รีวิว “ฮันนีมูนที่ ปาย – เชียงใหม่” ตอนที่ 5 พาเที่ยวเมืองเชียงใหม่ และนอนชมวิวมุมสูงที่เลอ เมอริเดียน เชียงใหม่ (Le Meridien Chiangmai)

ย้อนไปอ่านตอนที่ 4 พักผ่อนแสนสบายที่ ปาย ไอส์แลนด์ รีสอร์ท (PAI ISLAND)


 

มองนาฬิกาได้เวลาบ่ายโมงเป๊ะ ผมก็ทำการล้อหมุนออกจากอำเภอปาย ลัดเลาะไปตามภูเขาเหมือนขามา ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ไม่มีรถวิ่งตามหรือนำเลย มีแต่รถสวนเข้ามา เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ โอกาสที่คนจะเข้ามาเที่ยวปายก็จะมากกว่าเดินทางออกไปอย่างที่ผมทำนั่นเอง

ขามาผมซิ่งทดสอบน้อง March เรียบร้อยแล้ว ขากลับเลยชิล ชิล ขับไป จิบกาแฟไปสบายอารมณ์

น้อง March ของผมยังวิ่งขึ้นเขาได้อย่างสบาย ไม่มีอาการหวั่นแม้ทางชันมาก ประสบการณ์ตอนขามา ทำให้ผมมั่นใจในตัวน้อง March ขึ้นเยอะ

———————-

ขับชิล ๆ ได้ 2 ชั่วโมงเป๊ะ เราก็มาถึงอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่พอดี

ผมหยุดเข้าห้องน้ำที่ปั๊มแป๊ปนึง ก่อนจะมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ทันที เพื่อไปเช็คอินที่พักที่ได้จองเอาไว้

ด้วยความที่ผมไม่เคยขับรถในเมืองเชียงใหม่ ทำให้หลงแล้วหลงอีกกับทางเข้าโรงแรม เพราะโรงแรมที่ผมจะเข้าพักดันอยู่ติดกับ Night Bazaar และ GPS ก็พามาโรงแรมถูก แต่ดันเข้าไม่ได้ เพราะเป็นทางวันเวย์

ภรรยาผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นจะโทรสอบถามโรงแรม แต่ผมก็ห้ามไว้ เพราะผมไม่รู้จะตอบโรงแรมยังไง ว่าผมอยู่ไหน!!!

สุดท้าย จอดรถนั่งวิเคราะห์เส้นทางใน GPS และลองขับวนไปวนมาจนรู้ทางเข้าในที่สุด

ถึงสักที

 

ผมชอบสีตึกของโรงแรมมากครับ นอกจากสวยแล้ว ยังสูงที่สุดในบริเวณนี้เลยทีเดียว

 

ผมจอดรถนำกระเป๋าเสื้อผ้าทั้งหมดลงที่หน้าโรงแรม

 

ก่อนจะขับรถลงไปจอดที่ชั้นใต้ดินทันที

 

จอดรถเสร็จเดินมา Check In ก็ได้รับ Key Card มา 2 ใบ

 

ใบนึงสีส้ม อีกใบนึงสีชมพู แบบนี้รู้เลยว่าใครควรถือใบไหน

 

เรา 2 คนเดินมาขึ้นลิฟท์ด้านหลัง เสียบคีย์การ์ดและกดชั้น 22 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดนั่นเองครับ

 

ถึงแล้ว

 

ห้องเราไปทางไหนหนอ…

 

เลี้ยวขวาเดินมาสุดทาง อยู่ริมสุดเลยวุ้ย

 

เลขห้องผมสวยไหมครับ

 

เมื่อเปิดประตูห้องเข้าไป ผมก็ยิ้มกว้างทันที เพราะห้องที่ได้ สวยมาก และถูกใจมากมาย แต่ในขณะที่กำลังจะเดินสำรวจห้อง พี่ชายของภรรยาผมก็โทรเข้ามาทันที ว่ามาถึงโรงแรมแล้ว ให้เราสองคนลงไปด้านล่างเพื่อไปทานข้าวด้วยกัน

ซึ่งเป็นจังหวะเดียวกันกับพนักงานนำกระเป๋ามาส่งพอดี เมื่อส่งกระดาษสีแดง ๆ ยัดใส่มือพนักงานเป็นสินน้ำใจหลังเก็บกระเป๋าให้ผมเรียบร้อย ผมกับภรรยาก็รีบลงไปข้างล่างทันที โดยไม่ทันได้ชมความงามของห้องพัก

รวมถึงต้องหยุดกิจกรรม ”ฮันนีมูน” กันชั่วคราว 2 วัน เพราะพี่ชายและพี่สะใภ้ของภรรยาผมจะมาทำหน้าที่พาเรา 2 คนเที่ยวใน 2 วันต่อจากนี้

 

เมื่อลงมาถึงด้านล่าง พี่ชายของภรรยาผมเกิดเดินไปเข้าห้องน้ำพอดี ระหว่างรอ ผมจึงเดินเล่นดูความงามของโรงแรม

 

ซึ่งด้านข้างของโรงแรมกำลังดำเนินการทำเป็น Shopping Center แต่ดูเหมือนจะเพิ่งดำเนินการได้ไม่นาน ยังมีร้านค้าอยู่ไม่กี่ร้านครับ

 

ชมความงามได้เพียงเท่านี้ พี่ชายของภรรยาก็เดินมาถึงพอดี เราสี่คนกระโดดขึ้น Vigo 4 ประตูของพี่ชายภรรยา ก่อนจะเดินทางมาทานข้าวเย็นที่นี่ครับ

 

แอบแวะถ่ายรูปคู่สักหน่อย

 

ร้านนี้มีจุดเด่นเรื่องดอกไม้ครับ เพราะงามสะพรั่งไปทั่วทุกอณูของร้าน มีหลากสี หลากหลายสายพันธุ์เหลือเกินครับ

 

เนื่องจากพื้นที่มีลักษณะเป็นภูเขา เพราะก่อนจะมาถึงร้าน ต้องขับรถไต่เขาขึ้นมาช่วงหนึ่ง การจัดวางโต๊ะจึงเล่นระดับลดหลั่นลงไปจนถึงทะเลสาบครับ

 

หันมองไปทางขวาครับ ดอกไม้สีสด ๆ เยอะดีจริง ๆ

 

ผมได้โต๊ะนี้ครับ ใกล้ทะเลสาบที่สุดแล้ว เพราะโต๊ะริมนั้น ถูกจับจองกันเกลี้ยงหมดแล้วครับ

 

อาหาร 4 อย่าง ที่เรา 4 คนสั่งมา อร่อย ๆ ทั้งนั้นครับ

 

เมื่ออิ่มหมีพีมันกับมื้อแรกที่เชียงใหม่เรียบร้อยแล้ว ผมกับภรรยาก็ขอตัวกลับโรงแรมทันที เพราะอยากพักผ่อนเอาแรงไปเที่ยวต่อในวันรุ่งขึ้น

และในขณะที่กำลังนั่ง Vigo ลงเขาสั้น ๆ จากร้านกาแลนั้น ผมก็รู้สึกเหมือนจะมึน ๆ และเวียนหัวพาลจะอาเจียนทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่หน้าสุด เมื่อลงเขาเสร็จแล้ว อาการดังกล่าวก็หายสนิท

ผมจึงถึงบางอ้อทันทีว่าทำไมคนที่นั่งรถกระบะหรือรถทัวร์ไปปายถึงอ้วกกันเป็นแถว จนกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางไปเที่ยวปายเรียบร้อยแล้ว

นั่นทำให้ผมอดปลื้มกับน้อง March ไม่ได้จริง ๆ  เพราะการเดินทางใน Nissan March ไปปาย ผมและภรรยาไม่มีอาการใด ๆ เลย ทั้ง ๆ ที่ขับวนอยู่ในหุบเขาที่ทั้งสูง ทั้งเสียวอยู่ถึง 2 ชั่วโมงเต็ม ๆ

แต่แค่ลงเขาสั้น ๆ ไม่ถึงนาทีด้วยกระบะ ก็พาลจะทำให้ผมออกอาการเสียให้ได้

ซึ่งภายหลังผมมาถามภรรยาตอนที่นั่งกระบะลงมา ก็รู้สึกไม่ต่างกันเลย

 

กลับถึงโรงแรมแล้วครับ

 

แวะชมช้าง 2 ตัวก่อนเดินเข้า

 

เดินทะลุ Lobby มาก็จะเจอภาพนี้ครับ

 

ผมเดินไปทางซ้ายมือสุด เพื่อจะเข้าไปขึ้น Lift ก็จะเจอภาพนี้ครับ

 

และเมื่อขึ้นมาถึงห้อง ผมก็ยิ้ม และคิดว่าได้เวลาสำรวจความงามของห้องสักทีครับ

เปิดประตูเข้ามา จะเห็นประตูอยู่ซ้ายมือ ผมนึกสงสัยเลยเปิดดู

 

เป็นประตูทางเข้าห้องน้ำนั่นเองครับ มองแล้วใหญ่โตมากมาย

ไหน ๆ ก็เปิดมาแล้ว ขอเข้าไปดูห้องน้ำหน่อย

 

โอเค ใช้ได้เลย แต่ข้อเสียคือ ไม่มีน้ำฉีดก้นครับท่าน กระดาษทิชชู only เลยงานนี้

ผมเดินออกมา เลี้ยวซ้ายก็มาเจอภาพนี้ครับ

 

ว้าววว สวยมากเลย หันไปทางซ้ายอีกหน่อยก็เจอภาพนี้ครับ

 

ก่อนจะเดินไปสำรวจด้านใน ขอดูใกล้ ๆ มือหน่อย ด้านซ้ายจะเป็นมุมเครื่องดื่มครับ

 

ซึ่งจะวางเรียงตั้งแต่เครื่องชงกาแฟ / กาน้ำร้อนและอุปกรณ์ต่าง ๆ จนปิดท้ายด้วยกระติกน้ำแข็งและน้ำดื่มครับ

 

ย้อนมาดูตรงกลางนอกจากกาน้ำร้อนแล้ว ลองมาดูครับ ว่ามีอะไรวางไว้ให้เราบ้าง

 

