลย

เราสองคนเลยเดินไปสั่งเครื่องดื่มจากร้านเค้กโกโอเช่นเคยครับ โดยเบียร์เลือกช็อคโกแลตกล้วยหอมปั่นติดมือมาดูดระหว่างเดินตากอากาศที่เย็นสบาย ซึ่งถ้าใครไปที่ร้านเค้กโกโอ เบียร์แนะนำเลยครับว่า ช็อคโกแลตกล้วยหอมปั่น หรือ Banana Chocolate Milk Shake อร่อยมาก ๆ ครับ สั่งมาได้เลย สนนราคาก็แก้วละ 75 บาทครับ สูงพอ ๆ กับที่กรุงเทพเลย หุหุ

——————-

ในเมื่อร้านรวงมีน้อย ต่างจากเมื่อวาน เบียร์จึงโทรเรียกรถของรีสอร์ตให้มารับ ซึ่งประทับใจมากกับความรวดเร็วในการมารับ เพราะเบียร์แทบไม่ต้องยืนรอเลย ต่างกับโรงแรมโยมาที่รอแล้วรอเล่า เฝ้าแต่รอ

และเชื่อไหมครับ เมื่อกลับถึงบ้านพักแล้ว ก็มีเจ้าหน้าที่ของรีสอร์ทยืนรอเปิดประตูบ้านให้เช่นเคย แถมยังเปิดแอร์เย็นฉ่ำไว้เรียบร้อยแล้ว เบียร์เข้าบ้านและ Lock ประตูเรียบร้อย ก็ดึงม่านปิดในทุก ๆ ด้าน ก่อนจะกระโดดขึ้นเตียงนอนที่สุดแสนจะนุ่มนวล และหลับปุ๋ยไปในทันที

ราตรีสวัสดิ์ครับ

—————————

24 กุมภาพันธ์ 2011

เบียร์ตื่นมาตั้งแต่เช้า ก็พบว่าอากาศภายนอกเย็นมาก จึงปิดแอร์ และเปิดประตู / หน้าต่างทุกด้าน ให้ลมเข้า ซึ่งได้ความหนาวเย็นยิ่งกว่าแอร์ซะอีกครับ

แน่นอนละ เย็นสบายแบบนี้ ทำให้เบียร์หลับปุ๋ยไปอย่างต่อเนื่อง ก่อนจะลุกขึ้นมาอีกทีตอน 10 โมงเช้า เพื่ออาบน้ำและออกไปทานอาหารเช้าที่ร้าน Homemade Handmade ทันที

เมื่อเบียร์เดินมาถึงร้านอาหาร ก็พบว่าทางร้านเตรียมโต๊ะและอาวุธไว้ให้เรียบร้อยแล้ว และดูออกว่าเพิ่งเตรียมเสร็จสด ๆ ร้อน ๆ ไม่เกิน 2 นาที เหมือนรู้ว่าเบียร์กำลังจะมา ไม่ใช่วางแช่รอไว้ตั้งแต่เช้า

 

จากมุมที่เบียร์นั่งมองไปทางซ้ายก็จะเจอสะพานที่เพิ่งข้ามมาจากบ้านพัก

 

ด้านหน้าที่เห็นก็จะเป็นโต๊ะไม้ ซึ่งนั่งได้เช่นกันครับ แต่ไม่ใช่เวลานี้ เพราะแดดเริ่มส่องแล้วนั่นเอง

 

แต่เย็นนี้เสร็จเบียร์แน่นอน เพราะเบียร์ได้ Free Dinner ของทางรีสอร์ตด้วย

ซึ่งทางพนักงานก็ให้เบียร์เดินเลือกโต๊ะที่อยากนั่งได้ตามสบาย เพื่อจองที่ไว้ให้เบียร์ในค่ำคืนนี้

เนื่องจากที่ร้านนี้ จะมีแขกจากที่อื่นมาทาน Dinner ด้วยเช่นกัน

 

สำหรับอาหารเช้า มีให้เลือกหลากหลายครับ ที่นี่เน้นการบริการจริง ๆ เพราะเบียร์ไม่ต้องลุกจากโต๊ะเลย พนักงานจะเดินเสิร์ฟให้เองตลอด

อย่างน้ำส้มคั้นแก้วนี้ ก็ไม่ใช่น้ำส้มกล่องนะครับ เป็นน้ำส้มคั้นจริง ๆ และอร่อยมาก ๆ ซึ่งเบียร์ให้เค้าเติมให้ตลอด จนคุ้มเลย

 

เมื่อได้ฟัง choice จากพนักงานแล้วว่า ต้องการอาหารเช้าแบบอเมริกัน / แบบสวิส หรือ แบบไทย

เราสองคนก็ไม่ลังเลที่จะขออาหารแบบ American Breakfast ทันทีครับ

ในระหว่างรอ ทางรีสอร์ตก็เสิร์ฟขนมปังปิ้งมาให้

 

ตามมาด้วยกาแฟลาเต้ร้อนของเบียร์

 

และคาปูชิโน่ร้อนของภรรยา

 

ต่อเนื่องทันทีด้วย ไข่ดาวของภรรยาแบบไม่สุก

 

ส่วนของเบียร์เป็นไข่ดาวแบบสุก

 

อาหารเช้าพร้อมแล้ว ลุย!!

 

ทานเสร็จแล้ว ทางพนักงานแจ้งว่า เนื่องจากทางร้านกำลังทดลองทำเส้นก๋วยจั๊บเองตามสไตล์ Homemade

จึงขออนุญาตให้เราได้ลองชิมดู และติชมได้ตามอัธยาศัย

 

ทางร้านมาเสิร์ฟให้เราคนละถ้วย อร่อยมากครับ เส้นเหนียวหนึบน่ากิน เล่นเอามื้อเช้านี้อิ่มยาวไปถึงเที่ยงเลยทีเดียว

——————-

รับประทานเรียบร้อย เรา 2 คนก็บึ่งขึ้นน้อง March และขับออกไปเที่ยวต่อตามโปรแกรมที่วางไว้ทันทีครับ

โดยเบียร์ขับรถไปตามเส้น 1095 ย้อนกลับไปเชียงใหม่ โดยจุดหมายคือ กม.88 สะพานประวัติศาสตร์ท่าปายนั่นเอง

มาถึงก็จอดรถไว้ริมถนนตรงนี้

 

 

แอบเต๊ะท่าถ่ายรูปกับ March ก่อน

 

เสร็จแล้วก็เดินมาถ่ายกับสะพานประวัติศาสตร์ครับ

 

ภรรยาขอบ้าง

 

ศึกษาประวัติศาสตร์กันก่อน

 

รูปในอดีต

 

นี่แหล่ะสะพานประวัติศาสตร์ของจริง

 

ซึ่งขนานไปกับสะพานปัจจุบันสำหรับให้รถวิ่งข้ามแม่น้ำปาย

 

เก้าอี้ตัวนี้เป็นมุมถ่ายรูปมหาชนได้อย่างดี เพราะประดับด้วยดอกไม้สีสดใสตัดกับสีสะพานอย่างชัดเจน

 

Act ท่าถ่ายกับสะพานเสียหน่อย

 

อีกสัก Act

 

หลงผิดคิดว่าเป็นไมโครโฟน

 

ชมวิวแม่น้ำปายกันบ้าง น้ำน้อยดีจริง ๆ

 

ด้านล่างมีบริการล่องแพด้วย แต่น้ำน้อยแบบนี้ แพเลยเหงา ต้องจอดอยู่อย่างเดียวดาย

 

เดินไปอีกด้านกันดีกว่าครับ

 

มาถ่ายคู่กับป้ายสักหน่อย

 

จากนั้นเดินข้ามถนนมาที่รถก็เจอร้านกาแฟที่ตั้งชื่อได้ดีมากครับ นั่นคือ “คอฟฟี่ที่สะพาน” โดยใช้คำว่า Tea ที่แปลว่า ชา มาเล่นเสียงได้อย่างเหมาะสม

 

หน้าร้านมีบุรุษไปรษณีย์ยืนทำหน้าหล่ออยู่ เลยเข้าไปถ่ายรูปคู่สักหน่อย

 

ถ่ายเสร็จก็เลยเอ่ยปากขอยืมจักรยานพี่เค้าไปขี่เล่น แต่พี่เค้าไม่ตอบแฮะ

 

และแล้วก็รู้ความลับของพี่เค้าว่า ครั้งนึงเคยหงุดหงิดด่าชาวบ้านด้วยการยกนิ้วกลางให้ จึงโดนชาวบ้านรุมตัดนิ้วทิ้งไปอย่างน่าสงสาร 55555+

 

ในเมื่อยืมจักรยานไปขี่ไม่ได้ เบียร์ก็ต้องเดินมาควบน้อง March ไปต่อ โดยขับกลับมาทางอำเภอปายเช่นเดิม และเลี้ยวซ้ายเข้าจอดรถที่นี่เลย

 

ก่อนจะเดินลงจากรถ เบียร์สังเกตเห็นฝรั่งคนหนึ่งเดินมองรอบน้อง March และหยุดยืนอยู่ใกล้ ๆ

เมื่อเบียร์ลงจากรถ ฝรั่งคนนั้นก็ทักทายด้วยคำว่า “Nice Ride Man’

เบียร์เลยต้องรีบตอบภาษาอังกฤษแต่สำนวนไทยจ๋าทันทีว่า “Thank you very much”

เลยอดปลื้มใจไม่ได้จริง ๆ ที่ฝรั่งก็ยังมาชมความน่ารักของน้อง March เรา

———————-

กลับมาดูสถานที่กันต่อครับ ซึ่งที่นี่ก็คือ “กองแลน” หรือ “ปาย แคนยอน” นั่นเอง

โดยเราต้องเดินขึ้นบันไดไปด้านบน เพื่อชมความงามของปาย แคนยอน ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแกรนด์ แคนยอนที่สหรัฐอเมริกา

 

ทางขึ้นครับ

 

มีขั้นบันไดบ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเป็นทางลาดชันเรียบ ๆ ต้องเดินเกาะราวไม้ไป

 

“สู้ตายค่ะ”

 

สูงแค่ไหน เราก็ไม่กลัว เพราะทางเดินง่ายมาก เพียงแต่ไกลนิดนึงและต้องใช้แรงในการเดินขึ้นนั่นเอง

 

ถึงแล้ววว เอ่อ…เปลี่ยนป้ายได้แล้วมั้งครับ

 

เจอป้ายนี้อีกแล้ว

 

ซึ่งเราสามารถเดินไปชมวิวได้นะครับ แต่ต้องระวังมาก ๆ เพราะทางบางช่วงแคบมากครับ

 

ลองเดินไปดู เจอภาพนี้ อดคิดไม่ได้ว่า ใครไปยืนเต๊ะท่าตรงนั้นได้ คงเท่น่าดู

 

ในภาพดูไม่เสียวเลยครับ แต่สถานที่จริงบอกได้เลย ใจสั่นมาก ๆ

 

เพราะถ้าพลาดพลั้งแม้แต่นิดเดียว ไม่อยากจะคิดเลยครับ

 

เก้าอี้นั่งชมวิว

 

ลองเดินดูไหมครับ

 

เห็นฝรั่งหลายคนเดินกันยาวเลย แต่เบียร์ไม่เสี่ยงดีกว่า บรึ๊ยยยยย

 

ลองเดินมาด้านขวา ก็มีทางเดินเช่นกันครับ อันนี้ดูจะเสี่ยงน้อยกว่าด้านซ้าย

 

เดินได้สบายใจกว่า

 

บางช่วงทางกว้างมากมาย

 

มองไปไกล ๆ มีสะพานด้วย แสดงว่าน่าจะเดินได้เป็นวงกลมมาบรรจบกับทางด้านซ้ายแน่ ๆ เลยครับ แต่ผมไม่เดินละ เดินขึ้นมาดูภาพจากมุมสูงดีกว่า

 

สักพัก ก็มีนักท่องเที่ยวมากันตรึม

 

มีศาลานั่งหลบแดดด้วย

 

ส่วนเบียร์เริ่มหิวแล้ว เดินลงกลับไปที่รถดีกว่า

 

เย้ จะถึงแล้ว

———————-

จากนั้น เราสองคนก็ขับรถกลับมาจอดที่รีสอร์ท และให้รถของรีสอร์ทขับไปส่งที่สี่แยกปายหนาวเช่นเดิม

เมื่อลงจากรถ เราสองคนชวนกันเดินหาของกิน แต่ด้วยความที่ยังไม่เย็นมาก ร้านรวงต่าง ๆ จึงไม่พร้อมสักเท่าไหร่นัก

เดินไปเดินมาถึงแม่น้ำปายเลยแวะชมวิวกันก่อน มองซ้าย

 

มองขวา

 

ผมใครละนั่น ยาวสลวยสวยเก๋เชียว

 

สุดท้ายมาได้ร้านนี้ครับ

 

ด้วยความหิวเลยสั่งอาหารตามชื่อร้าน

 

จัดกันไปคนละจาน รองท้อง ก่อนกลับไปดินเนอร์ที่รีสอร์ท

 

ผลออกมาไม่อร่อยอย่างที่คิดครับ แค่พอทานได้เท่านั้นเอง

ซึ่งเมื่อชำระค่าเสียหายเรียบร้อยแล้ว เบียร์ก็โทรเรียกรถของรีสอร์ทมารับที่สี่แยกปายหนาวเช่นเคย

พร้อมสั่งให้ทางรีสอร์ทเตรียมน้ำในอ่างพร้อมใส่ Bubble Bath ไว้ให้เบียร์ด้วย

รถมารับเรา 2 คนเร็วเช่นเดิมครับ และเมื่อกลับถึงบ้านพัก ก็มีพนักงานรอเปิดประตูให้เช่นเคย รวมถึง เตียงก็ถูกจัดให้ใหม่เรียบร้อยครับ

 

พร้อมกระต่ายหน้ามนมานอนรอต้อนรับอีกแล้ว

 

ขณะกำลังเดินไปหยิบผ้าเช็ดตัวเพื่อเดินไปอาบน้ำ ก็พบว่า ผ้าเช็ดตัวได้ถูกเปลี่ยนมาให้ใหม่เช่นกันครับ

 

ถือว่าการบริการที่นี่เยี่ยมยอดจริง ๆ ครับ

————————

หลังจากแช่อ่างและอาบน้ำเรียบร้อยจนสบายตัวแล้ว เบียร์ก็จูงมือภรรยาเดินไปดินเนอร์ที่ร้าน Homemade Handmade

ตามที่นัดหมายไว้ครับ

 

ที่นั่งมีให้เลือกหลากหลาย

 

ส่วนเบียร์ไม่ต้องเลือก เพราะจับจองไว้ตั้งแต่เช้าแล้ว

 

พนักงานนำเมนูอาหารมาให้เลือกตาม Set ครับ ซึ่งเป็นอาหารไทยทั้งหมด แอบเห็นราคาในเมนูแล้วก็อยากจะร้องกรี๊ดที่เราได้มื้อนี้ฟรี! เพราะราคามันสูงจริง ๆ ครับ

ภรรยาขอสองตลอด

 

วิวข้างโต๊ะครับ

 

ระหว่างรออาหารก็ถ่ายรูปกันเล่น ๆ

 

จุดเทียนเพิ่มความโรแมนติค

 

บรรยากาศโต๊ะข้าง ๆ

 

บรรยากาศร้าน Homemade Handmade ยามค่ำคืน

 

อาหารมาแว้ววว จัดไปยาว ๆ

 

พอดีช่วงนี้ได้ Happy Hour สั่งค็อกเทล 2 แก้ว ได้ฟรี 1 แก้ว ซึ่งตรงนี้เสียค่าใช้จ่ายต่างหาก เบียร์ก็เลยจัดไปเพราะอยากฉลองอยู่แล้ว เริ่มที่ singapore sling ของภรรยา

 

Margarita ของเบียร์

 

อาหารเรียงรายเต็มโต๊ะ

 

ลุยกันเลยดีกว่า

 

อาหารอร่อยมาก ๆ ครับ ไม่ผิดหวังเลย เมื่อเราทานเสร็จ ทางร้านรีบเสิร์ฟของหวานต่อทันทีครับ

 

พอดีกับที่เครื่องดื่มผมหมดพอดี เลยสั่ง Cocktail ที่ได้ฟรีอีก 1 แก้วมา โดยตัดสินใจลองอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยลอง นั่นคือ Island Iced Tea

 

ดูหน้าตาแบบนี้ ก็คล้าย ๆ Iced tea ชามะนาวดีใช่ไหมครับ แต่ป๋าเบียร์ไม่ได้รู้เรื่องอะไรกับเค้าเลย ยกซด ยกซดอย่างกับชามะนาว

ผลออกมาคือ “มึน” ทันทีครับ รู้สึกโลกมันหมุน ๆ ชอบกล

ภรรยาเห็นท่าไม่ดี จึงเรียกพนักงานมาถามว่า Island Iced Tea นี่มันแรงหรือเปล่า?

คำตอบที่เบียร์ได้ยินแว่ว ๆ คือ “แรงสุดในร้านครับ เพราะผสมเหล้าถึง 5 ชนิด”

โอ้วว ผู้ชายที่ไม่เคยแตะเหล้าอย่างเบียร์ เริ่มเข้าใจแล้วครับ ว่า อาการมึนเมา มันรู้สึกอย่างไร!

——————–

หลังจากดื่มจนหมด ภรรยาจึงประคองเบียร์กลับบ้านพัก วินาทีนั้นเหมือนจะเดินไม่ค่อยตรงยังไงไม่รู้….

เมื่อเดินไปถึงบ้านพัก เราก็พบพนักงานเปิดประตูรอต้อนรับที่หน้าบ้านเช่นเคย แต่คราวนี้ไม่ได้เดินเข้าบ้านมาเพียงเรา 2 คน แต่พนักงานเดินเข้ามาด้วย เพื่อช่วยประคองเบียร์ให้เข้าไปในบ้านให้ได้

เมื่อเข้ามาถึงในบ้าน ก็พบว่าในบ้านไม่เปิดไฟสว่างเช่นเคย เอ๊ะ หรือเบียร์จะเมาจนมองอะไรไม่ออก แต่แล้วเราก็เจอ surprise ของทางรีสอร์ตครับ

 

นอกจากเทียนยังมีอะไรวางที่เตียงอีก 2 อัน

 

ช็อคโกแลตเฟอร์โรโร่ของโปรดของเรานั่นเองครับ

 

จริง ๆ วินาทีนั้นเบียร์ไม่ทันได้เซอร์พ้ง เซอร์ไพร้ส์มากมายหรอกครับ เพราะมึนเมาขนาดนั้น มารู้ตัวจริง ๆ อีกทีก็ยามเช้าครับ

 

 

ซึ่งแน่นอน ก็เป็นเช้าวันสุดท้ายที่เบียร์จะอยู่ที่นี่ รวมถึงเมืองปายด้วย เพราะวันนี้เบียร์ต้องเดินทางไปพักที่เชียงใหม่นั่นเอง

———————

หลังจากอาบน้ำเสร็จ ก็เดินมาทานอาหารเช้าเช่นเคยครับ ซึ่งเบียร์ยังสั่งเหมือนเดิมทุกประการ ยกเว้นกาแฟลาเต้ ที่วันนี้ขอเปลี่ยนเป็นโกโก้ร้อนที่อร่อยไม่แพ้กันครับ

 

ส่วนภรรยาวันนี้ขอลองอาหารเช้าแบบสวิสหรือมูสลี่นั่นเองครับ

 

หลังจากอิ่มหนำสำราญเราก็เดินมาเก็บกระเป๋าเสื้อผ้าที่ห้องด้วยความเหงาหงอยครับ

ถึงเวลานี้ เบียร์กับภรรยาตอบตัวเองได้ทันที ว่า ที่รู้สึกอาลัย คงไม่ใช่เมืองปาย แต่น่าจะเป็นรีสอร์ตแห่งนี้ที่มีชื่อว่า ปาย ไอส์แลนด์มากกว่า

ด้วยวิลล่าที่แสนสบาย + กับการบริการขั้นสุดยอดที่ดูแลเอาใจใส่ลูกค้าสุด ๆ ทำให้เบียร์กับภรรยาหลงรักรีสอร์ตแห่งนี้ไปโดยปริยาย…

—————————–

แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อถึงเวลา Check Out เบียร์ก็ต้องโทรเรียกพนักงานมาช่วยขนกระเป๋ากลับไปไว้ที่รถ ก่อนจะโบกมือลา Island Suite 4 ด้วยความอาลัย และสัญญาไว้ว่าจะกลับมาอีกในช่วงหน้าหนาว

ในขณะที่เดินออกมา พนักงานที่ยืนอยู่ตามจุดทุกคน ต่างก็ยกมือสวัสดี และขอบคุณเรากันไปตลอดทาง

เมื่อเดินมาถึง Reception เบียร์ให้ภรรยาไปจะจัดการเรื่อง Check Out ส่วนตัวเองเดินมาสำรวจอีกด้านของ Reception ก็พบตู้โชว์สินค้าที่ระลึกของทางรีสอร์ท

 

เบียร์เปิดตู้ดู ก็พบสบู่กลิ่นโปรดวางขายอยู่ และด้วยความที่ติดอกติดใจเจ้าสบู่ตัวนี้มาก จึงอดไม่ได้ที่จะซื้อกลับมาใช้ที่บ้าน แม้ราคาจะสูงเหลือเกิน

 

ซึ่งทางพนักงานเองก็บอกกับเบียร์ว่า ปกติไม่มีความคิดจะจำหน่ายเลย แต่ด้วยความที่มีลูกค้าถามหากันมากมายด้วยความติดใจ รีสอร์ทเลย….จัดให้

เมื่อ Check out เรียบร้อย เราสองคนก็โบกมือลารีสอร์ท โดยทางรีสอร์ทได้มอบของที่ระลึกเป็นเทียนหอมอโรม่ามาให้เราทั้งสองคนด้วย

——————-

จากนั้น เบียร์ได้ไปแวะซื้อกาแฟที่ถนนคนเดิน ปกติถ้าช่วงเย็นจะนำรถเข้ามาไม่ได้ครับ แต่ในเวลากลางวันก็เลยขับเข้ามาได้สบายหน่อย แต่ต้องระวัง เพราะเป็นทาง One Way นะคร้าบบ

จอดตรงนี้แหล่ะ

 

ได้ยินชื่อเสียงร้าน All About Coffee นี้ก่อนจะเดินทางมาปายแล้ว แต่เค้าจะปิดช่วงเย็น เลยไม่ได้ชิมสักที ไหน ๆ จะกลับแล้ว ขอมาแวะชิมก่อนกลับสักหน่อย

 

ร้านค่อนข้างเล็ก ถ้าไม่สังเกต ก็มองแทบไม่เห็น

 

บรรยากาศภายในร้าน ขายความอาร์ตตามเคย

 

เมนูเครื่องดื่ม ซึ่งหน้าปกได้บรรยายประวัติความเป็นมา

 

เบียร์สั่งคาปูชิโน่เย็นมาทาน ด้วยสนนราคาที่แพงเอาการ ซึ่งเบียร์กับภรรยาลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า “ไม่อร่อย”ครับ บอกตรง ๆ เสียดายเงินครับ

เบียร์เข้าใจว่าน่าจะเป็นเพราะการชงด้วยน้ำเชื่อมแทนนมข้นในสูตรของเค้า เราสองคนเลยไม่“โดน”ใจนั่นเองครับ

——————

จากนั้นเบียร์ก็ขับรถมาเติมน้ำมันที่ปั๊ม PTT ในอำเภอปายครับ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ข้อมูลการเติมน้ำมัน
– ปั๊ม PTT
– ระยะทางที่วิ่งมาทั้งหมดหลังจากเติมเต็มถังครั้งก่อน (Trip B) = 457.7 กิโลเมตร
– น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ราคาลิตรละ 37.53 บาท (แพงมากกกกกกกก )
– จ่ายค่าน้ำมันไป 1,180 บาทถ้วน
– เท่ากับเติมน้ำมันกลับจนเต็มถัง 31.44 ลิตร
– คำนวณจริงได้อัตราสิ้นเปลือง 14.56 กิโลเมตร/ลิตร
(เอาจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้จริงตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนลิตรที่เติมกลับ หรือ 457.7 / 31.44)

เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ เบียร์ปล่อย Trip A เอาไว้เช่นเดิม เพราะต้องการจับระยะทางทั้งหมดของทริปนี้ ซึ่งตอนนี้ทะยานมาที่ 914.1 เรียบร้อยแล้ว

และนำ Trip B มา Reset ใหม่ เพื่อจับระยะทางของน้ำมันที่เพิ่งเติมว่าจะวิ่งได้กี่กิโล ก่อนจะเติมครั้งต่อไป

—————-

เติมน้ำมันเสร็จ ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้ถ่ายรูปกับร้านกาแฟชื่อดังที่สุดในปายเลย ก็เลยต้องแวะสักกะหน่อย

 

ถ่ายรถก่อนแล้วกัน อิอิ

 

แจมด้วย

 

บ้านหลังนี้น่าอยู่จริง ๆ ชอบ ๆ

 

ตามมาด้วยมุมมหาชน

 

ถ่ายกับหลักกิโลสักหน่อย

 

 

หลักกิโลของจริงกับของปลอม

 

ฝั่งตรงข้ามมีคนแนะนำให้มาทานขาหมูด้วย แต่คงหมดสิทธิแล้ว ขอตัวลาอำเภอปายจริงจังเสียที

 

อ่านต่อ ตอนที่ 5 พาเที่ยวเมืองเชียงใหม่ และนอนชมวิวมุมสูงที่เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ (LE MERIDIEN CHIANGMAI)

 

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *