คลังเก็บหมวดหมู่: รถยนต์

รีวิว วิธีตั้งระดับฝากระโปรงท้าย Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic by Biere

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

คลิปนี้ เบียร์จะมารีวิววิธีตั้งระดับประตูท้ายของ Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic ให้เหมาะสมกับพื้นที่จอดรถที่มีเพดานต่ำ หรือเพื่อน ๆ ผู้ใช้รถเองที่มีความสูงไม่มากนัก ให้ใช้งานได้อย่างสะดวกสบายครับ

ไปชมวิธีตั้งระดับฝาท้ายกันเลยครับ

รีวิว วิธีลบอักษรบนฟิล์มรถยนต์ by Biere

หลายท่านติดฟิล์มรถยนต์มาใหม่ๆ อาจจะรำคาญอักษรที่ระบุสเปคของฟิล์มมาบังทัศนวิสัยในการขับรถ

สมัยก่อน ร้านฟิล์มจะให้น้ำยาลบขวดเล็กๆ มาด้วย แต่ในเมื่อสมัยนี้ไม่มีน้ำยาให้แล้ว เบียร์จึงมาสาธิตวิธีลบด้วยการใช้”น้ำยาล้างเล็บ” โดยแอบไปขโมยของภรรยามาใช้นั่นเอง ไม่ต้องซื้อให้เปลืองตังค์ 55555+

มาดูวิธีพร้อม ๆ กันเลยครับ

รีวิว ร่มกอล์ฟ Mercedes-Benz แบบมีพัดลมภายใน by Biere

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

เมื่อเดือนมกราคม 2561 ที่ผ่านมา ทาง Mercedes-Benz ประเทศไทยได้จัดกิจกรรมใน facebook เพื่อนำเสนอ 4 บริการเหนือระดับให้กับลูกค้าผู้ใช้รถ Mercedes-Benz รับทราบ

 

โดยให้ชมภาพยนตร์สั้นเรื่อง A Matter of Time : ระยะ | เวลา | รัก ให้จบแล้วตอบคำถามว่า

“คุณชอบบริการใด ใน 4 บริการของ Mercedes-Benz My Privileges มากที่สุด และเพราะอะไร?”

 

ซึ่งภาพยนตร์สั้นนั้นฉายให้เห็นการพบรักของลูกค้าชาย-หญิงคู่หนึ่ง ที่นำรถ Mercedes-Benz ของตัวเองเข้ารับบริการเช็คระยะ และได้พบรักกัน โดยหนังพยายามนำเสนอ 4 บริการพิเศษ ดังนี้ครับ

1. Comfort – พบกับเลานจ์หรู ให้บริการอาหารระดับพรีเมี่ยม เครื่องดื่มหลากหลาย และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน,

2. Express – พบกับการให้บริการเร่งด่วนในการบำรุงรักษารถยนต์ตามระยะ (Service A และ Service B) ภายในระยะเวลา 60 และ 90 นาที

3. Collect – พบกับการรับ-ส่งรถนอกสถานที่ เพื่อเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการฯ โดยคนขับที่ได้รับรองคุณภาพ

4. Move – พบกับการบริการรถลีมูซีน ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ หรือรถแท็กซี่ ไปยังจุดหมายปลายทาง ในขณะที่รถของคุณยังเข้ารับบริการอยู่

โดยของรางวัลของกิจกรรมนี้ คือ ลุ้นรับร่มกอล์ฟเมอร์เซเดส-เบนซ์สุดหรู ขนาด 28” พร้อมพัดลมภายใน มูลค่า 1,444.50 บาท

เบียร์นึกสนุก จึงร่วมกิจกรรมไป โดยตอบคำถามไปว่า

“ชอบ comfort ครับ เพราะด้วยที่นั่งรอที่สะดวกสบาย พร้อมของว่างที่แสนอร่อย คัดสรรอย่างดีจากโชว์รูม ทำให้ช่วงเวลาในการรอคอยสั้นลงอย่างคาดไม่ถึง

ที่สำคัญ สำหรับคนรักรถเบนซ์ อะไรจะมีความสุขเท่ากับการนั่งจิบกาแฟ แล้วชื่นชมความงามของรถเบนซ์รุ่นใหม่ที่จอดอยู่ตรงหน้าละครับ”

ผลปรากฏว่า เบียร์เป็นหนึ่งในผู้โชคดีได้รับรางวัลมาด้วยครับ เย้ ๆ

โดยเบียร์พึ่งเดินทางไปรับรางวัลที่โชว์รูม Benz Star Flag เมื่อวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมานี่เองครับ

 

ซึ่งรางวัลที่ได้รับมาก็คือ ร่มคันเดียวที่เบียร์ถืออยู่นั่นแหล่ะครับ ส่วนร่มอีกคันนั้น ได้รับมาจากคุณนุ่น เซลล์สาวที่แถมให้ตอนออกรถตามรีวิว Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic by Biere ตอนที่ 2 “สุดแสนประทับใจในวันรับรถใหม่” นั่นเอง

 

มองแล้วดูไม่แตกต่างกันเลยใช่ไหมครับ? เบียร์ก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน

งั้น เรามาดูไปพร้อม ๆ กันครับ ว่าจริง ๆ แล้ว ร่ม 2 คันนี้มีความต่างกันอย่างไรบ้าง?

 

เริ่มที่ซองใส่ร่มมานี่ได้สีเดียว ลายเดียวกันเป๊ะเลยครับ ซึ่งก็คือ สีดำเคฟล่าห์นั่นเอง

 

แต่ความต่างอย่างแรกก็คือ ความสูงของร่มครับ จะเห็นได้ว่า ร่มที่เซลล์แถมให้จะมีด้ามที่ยาวกว่า

 

อันดับถัดมาก็ด้ามที่จับครับ

 

สำหรับร่มที่คุณนุ่นให้มา ก็จะมีด้ามจับที่ยาว และมีร่องนิ้ว ช่วยให้จับร่มได้ถนัดครับ

 

พอลองกางร่มดู ก็เป็นระบบปกติครับ กางได้ง่ายดายและล็อคแน่นหนาดี สีด้ามภายในเป็นดำเคฟล่าห์ สวยถูกใจ

 

ภายนอกเป็นสีดำล้วย ฝั่งหนึ่งมีโลโก้ดาวสามแฉกโชว์หราอยู่ครับ

 

ส่วนอีกฝั่งหนึ่งเขียนชื่อยี่ห้อว่า Mercedes-Benz แทนครับ

 

วางร่มนี้ลง แล้วมาดูร่มที่ได้รับรางวัลกันบ้างครับ ว่าร่มราคาเกือบ 1,500 บาทนั้น มีอะไรดี!!

เริ่มที่ ด้ามจับจะมีขนาดสั้นกว่า และเป็นด้ามสีดำธรรมดาครับ

 

แต่ความพิเศษน่าจะเป็นที่ปุ่มสีน้ำเงินนี้ครับ

 

สังเกตที่ปลายด้ามยังมีเกลียวให้หมุน เบียร์ลองเปิดดูก็พบถ่านขนาด AA 2 ก้อนเสนอหน้าออกมาทักทายครับ

 

การกางร่มก็เป็นระบบปกติทั่วไปครับ เพียงแต่สังเกตว่า จะมีตาข่ายขึงอยู่ด้วยด้านบน

 

เมื่อกางออกจนสุดก็จะเป็นแบบนี้ครับ

 

ลองส่องดู ก็จะพบใบพัดห้อยอยู่ภายในตาข่ายครับ

 

พลิกมาดูด้านนอก เหมือนกับร่มของเซลล์เป๊ะเลยครับ ทั้งสี ทั้งโลโก้ มีเหมือนกันทั้ง 2 ฝั่ง

 

แต่สิ่งที่แตกต่างกันคือ ขนาดร่มครับ จะเห็นได้ว่า ร่มด้านขวาที่เซลล์แถมมาจะมีขนาดกว้างใหญ่กว่าเล็กน้อย

 

และสิ่งพิเศษจริง ๆ ของร่มที่ได้รับรางวัลก็คงจะเป็นเจ้าพัดลมภายในนี่แหล่ะครับ เดี๋ยวเบียร์เปิดให้ดูผ่านคลิป VDO ครับ

 

สำหรับรีวิวร่ม Mercedes-Benz ทั้ง 2 คันก็ต้องจบลงเพียงเท่านี้ละครับ ต้องขอขอบคุณ Mercedes-Benz Thailand ที่จัดกิจกรรมให้ร่วมสนุกจนได้ร่มสวย ๆ มาใช้กางแดดนะครับ

วัตถุประสงค์ของร่มรุ่นนี้ ทำมาสำหรับนักกอล์ฟนำไปใช้ออกรอบ น่าจะช่วยให้เย็นสบายขึ้นมาบ้างครับ

เพราะร่มที่มีพัดลม มีถ่านอยู่แบบนี้ คงไม่เหมาะไปกันฝนแน่นอนครับ

และขอขอบคุณคุณนุ่นจากโชว์รูม Benz Star Flag ที่แถมร่มมาให้ใช้กันฝนด้วยนะครับ ขนาดกว้างใหญ่ จับถนัดมือ ไม่ลื่น กางร่มบริการสาวข้างกายได้สบายแน่นอนครับ

เบียร์สัญญาว่า จะยืดอกพกร่มทั้ง 2 คันไว้ในรถคันเดียวกันครับ 55555+

แล้วพบกันใหม่รีวิวหน้านะครับ

รีวิว Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic by Biere ตอนที่ 2 “สุดแสนประทับใจในวันรับรถใหม่”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

หลังจากที่เบียร์ตกลงปลงใจสู่ขอ GLA คันใหม่ตามรีวิวตอนที่ 1 “รักแรกพบ” เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2560 ที่ผ่านมาเรียบร้อย

เบียร์ใช้เวลาคอยรถอยู่เพียงอาทิตย์เดียว รถก็มาถึง เบียร์จึงกำหนดวันรับรถกับโชว์รูมในวันพฤหัสที่ 21 กันยายน 2560

โดยจัดการเตรียมแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายโชว์รูมตามยอดเงินที่คุณนุ่น เซลล์สาวแจ้งมาให้ทราบล่วงหน้า โดยเสียค่าธรรมเนียมเช็คให้ธนาคารไม่เกิน 25 บาทเท่านั้น (ค่าธรรมเนียมแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน)

 

ดีกว่าพกพาเงินสดก้อนใหญ่ติดตัวไป มันเกิดความเสี่ยงหลายต่อหลายอย่าง
– เงินอาจจะสูญหายระหว่างทาง
– โชคร้ายอาจจะโดนปล้นได้ สมัยนี้มิจฉาชีพเยอะ
– ถ้าบังเอิญไปเจอเจ้าหน้าที่โชว์รูมรถที่ทุจริต ก็จะเกิดปัญหาอีก เช่น เงินไม่เข้าโชว์รูมหรือเข้าไม่ครบ โดยที่เราไม่รู้เรื่อง

ทั้งนี้ นอกจากสบายใจเราแล้ว ยังสบายใจกับทางโชว์รูมด้วย
– เงินเข้าบริษัทแน่นอน เพราะสั่งจ่ายชื่อบริษัทดีลเลอร์รถ (ห้ามสั่งจ่ายชื่อเซลล์หรือเจ้าหน้าที่คนอื่นเด็ดขาด)
– แคชเชียร์หรือเซลล์ของโชว์รูม ไม่ต้องมาเสียเวลานับเงิน ซึ่งอาจจะเกิดความผิดพลาด

เพราะการนำเงินสดไปซื้อรถ Benz มักจะเป็นเงินก้อนใหญ่ ต่อให้เป็นแค่เงินดาวน์ ก็ราว ๆ ครึ่งล้านขึ้นไปอยู่แล้ว ยิ่งถ้าซื้อเงินสด ก็ต้องมี 2 ล้านขึ้นไปนั่นเอง

ซึ่งการใช้แคชเชียร์เช็คนั้น ควรใช้สำหรับการซื้อรถในจังหวัดเดียวกันเท่านั้นนะครับ เช่น ซื้อแคชเชียร์เช็คของธนาคารในกรุงเทพ โชว์รูมรถก็ควรอยู่ในกรุงเทพนั่นแหล่ะ

เพราะถ้าทำเช็คสั่งจ่ายข้ามจังหวัดแล้วละก็ ค่าธรรมเนียมจะสูงมากกว่านี้ครับ เช่น บ้านอยู่โคราช แต่เดินทางมาซื้อรถที่กรุงเทพ ก็ควรใช้”ดราฟท์”สั่งจ่ายแทน จะประหยัดกว่าครับ ถ้าต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สอบถามได้ที่ธนาคารเลยครับ

โดยในวันที่ไปทำแคชเชียร์เช็คนั้น ก็บังเอิ๊ญ บังเอิญได้ที่จอดรถข้าง Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic สีเงินป้ายแดงพอดิบพอดีครับ เลยแอบตื่นเต้นขึ้นไปอีกนิดนึง ^^

 

วันที่ 21 กันยายน 2560

ด้วยความที่บ้านอยู่ชานเมืองในซอยลึก ห่างไกลชุมชน เวลาไปรับรถใหม่ในช่วงที่ผ่านมา เบียร์ก็มักจะขับรถเดิมไปอีกคันกับภรรยา แล้วขับกลับบ้านมาคนละคัน

แต่ด้วยความตื่นเต้นที่จะได้รับรถเบนซ์คันใหม่ ก็เลยไม่มีใครอยากขับคันเก่ากลับบ้าน 55555+

 

จึงตัดสินใจจะเรียกรถ Taxi ไปแทน ซึ่งพี่สาวที่อยู่บ้านข้าง ๆ ก็รีบโทรเรียก Taxi ที่ใช้บริการประจำให้ แต่ก็ได้คำตอบมาว่า

“ไปไกลจัง ไม่ไปครับ”

เบียร์เลยบอกไม่เป็นไร เดี๋ยวขอทำตัวทันสมัย ลองใช้ App เรียกเอา

แต่ด้วยความที่เบียร์ไม่เคยใช้แอพเรียกรถเลย จึงต้องเสียเวลาโหลดแอพ และลงทะเบียนทั้ง 2 แอพ คือ Grab และ Uber อยู่ราว ๆ 5 นาที

พอลงทะเบียนเสร็จ เบียร์ก็รีบเข้าไปหารถแบบรถส่วนบุคคลดูทั้ง 2 แอพ ปรากฏว่า แถวบ้านเบียร์ไม่มีรถส่วนบุคคลวิ่งอยู่เลย หึหึ

ก็เลยลองเข้าเมนู Grab Taxi แทน พบรถวิ่งอยู่ 2 คัน เลยลองกดเรียกดู ปรากฏว่า มีรถกดตกลงรับงานทันที แม้รถคันนั้นจะอยู่ห่างจากบ้านเบียร์ราว ๆ 10 กิโลเมตร โดยมีหน้าตา ชื่อนามสกุลคนขับ และเลขทะเบียนรถให้ดูครบครัน

 

เวลาผ่านไป 1 นาที มีข้อความส่งเข้ามา

“รอสักครู่นะครับ ติดไฟแดงอยู่หน้าปากซอยครับ”

เบียร์กดดูพิกัดของรถ Taxi ก็ถูกต้องตามนั้น เพราะเราสามารถดูทิศทางการวิ่งของรถในแอพได้ด้วย ว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน และใช้เส้นทางไหนวิ่งเข้ามาหาเรา อ่านแล้วก็อุ่นใจ ว่าเรามีรถไปส่งแน่นอนแล้ว

 

ประมาณ 10 นาทีนับตั้งแต่เริ่มเรียก รถก็มาถึง (บอกแล้วบ้านอยู่ไกลชุมชน อิอิ) พอเบียร์เห็นทะเบียนรถ เบียร์ก็รู้แล้วว่า ใช่แน่นอน

ทางด้านคนขับรถ เมื่อมาจอดรถตรงหน้าเรียบร้อย เค้ากลับชู app ให้เราดูอีกครั้งเป็นการยืนยัน ว่ามารับถูกคน ไม่ผิดฝาผิดตัว ชัวร์ 100%

 

ซึ่งรถที่มารับเป็นรถ Toyota Altis รุ่นใหม่ สีเหลือง-เขียวแบบเดียวกับรถ Taxi ทั่วไปนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่มีสติ๊กเกอร์ Grab คาดไว้ทั้งแถบ ให้รู้ว่าเรียกผ่านแอพได้นั่นเอง

 

ภายในนั่งสบายตามสไตล์รถใหม่ คนขับพูดจาสุภาพ มีการสอบถามว่า ปกติเราไปทางไหน? จะได้ไปตามทางนั้น เพื่อความสบายใจของเรา

และที่สำคัญ ไม่ชวนคุยเรื่องการเมืองด้วย ถูกใจมาก 55555+

 

เพียง 1 ชั่วโมงนิด ๆ เราก็ฝ่าการจราจรที่แสนจะติดขัดมาถึงโชว์รูม Benz Star Flag ครับ โดยทาง Grab Taxi คิดค่ารถ + ค่าธรรมเนียมราว ๆ 370 บาท เบียร์เลยควักเงินสด 400 บาทส่งให้คนขับไปเลยโดยไม่รับเงินทอน ก่อนจะเดินเข้ามาในโชว์รูมด้วยมือที่เย็น เพราะตื่นเต้นที่จะได้รับรถใหม่

พนักงานออกมาต้อนรับขับสู้เรา 2 คนอย่างดี และแจ้งว่า จะพาเบียร์กับภรรยาไปนั่งรอเวลาที่ชั้น 2 ก่อน

เบียร์จึงเดินตรงดิ่งไปที่บันได ด้านหน้า

 

แต่พนักงานกลับบอกว่า
“เรียนเชิญทางนี้ค่ะ”
โอ้ว ไปแค่ชั้น 2 ต้องขึ้น Lift ด้วย

 

จะเห็นได้ว่าหน้า Lift มีป้ายระบุชัดเจนว่า “เฉพาะลูกค้าเท่านั้น” ส่วนภายในมีบอกว่า แต่ละชั้นนั้นมีอะไร

ชั้น 5 สำนักงาน
ชั้น 4 โชว์รูมรถเบนซ์มือสองที่ได้รับการรับรองคุณภาพ
ชั้น 3 พื้นที่ส่งมอบรถ และโชว์รูมรถแรงระดับ AMG
ชั้น 2 โชว์รูมรถเบนซ์ระดับหรู (C Class ขึ้นไป) และพื้นที่รับรองลูกค้า
ชั้น 1 ส่วนต้อนรับและโชว์รูมรถเบนซ์ขนาดเล็ก

 

แหม ประตูลิฟท์เป็นกระจกซะด้วย ไม่ธรรมดา

 

เดินเข้ามาก็พบบาร์เครื่องดื่มก่อนเลย

 

เบียร์เลยลองสั่ง “คาปูชิโนร้อนนน แก้วใหญ่ หวานน้อย กินนี่ค้าบบบ”

พนักงานอมยิ้ม ก่อนจะตอบมาว่า “แก้วมีไซส์เดียวอ่ะค่ะ”

อุ้ย เบียร์ล้อเล่น ขอคาปูเย็นดีกว่าครับ แฮ่

จากนั้นก็มาหาของกิน

 

ทานอะไรดีน้า

 

มองไปด้านขวา รู้สึกว่ามุมนี้น่านั่งจัง

มุมถัดมา จะอยู่ใกล้ ๆ บาร์

 

แต่มุมตรงโน้น กลับดูน่านั่งกว่า

 

หรือจะนั่งมุมนี้ก็สะดวกสบาย หยิบขนมเพิ่มได้ง่ายดี 55555+

 

แถมมี Mercedes-Benz G-Class จอดอยู่ข้าง ๆ อย่างใกล้ชิด

 

ส่วนรถเบนซ์รุ่นอื่น ๆ จอดเรียงรายให้ชมได้สบาย ๆ อยู่ตรงกลาง

 

ลองเดินเข้าห้องน้ำชายดูบ้าง พอเข้าแล้ว รู้สึกไม่ต่างกับห้องน้ำในโรงแรมหรูเลยครับ

 

เดินออกจากห้องน้ำมา ก็พบหน้าคุณนุ่นพอดี พร้อมคำชวนว่า “ไปดูรถกันค่ะ”

“โอเคครับ ว่าแต่คาปูเย็นเบียร์ละ?” (น้านน ยังจะห่วงของกินอีก 55555+)

“เดี๋ยวไปเสิร์ฟให้ถึงที่ค่า” คุณนุ่นตอบกลับทันที และเดินนำไปที่ลิฟท์ตัวเดิม

ก่อนเดินเข้าลิฟท์ สายตาเหลือบไปขวา เจอโลโก้ประดับประดาเต็มไปหมด

 

ถึงแล้วครับชั้น 3 สถานที่ส่งมอบรถ

 

ในชั้นนี้มีรถเบนซ์ป้ายแดง จอดอยู่หลายคัน ตามมุมต่าง ๆ เพื่อรอส่งมอบให้ลูกค้าในวันเดียวกันนี้แหล่ะครับ

 

เจอหน้าลูกชายแล้ว หล่อมากกกกกก

 

พอเห็นเลขทะเบียน 8844 แล้วต้องร้องว้าว เพราะตอนซื้อ Juke เมื่อปีที่แล้วก็ได้ทะเบียนป้ายแดงคล้ายกันคือ  8822

 

แต่สิ่งที่ต้องร้องว้าวยิ่งกว่า ก็คือ บรรยากาศในการส่งมอบรถนี่แหล่ะครับ เพราะเป็นครั้งแรกที่เบียร์มารับรถในห้องแอร์เย็นเฉียบบนอาคารชั้น 3

 

ถึงแม้จะมีแดดเลียก้นอยู่บ้างก็ตามที

 

เป็นการส่งมอบรถที่สะดวกสบายดี เพราะมีโต๊ะนั่งเซ็นเอกสารอยู่ข้างรถของเราเลย

 

แถมยังมีโซฟารองรับผู้ติดตามด้วยครับ

 

เบียร์แอบมองลูกค้าท่านอื่นที่มารับรถในช่วงเวลาเดียวกัน ส่วนใหญ่ก็มีครอบครัวและผู้ติดตามมากันทั้งนั้น มีอยู่คันหนึ่ง มากันเป็น 10 คนเลยครับ เห็นถ่ายรูปกันสนุกสนาน เฮฮาสุด ๆ

 

กลับมาที่โต๊ะเซ็นเอกสารของเราดีกว่า มองไปที่จอภาพบนโต๊ะก็ต้องแอบยิ้ม เพราะบนจอมีเขียนขอบคุณระบุชื่อเรา รุ่นรถ และวันที่รับรถอย่างถูกต้อง พร้อมดอกไม้แสดงความยินดี

 

ส่วนบนโต๊ะก็มีกุญแจรถ 2 ชุด ใส่กล่อง วางรอไว้อย่างดี พร้อมการ์ดเล็ก ๆ จากคุณชยุต ผู้บริหารของ Benz Star Flag ทำให้รู้สึกได้ถึงความพิเศษ

 

ถัดจากกุญแจรถก็พบดอกไม้และพวงมาลัยที่คุณนุ่นแอบเตรียมไว้ให้โดยเฉพาะ รวมถึงปลอกกุญแจหนัง 2 อัน 2 สี ที่คุณนุ่นให้เบียร์เลือกสีที่ชอบมาล่วงหน้าตั้งแต่วันที่มาจองรถ

ที่เหลือก็เป็นเอกสารเกี่ยวกับรถ ไม่ว่าจะเป็นคู่มือรถ สมุดป้ายแดง ใบรับประกันต่าง ๆ เป็นต้น

 

แต่ที่เห็นบนโต๊ะก็ยังไม่ครบอย่างที่คิด เพราะคุณนุ่นยังเตรียม”หลวงพ่อทวด”พระองค์เล็กมาให้เบียร์สักการะเพิ่มอีกต่างหาก ซึ่งถูกใจมากเข้าไปอีก

 

แต่แล้ว สายตาเบียร์ก็เหลือบไปเห็นกล่องเล็ก ๆ อีก 2 กล่อง

 

คุณนุ่นยิ้มหวานแล้วบอกว่า “คุณปุ่นฝากมาให้ค่ะ เป็นของขวัญวันรับรถ”

 

วินาทีนั้นจำได้ว่า รู้สึกอึ้งและซึ้งใจสุด ๆ  เบียร์กับปุ่นรู้จักกันมานานมากแล้ว สมัยก่อนเราเคยขับรถ Hyundai อยู่ด้วยกัน จนตอนหลังปุ่นเปลี่ยนมาขับ Mercedes-Benz ไปถึง 2 คันแล้ว

เมื่อเบียร์ตัดสินใจจะซื้อ GLA  เบียร์จึงรีบไปปรึกษาปุ่นทันที และปุ่นเองก็แนะนำคุณนุ่นมาให้ดูแลเบียร์นี่ละครับ

ต้องขอบคุณเพื่อนปุ่นอีกครั้งนะครับ กับเซอร์ไพรส์ครั้งนี้

นั่นทำให้การรับรถวันนี้ มีแต่ความประทับใจมากมายเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการบริการ บรรยากาศของสถานที่ รวมถึงมิตรภาพดี ๆ นั่นเอง

ว่าแล้วก็ขอเปิดของขวัญจากเพื่อนดูหน่อย เริ่มด้วยกล่องสีดำ

 

ว้าว จุกลมยางคาร์บอน AMG

 

มาดูกล่องสีเงินบ้าง

 

เปิดออกมาเป็นโลโก้ AMG ติดที่กุญแจรถ สวยมาก

 

ปิดกล่องเก็บไว้ก่อน ไว้ค่อยไปเปลี่ยนที่บ้านดีกว่าเนาะ

 

และแล้ว ขนมก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะ

 

ตามมาด้วยคาปูเย็นที่รอคอย

 

กินไป มองรถไป ช่างสุขใจเหลือเกิน

 

เติมพลังเรียบร้อย ก็ลุกขึ้นไปตรวจสภาพรถก่อนรับมอบครับ

 

หลัก ๆ ก็เดินตรวจตรารอบคันครับ ดูการประกอบ มองหาร่องรอยต่าง ๆ แต่ก็หาไม่เจอ 55555+

 

จากนั้นก็มาดูยางติดรถครับ โดย GLA 250 AMG Dynamic นั้น ให้ยางแบบ Runflat มาเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเลยครับ

 

ซึ่งยาง Runflat ก็คือยางที่ยังวิ่งได้ แม้ไม่มีลม เช่น ยางรั่ว เพราะโดนของแหลมทิ่ม เราก็ยังขับรถต่อไปได้อีกราว ๆ 80 กิโลเมตร ด้วยความเร็วไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อให้เราไปหาที่ปะหรือเปลี่ยนยางใหม่ในสถานที่ที่ปลอดภัยครับ

เพราะ ถ้าเป็นยางปกติ เวลาโดนของแหลมทิ่ม ลมยางก็จะอ่อน ทำให้ไม่สามารถขับต่อได้ เพราะรถจะเสียการทรงตัว

ดังนั้น ถ้าเรายังฝืนขับต่อไปโดยไม่จอดรถ นอกจากจะอันตรายแล้ว อาจจะทำให้ล้อรถเสียหายมากขึ้นอีกด้วยครับ

 

โดยยางที่ให้มาเป็น Bridgestone รุ่น DUELER H/P SPORT ครับ ยางรุ่นนี้เหมาะกับรถ SUV ที่ต้องการความเป็นสปอร์ตนั่นละ

 

โดยมีขนาดยางหน้า-หลังเท่ากันที่ 235/45R19

 

สิ่งสำคัญที่เบียร์ต้องตรวจสอบก็คือ วันที่ผลิตของยาง โดยดูจากตัวเลข 4 ตัวที่อยู่ในกรอบนี้ครับ

2 ตัวแรกคือสัปดาห์ที่ผลิตครับ ส่วน 2 ตัวหลังคือปี ค.ศ. ที่ผลิตนั่นเอง

 

โดยรถคันนี้ระบุตัวเลขที่ 1317 หรือสัปดาห์ที่ 13 ปี 2017

นั่นก็หมายความว่า ยางเส้นนี้ผลิตเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2017 หรือ 6 เดือนที่ผ่านมา

ซึ่งยางที่ผลิตมาไม่ถึงปี ก็ถือว่ายางยังใหม่เอี่ยมครับ ตรงจุดนี้เบียร์แนะนำให้เพื่อน ๆ ต้องตรวจสอบดูก่อนรับรถ หรือก่อนเปลี่ยนยางใหม่ทุกครั้งนะครับ ว่าเราจะได้ยางที่ใหม่จริง

เพราะถ้าผลิตมานานมากไป ก็จะมีผลต่ออายุการใช้งานที่สั้นลงด้วยครับ

และที่สำคัญ ตรวจให้ครบทั้ง 4 ล้อด้วยนะครับ

 

ตรวจยางเรียบร้อย อยากให้เพื่อน ๆ มาดูที่กระจกหน้าฝั่งคนขับกันครับ ลองสังเกตดี ๆ จะมีลายเซ็นติดอยู่นะครับ

 

ซึ่งเป็นลายเซ็นของคุณ Gottlieb Wilhelm Daimler หนึ่งในผู้ก่อตั้งรถเมอร์ซีเดส-เบนซ์นี่แหล่ะครับ

แต่บางคันก็จะได้ลายเซ็นของคุณ Karl Friedrich Benz ผู้ร่วมก่อตั้งอีกท่านแทนนะครับ

ดังนั้น เพื่อน ๆ ที่กำลังจะรับรถ หรือได้รถมาแล้ว ลองไปส่องดูกันครับว่า รถของเรานั้น ได้ลายเซ็นของใคร?

 

จากนั้นมาตรวจดูป้ายแดงสักหน่อยครับ ว่าได้ป้ายแดงของแท้หรือเปล่า?

 

โดยสังเกตที่มุมล่างขวาของป้าย จะมีวงกลมล้อมรอบคำว่า “ขส” ปั๊มติดอยู่

 

และแน่นอนว่า ต้องได้สมุดคุมทะเบียนสีแดงเลือดหมูติดมาด้วยครับ

 

เวลาขับรถไปไหน เราต้องเขียนลงสมุดเล่มนี้ทุกครั้งนะครับ เพราะถ้าโดนตำรวจเรียกตรวจแล้วไม่ได้เขียน จะโดนปรับด้วยครับ

 

ดูป้ายทั้งหน้าและหลังเรียบร้อย เบียร์เหลือบมองนาฬิกาที่ข้อมือ ก็พบว่าใกล้เวลาดี ที่เบียร์ตั้งใจจะสตาร์ทรถเอาฤกษ์เอาชัยพอดิบพอดี จึงหยิบกุญแจรถบนโต๊ะมา 1 ชุด แล้วเดินเข้าไปนั่งในรถทันที

 

Mercedes-Benz GLA250 AMG Dynamic นั้น ได้ปุ่มสตาร์ทรถแบบ Keyless GO มาด้วย นั่นทำให้เราสามารถกดปุ่มสตาร์ทได้เลย โดยไม่ต้องล้วงกุญแจออกมาจากกระเป๋าแต่อย่างใด

 

นาฬิกาบอกเวลา 9.59  เบียร์จึงเหยียบเบรกค้างไว้ แล้วกดปุ่มสตาร์ทเพียง 1 ที เสียงเครื่องยนต์ 2.0 Turbo ดังกระหึ่มขึ้นมา พร้อมหน้าจอที่สว่างวาบแบบนี้

 

เบียร์ดูที่หน้าจอตรงกลาง ก็พบว่า เลขไมล์รถอยู่แค่ 11 กิโลเมตรเท่านั้นเอง ซึ่งถือว่าน้อยมาก เพราะศูนย์น่าจะไม่ได้นำรถออกไปตกแต่งข้างนอกครับ

ในรถบางยี่ห้อ ที่มีดีลเลอร์เจ้าเดียวหลายสาขา บางทีมีการโยกย้ายรถระหว่างสาขาบ้าง หรือนำไปตกแต่ง ใส่ของแถม ติดฟิล์ม ล้างรถ เคลือบสี เติมน้ำมันตามร้านข้างนอกบ้าง  จึงทำให้มีเลขไมล์ที่สูงกว่านี้

แต่ทั้งนี้ ถ้าเลขไมล์ในวันรับรถไม่เกิน 50 กิโลเมตร ก็ถือว่าโอเคแล้วครับ

 

แต่ที่ประทับใจมากกว่าเลขไมล์ ก็ น้ำมันเต็มถังนี่ละ

 

ถ้าเพื่อน ๆ ตามอ่านรีวิวของเบียร์มาโดยตลอด ก็จะรู้ว่า เบียร์เขียนบ่นอยู่เสมอว่า ทำไมรถใหม่สมัยนี้ไม่มีน้ำมันมาให้ลูกค้าเลย

อย่างโชว์รูมต่าง ๆ ก็น่าจะใส่น้ำมันมาให้ลูกค้าพออุ่นใจบ้าง หรือจัดมาร์จิ้นให้เซลล์มาเป็นค่าน้ำมันให้ลูกค้าแทนของแถมบางอย่างก็ได้ อย่างน้อยๆ สักครึ่งถังก็ยังดีครับ

เพราะเบียร์เองก็ประสบพบเจอมาหลายคัน ที่รับรถป้ายแดงออกมา แทนที่จะขับกลับบ้านอย่างมีความสุข กลับต้องไปวิ่งหาปั๊มน้ำมันอีก กว่าจะฝ่ารถติดจากโชว์รูมไปถึงปั๊มน้ำมันที่ใกล้ที่สุดได้ ก็ต้องมาลุ้นให้ตื่นเต้น

จึงไม่แปลกที่จะได้ยินข่าวว่า บางท่านรับรถใหม่ แล้วมัวแต่เพลิดเพลินใจ หรือไม่ก็ดูเข็มน้ำมันยังไม่เป็น รถป้ายแดงไปดับกลางทางก็หลายคัน เดือดร้อนกันเป็นแถว

ดังนั้น พอเห็นเข็มน้ำมันเต็มถังแบบนี้ ก็ยิ่งรู้สึกดีกับเซลล์คนนี้ขึ้นไปอีก

ดูหน้าจอเสร็จก็ก้มลงดูที่พื้นครับ

 

ก็จะพบกับพรมลายกระดุมสีเทาที่คุณนุ่นแถมให้ ทีแรกเบียร์ก็ลังเลว่าจะใช้สีเทาหรือสีดำดี แต่สุดท้ายก็เลือกสีเทาแทน เพราะอยากให้ภายในสว่างขึ้นสักหน่อยครับ

ส่วนชุดคันเร่งและแป้นเบรกแบบสปอร์ตสีเงินนั้น เป็นอุปกรณ์มาตรฐานเฉพาะ GLA 250 AMG Dynamic อยู่แล้วครับ

 

พอดึงพรมกระดุมออก ก็พบกับพรม AMG สีดำตัดแดงซึ่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐานเฉพาะ GLA250 AMG Dynamic ซ่อนอยู่ครับ

 

ลายเดียวกับเบาะเลย เท่ดีจริง ๆ

 

ลองดึงพรม AMG ขึ้น ก็เป็นแบบนี้ครับ

 

ที่กาบบันไดมีโลโก้ Mercedes-Benz เรืองแสงด้วยครับ สวยดีจัง

 

ไปดูที่เบาะหลังกันบ้าง

 

ก็มีพรมกระดุมสีเทาที่เซลล์แถมให้เหมือนกัน

 

ลองดึงพรมกระดุมออก ก็เจอพรม AMG ซ่อนอยู่เช่นเคยครับ

 

จากนั้นเดินไปดูด้านหลัง ก็ยังมีพรมกระดุมสีเทาให้อีกครับ ครบคัน เอ้ย ครบครันเลยจริง ๆ

 

ลองดึงพรมกระดุมขึ้น คราวนี้ไม่มีพรม AMG แล้วครับ แต่มีช่องลับแทน ไว้ค่อยไปเปิดดูที่บ้านดีกว่า

 

แต่พอวางพรมกระดุมลง ก็เห็นแท่งอะไรยาว ๆ ใหญ่ ๆ
ซึ่งก็คือ ร่มกอล์ฟของ Mercedes-Benz ที่คุณนุ่นแถมให้นั่นเอง

 

ตรวจเบื้องต้นเรียบร้อย คุณนุ่นก็มาอธิบายการใช้งานรถทั้งหมดแบบคร่าว ๆ

เบียร์ยอมรับว่า เบียร์ตื่นเต้นมาก เพราะเหมือนกำลังจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน

เพราะเพื่อน ๆ ทราบไหมครับว่า การรับรถ 3 คันล่าสุดของเบียร์ ไม่มีเซลล์คนไหนมาอธิบายการใช้งานของรถเลย

ไม่ใช่ว่าเค้าเหล่านั้นบริการไม่ดีนะครับ แต่เป็นเพราะเค้ารู้จักเบียร์ดี จนไม่กล้ามาอธิบาย เพราะคิดว่า เบียร์น่าจะรู้อยู่แล้ว

อาจจะจริงที่เบียร์ก็พอรู้อยู่แล้ว เพราะใช้รถนิสสันมาตลอด ระบบต่าง ๆ ก็เหมือน ๆ กัน แต่ที่จริง เบียร์กลับชอบแลกเปลี่ยนความรู้กับทุกคนมากกว่า เพราะต่างคนก็ต่างประสบการณ์ มีมุมมองที่หลากหลาย ก็จะช่วยให้เราได้รับความรู้ใหม่ ๆ เพิ่มขึ้นตลอดเวลานั่นเองครับ

คุณนุ่นใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30 นาที ในการอธิบายให้เบียร์ทราบการใช้งานเบื้องต้น ที่จริง เบียร์ว่าถ้าคุยกันจริง ๆ ต้องมีเป็นชั่วโมง เพราะรถเบนซ์นี่รายละเอียดเยอะมากจริง ๆ ครับ

ยิ่งถ้าเป็นมือใหม่ขับเบนซ์แล้ว มีมึนแน่นอนครับ จนคุณนุ่นต้องปิดท้ายว่า

“ถ้ากลับบ้านแล้ว สงสัยตรงไหน โทรมาสอบถามนุ่นได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”

ฟังจบแล้ว ก็มาตรวจเอกสารอื่น ๆ นิดนึง ว่าซื้อรถคันนี้ มีอะไรให้มาบ้าง

เริ่มด้วยคู่มือรถ เล่มหนามาก มี 2 เล่มครับ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

 

คู่มือการรับประกัน ภายในระบุระยะเวลาชัดเจนคือ 3 ปี ไม่จำกัดระยะทางนะครับ

ตรงนี้ถูกใจ เพราะเป็นคนใช้รถเยอะ อิอิ

 

ใบส่งมอบรถยนต์ครับ ต้องติดรถเอาไว้ช่วงใช้ป้ายแดง เผื่อโดนเรียกตรวจครับ

 

ใบรับประกันฟิล์ม 7 ปีของ Lamina ครับ โดยคุณนุ่นแถมฟิล์มให้เต็มคันเลย ทั้งกระจกหน้า รอบคัน และหลังคาครับ

ในใบมีระบุรุ่นของฟิล์มด้วยคือ

บานหน้า เป็นฟิล์ม รุ่น APL65NX ความเข้ม 40 ครับ
รอบคัน เป็นฟิล์ม รุ่น ARL20C ความเข้ม 60 ครับ
หลังคา เป็นฟิล์ม รุ่น ARL05C ความเข้ม 80 ครับ

 

บริการช่วยเหลือฉุกเฉิน 24 ชั่วโมง Star Assist ครับ มีปัญหาอะไรใน 3 ปีแรก โทรได้เลยครับ 02 305 8575 แต่ภาวนาว่า อย่ามีเลยจะดีที่สุด อิอิ

 

มีแผ่น CD มาให้ด้วยครับ

 

ส่วนเล่มนี้คือ ข้อมูลด้านการเข้ารับบริการครับ แต่เปิดดูแล้ว ข้อมูลเป็นแบบ Worldwide นะครับ ไม่ใช่ในไทย

 

คู่มือการใช้เครื่องมือปฐมพยาบาลที่อยู่ท้ายรถครับ


 

ปิดท้ายด้วยคู่มือใช้รถแบบย่อ ให้พอขับได้ครับ

 

แต่เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดนะครับ

 

ตรวจเอกสารครบแล้ว ก็ได้เวลาไปถ่ายรูป ส่งมอบรถครับ โดยมีเจ้าหน้าที่หนุ่มมาเคลื่อนรถออกไป

 

แล้วย้ายมาจอดหล่อ ๆ ตรงมุมนี้

 

เพื่อให้เจ้าของรถได้ถ่ายรูปกับรถคันใหม่ ก่อนจะขับออกไป

 

ถ่ายเดี่ยวเสร็จแล้ว ต่อด้วยภาพหมู่ พ่อ-แม่-ลูก

 

ปิดท้ายด้วยรูปกับคุณนุ่น เซลล์สาวที่ดูแลเราอย่างดี

 

มาถึงบรรทัดนี้ ต้องขอบคุณคุณนุ่นอีกครั้งกับบริการที่ดี และสุดแสนประทับใจ เพราะอะไรที่เป็นครั้งแรก เรามักจะคาดหวังไว้สูง และคุณนุ่นก็ไม่ทำให้เบียร์ผิดหวัง

สิ่งที่ประทับใจในตัวคุณนุ่น คือ ความจริงใจ และให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ชัดเจน

แน่นอนว่า โชว์รูมรถเปิดมาก็ต้องการกำไร เซลล์ขายรถก็ต้องการค่าคอม และลูกค้าก็ต้องการจ่ายให้น้อยที่สุด หรือคุ้มค่าที่สุดอยู่แล้ว

หลายคนจึงเฟ้นหาเซลล์ที่ให้ส่วนลดได้มากที่สุด แต่เบียร์กลับรู้สึกว่า ยิ่งแข่งด้านราคา ก็ยิ่งนำพาให้คุณภาพการบริการลดลงโดยไม่รู้ตัว

เบียร์เองผ่านประสบการณ์การซื้อรถมาหลายต่อหลายคัน สุดท้ายก็ต้องการแค่เซลล์ที่จริงใจ ตรงไปตรงมา และได้รถที่ไม่มีปัญหาเท่านั้นเอง

 

ถ่ายรูปเรียบร้อย เจ้าหน้าที่หนุ่มก็มานำรถลงลิฟท์ไปชั้นล่างครับ

ส่วนคุณนุ่นก็พาเบียร์และภรรยาลงลิฟท์ลูกค้าตามมาทันที

จ๊ะเอ๋ เจอกันพอดีเลย

 

และแล้วก็ถึงเวลาพาลูกชายคันใหม่ออกจากโชว์รูม Benz Star Flag ครับ

 

เสียงเพลงจากวิทยุในรถดังขึ้นมาทันที

“รักแรกพบแท้จริงเป็นอย่างไร เพราะเธอใช่หรือไม่ เปิดใจใครที่ฉันเป็น

จากวันนั้น หัวใจรู้สึกเอง ชัดเจนว่าทุกสิ่ง เกิดขึ้นจริงใช่ฝันไป ได้พบจึงเข้าใจ มีอยู่จริง”

ฟังแล้วก็อดคิดถึงวันแรกที่เจอเจ้า GLA สีน้ำเงินคันแรกไม่ได้เลยจริง ๆ จากเพียงแค่ได้มองห่าง ๆ วิ่งสวนไปสวนมา

จากนั้นก็ได้ไปยืนดูอย่างใกล้ชิดที่งานบวชญาติ

แต่ตอนนี้ เรากำลังควบเค้ากลับบ้าน จากที่เคยแค่ฝัน วันนี้กลายเป็นความจริง

 

โดยเบียร์กับภรรยาตั้งชื่อลูกชายคันนี้ ว่า “น้องเพชรแพง” ครับ

ก่อนจะขับกลับบ้าน แวะพามาฝากเนื้อฝากตัวกับพี่สาวคนโต ที่ชื่อ”น้องเพชรพลอย” ก่อนเลย

 

ต่อด้วยรูปหมู่กับ ”น้องเพชรพราว” และ”น้องเพชรจ้า”

 

แม้เรื่องราวสุดแสนประทับใจในวันรับรถจะหมดลงเพียงเท่านี้

แต่เรื่องราวความสนุกของน้องเพชรแพงนั้น กำลังจะเริ่มต้น!!

แล้วพบกันต่อแน่นอนในรีวิว Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic by Biere ตอนที่ 3 เร็ว ๆ นี้นะคร้าบบบ

รีวิว Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic by Biere ตอนที่ 1 “รักแรกพบ”

สวัสดีครับ

เพื่อน ๆ เคยเจออาการ“รักแรกพบ” ไหมครับ?

ถ้าเคยเจอ ก็น่าจะเข้าใจอาการนี้ได้อย่างดี ว่าให้ความรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจขนาดไหน?

อาการนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ หรอกครับ เพราะไม่ว่าจะสิ่งที่เราตกหลุมรักนั้นจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ก็ย่อมต้องมีความพิเศษที่ถูกอก ถูกใจเฉพาะตัวเราอย่างชัดเจน

จนอดไม่ได้ที่จะฮัมเพลงขึ้นมาเบา ๆ ว่า

“อยากบอกว่าใช่เธอ อยากบอกว่าใช่เลย อยากบอกว่าไม่เคยเจอใครแบบนี้”

 

แต่อาการนี้ แม้จะดึงดูดให้เราสนใจในสิ่งนั้นเป็นพิเศษ แต่ก็คงไม่ได้หมายความว่า จะทำให้เราได้ครอบครอง เป็นเจ้าของแต่อย่างใด เพราะยังมีหลากหลายปัจจัยในชีวิต ที่ต้องนำมาพิจารณา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสิ่งของ เช่น รถยนต์ ที่อาจจะต้องใช้“เหตุผล”ในการพิจารณามากกว่าแค่ความรัก

 

เพราะสำหรับใครหลายคน “รถยนต์” อาจจะเป็นแค่พาหนะชนิดหนึ่ง ที่จะพาเค้าเหล่านั้น ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยความปลอดภัย

แต่สำหรับใครอีกหลายคน รถยนต์ก็เป็นถึงปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต ประมาณว่า ขาดรถก็เหมือนขาดใจ อันเนื่องมาจากสไตล์การใช้ชีวิตของเค้าเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีครอบครัว หรือมีที่อยู่อาศัยที่ห่างไกลชุมชน

รวมถึงความล้มเหลวในระบบขนส่งมวลชนในประเทศไทยที่ยังคงอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาก็ตาม

 

นอกจากนี้ รถยนต์ก็อาจจะเป็นมากถึงรางวัลชีวิต ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จในสิ่งที่ทำ รวมถึงการเป็นเครื่องประดับ ที่บ่งบอกรสนิยม ความชอบ และระดับฐานะที่สุขสบายของใครอีกหลายคนเช่นเดียวกัน

แต่ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิด หรือมีเหตุผลในการจ่ายเงินซื้อรถยนต์อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ย่อมต้องการรถยนต์ที่ใช้แล้วมีแต่ความสุข ไม่พบเจอปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

สำหรับรถยนต์ที่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรานั้น มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ รวมถึงมากมายหลากหลายราคา

แต่สำหรับรถยนต์ที่มีชื่อเสียงสำหรับคนไทยในด้านความหรูหรา สง่างามและเป็นที่รู้จักมากมายในวงกว้าง มีเพียง 2 ยี่ห้อหลักเท่านั้นคือ

  1. Mercedes-Benz หรือที่ชาวไทยเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “รถเบนซ์”
  2. BMW หรือที่ชาวไทยเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “รถบีเอ็ม”

ทั้ง 2 ยี่ห้อนี้มีเชื้อชาติมาจากประเทศเยอรมันทั้งคู่ ฟาดฟันส่วนแบ่งตลาดรถหรูในเมืองไทยกันอย่างเมามัน

 

หลายคนที่เริ่มมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ หรืออยากได้รถยุโรปที่โดดเด่นในด้านความปลอดภัยสูง ก็มักจะมองรถ 2 ยี่ห้อนี้เป็นตัวเลือกหลัก

ซึ่งเบียร์เองก็เคยคิดมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าถ้าวันหนึ่งมีโอกาส เราจะเลือกยี่ห้ออะไร?

ย้อนความหลังกลับไปสมัย 10 กว่าปีที่แล้ว เบียร์ยอมรับเลยว่า ยี่ห้อรถที่เบียร์ต้องการคือ BMW เพราะดูโฉบเฉียว วัยรุ่น เหมาะสมกับวัยมากกว่ายี่ห้อ Benz ที่ดูเป็นผู้ใหญ่สุด ๆ

แถมยังเคยพูดกับตัวเองไว้เลยว่า ชาตินี้ไม่มีทางขับเบนซ์แน่นอน!!

โดย BMW คันแรกที่เบียร์ชอบที่สุดคือ BMW ซีรี่ย์ 3 โฉม E36 ซึ่งเคยมีโอกาสไปลองขับมาเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่มีตังค์ 55555+

จนถัดมา BMW ออกซีรี่ย์ 3 รุ่นใหม่ โฉม E46 เบียร์ได้มีโอกาสนั่งรถเพื่อน ก็ยิ่งชอบมากมาย เก็บเอาไปฝันใฝ่แทบทุกคืน

แต่ในปัจจุบัน รถ BMW รุ่นใหม่ ๆ กลับไม่ทำให้เบียร์สะดุดตาเหมือนในอดีต

จำได้ว่า เมื่อปี 2015 มีเพื่อนขับรถมาหาที่บ้านด้วย BMW Series 3 รุ่นปัจจุบันโฉม F30

 

เบียร์จึงขอลองสัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ว่าจะปลุกไฟบีมเมอร์ในตัวขึ้นมาได้อีกหรือไม่?

 

พอได้สำรวจทั้งภายนอกและภายใน กลับรู้สึกเฉย ๆ ไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นใด ๆ ในค่ายใบฟัดสีฟ้า-ขาว

 

และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เบียร์ก็ไม่ได้สนใจอะไรในรถ BMW อีกเลย

เบียร์เชื่อว่า ยังมีเพื่อน ๆ อีกมากมายที่สับสนวุ่นวายใจในรถ 2 ค่ายนี้ เบียร์แนะนำได้อย่างเดียว คือ เดินทางไปโชว์รูมทั้ง 2 ค่าย สัมผัสตัวจริง และทดลองขับดู แล้วเราจะรู้เองว่า ค่ายไหนที่เหมาะกับเราที่สุด

 

แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ เบียร์เองกลับมาสนใจในรถ Benz มากขึ้นกว่าเดิม ทุกครั้งที่มองรถเบนซ์วิ่งบนท้องถนน เบียร์มีความรู้สึกว่า รถเบนซ์สมัยนี้ ดูสปอร์ต หรูหราและสมวัย

หรือเป็นเพราะเบียร์เองเริ่มอายุมากขึ้นก็ไม่รู้นะ 5555+

 

โดยเฉพาะรถเบนซ์รุ่นหนึ่งที่ทำให้เบียร์สะดุดตาทุกครั้ง ด้วยสีสันอันโดดเด่น เตะตาเบียร์ทุกครั้งที่ขับสวนกัน

 

เพราะนอกจากรถรุ่นนี้จะมีสีแดงสดใสแล้ว ยังมีสีน้ำเงินที่ไฉไลอีกต่างหาก

 

ซึ่งผิดไปจากรถเบนซ์ปกติ ที่มีแต่สีพื้น ๆ เช่น เทา ขาว เงินและดำ

 

ด้วยความที่ชอบรถสีสดเป็นทุนเดิม เบียร์จึงตกหลุมรักรถเบนซ์รุ่นนี้ขึ้นมาทันที และรถรุ่นนี้ก็คือ Mercedes-Benz GLA

โดย GL นั้นเป็นอักษรที่บ่งบอกว่า รถรุ่นนั้นเป็นรถแนว SUV ยกสูงโดยเฉพาะ ส่วนอักษรตัวท้ายคือ ระดับของรถ

หรือพูดง่าย ๆ GLA ก็คือรถระดับ A Class มายกสูง

ส่วน GLC ก็คือรถรดับ C Class มายกสูงเป็นต้น

 

ซึ่งไม่แปลกที่เบียร์จะชอบรถแนวนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากส่วนตัวเคยขับรถเก๋งโหลดเตี้ยมาก่อน และรู้สึกถึงความยากลำบากในการใช้งานบนท้องถนนประเทศไทยที่มีหลุม มีบ่อ มีทางต่างระดับมากมายเต็มไปหมด

จะขับทีก็ต้องคอยระมัดระวัง เจอหลังเต่าก็ต้องคอยหยอดเบา ๆ บ้าง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่ขับตามมาต้องมารอเราอีก

 

และนั่นเป็นเหตุผลที่เบียร์ซื้อ Nissan Juke มาใช้ตามที่เขียนไว้ในรีวิว NISSAN JUKE TOKYO EDITION ตอนที่ 1 : ทำไมต้อง JUKE?

 

 

เพราะช่วงหลังมานี้ เบียร์ชัดเจนกับความต้องการของตัวเองว่า รถที่เหมาะกับ Lifestyle ของเบียร์ต้องเป็น รถยกสูงแนว Sport Crossover แต่ไม่ถึงขนาดรถ SUV แท้ ๆ หรือรถกระบะ เพราะไม่ได้ไปขับลุยทาง off road ที่ไหน

และขนาดรถก็ไม่ควรจะบึกบึนใหญ่โต เนื่องจากใช้งานในเมืองเป็นหลัก จึงต้องการความคล่องตัวสูงนั่นเอง

 

แม้จะตกหลุมรักรูปร่างหน้าตาภายนอกของ Mercedes-Benz GLA ไปเรียบร้อยแล้ว แต่เอาเข้าจริง เบียร์กลับถูกสะกดใจ เมื่อได้เห็นภายในของ GLA รุ่น 250 ตัวเป็น ๆ ที่จอดอยู่ตรงหน้าอย่างสง่างามในงานบวชญาติสนิท

เบียร์ยอมรับว่า วันนั้นไปยืนเพ่งดูอยู่ข้างรถ จนเจ้าของรถเข้าใจ และเปิดประตูให้ เบียร์จึงถือโอกาสขอชมภายในด้วยสายตา ก็พบว่า เบาะทรงสปอร์ตทั้งด้านหน้าและหลังนั้น มันตอกย้ำให้เบียร์หลงรัก GLA มากขึ้นไปอีก

 

จนเบียร์บอกตัวเองทันทีว่า Mercedes-Benz GLA 250 นั้น คือรถเบนซ์ที่เบียร์อยากได้มากที่สุด

 

เมื่อชัดเจนในความต้องการ และมีความพร้อมที่จะครอบครอง ก็ได้เวลาไปสัมผัสทุกความรู้สึกด้วยตัวเองครับ

โดยเบียร์เดินทางมาที่โชว์รูม Benz Star Flag ย่านดินแดงในเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2560

 

จะว่าไป นี่คือการเดินเข้าโชว์รูม Mercedes-Benz ครั้งแรกในชีวิตเลย หลังจากขับรถผ่านและได้แต่มองมาโดยตลอด

อะไรก็ตามที่เป็นครั้งแรก ย่อมตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่าปกติ ซึ่ง Benz Star Flag ก็ไม่ได้ทำให้เบียร์ผิดหวังแต่อย่างใด เพราะ First Impression ในการต้อนรับนั้น ทำได้ดีมาก ๆ

แม้ว่าตอนเข้าไปถึงนั้น จะยังไม่ได้เจอเซลล์สาวที่ได้คุย Line นัดหมายกันมาก่อนหน้านี้ก็ตาม

 

เดินเข้าไปในโชว์รูม ทางพนักงานก็พามานั่งรอเซลล์ที่โซฟาหน้าเจ้า Mercedes-Benz GLA 200 พอดี

 

โดย GLA นั้น นอกจากเป็นรุ่นที่ประกอบในประเทศ ทำให้ราคาค่าตัวถูกลงกว่าเดิมแล้ว ยังมีการปรับโฉม ปรับ Option ใหม่ในสไตล์ Minor Change เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 หรือ 2 เดือนที่ผ่านนี้เองครับ

ซึ่ง GLA นั้นมีจำหน่ายเพียง 3 รุ่นย่อยดังนี้

  1. GLA 200 Urban ราคา 2,090,000 บาท
  2. GLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,390,000 บาท
  3. GLA 45 AMG ราคา 4,840,000 บาท

สำหรับ GLA 200 นั้น หน้าตาค่อนข้างแตกต่างกับรุ่น GLA 250 AMG Dynamic ที่เบียร์หมายปอง พอมองแล้วจะออกแนวหรูหราซะมากกว่า

 

ในขณะที่ GLA 250 AMG Dynamic ที่เซลล์แอบมาจอดรอให้เบียร์ทดลองขับอยู่หน้าโชว์รูมนั้น ให้ภาพลักษณ์แนวสปอร์ตที่ดุดันขึ้นอย่างมาก ด้วยชุดแต่ง AMG สำนักแต่งคู่บุญของ Benz นั่นแหล่ะ

 

ถ้าเป็นรถ Nissan สำนักแต่งคู่บุญก็คือ Nismo นั่นเอง

(ทำความรู้จัก Nismo ได้ที่รีวิวงาน NISSAN 360 ASIA & OCEANIA ตอนที่ 2: สัมผัสความมันส์ในงาน NISMO FESTIVAL )

 

แต่จะว่าไป GLA 250 AMG Dynamic แม้มีคำว่า AMG มาพะท้าย แต่ก็เป็นแค่กลิ่นอายเท่านั้น ส่วน GLA 45 นั้น เป็นรถ Mercedes-AMG ของแท้ ที่ทาง AMG ลงทุน ลงแรงปรับแต่งทั้งหน้าตาและสมรรถนะให้แรงสมคำว่า AMG โดยมีแรงม้ามหาศาลถึง 381 แรงม้า ประหนึ่งรถ Super Car

 

และด้วยความที่เป็น GLA เพียงรุ่นเดียวที่ยังนำเข้ามาจากเยอรมันอยู่ (รุ่น 200 และ 250 ประกอบในประเทศไทย) จึงทำให้ GLA 45 ราคารุนแรง แพงตามเครื่องยนต์ไปด้วยนั่นเอง

 

ในเมื่อสู้ราคา GLA45 ไม่ไหว ลองมาดูความแตกต่างของ GLA 200 และ 250 กันครับ ว่าจ่ายแพงกว่า 300,000 บาทแล้ว ได้อะไรเพิ่มมาบ้าง

 

สมรรถนะ

  • เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบทั้งคู่ เพียงแต่รุ่น GLA 200 เครื่องยนต์ 1600 ซีซี 156 แรงม้า ส่วน GLA250 เครื่องยนต์ 2,000 ซีซี ความแรงมากถึง 211 แรงม้าครับ

ความปลอดภัย

  • ทั้ง 2 รุ่นได้ระบบความปลอดภัยมาเท่ากันครับ ไม่มีใครด้อยกว่าใคร

 

ภายนอก

  1. GLA250 มีมิติรถที่ยาวกว่านิดนึง แต่ก็เตี้ยกว่า GLA200 นิดนึงเหมือนกัน
  2. GLA200 ได้ล้ออัลลอย 5 ก้านสีเงินขนาด 18 นิ้ว แต่ GLA250 ได้ล้ออัลลอยของ AMG แบบ Multi-Spoke (ก้านเยอะมาก) สีดำขนาด 19 นิ้ว
  3. GLA200 มีไฟตัดหมอกด้านหน้า แต่ GLA250 แม้ราคาจะแพงกว่าแต่ไม่มีไฟตัดหมอก เพราะเป็นชุดแต่งของ AMG
  4. GLA250 มีหลังคากระจก Panoramic Sunroof ที่สามารถเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
  5. GLA250 มีระบบ Keyless-GO สามารถเปิดประตูรถได้โดยไม่ต้องดึงกุญแจออกมา และยังสามารถเปิดฝาท้ายได้โดยไม่ต้องกดปุ่ม แค่เพียงยื่นเท้าไปใต้กันชน
  6. GLA250 ได้กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างแต่งจาก AMG
  7. GLA250 ได้ดิสเบรคหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมด้วยโลโก้ Mercedes-Benz ที่คาลิปเปอร์หน้า

 

ภายใน

  1. GLA200 ภายในเป็นเบาะหนัง Artico ส่วน GLA250 เป็นเบาะทรงสปอร์ดหุ้มหนัง Artico สลับ Dinamica microfiber สีดำ ตัดด้ายสีแดง
  2. GLA250 มีหลังคากระจก Panoramic Sunroof ที่สามารถเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
  3. GLA250 ได้พวงมาลัยทรงสปอร์ด แต่ GLA200 เป็นพวงมาลัยทรงปกติ
  4. GLA250 ได้ชุดคันแร่งและแป้นเบรคแบบสปอร์ต
  5. GLA250 ได้พรมปูพื้น AMG

 

เมื่อลองเทียบดูแล้ว เบียร์ว่า GLA ทั้ง 2 รุ่นไม่ได้แตกต่างแบบรถทั่วไปที่จ่ายแพงกว่าแต่ได้ Option เพิ่มขึ้นเท่านั้น

 

แต่ทั้ง 2 รุ่นย่อย หรือจะรวม GLA 45 มาด้วยก็ตาม นี่คือการแยกบุคลิคของเจ้าของรถอย่างชัดเจน

GLA 200 แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่อักษรที่ลงท้ายว่า Urban ก็บ่งบอกถึงการเป็นรถใช้งานปกติในเมือง ที่มีฟังค์ชั่นมาครบครันอยู่แล้ว ไม่ใช่รถที่ใส่ฟังค์ชั่นมาน้อย ๆ แล้วมาขายในราคาที่ถูกที่สุดแต่อย่างใด

 

แถมยังสามารถวิ่งนอกเมืองได้สบาย ๆ แน่นอน เพราะขนาดรถ Eco Car เครื่อง 1,200 ซีซี มี 87 แรงม้า เบียร์ยังพาไปเที่ยวมาทั่วประเทศไทยได้สบาย ๆ นับประสาอะไรกับรถเครื่อง 1600 ซีซี Turbo แถมมีแรงม้ามากถึง 156 แรงม้า

 

ส่วนภายในของ GLA200 Urban นั้น ถ้าเพื่อน ๆ เลือกรถสีขาว สีเทา หรือสีเงิน เพื่อน ๆ จะได้เบาะหนัง Artico สีดำนุ่มสบายแบบนี้

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เลือกรถสีดำ เบาะหนังจะเปลี่ยนเป็นสีเบจแบบนี้แทนครับ

 

ดูหรูหราน่านั่งมาก ๆ ครับ

 

เพียงแต่อาจจะต้องดูแลรักษามากกว่าเบาะหนังสีดำ เพราะเบาะสีเบจจะเห็นรอยเปื้อนได้ชัดกว่านั่นเอง

 

กลับมาดูที่ GLA 250 AMG Dynamic บุคลิครถเปลี่ยนไปกลายเป็นแนวสปอร์ต

 

เพราะนอกจากภายนอกจะตกแต่งด้วยชุดแต่งรอบคัน รวมถึงล้ออัลลอยสีดำเงาขนาด 19 นิ้วของ AMG ทั้งหมดแล้ว ภายในให้ความสปอร์ตชัดเจนด้วยหน้าตาของพวงมาลัยทรงสปอร์ตท้ายตัด เบาะนั่งทรงสปอร์ต และหลังคากระจกแบบ Panoramic Sunroof

 

ซึ่งทั้งบุคลิครถ และ Option ของ GLA 250 นั้นโดนใจเบียร์สุด ๆ

 

ดูสเปคเปรียบเทียบเรียบร้อย คุณนุ่น เซลล์สาวก็ชวนเบียร์และครอบครัวออกไปลองขับกันทันที โดยในรอบแรก คุณนุ่นได้อาสาขับให้พวกเราลองนั่งดูก่อน เพราะต้องการแนะนำระบบต่าง ๆ ของรถให้ทราบ

 

เบียร์จึงตัดสินใจไปลองนั่งเบาะหลังกับครอบครัวรวม 3 คน ความรู้สึกแรกหลังรถออกตัวไป เบียร์กลับรู้สึกประทับใจในความกว้างขวางมากกว่าที่คิด

ไม่ใช่ว่ารถกว้างใหญ่ไพศาลอะไร แต่เป็นเพราะก่อนมาดูตัวจริงนั้น เบียร์มโนเอาเองว่า ภายในต้องแคบ และอึดอัดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะนั่ง 3 คนพร้อมกัน คงเบียดกันมันส์น่าดู

 

ถึงจะรู้สึกดีกว่าที่คิดในเรื่องความกว้าง แต่เบาะหลังก็ไม่ได้นั่งสบายได้สรีระอะไรขนาดนั้น เพราะส่วนรองนั่งจะค่อนข้างสั้นสำหรับผู้ชายความสูง 175 เซนติเมตรอย่างเบียร์

ซึ่งระยะทางสั้น ๆ ในการ Test Drive ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรชัดเจน

แต่สิ่งที่ชอบอย่างแน่นอนคือ GLA รุ่น 250 AMG Dynamic นั้น มีหลังคา Panoramic Sunroof ที่กินพื้นที่ครอบคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงทำให้ช่วง Head Room สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้หัวเบียร์ห่างจากเพดานสบาย ๆ แถมยังได้มองวิว ทิวทัศน์บนฟ้า ที่นำพาให้รถขนาดเล็กดูโปร่งโล่งขึ้นมาสุด ๆ

 

หลังจากคุณนุ่นวนรถให้นั่งครบ 1 รอบแล้ว ก็สลับที่นั่งกับเบียร์ เพื่อให้เบียร์มาทดลองขับด้วยตัวเอง

 

แวบแรกที่ขึ้นมาประจำการด้านคนขับนั้น ยอมรับเลยว่า วิสัยทัศน์ด้านหน้าของ GLA จะแคบกว่ารถญี่ปุ่นพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ Nissan Juke และ Nissan Sylphy ที่เบียร์ขับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ซึ่ง GLA จะให้อารมณ์ออกแนวรถสปอร์ตชัดเจนกว่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะเมื่อขับมาสักพักก็คุ้นชินครับ แถมรู้สึกชอบซะด้วยซ้ำ

 

ที่จริงการทดสอบขับนั้น ไม่ค่อยได้ลองอะไรมากมายหรอกครับ เพราะเบียร์เพิ่งเคยขับ Benz ครั้งแรก จึงไม่กล้าทดสอบอะไรตามใจต้องการ เพราะยังไม่รู้จักนิสัยและระบบของรถมากพอเหมือนรถนิสสัน

สิ่งที่ได้ทดสอบจริงจัง เพราะคุณเซลล์แอบเชียร์ ก็คือ อัตราเร่งในโหมด Sport ที่ต้องร้อง”ว้าว”ออกมาทันทีที่บี้คันเร่ง

 

ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตส่งให้เซลล์นำไปรูดปรี๊ดเพื่อจ่ายค่าจองด้วยยอด 50,000 บาททันทีที่ขับรถทดลองขับกลับมาถึงโชว์รูม

 

สำหรับสีภายนอกรถนั้น GLA มีสีให้เลือกเพียง 4 สี คือ

  1. สีขาว
  2. สีดำ
  3. สีเทา
  4. สีเงิน

โดยเบียร์เลือกสีเทาครับ เพราะเห็นสีจริงแล้วชอบในความเท่ของมัน รวมถึงยังดูแลรักษาง่ายกว่าสีขาวและดำอีกด้วย

ส่วนสีแดงกับน้ำเงินที่เคยดึงดูดสายตาเบียร์นั้น ไม่มีจำหน่ายในรุ่น Facelifted หรือรุ่นปัจจุบันแล้วครับ

 

ระหว่างรอคุณนุ่นทำเอกสารใบจอง และรายละเอียดการชำระเงิน เบียร์ถือโอกาสเดินไปชม Mercedes-Benz CLA ที่จอดอวดโฉมอยู่ตรงหน้า

 

พอเห็นแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่า รถ Mercedes-Benz รุ่นแรกจริง ๆ ที่ทำให้เบียร์เกิดรักแรกพบได้ก็คือ Mercedes-Benz CLS รุ่นพี่ของ CLA นี่แหล่ะ

 

ด้วยรูปทรงสปอร์ตซีดาน ที่สวยงามและหรูหรา ทำให้เบียร์รู้สึกได้ว่า CLS คือรถที่หัวใจใฝ่ฝัน

 

และคิดว่า ก็คงมีคนไม่น้อยที่รู้สึกเหมือนกัน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ทาง Mercedes-Benz ก็เปิดตัวเจ้า CLA มาเป็นทางเลือกใหม่ ที่เหมือนเอา CLS มาย่อส่วน ย่อไซส์ยังไงยังงั้นเลย

 

เบียร์เดาดูเล่น ๆ ว่าตัวอักษร CL น่าจะย่อมาจาก Coupe Luxury ซึ่งคงเป็นการบ่งบอกประเภทรถว่าเป็นรถสปอร์ตคูเป้ที่หรูหราสง่างามนั่นแหล่ะครับ และตามด้วยระดับของรถเป็นตัวท้ายเช่นเคย อย่าง CLS ก็เป็นรถระดับ S Class

ส่วน CLA ก็คือ รถคูเป้ระดับ A Class ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของ Benz นั่นเอง

 

แต่จะว่าไป CLA นั้นเป็นรถที่สร้างกระแสให้ Mercedes-Benz Thailand ได้อย่างดี เพราะคนใกล้ตัวที่เบียร์รู้จักต่างพากันไปจับจองต่อคิวขอครอบครองกันเป็นแถว จนได้ยินมาว่า เคยมีคนต้องรอรถนานสุดถึง 18 เดือน!!

ซึ่ง CLA นั้นก็มีจำหน่าย 3 รุ่นย่อยเหมือน GLA เป๊ะเลย

  1. CLA 200 Urban ราคา 2,140,000บาท
  2. CLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,440,000 บาท
  3. CLA 45 AMG ราคา 4,740,000 บาท

จะเห็นได้ว่า ราคาของ CLA จะแพงกว่า GLA ประมาณ 50,000 ครับ ซึ่งคุณนุ่นบอกเบียร์ว่า เพราะคำว่า Coupe คำเดียวเลย ที่ทำให้ราคาแพงขึ้น

ยกเว้นรุ่น 45 AMG ที่ CLA กลับมีราคาถูกกว่า GLA ถึง 100,000 บาท!!!

 

และแน่นอนว่า ความแตกต่างของ 2 รุ่นย่อยก็คงจะคล้าย ๆ กันกับ GLA ครับ เพราะเบียร์ลองเข้าไปนั่งภายในแล้วก็รู้สึกว่า หน้าตาเหมือนกันเลย

 

ข้อดีของ CLA ที่เบียร์ชอบก็คือ กระจกประตูไร้ขอบทั้ง 4 บาน ให้อารมณ์รถสปอร์ตเปิดประทุนชัดเจน

ส่วนข้อเสียคือ ที่นั่งด้านหลังแคบและอึดอัดกว่า GLA มาก ๆ เบียร์แค่เอาตัวเข้าไปลองนั่ง หัวเบียร์ก็ชนนู่น ชนนี่ไปเรียบร้อย

 

ดังนั้น ถ้ามีผู้โดยสารด้านหลังบ่อย ๆ ทั้ง 2 รุ่นไม่เหมาะหรอกครับ ควรขึ้นไปมอง Mercedes-Benz รุ่น GLC ขึ้นไปจะดีกว่า

แต่ถ้าแค่พอนั่ง 4-5 คนได้บ้าง แล้วชอบแค่ 2 รุ่นนี้  GLA ย่อมสะดวกกว่า CLA แน่นอนครับ

 

และเมื่อคุณนุ่นทำเรื่องจองรถให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เบียร์ก็เดินทางออกจากโชว์รูมด้วยความตื่นเต้นที่จะได้รับเจ้า GLA มาครอบครองหลังจากแอบมองมายาวนานครับ

 

จริงอยู่ว่า รักแรกพบนั้นอาจจะไม่จบแบบ Happy Ending

แต่ถ้าหัวใจเรารักจริง จะบันดาลทุกสิ่งให้ความฝันเป็นจริงได้ครับ

 

แล้วติดตามต่อในตอนที่ 2 “ตรวจรับรถใหม่” ไม่นานเกินรอครับ ^^