เริ่มที่กาแฟที่ใช้กับเครื่องชงด้านซ้ายครับ ใช้งานง่ายมาก แค่ยัดลงช่อง แล้วเอาแก้วรองเท่านั้นเอง

 

ตามมาด้วยกาแฟที่ใช้กับกาน้ำร้อนครับ

 

ตามมาด้วยชาประเภทต่าง ๆ มีให้เลือกหลากหลาย

 

ซึ่งเครื่องดื่มที่วางชั้นบนทั้งหมดนี้ดื่มฟรี!ครับผม

 

ลงมาดูในตู้สีขาวด้านล่างบ้าง เปิดประตูมาก็เป็นแบบนี้ครับ

 

สำหรับด้านซ้ายชั้นบนนี้ อย่าเผลอได้กินเชียวนะครับ ได้มึนเมาแน่ ๆ ทั้งราคาและประเภทน้ำดื่มเอง

 

ชั้นล่างมีอุปกรณ์เพียบพร้อม

 

เปิดตู้เย็นดูซิ มีอะไรบ้าง

 

ทั้งหมดในตู้ชั้นล่างนี้ มีต้นทุน(สูงมาก)ในการกินนะครับ ดังนั้นต้องระวังปากและใจกันนิดนึง

 

เดินมาดูกลางห้องจะพบโต๊ะรับแขกและโซฟาตัวใหญ่ตัวนี้ครับ

 

โซฟานี้ใหญ่ แต่ส่วนตัวผมกลับนั่งไม่สบายก้นครับ เข้าใจว่าวัสดุที่ทำโซฟากับก้นผมคงไม่ถูกกันเท่าไหร่นัก

 

และเมื่อเหลือบมองที่โต๊ะรับแขกก็เห็น Welcome Fruits วางรอให้ผมเขมือบอยู่ครับ

 

ถัดมาด้านซ้ายของโซฟา จะเจอโต๊ะทำงานครับ

 

ซึ่งด้านขวามือของโต๊ะมีโทรศัพท์วางไว้ ส่วนเจ้ากลม ๆ สีดำสลับเงินรูปร่างเหมือนยานอวกาศนั้น คือ สาย USB เชื่อมต่อ Internet ของโรงแรมครับ ซึ่งไม่ได้บริการฟรีนะครับ แถมค่าใช้จ่ายยังแพงเอามาก ๆ

 

ด้านซ้ายมือของโต๊ะทำงานมีกระดาษโน้ตและซองจดหมายให้ใช้งานครับ

 

ถัดจากโต๊ะทำงานมาทางด้านซ้ายติดกระจก ก็จะเป็นโต๊ะทานข้าวครับ

 

ซึ่งผมแอบชอบแจกันบนโต๊ะแฮะ แปลกตาดี ออกแนว Art Art

 

บนโต๊ะมีหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษวางรอไว้ให้อ่าน ซึ่งมาส่งแทบทุกวันครับ โดยจะแขวนไว้ที่หน้าห้องพร้อมถุงสีดำข้าง ๆ นั่นล่ะครับ

 

วนซ้ายมาตรงกลาง ก็เจอทีวีตั้งอยู่

 

ขับกล่อมเสียงด้วย Bose ซะด้วย

 

เครื่องเล่น DVD อยู่ข้าง ๆ

 

ผมชอบการออกแบบห้องนี้จังเลย เพราะสามารถปิดกั้นประตูแยกห้องนอนและห้องรับแขกได้แบบนี้

 

เปิดประตูไปดูห้องนอนดีกว่า

 

พอเดินเข้ามา แล้วหันกลับไปมอง ก็เจอภาพนี้ครับ

 

ยิ่งทำให้ผมถูกใจ Like this เข้าไปใหญ่ เพราะมีทีวี 2 เครื่องแยกกัน ระหว่างห้องนอนและห้องรับแขก แถมปิดประตูกั้นเสียงได้อีกด้วย

แบบนี้สามี – ภรรยาที่ดูรายการทีวีที่แตกต่างกัน ก็ไม่ต้องแย่งชิงทีวีกันให้เหนื่อยใจเลยครับ

 

หันกลับมาก็พบเตียงนุ่มน่านอนพร้อมการตกแต่งห้องที่ดูอบอุ่นน่าพักผ่อน

 

ข้าง ๆ เตียงมีโซฟายาว เอาไว้นอนอ่านหนังสือหรือชมวิวได้สบาย ๆ เลย

 

วิวจากห้องนอนครับ

 

ซึ่งด้านล่างก็คือ กาแล ไนท์ บาร์ซ่า นั่นเองครับ

 

มองไปทางขวามือหน่อย ก็จะเจอตลาด Night Bazaar ครับ ซึ่งวิวเดียวกันนี้สามารถดูที่ห้องรับแขกได้เช่นกันครับ

 

ชมวิวสวย ๆ เรียบร้อยแล้ว ผมเห็นประตูที่กั้นด้านข้างเตียงดูคล้าย ๆ กับที่กั้นระหว่างห้องรับแขก จึงลองเปิดดู

 

ที่แท้ก็เป็นประตูเชื่อมห้องนอนกับห้องน้ำนั่นเองครับ ไม่ต้องเดินอ้อมไปเข้าถึงหน้าประตูห้องเลย

เปิดมาเต็ม ๆ ก็เจออ่างล้างหน้า 2 อัน ผมก็เลยอดยิ้มไม่ได้ เพราะเวลาจะล้างหน้าหรือแปรงฟัน จะได้ไม่ต้องต่อคิวภรรยาที่นานเหลือเกิน คิคิ

 

ประตูซ้ายมือสุด ก็คือประตูเดินไปห้องน้ำที่ผมเข้าไปสำรวจมาก่อนใครเพื่อนแล้ว ดังนั้น ไปสำรวจประตูถัดมาที่อยู่ติดกับอ่างล้างหน้าดีกว่าครับ

ซึ่งก่อนจะเดินเข้าไปก็จะเจอกระจกซูม เอาไว้ดูริ้วรอยความแก่ของตัวเองด้วย

 

ถึงหน้าประตูแล้ว

 

มีชั้นวางของให้ พร้อมอุปกรณ์ต่าง ๆ รวมถึงตู้เซฟ

 

ด้านขวามือมีราวแขวนเสื้อผ้า แถมยังมีอุปกรณ์รีดผ้าให้เสร็จสรรพ

 

ว่าแต่ว่า ถ้าเกิดเผลอตัวไปส่องกระจกซูมหน้าห้อง ก็อย่าเผลอใจไปหยิบเตารีดมารีดหน้าตัวเองโดยไม่รู้ตัวนะครับ 55555

เดินออกจากห้องเสื้อผ้ามาก็จะเห็นอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่อยู่ด้านหน้าครับ

 

แต่ขอแวะดูอุปกรณ์ที่วางตรงอ่างล้างหน้านิดนึง

 

ด้านล่างของอ่างยังมีเครื่องชั่งน้ำหนักให้ตรวจดูความอ้วนอยู่เสมอ

 

ก่อนจะเดินถึงอ่างอาบน้ำ ยังมีห้องประตูกระจกอีก 1 ห้อง เราเดินไปดูกันดีกว่าครับ

 

เป็นห้องอาบน้ำนั่นเอง มีฝักบัวแบบ Rain Shower ด้วย ชอบ ๆๆๆ

 

แต่ถ้าไม่ชอบฝนตกใส่หัว ฝักบัวธรรมดาก็มีให้เช่นกันครับ

 

เดินมาที่อ่างอาบน้ำ จะพบว่ามีหัวทั้ง 2 แบบ คือ เปิดน้ำลงอ่าง และเป็นฝักบัวที่ดึงสายขึ้นมาอาบน้ำได้ครับ

 

ส่วน Foam Bath ทั้ง 4 ขวดนี้ ไม่ใช่ของโรงแรมนะครับ ผมเตรียมมาเอง

 

วันนี้ใช้อันนี้ดีกว่า

 

เตรียมน้ำเสร็จแล้ว ลุยเลยดีกว่า เหนียวตัวแล้ว

 

อ่างอาบน้ำนอกจากมีขนาดที่ผู้ใหญ่ 2 คนลงไปก็ยังเหลือ ๆ แล้ว ยังมีวิวสวย ๆ ของเมืองเชียงใหม่ให้ชมถึง 2 ด้าน

 

มุมมองเมืองเชียงใหม่ยามค่ำคืนที่อ่างอาบน้ำ สวยไหมครับ?

 

หลังจากได้แช่อ่างสักพัก รู้สึกสมองโล่งและผ่อนคลายมากครับ เมื่อผมแช่จนมือเปื่อยได้ที่แล้ว ก็เข้าไปอาบน้ำ ก่อนจะออกมาใส่ชุดของโรงแรมที่ภรรยาวางเตรียมไว้ให้ที่เตียง

 

แต่งตัวเสร็จ ได้ยินเสียงกดออดเรียก เลยเดินไปที่หน้าประตู

 

ส่องตาแมวดูสิ ว่าใครมา?

 

ที่แท้เป็น Room Service ครับ เอาน้ำแข็งมาเติมให้ในกระติกนั่นเอง

 

พอพนักงาน Room Service กลับไปแล้วผมปิดแอร์ในห้องรับแขกที่ปุ่มควบคุมใกล้ประตูทันทีครับ

 

ก่อนจะเดินมาปรับแอร์เฉพาะในห้องนอน เพื่อเตรียมนอนหลับพักผ่อนคืนแรกที่ Le meridien เชียงใหม่

 

แต่ก่อนจะนอนหลับ ก็ต้องเข้าห้องน้ำก่อน ซึ่งใกล้ ๆ ห้องน้ำมีปุ่มนี้สำหรับปรับเสียงทีวีให้ดังในห้องน้ำครับ เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญในทีวี

 

ซึ่งเจ้าปุ่มนี้จะเชื่อมกับทีวีในห้องนอนนะครับ ไม่ใช่ในห้องรับแขก และทีวีในห้องนอนยังสามารถฟังเพลงจากคลื่นวิทยุบางคลื่นได้อีกด้วย ซึ่งผมก็ได้ใช้เพลงสากลเพราะ ๆ นี่แหล่ะ ขับกล่อมตัวเองระหว่างปลดปล่อยทุกข์ในห้องน้ำ

เสร็จภารกิจแล้ว ขอตัวนอนกอดภรรยาสุดที่รักก่อนนะครับ Goog Night ครับ

—————————-

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2011

แม้เตียงของ Le meridien จะนุ่มนิ่มน่านอนแค่ไหน แต่ผมก็ตื่นนอนแต่เช้าด้วยความสดชื่น

ทั้งนี้เพื่อที่จะไม่พลาดการเปิดม่านห้องนอนชมพระอาทิตย์ขึ้นที่เมืองเชียงใหม่นี่เอง

 

ก่อนจะเดินไปดูวิวจากอ่างอาบน้ำ ว่าตอนเช้า ๆ จะเป็นอย่างไร หลังจากดูวิวยามค่ำคืนไปแล้ว

 

มองตรง

 

มองทางซ้ายสุด ก็จะแอบเห็นดอยสุเทพด้วยละ

 

หลังจากทำธุระส่วนตัวกันเรียบร้อยแล้ว เรา 2 คนก็เดินลงไปทานอาหารเช้าที่ห้องอาหาร Latest Recipe ติดกับ Lobby ครับ โดยลง Lift มาชั้นล่างก็เดินเลี้ยวขวาก็จะเห็นร้านทันทีครับ

 

โดยก่อนเข้าห้องอาหาร เค้าจะมีเครื่องดื่ม Eye-Opener เพื่อเอาไว้เปิดตาแก้ง่วง วางเอาไว้ให้เราหยิบไปดื่มให้ตาสว่างกันด้วย โดยมีอยู่ 2 รสชาติครับ

 

หลังจากทดลองดื่มแล้ว ตาสว่างจริง ๆ ครับ หายง่วงเลย เพราะรสชาติแปลก ๆ คิดไม่ออกเลยว่าเหมือนเครื่องดื่มอะไร เพราะมีทั้งเปรี้ยว ๆ เผ็ด ๆ ครบถ้วน

 

โดยเช้านี้เป็นมื้อแรกที่โรงแรม เลยยังไม่รู้จะทานอะไร นอกจากขนมปัง

 

ที่นี่มีเนยถั่วให้ทาด้วย ถูกใจภรรยาผมละ

 

ทานกันง่าย ๆ แค่นี้ละ อิ่มแล้ว

 

เพราะเรามีโปรแกรม”กินแหลก”กับพี่ชายและพี่สาวที่น่ารัก 2 คน มารอรับเราอยู่หน้าโรงแรม ก่อนจะพามาร้านเค้กชื่อดังของเชียงใหม่

 

ลานจอดรถของร้าน Love at First Bite

 

เดินมาถึงหน้าร้านเลยแวะถ่ายรูปก่อนเข้า

 

ก่อนจะเดินเข้าไปสั่งเค้กด้านใน

 

แอบเจอคำขู่หน้าประตูด้วย ท่าทางจะโดนใช้บริการมาเยอะ ถึงขนาดขึ้นป้ายกันเลยทีเดียว

 

สั่งเค้กเสร็จ ผมก็เดินออกมาหาที่นั่ง Outdoor ใกล้ ๆ บาร์น้ำ

 

มีโต๊ะจองซะด้วย

 

ส่วนโต๊ะนี้ไว้สำหรับนั่งเขียนความประทับใจ ถ้าไม่ประทับใจก็อย่าเขียน

 

แอบเห็นมุมถ่ายรูปไกล ๆ เดินไปแชะสักหน่อยดีกว่า

 

ภาพนี้ขอตั้งชื่อว่า “Love At first Biere” 55555

 

มีมุมถ่ายรูปอีกแล้ว มุมนี้พนักงานที่ร้านบอกว่า “มุมหัวใจกลับด้าน”

 

เค้กมาแว้ว จัดไปยาว ๆ

 

จะอ้วนไหมหนอ….

 

เครื่องดื่มอร่อยทั้ง 2 แก้วครับ

 

เห็นเยอะ ๆ แต่แป๊ปเดียวก็แทบไม่เหลือ

 

ถ่ายรูปคู่ที่โต๊ะก่อนกลับครับ

 

ต่อจากนั้น เรา 4 คนก็เดินทางต่ออีกเกือบชั่วโมงเพื่อมาที่นี่ครับ

 

ถ่ายรูปคู่กับป้ายตามธรรมเนียม จะได้รู้ว่ามาแล้ว

 

แวะซื้อไข่ไปต้มด้วยตะกร้าละ 20 บาท

 

ได้มาแล้ววววว

 

ตามด้วยการซื้อบัตรผ่านประตู

 

ราคาบัตรคนไทยกับต่างชาติต่างกันเท่านึง ซึ่งคนทำฉลาดพอที่จะเขียนเป็นเลขไทย ไม่ให้ฝรั่งแอบน้อยใจ

 

ได้บัตรแล้ว ก็ลุยยยยย

 

แวะอ่านคำแนะนำก่อนเข้าไป

 

เจอทางแยก จะไปทางไหนดีละ? น้ำพุร้อนเดินได้ 2 ทางด้วย

 

ขี้เกียจคิดแล้ว เดินๆ ไปเถอะ เดี๋ยวก็ถึง

 

มีคนมากางเต้นท์นอนด้วย

 

เดินไปเดินมาเจอบ่อน้ำของเด็ก สงสัยบ่อนี้ไม่ร้อน เพราะเด็กเล่นได้สบาย ๆ

 

ถ้าน้อง ๆ คนไหนอยากลงบ่อต้องเสียคนละ 10 บาทนะคร้าบบบบ

 

ถึงแว้ววววว จุดน้ำพุร้อน

 

มีคำเตือนด้วย

 

พุ่งสูงดีจริง ๆ

 

ถ่ายรูปคู่สักหน่อย

 

ใกล้ ๆ น้ำพุมาทางซ้ายมือคือ บ่อต้มไข่

 

อยากกินแบบไหน จัดไปตามเวลาที่เหมาะสมครับ

 

โดยเอาตะกร้าไข่มาแขวนที่ตะขอได้เลย แต่ตอนมาเอากลับ อย่าหยิบผิดอันนะครับ เดี๋ยวได้ตายคาน้ำพุร้อนแน่ ๆ

 

ระหว่างรอไข่สุกก็ยืนชมวิวสวย ๆ ใกล้ ๆ ไปก่อนครับ

 

หรือจะถ่ายรูปเล่นก็ได้

 

หรือไม่ก็ไปนั่งแช่น้ำร้อนที่อยู่ใกล้ ๆ

 

โอ้วววว ร้อนสุด ๆ ครับ อย่าเผลอเอาเท้าลงไปในน้ำทันทีนะครับ ไม่งั้นหน้าตาจะออกมาแบบนี้

 

ไข่สุกแล้ววววว

 

ไปทานกันเลยดีกว่าครับ

 

แบ่งกันคนละลูกพอดีเลย

 

ปอกเปลือก

 

หลังทานเสร็จก็ออกมาเดินเล่นด้านหน้า ก็เจอไข่อีกหลายใบวางอยู่

 

เพิ่งทานมาฟองเดียว ยังไม่อิ่ม เลยรีบเข้าไปกิน เอ๊ย เข้าไปถ่ายรูปทันที

 

บรรยากาศที่นี่เต็มไปด้วยดอกไม้ ดูสวยสดงดงามจริง ๆ ครับ

 

เสร็จแล้วก็เดินทางต่อมาที่นี่ครับ

 

เดินเข้าไปเล้ยยยยย

 

บริษัทนี้เปิดมาตั้งแต่ผมยังไม่เกิดเลยแฮะ

 

สีสันของร่มสดใสดีจริง ๆ

 

ถ่ายรูปคู่ตามเคย

 

ชื่อนี้มีมนต์ขลังให้นักท่องเที่ยวต้องแวะเวียนเข้ามาอุดหนุน

 

จะว่าไป การที่ไม่ได้มาเที่ยวแค่ 2 คน ข้อดีคือ ได้ถ่ายรูปคู่เยอะหน่อย

 

เข้าไปดูกันครับ

 

เดินทะลุไปด้านหลัง เค้าทำอะไรกันหว่า

 

อ๋อ! รับ paint ลายนั่นเอง

 

กิจกรรมนี้ถูกใจฝรั่งมากมาย บางคนก็เอากระเป๋ามาให้ paint ครับ

 

เข้าไปดูในนี้หน่อยดีกว่า

 

เจอป้ายนี้ภรรยาผมสนใจทีเดียว เพราะเธอชอบกระดาษสามาก ถึงขนาดเคยให้ผมไปหอบมาจากงาน BIG หรือ Gift Fair เมื่อหลายปีก่อนจนล้นบ้าน

 

อ่านกันดูครับ

 

จากนั้นก็เดินออกมาดูตามร้านรวง 2 ข้างทาง มีของแต่งบ้านขายเยอะแยะเลยครับ

 

เสร็จแล้วก็ขึ้น Vigo เพื่อไปหาอะไรกินกันต่อครับ โดยระหว่างทางผมเจอป้ายนี้เล่นเอาโกรธเจ้าของป้ายเลยทีเดียว เล่นมาประจานผมกันกลางเมืองเชียงใหม่แบบนี้

 

ขับมาไม่นาน เราก็มาถึงถนนสุดฮิปของเชียงใหม่ อย่างถนนนิมมานเหมินทร์ โดยร้านแรกที่ตั้งใจมากินก็คือ ร้าน iberry ของพี่โน้ส – อุดมนั่นเอง แม้ร้านเดียวกันนี้จะมีในกรุงเทพอยู่แล้ว แต่ด้วยความ art ของเจ้าของร้านจมูกโต ก็อดไม่ได้ที่จะต้องมาเยี่ยมชมสักหน่อย

แต่มาถึงทางเข้า ก็ต้องตกใจ ว่ามีงานอะไร คนถึงเยอะขนาดนี้

 

จะมีที่นั่งไหมเนี่ย ?

 

Icon สำคัญของร้าน

 

เขตอภัยทาน!!

 

สรุปไม่มีที่นั่งครับ สาเหตุทัวร์มาลงก่อนหน้าเรามาพอดี อดกิน!!

 

งั้นเข้าไปดูร้านขายของแทนก็ได้

 

ที่แท้กระเป๋า”หลุย”ขายกันอยู่ที่นี่นี่เอง

 

ในเมื่อไม่มีที่นั่ง ก็เลยต้องเปลี่ยนร้านมาที่นี่แทน

 

ชื่อร้านเต็ม ๆ

 

ก่อนจะเดินเข้าร้าน สายตาเกิดไปสะดุดกับสีของร้านข้าง ๆ ถูกใจผมจริง ๆ

 

หน้าร้านมีก็ไม่เข้า มาเดินเข้าหลังร้าน

 

แล้วก็ทะลุมาเลือกเค้กหน้าร้าน

 

มีชั้น 2 ด้วยนะ แต่ผมไม่ได้ขึ้น

 

แต่แอบมานั่งจุ้มปุ๊กซบสาวสวยอยู่ที่โซฟาหลังร้านแทน

 

เค้ก 4 แบบ 4 สไตล์ สำหรับ 4 คน

 

เครื่องดื่มของผมและภรรยา

 

วันนี้จัดเค้กไป 2 ร้านเต็ม ๆ เล่นเอาเอียนเค้กกันเลยทีเดียวเชียวแหล่ะ

———————-

ต่อจากนั้น เรา 4 คนก็เดินทางมาที่โรงเรียนวัดดอนจั่นเพื่อทำบุญเลี้ยงเด็กครับ

 

เนื่องจากเราทราบมาว่า ที่โรงเรียนนี้ได้เลี้ยงเด็กกำพร้าไว้กว่า 700 คน ทำให้ในแต่ละเดือนมีภาระค่อนข้างมาก จึงเป็นที่มาให้เรา 4 คนเดินทางมาทำบุญเลี้ยงข้าวน้อง ๆ ในครั้งนี้ครับ

 

นอกจากนี้ทางโรงเรียนยังทยอยสร้างอาคารเรียนสำหรับน้อง ๆ ทั้งหมดนี้อยู่ด้วย อย่างอาคารนี้สร้างเสร็จพร้อมใช้แล้ว

 

ส่วนอาคารนี้กำลังก่อสร้าง

 

สักพักเด็กก็เริ่มมาเข้าแถวรวมพลรอทานข้าว โดยแต่ละคนจะต้องเอาถาดข้าวของตัวเองมาคนละ 1 ใบ

 

เด็กส่วนมากจะเป็นเด็กชาวเขา ซึ่งทางพระสงฆ์ก็เป็นผู้ดูแลเด็กทั้งหมดเองครับ

 

น้อง ๆ เดินเข้าแถวมานั่งรวมพลกันในอาคารนี้ครับ โดยจะแยกชาย-หญิงกันคนละโซนครับ

 

นอกจากทำบุญด้วยเงินสดแล้ว เรายังมาตักข้าวให้น้อง ๆ ทั้งหมดด้วยมือของเราเองอีกครับ

 

ส่วนภรรยาผมยืนประจำการที่กับข้าวครับ ซึ่งมีเพียงแกงแค่อย่างเดียวครับ เพราะทางวัดมีนโยบายให้ทานกับข้าวเพียงอย่างเดียว และไม่อนุญาตให้มีเพิ่มครับ เพื่อเป็นการสอนน้อง ๆ ให้รู้จักพอเพียงครับ

 

น้อง ๆ เริ่มสวดมนต์และร้องเพลงกล่าวขอบคุณพวกเราครับ

 

เสร็จแล้ว น้อง ๆ เริ่มทยอยลุกมาทีละแถว ไม่มีขาดสายครับ

 

เราก็ช่วยกันตักอาหารให้น้อง ๆ ทานครับ แม้จะเมื่อยด้วยจำนวนเด็ก หรือแม้จะล้าด้วยความหนักของทัพพี แต่เราก็อิ่มเอิบใจครับที่ได้เป็น”ผู้ให้”ครับ

 

 

ไม่นานแกงก็เกลี้ยงหม้อครับ

 

น้อง ๆ นั่งทานข้าวกันด้วยความเรียบร้อย

 

จะว่าไปเมื่อได้ยืนมองน้อง ๆ ทานข้าว เราก็อดหิวขึ้นมาเองไม่ได้ ดังนั้น เมื่อเสร็จภารกิจทำบุญแล้ว เราก็บึ่งรถไปร้านอาหารชื่อดังทันทีครับ

 

เลี้ยวเข้าไปจอดรถฝั่งตรงข้าม

 

เสียค่าจอดรถ 50 บาทแบบมีโปรโมชั่น อีกหนึ่งไอเดียจากทางร้าน

 

เข้าร้านกันเถอะ

 

ได้นั่งริมน้ำปิงเลย

 

ใกล้ ๆ กับท่าน้ำ

 

เอ๊ะ มองไกล ๆ เห็นอะไรเหลืองๆ ที่แท้โรงแรมที่ผมพักนี่เอง เด่นสง่ามาก แถมมุมที่มองยังเห็นห้องที่ผมพักด้วย

 

ท่าน้ำสารพัดประโยชน์ใช้ทั้งชมวิว / ถ่ายรูป และสูบบุหรี่

 

แต่ผมไม่สูบบุหรี่ จึงได้แค่ชมวิว

 

และถ่ายรูปเล่นเท่านั้น

 

มองกลับเข้าไปในร้าน

 

เมนูมาแล้ว

 

ราคา(แพง)ใช้ได้เลย

 

โต๊ะด้านนอกเริ่มเต็มแล้ว

 

มาเหนือ ก็ต้องลิ้มลองอาหารเหนือ

 

ส่วนจานนี้ฮิตไปทุกภาค

 

สุขภาพล้วน ๆ

 

มีน้ำ ๆ บ้างจะได้ไม่ติดคอ

 

ทานกันเพลิน ๆ ฟ้าก็มืดลง

 

และอาหารเราก็หมดพอดี จึงรีบจรลีไปที่ถนนวัวลาย

 

จะเดินกันยังไงละทีนี้ แน่นแบบนี้

 

บนถนนคนเดินวัวลายมีสารพัดสินค้าวางขายกันเกลื่อนกลาด โดยเฉพาะพวกของ Handmade ซึ่งผมก็ได้อุดหนุนป้ายเลขที่บ้านมา 1 อัน

ความพิเศษของถนนสายนี้ คือ ไม่มีไฟแดงครับ

 

หลังจากทะลุผู้คนจำนวนมากออกมาแล้ว เราก็เดินทางกลับโรงแรมทันที……ราตรีสวัสดิ์ครับ

—————————

 

27 กุมภาพันธ์ 2011

หลังจากเที่ยวกระหน่ำซัมเมอร์เซลล์มาหลายวัน ทำให้เช้านี้เราตื่นค่อนข้างสายครับ คือ 9.55

ผมรีบตาลีตาเหลือกโทรไปที่ห้องอาหาร Latest Recipe ทันที ว่ายังลงไปทันหรือไม่? ก็ได้รับคำตอบว่า
“ไม่ทันแล้วค่ะ อาหารเช้าปิดให้บริการ 10 โมงค่ะ”

เสียงผมหงอยลงทันทีด้วยความผิดหวังที่จะไม่ได้ทานอาหารเช้าฟรีของโรงแรม

แต่แล้ว พนักงานก็พูดมาอีกประโยคหนึ่ง ทำให้ผมโล่งใจ

“คุณได้รับสิทธิใช้ Club ของโรงแรมฟรีอยู่แล้วค่ะ ซึ่งคุณไปทานอาหารเช้าที่ Club ได้นะคะ เพราะที่ Club จะหยุดให้บริการอาหารเช้าตอน 11 โมงค่ะ”

ได้ยินแบบนี้ ผมจึงรีบกระชากลากถูภรรยาไปที่ Club ทันที

 

Le Royal Club สามารถเข้าได้จาก 3 ชั้น คือ 20 – 21 – 22 ซึ่งตัว Club จริง ๆ จะอยู่ชั้น 21 และมีที่นั่งขึ้นมาถึงชั้น 22 ส่วนชั้น 20 จะเป็นเพียงบันไดขึ้นมาชั้น 21 เท่านั้นเองครับ

ดังนั้น ผมเดินมาจากห้องพักในระยะสั้น ๆ ก็สามารถเข้าคลับได้ทันที โดยเปิดประตูเข้ามาก็จะเจอส่วนชั้น 2 แบบนี้ครับ

 

ลงไปข้างล่างดีกว่า

 

หาที่นั่งก่อนครับ

 

เลือกที่นั่งริมหน้าต่างเลย ชมวิวดอยสุเทพเต็ม ๆ

 

อาหารเช้าที่คลับเป็นแบบกึ่งบุฟเฟต์ครับ เดินตักเอาเองส่วนหนึ่ง และสั่งพนักงานให้บริการอีกส่วนหนึ่ง

แต่ก่อนอื่นเดินไปดูก่อนดีกว่า มีอะไรให้กินบ้าง

 

มองคร่าว ๆ มีน้อยกว่าที่ Latest Recipe เยอะเลย

 

แต่เมื่อเดินมามุมขนมปัง ผมก็รู้จักกับคำว่า “เน้นคุณภาพ ไม่เน้นปริมาณ” เพราะสิ่งที่จัดเตรียมไว้ให้ แม้มีน้อย แต่ต่อยหนัก เพราะของดี ๆ มีเพียบ ต่างจากข้างล่างที่ไม่มีแบบนี้

 

มุมผลไม้

 

ขนมปังพร้อม

 

แค่น้ำผึ้งและนูเทลล่า + ขนมปัง Sour Dough loaf ผมก็เปรมแล้วมื้อนี้

 

ส่วนไข่ม้วนหรือ Omelette เป็นอาหารที่ต้องสั่งจากเชฟเอาครับ

 

ส่วนภรรยาผมสั่งไข่เบเนดิก

 

กาแฟคาปูชิโน่ของผม

 

แก้วนี้ของภรรยาครับ

 

น้ำผลไม้พร้อม

 

ปิดท้ายเครื่องดื่มด้วยน้ำแร่ Evian ครับ

 

แต่ผมปิดท้ายพุงด้วยผลไม้หลากชนิด

 

ขอบอกว่า อาหารมื้อนี้อร่อยมากครับ ผมกับภรรยาตกลงกันว่า เราจะทานอาหารเช้าอีก 2 มื้อที่เหลือที่ Club นี้ จะได้ไม่ต้องลงไปข้างล่างอีกแล้วครับ

———————

เนื่องจากพี่ชายและพี่สาวที่น่ารักของเราได้เดินทางกลับกรุงเทพไปแล้ว เราสองคนเลยตั้งใจจะพักผ่อนอยู่ในโรงแรมครับ เพราะมา 2 คืนแล้ว ยังไม่ได้ใช้ facility ของโรงแรมให้คุ้มเลย

ผมจึงชวนภรรยาไปเดินย่อยอาหารด้วยการลงไปสำรวจชั้น 4 ของโรงแรม ก็เจอสปาของโรงแรมที่ชื่อสั้น ๆ ง่าย ๆ และตรง ๆ คือ THE SPA

 

ตรงข้ามกับ Spa ก็คือ Fitness ครับ

 

เดินออกไปด้านนอก ก็เจอสระว่ายน้ำ ที่มีหลากหลายมุม ทั้งมุมเล่นน้ำของเด็กและบ่อนวดของผู้ใหญ่

 

บรรยากาศแบบนี้น่าว่ายน้ำดีนักแล

 

ก่อนลงดูกันนิดนึง

 

เราสามารถสั่งเครื่องดื่มมานั่งดูสาว ๆ ว่ายน้ำได้ จากร้าน Plunge ที่มาเปิดประจำการริมสระ

 

ส่วนสาว ๆ ก็มานั่งมุมนี้แทนเพื่อดูหนุ่มกล้ามโตเล่น Fitness

 

สำรวจเสร็จแล้ว เราก็กลับไปที่ Le Royal Club อีกครั้งหนึ่งครับ เพื่อใช้บริการ Internet ฟรี ซึ่งทางคลับจัดเตรียม PC ให้ 2 เครื่อง

 

แต่ถ้าเอาโน้ตบุ๊คมาเอง ก็ขอ password WI-FI ของโรงแรมได้ครับ ใช้ได้ทีละ 1 ชั่วโมง

 

โดยเราสามารถสั่ง Soft Drink ได้ตลอดครับ ดื่มฟรีไม่มีข้อแม้ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นเครื่องดื่มเหมือนที่วางในตู้เย็นในห้องพักนั่นเอง

หรือพูดง่าย ๆ ถ้าหยิบจากในห้องเสียตังค์ แต่ถ้ามาทานที่นี่ ฟรี!

——————-

เล่นไปเล่นมาได้เวลาบ่าย 3 หรือ Afternoon Tea ทางโรงแรมก็จัดการเสิร์ฟเค้ก , ของว่างและชาต่อให้ทันทีไม่มีขาดสาย

 

เห็นแค่นี้แต่อิ่มแปล้ครับ

 

ส่วนชาผมไม่ได้ถ่ายรูปมาครับ แฮ่…

———————-

เมื่อทานเสร็จ ทางพนักงานแจ้งว่า ประมาณ 6 โมง – 2 ทุ่ม จะมี Cocktail ฟรีให้อีก เล่นเอาผมตาลุก เพราะชอบดื่ม cocktail เป็นนิจอยู่แล้ว

ด้วยความตั้งใจจะมานั่ง drink ฟรี ๆ แบบไม่มีกับข้าวรองท้อง ภรรยาผมเลยชวนออกไปหาอะไรใส่ท้องกันก่อนที่ถนนนิมมาน

โดยเลือกร้านสลัดชื่อดังที่เค้าซุบซิบกันว่าเป็นแฟนอนันดา พรีเซนเตอร์ Mitsu EX

 

ปกติถนนนิมมานหาที่จอดรถยากมาก แต่โชคดีที่เราได้จอดหน้าร้านเลย

 

แต่จริง ๆ ร้าน Salad Concept ยังมีที่จอดให้ลูกค้าอีกต่างหากด้วย โดยเข้าซอยถัดไปนั่นเองครับ

 

ผมเดินเข้ามาก็เลือกนั่งโต๊ะริมประตูเลย จะได้นั่งมองเจ้า Lucky March ของผมได้

 

และยังดูบรรยากาศในร้านได้ด้วย

 

เมนูสลัด

 

เมนูเครื่องดื่มสุขภาพ

 

สลัดกุ้งหรรษาของผมมาแล้ว จานใหญ่มากกกกกกกกกกกกกก สมราคา 85 บาทเลยทีเดียว

 

ของภรรยาผมก็ใหญ่พอกันครับ

 

น้ำสลัดใส่มาแบบนี้เทง่ายดีครับ ชอบ ๆๆ

 

เครื่องดื่มของผม

 

สีหวานแบบนี้ของภรรยาแน่นอน

 

อิ่มมากกกกกกกกกกกครับขอบอก ชามมันใหญ่มากอย่างกับกาละมัง แทบจะคลานขึ้นรถเลยด้วยสาเหตุหนักพุง

————————-

กลับมาที่คลับเพื่อเตรียมซัด Cocktail ครับ

 

มาแล้ว Mojita กับ Martini

 

จริง ๆ มีไวน์ด้วยนะครับ แต่คงไม่ไหวแล้วละ ค่ำคืนนี้ก็คงพอแค่นี้ก่อนดีกว่า ส่วนถนนคนเดินวันอาทิตย์ที่ว่าใหญ่กว่าถนนวัวลาย 4 เท่านั้น ก็คงขอบาย เพราะไม่ไหวจะไปแล้ว

ราตรีสวัสดิ์คร้าบบบบ

 


วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2011

หลังจากสำเร็จอาหารเช้าที่ Le Royal Club เช่นเคยแล้ว เราสองคนก็มุ่งหน้าไปตลาดวโรรสเพื่อเยี่ยมคุณป้าของน้องเจที่ขายดอกไม้อยู่ในตลาด และซื้อน้ำพริกหนุ่ม + แคปหมูที่ขึ้นชื่อลือชาในเชียงใหม่ โดยคุณป้าน้องเจก็สุดแสนจะใจดี เพราะท่านอาสาจะซื้อจากร้านที่”อร่อย”ให้ และจะให้ลูกสาววิ่งไปส่งให้เราที่โรงแรม เนื่องจากโรงแรมกับตลาดอยู่ใกล้ ๆ กันนั่นเอง

เมื่อขอบคุณคุณป้าแล้ว เราออกจากตลาดวโรรส มุ่งหน้าสู่ถนนราชดำเนินซึ่งเมื่อวานเพิ่งจัดถนนคนเดินประจำวันอาทิตย์ไปเอง

ผมขับเลาะถนนราชดำเนินมาเรื่อย ๆ จนเจอโรงแรมชื่อดัง อย่าง ยู เชียงใหม่ ก็ขับเลยไปอีกนิด ก่อนจะแวะจอดหน้า Guest House สีสันสดใสแห่งหนึ่ง

 

ผมจูงมือภรรยาเดินเข้าไปด้านใน การตกแต่งที่นี่เน้นสีม่วงซึ่งเป็นชื่อของสถานที่นั่นเอง

 

แม้แต่เคาน์เตอร์ด้านหน้าก็ไม่เว้น

 

ทันใดนั้นหญิงสาวหลังเคาน์เตอร์โผล่ออกมาพร้อมกล่าวคำต้อนรับอย่างสดใส

“สวัสดีค่ะ”

แต่เมื่อเธอเห็นหน้าผมแล้ว เธอยิ้มกว้างมากกว่าปกติ ก่อนจะส่งเสียงตื่นเต้นว่า

“น้องเบียร์ น้องเจ นี่เอง!!”

———————–

หญิงสาวผู้นี้เธอชื่อ “พี่หนูใหม่” ครับ เราไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเลย เรารู้จักกันทาง Diary Online ที่ผมเคยรัวคีย์บอร์ดอัพเรื่องราวความรักของผมและภรรยาก่อนที่จะแต่งงานมานานหลายปี

พี่หนูใหม่ตามอ่านไดอารี่เรื่องราวของผมมาตลอด และผมเองก็ตามอ่านของเธอเช่นกัน ซึ่งนอกจาก comment ในหน้าไดอารี่แล้ว เราก็ไม่เคยคุยกันเป็นเรื่องเป็นราวเลย จนเกิดปรากฎการณ์ Social Network อย่าง Facebook ทำให้เราได้คุยกันมากขึ้น และรู้ข่าวคราวของแต่ละคนอย่างต่อเนื่อง

จนเมื่อผมทราบมาว่า เธอได้ลาออกจากการเป็นครูสาว มาดำเนินธุรกิจ Guest House อย่างเต็มตัวที่เชียงใหม่ ผมจึงวางแผนมา surprise เยี่ยมเธอในวันนี้นั่นเอง

 

และนี่คือ อีกหนึ่งมิตรภาพดี ๆ ที่มีในโลกไซเบอร์ครับ…..

——————–

 

พี่หนูใหม่เชิญให้เรา 2 คนนั่งคุยกันที่โซฟาหน้าเคาน์เตอร์

 

พร้อมจัด Welcome drink ให้เรา 2 แก้ว ซึ่งขอบอกว่า อร่อยมาก ๆ ครับ

 

ก่อนจะพาเราชมห้องพัก เริ่มด้วยห้อง The Purple Green กันก่อน

 

เปิดเข้ามาด้านซ้ายก็เจอเคาน์เตอร์ครัวก่อนเลย

 

ถัดจากห้องครัวจะเป็นประตูทางเข้าห้องน้ำ

 

มุมอาบน้ำ

 

มุมปลดทุกข์

 

สบู่ แชมพูเพียบพร้อม ใช้ได้หลายเดือน

 

ถัดจากห้องน้ำจะเป็นราวแขวนเสื้อผ้า และต่อด้วยตู้เย็น

 

และจบด้วยเตียงนอนขนาด Queen Size สำหรับคู่รักนอนดูทีวีสบายใจเฉิบ

 

แต่ที่แปลกใจคือ ห้องนี้มีบันไดด้วย! ตามขึ้นมาดูกันครับ ว่าข้างบนมีอะไร แต่เดินระวังหน่อยนะครับ เพราะบันไดชันมาก ด้วยข้อจำกัดทางด้านพื้นที่

 

ปีนขึ้นมาแล้ว ลองเดินเลี้ยวซ้ายไปดูสิมีอะไร

 

เจอเตียงเดี่ยวหลบมุมอยู่ 2 ตัวครับ

 

เดินไปดูด้านขวาบ้าง

 

เจอเตียงนอนคู่ และนอนเดี่ยวตั้งอยู่อย่างละตัวครับ

 

อีกด้านของเตียงก็จะมีโต๊ะกระจกและทีวีครับ

 

ลองมองไปทางด้านซ้ายอีกทีครับ

 

นับว่าเป็นห้องพักที่น่าสนใจสำหรับครอบครัวที่มีลูก ๆ หลาน ๆ หรือว่ากลุ่มเพื่อนที่มาด้วยกันมาก ๆ ครับ เพราะการนำเตียงใหญ่ไว้ข้างล่าง เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่นอนข้างล่างและให้ลูก ๆ หลาน ๆ มานอนข้างบนก็ได้ครับ เพราะคุณพ่อ คุณแม่ถ้าอายุมากแล้ว การปีนขึ้นมาเป็นเรื่องลำบากหน่อยครับ

หรือไม่ก็กลุ่มเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกัน 7 คน จะได้มาพักห้องเดียวกันได้สบาย ๆ เลย

———————–

ไปชมห้องอีกแบบกันดีกว่าครับ เดินตามผมขึ้นมาเลย ที่นี่ไม่มี Lift นะครับ

 

ห้องต่อมาเป็นห้อง The Purple Pink ครับ ห้องหวาน ๆ สีชมพูแสนจะอ่อนโยนและสดใส

เตียงมีทั้งใหญ่และเล็ก ดังนั้นพ่อ-แม่-ลูก 1 มาพักผ่อนได้สบาย ๆ ครับ

 

โต๊ะเครื่องแป้ง

 

และชั้นวางที่มากกว่าทีวี

 

แอบโรแมนติคด้วยผ้าม่านบาง ๆ สีขาว ซึ่งถ้าต้องการความเป็นส่วนตัวก็ยังมีผ้าม่านอีกชั้นให้กั้นขวางสายตาผู้อื่นได้

 

กำลังจะเดินไปดูในส่วนห้องน้ำและห้องครัว ทาง Reception ก็ ว.มาทันทีว่า ลูกค้าที่จองห้องนี้มาถึงแล้ว และกำลังจะเดินขึ้นมา เราเลยต้องรีบเผ่นออกจากห้องทันที และขึ้นไปดูห้องสุดท้ายที่ชั้น 3 ครับ

 

มาถึงแล้ว The Purple Blue

 

เปิดประตูเข้ามาหันซ้ายก็เจอภาพนี้ครับ

 

โต๊ะทานข้าว / ตู้เย็น / ไมโครเวฟวางเรียงรายพร้อมใช้งาน

 

เคาน์เตอร์ครัว

 

เข้าไปดูด้านในกันต่อครับ

 

เดินผ่านกระจกจนสุด หันไปทางซ้ายก็เจอกับตู้แขวนเสื้อผ้า

 

ด้านซ้ายมือของตู้ก็คือ ประตูเข้าห้องน้ำ

 

มุมสู้รบกับข้าศึก

 

มุมชำระร่างกาย

 

 

 

มุมล้างหน้าล้างตา

 

ห้องนี้พิเศษตรงที่มีอ่างอาบน้ำด้วย

 

แถมแอบ sexy ด้วยการใช้กระจก แต่ไม่ลืมที่จะแถมมู่ลี่ไว้ปิดบังหุ่นของตัวเองด้วยในกรณีที่รับตัวเองไม่ได้ที่จะอวดเรือนร่างให้คนที่มาด้วยกันได้ชม

 

มาถึงส่วนเตียงนอนก็เหมือนกับห้อง Purple Pink เพียงแต่ใช้โทนสีน้ำเงินฟ้า ๆ มาแต่งแต้มแทนสีชมพู

 

แยกโซนพื้นที่ด้วยเหล็กดัดตกแต่งลวดลาย

 

ส่วนโต๊ะเครื่องแป้ง และชั้นวางที่มากกว่าทีวีก็เหมือนกับห้อง Purple Pink เด๊ะ แตกต่างกันเพียงโทนสี

 

สรุปแล้ว Purple Pink กับ Purple Blue เหมือนกันทุกอย่างเลยครับ เปลี่ยนแค่โทนสีเท่านั้นเอง ว่าท่านจะชอบโทนสีแบบไหน

—————————

หลังจากชมห้องทั้ง 3 ห้องเรียบร้อยแล้ว ผมก็ลงมาด้านล่างตรง Reception ก็แอบเห็นบันไดเล็ก ๆ ขึ้นชั้นลอย เลยขึ้นไปสำรวจดูสักหน่อย

 

ซึ่งพี่หนูใหม่บอกว่า ทำให้ลูกค้าที่มาพัก รวมถึงลูกค้าที่แวะมาสั่งเครื่องดื่มขึ้นมานั่งเล่น จิบน้ำกันได้ตามสบายครับ

ทางขึ้นมีหลังคารูป ¼ ของวงกลมอยู่ ดูเก๋ไปอีกแบบ

 

มีเก้าอี้ยาวให้ลูกค้านั่งชมวิว จิบเครื่องดื่มได้สบาย ๆ

 

สรุป

เท่าที่เดินสำรวจมา Purple Pastel Place มีข้อดีมากมาย ส่วนข้อเสียเท่าที่เห็นด้วยสายตา ก็คือ ไม่มีที่จอดรถเฉพาะ ต้องจอดริมถนนราชดำเนินนั่นแหล่ะ ซึ่งถ้าวันจันทร์ – เสาร์ ก็โอเค เพราะโชคดีที่ได้ยามจากโรงแรม ยู เชียงใหม่เดินสำรวจไปทั่วเพราะโรงแรมหรู อย่างยู เชียงใหม่เองก็ไม่มีที่จอดรถ ต้องจอดกันริมถนนแบบนี้เหมือนกัน

 

แต่ถ้าเป็นวันอาทิตย์ที่มีถนนคนเดินเนี่ยแหล่ะ จะลำบากหน่อย ต้อง Move รถไปจอดที่อื่นแทนครับ

จากนั้นเราก็ล่ำลาพี่หนูใหม่ พร้อมให้สัญญาจะมาเยี่ยมใหม่ในครั้งหน้า

——————–

ผมขับเจ้า March ออกจากถนนราชดำเนินมุ่งหน้าสู่ถนนนิมมาน ก่อนจะแวะล้างรถที่ร้าน Car Bella ซึ่งอยู่ภายในร้านขายรถนำเข้าที่ชื่อว่า D-Pro

 

ผมบอกทางร้านว่า ขอด่วน เพราะผมจะต้องไป Meeting กับ Thai March Club ชาวเชียงใหม่ต่ออีก กลัวจะไปสาย

ซึ่งอาจจะโชคดีนิดนึงที่ร้านนี้ไม่มีคิวลูกค้าก่อนผม ดังนั้น ผมจึงได้รถที่ใหม่เอี่ยมอ่องรวดเร็วทันใจ จากนั้นจึงรีบบึ่งรถไปที่ร้าน Banana Tree ถนนเลียบคลองชลประทานทันที

 

ทางขึ้นร้านครับ

 

จานทำได้ดี เข้า concept ร้านเลยทีเดียว

 

ร้านนี้เห็นวิวดอยสุเทพด้วยครับ

 

เมนูมาแล้ว

 

สั่งของกินเล่นมารอเพื่อน ๆ ก่อน ได้ข่าวว่า วันนี้จะมาต้อนรับผมกันเยอะเลยทีเดียว

 

กลุ่มนี้มากันเร็วก็เลยนั่งเม้าท์รอเพื่อน ๆ กันไปก่อน

 

สักพักเพื่อน ๆ Thai March Club ชาวเชียงใหม่ ก็ทยอยมาจนครบ เราคุยกันสนุกสนานหลายเรื่องครับ แต่ละคนต่างแชร์ประสบการณ์ในหลาย ๆ ด้านไม่ใช่แค่เฉพาะการใช้รถ March เท่านั้น แต่ยังรวมถึงแง่มุมอื่นของชีวิตอีกด้วย ทำให้โต๊ะนี้มีแต่เสียงหัวเราะดังลั่นไปทั่วร้าน

ใครเป็นใครดูกันเอาเองนะครับ

เริ่มที่หนุ่ม ๆ จัดไปยาว ๆ

 

ต่อด้วยสาว ๆ

 

ภรรยาผมถูกใจ 3 สาวขาเม้าท์เลยลุกขึ้นมาถ่ายรูปด้วย

 

ส่วนคู่นี้มา Meeting ครั้งแรกเลย

 

ถ่ายกับกลุ่ม ส.ว.ขึ้นมานิดนึง (นิดเดียวจริ๊งง จริง)

 

เลยต้องทำรูปเบลอ ๆ ให้ดูหน้าเด็ก ๆ 555555

———————-

จากนั้นก็เดินลงมาถ่ายรูปหมู่กันที่ลานจอดรถ ซึ่งสามารถดูรูปทั้งหมดเพิ่มเติมได้ที่ MeEtInG ชาว MaRcH เมืองเหนือ ต้อนรับ ท่านประทาน เบียร์ @ Banana Tree

ส่วนกล้องผมถ่ายมาเฉพาะรถ

 

จอดเรียงรายกันเป็นตับ เพราะทางร้าน Lock ที่จอดรถไว้ให้ด้วยเก้าอี้อย่างที่เห็น “ไม่ใช่ March Club ห้ามจอด!”

 

จนได้เวลาที่เหมาะสม ผมกับภรรยาก็ขอตัวกลับก่อน เนื่องจากพรุ่งนี้ก็ต้องเดินทางกลับกรุงเทพมหานครแล้ว

ต้องขอขอบคุณสมาชิก Thai March Club ชาวเชียงใหม่ทุกคนที่มาต้อนรับคนไกลอย่างผม ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจัด Meeting กันไปเองเมื่อตอนที่ผมยังอยู่ที่ปาย

เรา 2 คนอยากจะบอกว่าดีใจมากครับ ที่ได้เจอชาวเชียงใหม่ ทุกคนเป็นกันเองและน่ารักมาก ๆ ครับ

 

และในโอกาสนี้ ผมต้องขอบคุณ 2 ท่านนี้เป็นพิเศษครับ

1. คุณเกียรติ (papatin) เจ้าของหมายเลขสมาชิก 9999 ที่เป็นเจ้าภาพเลี้ยงต้อนรับผมและเพื่อน ๆ ชาวเชียงใหม่

 

2. คุณเอก (มั่งมี) ที่คอยแนะนำเส้นทาง และอำนวยความสะดวกด้านข้อมูลตั้งแต่ผมยังไม่ออกเดินทางจนจะกลับบ้าน ขอบคุณมาก ๆ ครับ

—————————

 

จากนั้นผมจึงบึ่งรถกลับโรงแรมทันที เพราะพรุ่งนี้ต้องขับรถอีกหลายชั่วโมงเพื่อกลับกรุงเทพแล้ว

แต่เมื่อมาถึงโรงแรม ความรู้สึกหดหู่ก็บังเกิด เพราะเมื่อผ่านพ้นคืนนี้ ความสุขของการมาเที่ยวก็กำลังจะหมดไป

เหมือนที่เพื่อนนักบอลสาธิตรามของผมคนนึงโพสต์ไว้ใน facebook เด๊ะเลย ว่า “คนที่อยากเที่ยวมากที่สุด คือ คนที่กำลังจะกลับจากการเที่ยว!!”

เล่นเอาผมรีบกด like แทบไม่ทัน!!

————————–

และในเมื่อนอนไม่หลับ ผมก็ชวนภรรยาไปเดินเล่นข้างนอกตอน 5 ทุ่มครึ่ง!!

ผมพาเธอออกจากโรงแรม เดินเลี้ยวขวาไปจนถึงถนนกำแพงดิน แล้วเลี้ยวซ้ายเดินตรงยาวไปเรื่อย ๆ จนมาหยุดสะดุดที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง ที่มืด ๆ แถมไม่มีป้ายชื่อด้วย

แต่คนเยอะมากกกกกกกกกกกกกกกก

 

ไม่ใช่แค่ข้างนอก แต่ยังนั่งรอข้างในกันอีกบาน

 

ผมบอกภรรยาว่า นี่แหล่ะ ร้าน“ข้าวนึ่งเที่ยงคืน” หรือชื่อที่รู้จักกันดีว่า “ไก่ทอดเที่ยงคืน” เพราะจะเปิดขายก็ใกล้ ๆ เที่ยงคืนนี่แหล่ะ

“ทำไมคนเยอะจังเลยคะ?” น้องเจถามผม

“เท่าที่พี่ทราบ ร้านนี้ดังจากเดี่ยวของพี่โน้ส – อุดม แต่จะอร่อยไหม…ไม่รู้ จะลองทานดูไหมละจ๊ะ?”

ภรรยาผมพยักหน้ารับ เราเลยชวนกันเดินไปต่อคิวสั่งทันที

 

สังเกตว่า มายืนต่อคิวซื้อกลับบ้านจะได้เร็วกว่านั่งทาน เมื่อได้ไก่ทอดจำนวนหนึ่งแล้ว เราก็หิ้วถุงไก่ทอดขึ้นมาที่ห้องพัก และแกะกินกันทันที

 

“เป็นไง อร่อยไหมจ๊ะ? ที่รัก” ผมถามภรรยา

“อร่อยไหม ก็อร่อยนะคะ แต่ก็ไม่ถึงกับอร่อยที่สุด เจว่ารสชาติก็เหมือนไก่ทอดอร่อย ๆ ที่กรุงเทพนั่นแหล่ะค่ะ” ภรรยาผมตอบ

ผมเห็นด้วยกับภรรยาครับ ไม่ได้อร่อยพิเศษจนต้องมากินทุกครั้งที่มาแถวนี้ แต่ก็อร่อยในระดับนึงเท่านั้น

และเมื่อเคลียร์ไก่ทอดเที่ยงคืนเรียบร้อยแล้ว เรา 2 คนก็ผลอยหลับกันไปในทันทีตอนตี 1!

——————————-

 

วันที่ 1 มีนาคม 2011

หลังจากเดินไปทาน Breakfast มื้อสุดท้ายที่ Le Royal Club เรียบร้อยแล้ว เราสองคนชวนกันเดินไปซื้อสตอร์เบอร์รี่สดที่กาดหลวงมาเป็นของฝากพี่สาวของน้องเจที่โปรดปราน Strawberry ก่อนจะเดินกลับมาเก็บกระเป๋าที่ห้องพักด้วยความหดหู่ เมื่อเก็บเสร็จก็นั่งอาลัยอยู่ในห้อง Junior Suite ที่เราพักอยู่จนถึงเที่ยง จึงเรียกพนักงานขึ้นมายกกระเป๋าเพื่อ Check Out

เมื่อ check out ที่ Reception เสร็จเรียบร้อย เราได้เจ้า keycard 2 ใบจากทางโรงแรม กลับมาเป็นของที่ระลึกด้วย ผมลงไปขับเจ้า March ที่จอดอยู่ชั้นใต้ดินขึ้นมารับภรรยาที่หน้าประตูโรงแรม ก่อนจะขับออกจากโรงแรมไปแวะเติมน้ำมันที่ปั๊ม PTT ถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ โดยมีรายละเอียดดังนี้

ข้อมูลการเติมน้ำมัน
– ปั๊ม PTT
– ระยะทางที่วิ่งมาทั้งหมดหลังจากเติมเต็มถังครั้งก่อน (Trip B) = 223.3 กิโลเมตร
– น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ราคาลิตรละ 37.59 บาท (โอ้ว แพงกว่าปายอีก)
– จ่ายค่าน้ำมันไป 660 บาทถ้วน
– เท่ากับเติมน้ำมันกลับจนเต็มถัง 17.56 ลิตร
– คำนวณจริงได้อัตราสิ้นเปลือง 12.72 กิโลเมตร/ลิตร
(เอาจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้จริงตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนลิตรที่เติมกลับ หรือ 223.3 / 17.56)

เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ ผมปล่อย Trip A เอาไว้เช่นเดิม เพราะต้องการจับระยะทางทั้งหมดของทริปนี้ ซึ่งตอนนี้ทะยานมาที่ 1,137.5 เรียบร้อยแล้ว

และนำ Trip B มา Reset ใหม่ เพื่อจับระยะทางของน้ำมันที่เพิ่งเติมว่าจะวิ่งได้กี่กิโล ก่อนจะเติมครั้งต่อไป

ผมไม่แปลกใจกับตัวเลข 12.72 กิโลต่อลิตรสักเท่าไหร่นัก เพราะน้ำมันถังนี้ต่อเนื่องมาจากเดินทางกลับจากปาย ซึ่งการซิ่งขึ้น – ลงเขาของผมนั้นก็ประมาณ 15 โลลิตรอยู่แล้ว แต่พอมาเที่ยวเชียงใหม่ เราได้แต่ขับ March คลานไปคลานมาในเมือง ซึ่งเชียงใหม่เองก็มีรถติดไม่ต่างจากกรุงเทพสักเท่าไหร่…

แถมยังอากาศร้อนเหมือนกันไม่ผิดเพี้ยนเลย!!

———————-

ผมจัดการ“ล้อหมุน”ทันทีเมื่อเติมน้ำมันเสร็จ โดยมาจอดรถแวะอีกทีที่กาดทุ่งเกวียน จังหวัดลำปาง เพื่อแวะซื้อของฝาก

 

รถมาแวะเยอะทีเดียวที่นี่

 

แต่สุดท้ายก็ไม่ได้อะไร กลับดีกว่า

 

ผมแวะเข้าห้องน้ำที่อำเภอเถินอีกครั้ง ก่อนวิ่งยาวมาจอดอีกทีที่ตลาดริมทาง จังหวัดกำแพงเพชรในเวลา 5 โมงครึ่ง เพื่อแวะซื้อกล้วยต่าง ๆ ไปฝากที่บ้าน

 

จากตลาดริมทาง ขับมาอีกไม่ไกล เราก็มาแวะเติมน้ำมันที่ปั๊ม PTT อำเภอคลองขลุงให้พร้อมวิ่งยาวกลับบ้าน โดยมีรายละเอียดดังนี้

ข้อมูลการเติมน้ำมัน
– ปั๊ม PTT
– ระยะทางที่วิ่งมาทั้งหมดหลังจากเติมเต็มถังครั้งก่อน (Trip B) = 365.3 กิโลเมตร
– น้ำมันแก๊สโซฮอลล์ 95 ราคาลิตรละ 37.24 บาท (ถูกกว่าเชียงใหม่)
– จ่ายค่าน้ำมันไป 940 บาทถ้วน
– เท่ากับเติมน้ำมันกลับจนเต็มถัง 25.24 ลิตร
– คำนวณจริงได้อัตราสิ้นเปลือง 14.47 กิโลเมตร/ลิตร
(เอาจำนวนกิโลเมตรที่วิ่งได้จริงตั้ง แล้วหารด้วยจำนวนลิตรที่เติมกลับ หรือ 365.3 / 25.24)

เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ ผมปล่อย Trip A เอาไว้เช่นเดิม เพราะต้องการจับระยะทางทั้งหมดของทริปนี้ ซึ่งตอนนี้ทะยานมาที่ 1,502.8 เรียบร้อยแล้ว

และนำ Trip B มา Reset ใหม่ เพื่อจับระยะทางของน้ำมันที่เพิ่งเติมว่าจะวิ่งได้กี่กิโล ก่อนจะเติมครั้งต่อไป

เมื่อเติมเสร็จก็พบว่า แก๊ส CNG ในปั๊มนี้หมด เราจึงได้เห็นคิวการรอแก๊ส CNG ที่ยาวเหยียด ม้วนรอบปั๊มได้ เกือบ 3 รอบ จนอดสงสารคนที่ใช้แก๊สไม่ได้ เพราะไม่รู้จะได้กลับบ้านเมื่อไหร่ ถ้าไม่ยอมสละน้ำมันในถังออกไปบ้าง

ผมขับรถมาจอดหน้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระก่อนเดินทางต่อ

 

จากนั้น ผมวิ่งยาวด้วยความเร็วที่ไม่มากเหมือนก่อนหน้านี้ที่อัดไป 120 – 140 เนื่องจากถนนเริ่มมืดแล้ว และผมไม่ชอบการขับรถเร็วในยามค่ำคืนโดยเฉพาะเส้นทางต่างจังหวัดเลย จึงลดความเร็วเหลือเพียง 100 และนั่งคุยกับภรรยาไปเรื่อย ๆ

จนในที่สุดผมก็มาถึง Office ผมย่านถนนกรุงเทพกรีฑาในเวลา 4 ทุ่มตรง เพื่อแวะเอาเอกสารงานที่ต้องใช้ในวันพรุ่งนี้ ก่อนจะขับรถกลับบ้านย่านบางกะปิอีก 10 กิโล

เท่ากับว่า ผมใช้เวลาในการเดินทาง รวมกับจอดแวะและซื้อของฝากจากเชียงใหม่ – กรุงเทพ ประมาณ 9 ชั่วโมง!!

—————————

สรุปการเดินทางและค่าน้ำมัน

– ระยะทางทั้งหมดใน Trip นี้ ดูได้ที่ Trip A ที่ผมจับไว้ตั้งแต่กรุงเทพ – ปาย – เชียงใหม่ – กรุงเทพ ทั้งหมดรวม 1,820.8 กิโล

– Trip B คือระยะทางที่ผมจับหลังจากเติมน้ำมันเต็มถังล่าสุด คือ 318 กิโล

– แต่ทีนี้ผมไม่สามารถหาจำนวนเงินค่าน้ำมันและค่าเฉลี่ยทั้งหมดได้ เพราะผมไม่ได้แวะเติมน้ำมันให้เต็มถังก่อนถึงบ้าน เนื่องจากผมเห็นน้ำมันเพิ่งลดไปเพียง 3 ขีด สามารถใช้งานต่อในกรุงเทพได้อีกเยอะ และอารมณ์นั้นก็อยากกลับบ้านไปเก็บของซะแล้ว

– ดังนั้น ผมจึงขอใช้ตัวเลขจากจออัจฉริยะที่ reset เอาไว้จากการเติมน้ำมันครั้งล่าสุดมาคำนวณ”คร่าวๆ”แทนแล้วกันนะครับ

ข้อมูลจากจออัจฉริยะมีดังนี้

– อัตราเฉลี่ย 18.0 กิโล/ลิตรพอดีเป๊ะ

– ระยะทางใน Trip B หรือระยะทางที่วิ่งหลังเติมน้ำมันเต็มถังคือ 318 กิโลเมตร

ตัวเลขที่ผมต้องการเพิ่มเติมคือ ราคาน้ำมันในกรุงเทพ ซึ่งวันนั้น ราคา Gasohol 95 อยู่ที่ 36.84 บาทต่อลิตร

คำนวณ

– เพื่อต้องการหาจำนวนลิตรที่เติมกลับคืน ผมก็จะคำนวณด้วยการนำจำนวนกิโลที่วิ่งได้ หาร อัตราการกินน้ำมัน หรือ 318 / 18 ผลลัพธ์ คือ 17.66 ลิตร

– คำนวณหาจำนวนเงินที่ต้องจ่ายให้ปั๊ม ด้วยการนำจำนวนลิตรที่ต้องเติมกลับ คูณ ราคาน้ำมันในวันนั้น หรือ 17.66 * 36.84 ผลลัพธ์ คือ 650.6 บาท

ผมก็จะเอาตัวเลขไปใส่ตารางดังนี้

 

จากตารางสรุปผลได้ดังนี้

– ค่าน้ำมันทั้งหมด 4,530.60 บาท
– อัตรากินน้ำมัน 14.97 กิโล/ลิตร
– อัตรากินน้ำมัน 2.49 บาทต่อกิโล
– ระยะทางรวม 1,820.80 กิโลเมตร

บางท่านอาจจะคิดว่า โห กินน้ำมันจัง แล้วจะดีหรอกับการวิ่งต่างจังหวัด ผมบอกได้เลยว่า อย่าเอาผลสรุปของผมเป็นตัววัด ถ้าท่านไม่ใช่ขาซิ่งที่เหยียบไม่ต่ำกว่า 120 – 140 อย่างผม และเห็นโค้งที่ภูเขาปายไม่ได้ พาลคิดเป็นเขาอากินะซะอย่างนั้น

เนื่องจากการเปลี่ยนล้อใหม่และใส่หน้ายางกว้างขึ้น แถมด้วยสปริงโหลดเพิ่มเข้าไปอีก ซึ่งโดยปกติก็จะกินน้ำมันมากกว่าล้อ+ยางเดิมอยู่แล้ว

แต่ผมจะบอกว่า สาเหตุที่มันทำให้กินน้ำมันมากขึ้น เพราะรถมันนิ่งขึ้น และเร็วขึ้นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งตอนที่ใช้รถเดิม ๆ เวลาขับถึง 100 ผมจะรู้ตัว แต่หลังจากเปลี่ยนล้อ ยาง และสปริงโหลดมา ผมกลับมีความรู้สึกว่ารถคันอื่นขับช้ามาก โดยไม่รู้ตัวเลย ว่าตัวเองนะ 120 เข้าไปแล้ว

และนั่นเป็นสาเหตุให้ผมกดคันเร่งหนักขึ้น เพราะความมั่นใจในตัวรถที่มากขึ้น และขับสนุกขึ้น จึงเป็นสาเหตุของอัตราการกินน้ำมันที่มากขึ้นนั่นเอง

ซึ่งผมมั่นใจว่า ถ้าใช้เทคนิค ECO drive รักษารอบและความเร็วให้คงที่ได้ ค่าน้ำมันจะลดลงไปมากกว่านี้เยอะทีเดียวครับ

———————-

มามะ ลองมาคำนวณกันเล่น ๆ ก็ได้ครับว่า ถ้าสมมติผมขับได้ 20 กิโลลิตร จะเสียค่าน้ำมันใน Trip นี้เท่าไหร่?

เริ่มด้วยการหาจำนวนน้ำมันทั้งหมดที่ต้องเติม ด้วยการจับระยะทางทั้งหมดที่วิ่ง หารด้วย อัตรากินน้ำมัน หรือ 1820.8 / 20 ก็จะได้ จำนวนน้ำมันที่ต้องเติมคือ 91.04 ลิตร

ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งทริปตามตาราง คือ 37.11 บาท ดังนั้น เราก็จับราคาน้ำมันเฉลี่ยคูณกับจำนวนลิตรที่ใช้ทั้งหมด หรือ 37.11 * 91.04 ก็จะได้ผลลัพธ์เป็นค่าน้ำมันทั้งทริปในกรณีที่ขับได้ 20 กิโล/ลิตร นั่นคือ 3,378.49 บาท

ประหยัดไปเกือบ 1,200 บาทเลยทีเดียว

ดังนั้น จะขับเอามันส์หรือขับเอาประหยัด ก็เลือกตาม Lifestyle ของแต่ละท่านเอาเองแล้วกันนะครับ

————————-

 

บทสรุปขับ March ทางไกล

เมื่อเดือนก่อน ผมเปิดดูนิตยสารรถฉบับหนึ่ง เขียนไว้ว่า รถ Eco Car เนี่ย ไม่ได้ช่วยเราประหยัดจริง เพราะวิ่งไปต่างจังหวัดไม่ได้!! ดังนั้น Eco Car เนี่ย คนที่ซื้อ ควรจะซื้อเป็นคันที่ 2 หรือ 3 ในบ้าน เพื่อใช้ขับในเมืองเท่านั้น และต้องมีรถอีกคันที่ใช้วิ่งไปต่างจังหวัดต่างหาก!

ถ้าเป็นเมื่อก่อน ถึงผมจะรู้ว่า รถมันไปได้สบาย ๆ แต่ผมก็คงจะอยู่เงียบ ๆ ไม่กล้าโต้เถียงเพราะยังไม่เคยทดสอบด้วยตัวเอง

แต่วันนี้ผมขอยืนยัน นั่งยัน นอนยัน ว่า Nissan March คือ รถที่คุณสามารถมีเพียงคันเดียวในบ้านได้จริง ไม่ต้องซื้อรถคันใหญ่กว่าให้สิ้นเปลืองทั้งค่าตัวรถ และค่าน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

เพียงแค่ขอให้มีถนนที่รถวิ่งกันได้ปกติเถอะ March พาคุณไปได้ทุกที่ครับ

—————————

สรุป ค่าที่พัก

– โรงแรมโยมา ปาย ห้อง Deluxe Room ได้โปรโมชั่น 1,700 บาทต่อคืน

– ปาย ไอส์แลนด์ รีสอร์ท ห้อง Island Suite ได้โปรโมชั่น Valentine’s Day package ราคา 7,999 บาท ต่อ 2 คืน

– โรงแรมเลอ เมอริเดียน ห้อง Junior Suite ราคาตามเวบประมาณ 45,000 ต่อ 4 คืน ส่วนผมได้อภินันทนาการจากพี่สาวและพี่เขย ฟรี! ต้องขอขอบพระคุณอย่างสูงอีกครั้ง

————————–

ซึ่งรีวิวการขับ March เที่ยวปายของผมก็คงจะจบลงแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณทุก ๆ ท่านที่ติดตามอ่านจนจบครับ

มีข้อสงสัยหรือต้องการสอบถาม รวมทั้งแสดงความคิดเห็น เชิญได้เต็มที่เลยครับ ผมจะตอบกลับทุก Comment ครับ

 

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *