รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 1 เดินทางสู่เมืองปายด้วย Nissan March

เตรียมตัวก่อนฮันนีมูน ทำไมต้องไปปาย – เชียงใหม่?

แรกเริ่มเดิมที หลายปีมาแล้ว ผมไม่เคยคิดเลยว่าหลังแต่งงาน ผมจะฮันนีมูนในประเทศ เนื่องจากเป็นคนชอบทะเลมากที่สุด แน่นอน ว่าปลายทางของการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ของผม ย่อมหนีไม่พ้นเกาะสวาทหาดสวรรค์อย่าง “หมู่เกาะมัลดีฟส์”

แต่เมื่อต้นทุนของน้ำผึ้งพระจันทร์มันช่างสูงในระดับเงินดาวน์เกือบ 30% ของ Nissan March รุ่น VL ที่ผมขับอยู่ ผมก็คงต้องหยุดความฝัน และหันมามองความจริงเสียดีกว่า……

———————

จนเมื่อจบงานแต่งงานของผมเมื่อวันที่ 30 มกราคมปี 2011 ที่ผ่านมา ผมก็ได้รับของขวัญวันแต่งงานสุดพิเศษจากพี่สาวและพี่เขย เป็นที่ซุกหัวนอนในยามดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ฟรี

โดยจุดหมายปลายทางมีให้เลือกหลากหลาย แต่สุดท้ายผมตัดสินใจไปพักที่เชียงใหม่ ด้วยเหตุผลของจำนวนวันและระดับห้องพักที่เหมาะสม

ซึ่งผมคิดเอาเองว่า ช่วงนี้ยังเป็นช่วงปลายหนาว ซึ่งการไปเที่ยวภาคเหนือ อาจจะมีไอกรุ่นของความเย็นอยู่บ้าง และน่าจะเพิ่มความโรแมนติคให้คู่ข้าวใหม่ปลามันอย่างผมและภรรยาได้อย่างดี……..

———————-

ผมจองห้องพักกับทางโรงแรมใจกลางเมืองเชียงใหม่ในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม ซึ่งรวมระยะเวลา 5 วัน 4 คืนนั่นเอง

และในเมื่อไปไกลถึงภาคเหนือ ผมก็ไม่พลาดที่จะคิดถึง “อำเภอปาย” ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮิตของชาวไทยไปเรียบร้อยแล้ว

โดยคำนิยามของอำเภอปายที่ผมได้รับการตอกย้ำมาตลอดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คือ “เมืองแห่งความโรแมนติค”

แม้ช่วงหลัง ผมจะได้ยินเสียงบ่นจากหลายคนว่า “ปายหมดเสน่ห์” บ้าง “ปายหมดความขลัง” บ้าง แต่ด้วยความที่ผมเป็นคนชอบพิสูจน์อะไรด้วยตัวเอง ถึงจะเชื่อ ผมก็เลยคิดว่า ผมควรจะเพิ่มทริป “ปาย” เข้าไปในโปรแกรมดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ด้วยน่าจะดีกว่า

แม้ช่วงเวลานี้จะใกล้หมด High Season หรือฤดูการท่องเที่ยวเมืองเหนือ (เพราะใกล้จะหมดหนาว) แล้วก็ตาม ผมกลับมองว่าดีซะอีก เพราะคนจะได้ไม่พลุกพล่าน รถราจะได้ไม่วุ่นวาย

เพราะบางทีการดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์ น่าจะเหมาะกับความ “สงบ”และ“ส่วนตัว” มากกว่า จริงไหมครับ?

——————-

เมื่อมีแผนจะไปปาย ผมยิ่งตื่นเต้น เพราะผมจะได้พิสูจน์สมรรถนะของน้อง March เสียที ว่ามันดีจริงหรือไม่? วิ่งขึ้นเขาได้จริงหรือเปล่า? เพราะการที่ผมนั่งตอบกระทู้ชาวบ้านว่า มันวิ่งได้สบาย ๆ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่เคยขับไปไหนไกลกว่ากรุงเทพ มันก็ใช่ที่

อีแบบนี้จะต่างอะไรกับชาวบ้านที่บอกว่า “นิสสัน มาร์ชวิ่งได้แค่ 120 ก็สั่นแล้ว” โดยไม่เคยมาขับมาร์ชเลยแม้แต่เมตรเดียว!!

หลังจากปรึกษากับภรรยาแล้ว ผมตัดสินใจบรรจุโปรแกรมไป “ปาย” ไว้ก่อนเชียงใหม่ แม้จะแอบใจสั่นเล็กน้อยที่รู้ว่า ถ้าเลือกที่จะไป “ปาย”หลังเชียงใหม่ คงประหยัดราคาที่พักไปกว่าครึ่ง!!

โดยผมเลือกที่จะไปอยู่ปายถึง 4 วัน 3 คืน รวมระยะเวลาสำหรับทริปนี้ทั้งหมดคือ 8 วัน 7 คืนนั่นเอง…..

———————-

เช็ครถก่อนเดินทาง

ก่อนที่จะเดินทางไกล ผมไม่พลาดที่ตรวจเช็คความสมบูรณ์ของน้อง March ก่อน ว่าพร้อมพาเรา 2 คนไปฮันนีมูนแค่ไหน

แต่ผมไม่ได้เหนื่อยอะไรเลยครับ เพราะก่อนจะเดินทาง 1 วัน น้องมาร์ชของผมก็เตือนให้เข้าเช็คระยะ 20,000 กิโลอยู่แล้ว

ช่างที่ศูนย์นิสสันใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมงในการตรวจเช็คให้แน่ใจว่า March ของผมพร้อมเดินทางไกลแล้ว

ผมจึงนำรถไปเติมน้ำมันเต็มถัง ก่อนจะขับรถกลับมาจอดพักที่บ้านย่านรามคำแหง และทยอยจัดสัมภาระขึ้นรถเพื่อออกเดินทางในวันพรุ่งนี้ตั้งแต่เช้ามืด..

หมายเหตุ : ดูรีวิวการจับ March เช็คระยะของผมได้ที่ รีวิว “จับ Nissan March เข้าศูนย์ เช็คระยะ 20,000 กิโล”

——————–

วันอังคารที่ 22 กุมภาพันธ์ 2011

หลังจากอาบน้ำ แต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ผมลงมาที่รถ เพื่อเตรียมตัวเดินทาง โดยปล่อยให้ภรรยาแต่งตัวสวยอยู่ด้านบน

เริ่มด้วยการตั้งค่าไมล์ เพื่อบันทึกการเดินทางก่อนเป็นอันดับแรก

ว้าวววว เลขสวยมากเลย

นี่ไม่ได้จัดฉากเลยนะครับเนี่ย เลขเรียงกันสวยงามเลยทีเดียว ตั้งแต่ไมล์ก่อนเดินทางคือ 22,233 กิโล แถมเวลาในขณะที่บันทึกภาพ ยังเป็นช่วง ตี 4.56 นาทีอีก

เลยเรียงกันสวยซะงั้น 22233456 อิอิ

ผมกดไมล์มาที่ทริป A และกดค้าง เพื่อตั้งค่าให้เป็น 0

ซึ่งแน่นอน ผมตั้งที่ทริป B ด้วย เพื่อใช้ในการจับไมล์ในครั้งนี้

เสร็จแล้ว เข้ามาที่จออัจฉริยะ ในส่วนค่าเฉลี่ย เพื่อตั้งค่าให้เป็น 0 เช่นกัน

 

ถัดมา ตั้งค่าเวลาในการขับรถเป็น 0 เพื่อจับเวลาดูว่า ผมใช้เวลานานขนาดไหนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทาง

 

เปิดฝากระโปรงหลังใส่สัมภาระ

 

น้อยมาก สู้ทริปไปหัวหินวันเดียวไม่ได้เลย 55555+

 

เบาะหลังวางเสบียงของกิน และแขวนเสื้อ โดยฝั่งซ้ายเป็นของภรรยา ฝั่งขวาเป็นของผม

ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า เสื้อผ้าใครเยอะกว่า คริคริ

แต่การแขวนแบบนี้ดูเกะกะสายตาและบดบังทัศนวิสัยด้านหลังมากมาย จึงจัดใหม่ไปอยู่ข้างเดียวกัน

ผลออกมา สามารถนั่งไปได้อีกคนเลยนะเนี่ย ค่อยโล่งหน่อย อิอิ

ทีนี้เปิดแผนที่ดูจุดหมายกันก่อน ซึ่งเลข 33 คือ จุดหมายที่ผมจะเดินทางไปในวันนี้ โดยจะขับรถรวดเดียว กรุงเทพ – ปาย

แต่ด้วยความที่ผมไม่เคยไปปาย รวมถึงใน GPS ก็ไม่มีข้อมูลของโรงแรมที่ผมจะไป ดังนั้น จึงต้องใช้วิธีเทียบจากแผนที่ แล้วจิ้มจุดหมายเอาแบบนี้

หลังจาก GPS คำนวณจุดหมายปลายทาง ผลออกมาคือ

ระยะทาง 822 กิโลเมตร กับเวลาที่น่าจะใช้คือ 14 ชั่วโมง!!! แม่จ้าวววว

ผมคิดผิดไหมครับเนี่ย ที่จะขับมาร์ช อีโคคาร์คันจิ๋วรวดเดียวไปที่ปาย!!

เพราะถ้าคิดง่าย ๆ ผมจะไปถึงปายเกือบ 2 ทุ่ม ถ้าออกจากบ้านตอนนี้!!

ด้วยเหตุนี้ ผมจีบรีบวิ่งไปตามภรรยาสาวคนสวยให้ออกจากบ้านทันที!!

———————–

ซึ่งผมเข้าเกียร์ D พาน้อง March เคลื่อนตัวออกจากบ้านในเวลาตี 5 ครึ่งพอดิบพอดี ไม่มีผิดเพี้ยน…

ก่อนที่จะใช้เส้นทางวงแหวนรอบนอกมุ่งหน้าสู่จังหวัดอยุธยา ซึ่งในเช้าตรู่วันทำงานแบบนี้ รถมีให้เห็นค่อนข้างบางตาครับ

ขับไปได้ไม่นาน ฟ้าก็เริ่มสว่างสดใส เหมือนหัวใจของเรา 2 คนครับ

แผนการเดินทางของผมคือ

1. ไม่เน้นประหยัด เน้นสมรรถนะ ผมไม่สนใจ 20 กิโล/ลิตร แต่ผมสนใจเพียง ความสนุกสนานในการขับขี่เท่านั้น ไม่อยากมาเกร็งเท้ารักษารอบเครื่อง แต่อยากกดก็กด อยากผ่อนก็ผ่อน

2. ผมไม่เคยขับรถไปภาคเหนือเลยแม้แต่ครั้งเดียว ดังนั้น ผมจะไม่แวะพักที่ไหนนาน เพราะไม่ต้องการไปขับรถขึ้นเขา-ลงเขาในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งเสี่ยงเกินไป

ด้วยเหตุนี้ ผมจึงต้องทำเวลา ในช่วงที่ถนนโล่ง ดังนั้น ในขณะที่วิ่งบนถนนวงแหวน ความเร็วของน้องมาร์ชจะอยู่ในช่วง 140 – 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมงครับ

(ซึ่งไม่แนะนำให้ทำตามนะครับ เพราะผิดกฎหมายและอันตรายครับ)

—————————–

ขับมาเพียงชั่วโมงเดียว ผมก็แวะที่ PTT สิงห์บุรี เพื่อจัดกาแฟเย็น 2 แก้วให้เรา 2 คน

ซึ่งแน่นอน วันนี้ไม่มีการนั่งจิบกาแฟชิลล์ ๆ เพราะจุดหมายปลายทางยังอีกยาวไกลนัก ดังนั้น เมื่อได้กาแฟคาปูชิโน่เย็น และลาเต้ปั่นจากร้านอเมซอนแล้ว เราก็ออกเดินทางต่อทันที

———————–

ขับมาได้ 2 ชั่วโมงเต็ม หน้าจออัจฉริยะก็แจ้งเตือนให้พักทานกาแฟครับ ซึ่งดูจากหน้าจอแล้ว ก็พบว่าเราวิ่งมาได้ 350 กิโลเมตรพอดิบพอดี

ผมจึงแวะจอดที่ PTT จังหวัดกำแพงเพชร หาอะไรลงท้องสักหน่อย

เดินลงมาดูสภาพรถด้านหน้า ก็พบว่าเราเป็นฆาตกรไปเสียแล้ว

แต่ด้วยแผนการเดินทางที่เร่งรีบ เราจึงสอยมาเพียงไส้กรอก 7-11 และขนมนมเนย ก่อนจะเดินทางต่อทันที…..

———————-

ขับ ๆ ไปตามเส้นกำแพงเพชร – ตาก ผมเห็นต้นนี้บ่อยมาก ใครทราบไหมครับว่าต้นอะไร เพราะดอกสีส้มมันถูกใจผมยิ่งนัก

ลองคิดดูสิ ถ้ามันเรียงรายไปตลอดทาง ถนนเส้นนี้คงจะสวยน่าดู

ชมเชยความงามของต้นไม้ได้ไม่นาน หน้าจอ GPS ก็ระบุจุดหมายปลายทางต่อไป ซึ่งมันเป็นวังที่ไม่เหมาะกับคู่ฮันนีมูนเลย ให้ตายสิ!

ผมขับได้อีก 1 ชั่วโมงครึ่ง ถึงอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง แม้น้ำมันยังไม่หมด แต่เห็นปั๊มก็รีบเติมซะให้เต็มถัง เพื่อความปลอดภัย
ข้อมูลการเติมน้ำมัน

– ปั๊ม Esso
– ระยะทางที่วิ่งมาทั้งหมด = 456.4 กิโลเมตร
– น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ราคาลิตรละ 36.34 บาท
– จ่ายค่าน้ำมันไป 1,100 บาทถ้วน
– เท่ากับเติมน้ำมันกลับจนเต็มถัง 30.27 ลิตร
– หน้าจอแสดงอัตราสิ้นเปลือง 15.6 กิโลเมตร/ลิตร
– หน้าจอของ March แสดงความเร็วเฉลี่ย 97 กิโลเมตรต่อชั่วโมง
– คำนวณจริงได้อัตราสิ้นเปลือง 15.08 กิโลเมตร/ลิตร
(เอาจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้จริงตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนลิตรที่เติมกลับ หรือ 456.4 / 30.27)

เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ ผมปล่อย Trip A เอาไว้เช่นเดิม เพราะต้องการจับระยะทางทั้งหมดของทริปนี้ และนำ Trip B มา Reset ใหม่ เพื่อจับระยะทางของน้ำมันที่เพิ่งเติมว่าจะวิ่งได้กี่กิโล

——————————

ผมขับรถอย่างมีความสุข พร้อมฮัมเพลงที่เปิดในรถไปด้วย

“แค่เธอก็พอ ฉันจะไม่ขอมากกว่านี้…
แค่เธอก็พอ ฉันจะไม่ขออะไรอีก
แค่เธอก็พอ ชีวิตฉันเพียงพอแล้วกับ…คนนี้”

ผมหันไปมองหน้าภรรยาคนสวยแวบนึง ผมมีความสุขเสมอที่เธออยู่ข้าง ๆ

ผมย้อนคิดไปถึงอดีตเมื่อ 8 ปีก่อน การมาเที่ยวด้วยกันแบบนี้ เป็นเพียงความฝันเท่านั้น เพราะเราสองคนเลือกที่จะใช้ชีวิตแบบหัวโบราณตามคำสั่งสอนของคุณพ่อคุณแม่

จนเมื่อได้แต่งงานแล้วนี่ละ ความฝันก็กลายเป็นความจริง…..ในที่สุด

—————————-

ผมมองป้ายบอกทางเห็นคำว่า “อ.เถิน 20” ก็นึกถึงคำเตือนของเพื่อนสมาชิกชาวเชียงใหม่ และน้องชายว่า ให้ระวังเส้นทางที่อำเภอเถินให้ดี เพราะมันมีของ!!!

แน่นอน เราสองคนค่อนข้างตื่นเต้น เมื่อพบระยะกิโลเมตรที่เหลือใกล้อำเภอเถินเข้ามาเรื่อย ๆ

และแล้วก็ถึงบางอ้อ เมื่อเราสองคนเห็นสภาพถนนฝั่งตรงข้ามที่บอกได้เลยว่า

“นี่มันดาวอังคารชัด ๆ”

โชคดีที่ขาขึ้น ถนนได้ถูกราดยางเรียบร้อยแล้ว และกรมทางหลวงก็แก้ปัญหาด้วยการให้รถขาลงมาวิ่งสวนทางบนถนนฝั่งเดียวกันแทน

ก็เลยไม่น่ากลัวอย่างที่คิดครับ

—————————–

เที่ยงครึ่ง ท้องเริ่มร้อง ของใหม่ก็อยากเอาเข้า ของเก่าก็อยากเอาออก จนเมื่อเราสองคนเห็นศูนย์บริการทางหลวงขุนตาล จึงรีบแวะ เพื่อหวังฝากท้องทันที

ซึ่งก็มีเพื่อนร่วมทางมาแวะเวียนอยู่บ้าง

แต่สักพักเค้าก็หายไป

ทิ้งเราไว้ให้เหงา..แต่ไม่เดียวดาย

เมื่อเข้าไปดูในส่วน Food Center แล้ว ค่อนข้างผิดหวัง อาจจะเพราะเป็นวันธรรมดาซึ่งคนค่อนข้างน้อย เราสองคนจึงตัดสินใจอุดหนุนเครื่องดื่มในมินิมาร์ทมาแทน โดยตั้งความหวังไปฝากท้องเอาดาบหน้า….

หลังพ้นศูนย์บริการทางหลวงขุนตาล ผมก็ลืมความหิวไปเสียหมดสิ้น เมื่อพบเส้นทางขึ้น-ลงเขา และโค้งที่สวยงาม ผมเริ่มสนุกกับการขับขี่น้อง March ขึ้นเรื่อย ๆ

และยิ่งเมื่อมี VW Golf GTi ขับตามหลังมาด้วยแล้ว ผมก็ยิ่งสนุกกับการขับ March ฉีกหนีเจ้า Golf คันแรงมากขึ้นอีก

แต่สนุกได้สัก 15 นาที อยู่ ๆ ภรรยาผมก็ได้รับโทรศัพท์จากพี่ชายที่มาทำงานแถวภาคเหนือว่า ให้ระวังด่านตำรวจแถวลำปาง-ลำพูน โดยเฉพาะเวลาลงเขา และเมื่อดูจากหน้าจอ GPS ก็พบว่า พิกัดเราก็อยู่ในบริเวณนี้ ผมก็ตบ March ชิดซ้าย ปล่อยไหลไปด้วยอารมณ์ชิลล์ ๆ

————————–

1 ชั่วโมงถัดมา เรา 2 คนก็มาถึงอำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ ด้วยความรู้สึกที่ว่า “ถึงเร็วดีแฮะ”

แวะปั๊ม PTT สารภีสักหน่อย

หลังจากดูลาดเลาแล้ว ว่ายังไม่มีของกินที่ถูกใจ เราสองคนก็เลยเดินเข้า Amazon เพื่อสอยเครื่องดื่มตามเคย

เท่าที่เคยแวะ Amazon มา ผมว่าสาขานี้สวยที่สุดแล้วละ เพราะนอกจากจะมีน้ำตกอยู่ข้าง ๆ แล้ว ลองดูทางเดินขึ้นร้านสิครับ

และแล้วเราสองคนก็เข้าบริเวณอำเภอเมืองเชียงใหม่ จุดหมายปลายทางที่ 2 หลังกลับจากปาย ซึ่งเราก็ได้แต่พูดขึ้นมาว่า “เดี๋ยวกลับมาหานะจ๊ะ”

ก่อนจะขับรถไปทางอำเภอแม่ริมตามที่เจ้า GPS สั่ง ระหว่างนี้เราเริ่มชลอรถช้า ๆ เลือกร้านไปตามทางเรื่อย ๆ จนในที่สุด เราก็มาหยุดตรงนี้ที่เธอ

โดยภรรยาผมเลือก“ข้าวซอย” อาหารขึ้นชื่อของชาวเหนือมารองท้อง

ส่วนผมเลือก“ข้าวหมูกระเทียมพริกไทย” ซึ่งธรรมดาเกินไปที่จะถ่ายภาพ เลยเอาภาพ“น้ำลำใย” มาฝากแทน

ทานเสร็จบอกได้เลยว่า “ไม่ผ่าน” ครับ

————————–

นาฬิกาบอกเวลา 14.35 ผมจอดแวะซื้อของที่ 7-11 แม่ริม เพราะรู้ว่า อีกไม่นาน เราจะต้องเผชิญเส้นทางสู่อำเภอปายแล้ว

ซึ่งข้อมูลที่ได้รับจากหนังสือท่องเที่ยวปายคือ “ระยะทางแค่ 100 กิโลเมตร แต่ต้องใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง”

และใน GPS ของผมก็แสดงค่าที่ไม่ต่างกัน!!

ดังนั้น จึงต้องตุนเสบียง “เผื่อหิว” นั่นเอง

————————-

เมื่อเห็นป้ายบอกทางไป “ปาย” ให้เลี้ยวซ้าย ผมก็รู้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่แท้จริงแล้ว

เส้นทางในระยะแรก ค่อนข้างเรียบง่าย ขึ้น-ลงเขาบ้าง แต่ไม่ชัน มีโค้งให้สาดกันพอประมาณ

ผมหลุดปากบอกภรรยาว่า “ถ้าเส้นทางเป็นแบบนี้ ก็สบาย ๆ”

แต่ยังไม่ทันสิ้นเสียง ผมก็เริ่มรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงของถนน

ทางเริ่มคดเคี้ยวและมีองศาความชันมากขึ้น ภรรยาผมหัวเราะ ก่อนจะบอกผมว่า “นี่ไง เจอของจริงเข้าให้แล้ว”

รถที่ขับไปปายแทบจะไม่มี ส่วนใหญ่มีแต่สวนลงมา ไม่เว้นแม้กระทั่งมอไซค์วิบาก

ถนนเริ่มชันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ทัศนียภาพบ่งบอกชัดเจนว่า เรากำลังอยู่ในหุบเขานั่นเอง

ผมใช้เกียร์ D ตลอดการเดินทาง เมื่อเห็นทางชัน ผมกดคันเร่งให้สุดตามเทคนิคที่ได้ทราบมา ก็พบว่า มาร์ชปีนเขามาได้สบาย ๆ ไร้กังวล เมื่อเจอทางลงเขา เราก็เหยียบเบรคชลอ

แต่ในเมื่อนิสสันแนะนำมาว่า เวลาลงเขายาว ๆ ให้เข้า Mode Sport ผมก็ทดสอบทันที ด้วยการกดปุ่ม Sport โดยไม่เหยียบเบรค ก็พบว่า รถมีอาการชลอ หรือหน่วง

ซึ่งมันก็คือ Engine Brake อย่างเห็นได้ชัด

หมายเหตุ : ลองดูคลิปประกอบวิธีการขับรถลงเขาด้วยโหมด Sport ครับ

เท่าที่ผมทดสอบขับลงเขาได้สักพัก ผมคิดว่า ใช้ Mode Sport เวลาลงเขาสลับกับการเบรคยาว ๆ ก็น่าจะดีกับระบบเบรคของเรา เพื่อรักษาเบรคไม่ให้ร้อนเกินไป จากการแช่เบรคยาว ๆ

ส่วนเวลาขึ้นเขาชัน ๆ ถ้าไม่ใช่ทางตรงที่สามารถกดซิ่งแซงรถคันหน้าแบบยาว ๆ แต่เป็นทางชัน ๆ ผมคิดว่าใช้เกียร์ D เหยียบคันเร่งมิด ก็เพียงพอที่จะพาน้องมาร์ชไต่เขาได้อย่างสบาย ๆ แล้วครับ เพียงแต่ต้องทนเห็นอัตราสิ้นเปลืองที่โหดร้ายระดับ 5 กิโล/ลิตรเท่านั้นเอง

————————-

ขณะกำลังขับขึ้นเขาเพลิน ๆ อยู่ ๆ สายตาผม ก็เหลือบไปเห็นป้ายหลักกิโลอันนึงข้างทาง ผมจึงเหยียบเบรคกะทันหัน แล้วหักรถเข้าข้างทางทันที

ทำไงได้ ก็เจอเลขโปรดนี่ “ปายยยยยย 69”

ถ่ายรูปเสร็จ รีบออกเดินทางต่อ แต่เมื่อขับไปได้สักพัก ผมก็ถูกกดดันจากอาการปวดปัสสาวะ ที่เข้ามารบกวนพอดิบพอดี และอย่างที่รู้ว่า กำลังอยู่ในหุบเขา ซึ่งไม่เห็นจะมีที่ให้ปลดปล่อยแต่อย่างใด นอกจากริมทางที่เต็มไปด้วยต้นไม้

ด้วยความที่ไม่ชอบยืนยิงกระต่ายข้างทาง ผมตัดสินใจอั้นต่อไป และขับด้วยใจจดจ่อว่าเมื่อไหร่จะเจอจุดพักที่มีห้องน้ำ และแล้วสวรรค์ก็เข้าข้าง เมื่อผมมาพบสถานที่อันสวยงามอันมีนามว่า Le Vintage

ด้วยความปวดฉี่ ผมจึงรีบจ้ำเข้าไปหาห้องน้ำ และขอใช้บริการทันที!!

——————–

เมื่อออกจากห้องน้ำ ผมก็ได้มีเวลามองสถานที่นี้เต็ม ๆ ตา

โดยรวมยังมีการก่อสร้างอยู่ เหมือนยังไม่เสร็จดี แต่มีร้านกาแฟตรงหัวมุมที่เปิดขายเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการตกแต่งก็ออกแนว vintage สมชื่อนั่นแหล่ะครับ และเนื่องจากกาแฟที่ยังมีอยู่ในรถ เราสองคนจึงไม่ได้อุดหนุนกาแฟร้านนี้ แต่เดินมาถ่ายรูปที่รถแทน

ผมมายืนด้านหลัง

ส่วนภรรยามายืนถ่ายด้านหน้า

หลังจากนั้น เราก็ออกเดินทางต่อ ซึ่งเส้นทางก็เริ่มโหดขึ้นเรื่อย ๆ ครับ ลองดูภาพจาก GPS ก็ได้ นี่แบบเบาะ ๆ (เห็นโค้ง ๆ ไม่ใช่มีแต่โค้งนะครับ ขึ้น-ลงเขาพร้อมโค้งด้วย)

ส่วนอันนี้ยากขึ้น

แต่อันนี้สิ สุด ๆ ดูภาพแล้วจินตนาการเอานะครับ สำหรับคนที่ไม่เคยไป มันทั้งขึ้น – ลงเขา พร้อมโค้งหักศอก ผมเข้าใจแล้วว่าทำไมคนนั่งรถไปปาย ถึง“อ้วก” กันเป็นแถว

ขณะกำลังชิลล์ ๆ ไต่เขา อยู่ ๆ ก็มี Honda Jazz สีชมพู ทะเบียนขอนแก่นมาจ่อท้าย ซึ่งจริง ๆ เราก็เจอกันก่อนหน้านี้ที่ Le Vintage เป็นวัยรุ่น 2 คู่ ชาย – หญิง มาเที่ยวปายเหมือนเรานั่นแหล่ะ

ก่อนหน้านี้ด้วยความไม่ชำนาญเส้นทาง ผมก็จะชิดซ้ายหลบให้รถกระบะเจ้าพลังที่ตามมาทุกคัน ตามมารยาท แต่เมื่อ Honda Jazz มาจ่อตูด ผมเกิดนึกสนุก เลยตัดสินใจลองขับหนีดูสักหน่อย คิดว่าถ้าหนีไม่ออก เค้ายังจ่อตูดได้ ก็จะชิดซ้ายให้เค้าไป

ผมเริ่มเร่งความเร็วขึ้น ผมไม่แน่ใจว่าเร็วขนาดไหน แต่รู้ว่าเร็วมากกว่าเดิมเยอะ แต่แทนที่เส้นทางจะง่าย มันก็กลับยากขึ้น ผมเข้าโค้งชัน ๆ เข้าซ้าย ป่ายขวา เข้าซ้าย ป่ายขวาจนน่าเวียนหัว Jazz ยังตามมา แต่ในระยะที่ห่างออกไป…

แม้จะยังไม่ถึงปลายทาง แต่เชื่อไหมครับ ผมคิดว่า การที่ผมลงล้อ Mag + ใส่ยางใหม่ที่หน้ากว้างกว่าเดิม รวมถึงสปริงโหลด มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม March ผมเข้าโค้งซ้าย-ขวา อย่างสบาย ๆ ไม่มีอาการโยน รถเกาะถนนหนึบแน่น ยิ่งขับเร็ว อาการกระด้างที่เคยมีในช่วงความเร็วต่ำก็แทบไม่รู้สึก

ผมสนุกสนานกับการเข้าโค้ง ประหนึ่งขับ AE86 ส่งเต้าหู้ในเรื่อง Initial D อย่างไรอย่างนั้นเลย

แต่ถ้าถามความรู้สึกว่า ถ้าผมยังขับ March เดิม ๆ จากโรงงาน ใส่ล้อ Mag ขนาด 15 นิ้วของรุ่น VL มา ผมคิดว่า ผมคงไม่สามารถเข้าโค้งด้วยความเร็วขนาดนั้นแน่นอนครับ เพราะความที่รถสูงและหน้ายางแคบ คงไม่อาจรองรับความสนุกเฉกเช่นที่ผมทำอยู่ในขณะนี้ได้เลย…..

———————–

แต่การสนุกครั้งนี้แน่นอน ว่ายังมีสติ ผมควบคุมรถอย่างระมัดระวัง ส่วนภรรยาผมก็คอยดูเส้นทางโค้งผ่านหน้าจอ GPS ล่วงหน้า และคอยเตือนผม เมื่อใกล้จะถึงโค้งต่อ ๆ ไป

ซึ่งตรงนี้เองที่ GPS มีประโยชน์มากกว่าการบอกทางไปครับ มันยังทำให้เรารู้ถึงเส้นทางล่วงหน้า และเตรียมรับมือได้อย่างสบาย ๆ

จนสักพัก ผมก็เห็นสะพานประวัติศาสตร์ท่าปาย ก็รู้แล้วว่ามาถึง“ปาย”สักที แม้สะพานนี้จะตั้งอยู่ที่หลักกิโล 88 ก็ตาม ซึ่งอีก 10 กิโลนิด ๆ ก็สบาย ๆ แล้วละครับ เพราะความรู้สึกเหมือนพ้นเส้นทางลงเขาชัน ๆ มาเรียบร้อยแล้ว

โดยที่ Honda Jazz คันนั้นไม่สามารถตามผมได้ทันครับ

————————

ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ รอยยิ้มของเรา 2 คนทันทีที่รู้ว่ามาถึงปาย เพราะนอกจากเราจะมาถึงเร็วกว่าที่คาดแล้ว เรา 2 คนยังไม่มีอาการ“อ้วก” หรือ“เมารถ” อย่างที่ใคร ๆ เค้าเป็นกัน แถมผมยังไม่มีอาการล้า หรือเหนื่อย หรือเมื่อยจากการขับรถนาน ๆ แต่อย่างใด

จนอดคิดไม่ได้ว่า เบาะผ้าเดิม ๆ ของน้อง March ก็ทำหน้าที่ได้ดีไม่ใช่น้อย

แบบนี้จะชมประสิทธิภาพของน้อง March ก็คงไม่ผิดใช่ไหมครับ

———————–

และแล้วผมก็เข้ามาถึงในตัวเมืองปายเสียที และหลังจากขับผ่านถนนคนเดินมาได้เกือบกิโล ผมก็มาถึงที่พักสำหรับคืนนี้

เมื่อจอดรถเสร็จ ผมรีบกดดูสถิติบนหน้าจอน้อง March ทันที

หน้าจอนี้บอกว่า

– ระยะทางที่ยังวิ่งได้เหลืออีก 226 กิโลเมตร (โดยประมาณ)
– ทริป A คือ ระยะทางทั้งหมดจากบ้านมาถึงปาย เท่ากับ 820.3 กิโลเมตร
– เวลาในขณะนี้คือ 16.55 หรือ อีก 5 นาที 5 โมงเย็นนั่นเอง
– หน้าจอถัดมา แสดงให้เห็นถึง ทริป B คือ ระยะทางตั้งแต่เติมน้ำมันเต็มถังที่กำแพงเพชรมาจนถึงปาย คือ วิ่งมาทั้งหมด 363.9 กิโลเมตร

ในหน้าจอนี้บอกอัตราสิ้นเปลืองตั้งแต่กรุงเทพ – ปาย คือ 15.6 กิโล/ลิตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

หน้าจอถัดมาแสดงเวลาที่ผมขับรถจากบ้าน – ปาย (เฉพาะเวลาที่ขับรถ ไม่รวมเวลาแวะพัก) คือ 10 ชั่วโมง 13 นาที

นั่นหมายถึงผมขับได้เร็วกว่าที่ GPS คาดไว้ถึง 4 ชั่วโมง!!!


อ่านต่อตอนที่ 2 คืนแรกที่ปายในโรงแรมโยมา (Yoma Hotel)

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *