คลังเก็บหมวดหมู่: รถยนต์

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 8 “ถอยยยดีกว่า”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

สำหรับเมนูอื่นบนเครื่องเสียง i connect ก็ไม่มีอะไรสำคัญแล้วครับ แต่ที่ขาดการรีวิวไปไม่ได้ ก็น่าจะเป็นกล้องมองหลัง ที่ยังใช้งานร่วมกับจอ i connect นั่นละ

ซึ่ง Nissan Juke ทั้งรุ่น 1.6E และ 1.6V นั้นก็มีกล้องมองหลังมาให้เรียบร้อยแล้วทั้ง 2 รุ่น

 

เพียงแต่รุ่นท็อป 1.6V จะดีกว่าตรงได้รับเซนเซอร์ถอยหลังสีดำ 2 จุดมาให้ด้วย คือได้เห็นทั้งภาพ ได้ยินทั้งเสียง

 

แต่เพื่อน ๆ ที่เลือกรุ่น 1.6E แม้จะไม่ได้เซนเซอร์ถอยหลัง ก็อย่าไปแคร์ครับ เพราะเซนเซอร์ถอยหลัง 2 จุดแค่นี้ ขอเซลล์เป็นของแถมได้เลย จิ๊บ ๆ แถมยังขอให้พ่นสีเดียวกับตัวรถก็ได้ เนียนกว่าอีก 55555+

กลับมาดูที่กล้องมองหลัง ซึ่งจะทำงานต่อเมื่อเราเข้าเกียร์ถอยหลังนั่นเองครับ เข้าเกียร์ปุ๊ป ก็จะแสดงภาพผ่านจอ i-Connect ปั๊ป

 

โดยจะมีเส้นสี ๆ แสดงระยะให้ทราบด้วย

 

แม้จะถอยรถเวลากลางคืนก็ยังมองเห็นได้ชัดเจนครับ

 

ทีนี้ถ้าบางเวลาที่เพื่อน ๆ รู้สึกว่าจอมันสว่างไปหรือมืดไป แล้วมองไม่เห็น เพื่อน ๆ ก็เข้าไปปรับแสงหน้าจอได้ที่เมนู “ตั้งค่าความสว่าง” ที่เบียร์บอกไปในรีวิวก่อนหน้านี้แล้วนะครับ

ลองตั้งแบบมืดสุดดูครับ

 

ภาพจะเป็นแบบนี้

 

แล้วถ้าลองปรับแบบสว่างสุดละ

 

ภาพก็จะสว่างจ้าแบบนี้เลย

 

ซึ่งเวลาเราถอยรถตอนกลางคืนก็ปรับได้เหมือนกันเลยครับ เช่น ถ้าแบบนี้มองแล้วมืดไป

 

ก็ปรับให้สว่างขึ้นได้เลย

 

ทีนี้เส้นสี ๆ เหมือนไฟจราจรมันช่วยอะไรเราได้?

แน่นอนมันก็มีความหมายอย่างไฟจราจรนั่นละครับ คือ ถ้าระยะข้างหลังแตะเส้นสีเขียวแบบนี้ ยังปลอดภัยอยู่ หรือยังถอยต่อไปได้อีก ถ้าต้องการ

 

เพื่อความชัดเจน เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ลงจากรถไปดูของจริงว่า ระยะเส้นสีเขียวห่างแค่ไหน

 

ต่อด้วยเส้นสีเหลือง แปลว่า เตรียมตัวหยุด

 

ภาพจริงเป็นแบบนี้

 

และสุดท้ายเส้นสีแดงคือ “หยุดได้แล้วโว้ยยยย”

(อันนี้เบียร์ได้ยินเจ้าของรถคันหลังตะโกนมานะ 55555+)

 

มาดูภาพความห่างของจริงครับ

 

และอย่างที่เบียร์บอกถึงปัญหาของวิทยุไปแล้วในรีวิวตอนที่ 7  ว่า ถ้าใส่จอไม่แน่น เวลาเข้าเกียร์ถอยหลังแล้ว ภาพจะไม่ขึ้นนะครับ

 

ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ ด้วยการดันจอให้แน่นครับ ภาพจะขึ้นมาแบบนี้

 

แต่ถ้าให้ชัวร์ที่สุด ก็ลองทำตามเทคนิคการใส่จอ ที่เบียร์แนะนำไว้แล้วด้านบน เพราะตั้งแต่ใส่ด้วยวิธีนั้น เบียร์ก็ยังไม่เจอปัญหาจอหลุด ภาพหายอีกเลยครับ

จบเรื่องจอ i connect เรียบร้อยครับ เด๊่ยวในตอนหน้า มาดูระบบ i con กันต่อครับ ว่าคืออะไร? และใช้งานกันอย่างไร? ในรีวิวตอนที่ 9 นะครับ

ขอบคุณครับที่เข้ามาอ่านรีวิว Nissan Juke ของเบียร์

 

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 7 “เครื่องเสียงทันสมัยกับ i Connect”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

จบเรื่องเรือนไมล์ไปแล้ว มาดูตรงกลางคอนโซลบ้าง

 

โดดเด่นเหนือใครกับเจ้าปุ่มเปิดไฟฉุกเฉิน ที่ Stand Alone อยู่ตรงกลางเป๊ะ

 

ต้องบอกว่า พอใช้งานจริงแล้วเบียร์ชอบมาก เพราะเวลาฉุกเฉิน เราก็ต้องการความฉุกเฉิน จะมามัวงม หาปุ่มมันก็ไม่ใช่ โดดเด่นแบบนี้แหล่ะ กดง่ายยิ่งนัก

ปกติเบียร์มักจะใช้ไฟฉุกเฉินเวลาเตรียมจะจอดรถในอาคารจอดรถ หรือตามที่จอดรถสาธารณะ เพื่อให้คันหลังทราบว่า เรากำลังชะลอรถเพื่อเตรียมถอยเข้าจอด

 

จริง ๆ แล้ว เจ้าไฟฉุกเฉินนี้ คนไทยชอบเรียกกันว่า “ไฟผ่าหมาก” เบียร์ไม่รู้ว่า คุณตาคุณยายชอบเปิดไฟนี้ แล้วเอาหมากมาผ่าหรือยังไง ทำไมเรียกกันแบบนั้น

ไม่ใช่ละ คำเรียกนี้น่าจะมาจากเวลาเราขับรถตรงสี่แยกไฟแดง แล้วเราจะตรงไป มีความเชื่อกันว่า เราควรเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อบอกว่าเราจะตรง แล้วขับ “ผ่าหมาก” เข้าไปเลย

ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด ๆ เพราะการเปิดไฟฉุกเฉินนั้น คันหลังอาจจะเห็นไฟทั้ง 2 ข้างก็จริง แต่รถคันที่อยู่เลนอื่นของสี่แยก เช่น ทางซ้าย ก็จะเห็นไฟเลี้ยวข้างซ้ายข้างเดียว ส่วนรถที่อยู่เลนทางขวาก็จะเห็นไฟเลี้ยวขวาข้างเดียว ซึ่งอาจจะทำให้รถเหล่านั้นเข้าใจว่า เรากำลังเลี้ยว และอาจจะตัดสินใจขับรถพุ่งออกมาเลยก็ได้ ผลลัพธ์คงไม่ต้องพูดถึง ว่าจะเสียหายมากมายขนาดไหน?

ดังนั้น เพื่อน ๆ ที่ยังมีความเข้าใจตรงนี้อยู่ ให้เปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ด้วยนะครับ

 

ถัดจากไฟฉุกเฉิน ก็จะเป็นเครื่องเสียงติดรถ ที่นิสสันเรียกอย่างสวยหรูว่า i-Connect

 

มาพร้อมหน้าจอระบบสัมผัสขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถถอดออกมาพกพาได้อีกต่างหาก มาม่ะ มาลองดูกัน เริ่มต้นด้วยการเปิดเครื่องก่อนเป็นอันดับแรก

 

เครื่อง boot ด้วยโลโก้นิสสันอยู่แป๊ปนึง เมื่อ boot เสร็จแล้ว ก็ขึ้นหน้าจอเตือนแบบนี้

 

อ่านแล้วก็กดตกลงไป เพื่อเข้าหน้าจอหลัก

 

จะเล่นอะไรก่อนดี USB ก็ไม่มี SD Card ก็ไมได้เสียบ งั้นเราไปดูเมนูด้านขวาก่อนแล้วกัน

 

ปุ่มแรกสุดไว้เปิด-ปิดเครื่องด้วยการกดปุ่มค้างไว้เพื่อเปิด หรือปิด  ซึ่งถ้าเราเปิดเครื่องอยู่ แล้วกดเบา ๆ 1 ที หน้าจอจะดับลง แต่เสียงเพลงจะยังดังอยู่เหมาะสำหรับการขับรถเวลากลางคืน ที่จะช่วยให้แสงจากหน้าจอไม่มากวนสายตาเรานั่นเอง

ส่วนปุ่มที่ 2 คือปุ่ม Menu ใช้สำหรับกดเมื่อต้องการกลับมาที่หน้าจอหลัก หรือหน้า Home ครับ

 

และปุ่มสุดท้ายคือ ปุ่ม VR หรือ สั่งงานด้วยเสียง ใช้เมื่อเราต้องการสั่งงานด้วยเสียง จะสั่งอะไรก็ตามแต่ เราสามารถเรียกมันมานั่งคุย ให้เข้าใจกันและกันก่อนได้ ว่า ถ้าฉันพูดแบบนี้ แกต้องทำตามนี้นะ เป็นต้น

 

แต่เบียร์คงต้องขอตัวข้ามฟังค์ชั่นนี้จริง ๆ เพราะส่วนตัวเบียร์ถนัดแต่การพิมพ์ พอให้มาพูดกับเครื่องมือสื่อสารแบบนี้ คุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่อง ฟังกันไม่ค่อยจะเข้าใจ เคยนั่งทะเลาะกับ siri จนขว้างเครื่อง iPhone ทิ้งไปครั้งหนึ่ง แล้วก็ไปด่า Apple ว่า ทำมาไม่ดี แต่พอเห็นใคร ๆ เค้าก็ใช้งานกันได้สบาย ก็เลยรู้ว่า ตัวเองนี่แหล่ะ ที่พูดจาไม่รู้เรื่อง 55555+

มาดูมุมล่างขวากันต่อ

 

ช่องแรกเขียนเอาไว้ว่า USB iPod และ AUX คือช่องที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ภายนอกตามที่กล่าวมานั่นเอง

โดยถ้าเราจะ“เสียบ” อะไรลงไป ก็ให้เอามือดันไปทางด้านขวาของช่องครับ

 

ฝาก็จะเปิดอ้าออกมาแบบนี้

 

รูบนคือช่องเสียบ Flash Drive หรือ USB  เรามาลองทดสอบกันเลยดีกว่า

 

เสียบเข้าไปเลยแบบนี้

 

จะเห็นได้ว่าก่อนเราเสียบเข้าไป ที่หน้าจอหลัก เมนู USB จะเป็นสีดำเทาอยู่เลย แต่พอเราเสียบไปปุ๊ปก็เปลี่ยนเป็นสีแดงทันที

 

ซึ่งเครื่องเสียงตัวนี้ จะไม่เล่นอัตโนมัตินะครับ ถ้าเราไม่บอก ดังนั้น เราต้องบอกมันว่า ฉันจะฟังเพลงจาก USB ด้วยการจิ้มเข้าไปที่คำว่า USB ให้หน้าจอเปลี่ยนเป็นแบบนี้

 

เมื่อโหลดเสร็จ ก็จะมีหน้าจอขึ้นมาแบบนี้

 

เราสามารถคัดกรองเพลงใน USB มาฟังได้ 4 แบบ จากเมนูด้านบน เริ่มที่

1. อัลบั้มแบบ Folder

 

เพลง

 

รายการเพลง

 

และสุดท้ายแบบอัลบั้มของศิลปิน

 

เมื่อเลือกเพลงได้แล้ว หน้าจอก็จะเป็นแบบนี้

 

ซึ่งก็จะมีเมนูการควบคุมเพลงแบบทั่ว ๆ ไป ทั้งสุ่มเล่นเพลง เลือกเพลงถัดไป เล่นเพลงย้อนกลับ หยุดเพลง รวมถึงเล่นซ้ำ

ส่วนเมนูด้านล่างก็มีให้เลือกไฟล์ประเภทต่าง ๆ ใน USB มาเล่น (ถ้าเราลงไว้) เช่นดู VDO รูปภาพ หรือดูเมนูเพลงทั้งหมด รวมทั้ง ปิดเสียงเพลง เพิ่ม เสียง ลดเสียง

 

นอกจากนี้ เรายังควมคุมการสั่งเล่นเพลงถัดไป เพลงย้อนหลัง เลือกเล่นเพลงจากแหล่งอื่น (วิทยุ , AUX , SD Card)  เพิ่มเสียง และลดเสียงได้ที่ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยครับ

 

ทีนี้มาดูรูถัดมาด้านล่างเลยดีกว่า กับช่อง AUX

 

ช่อง AUX นี้มีไว้“เสียบ”อุปกรณ์ต่อพ่วงทั้งหลาย เช่น โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์ที่มีรูหูฟังมาตรฐานขนาด 3.5 ม.ม. ถ้าต้องการเล่นโหมดนี้ คุณต้องมีสายเชื่อมต่อแบบนี้ก่อนนะครับ

 

สายนี้จะมีหัวและหางเหมือนกันแบบนี้

 

เมื่อจะใช้ เราก็เอาปลายข้างหนึ่งเสียบรูเข้าไปเลย

 

และเอาปลายอีกข้างหนึ่งมาเสียบที่อุปกรณ์ต่อพ่วงของเรา อย่างเบียร์ก็เสียบกับ iPhone นั่นเองครับ

 

แต่ถ้าสังเกตให้ดี ในหน้าจอเมนูหลักจะไม่มี icon AUX ให้กดเหมือน USB ครับ ซึ่งเราต้องกดลูกศรสีแดงทางขวาก่อน 1 ที

 

แล้วก็จิ้มไปเลยที่เมนู AUX 1 ซึ่งจะขึ้นสีแดงมา เพื่อบอกเราว่า เมนูนี้สามารถใช้งานได้ เพราะเชื่อมต่อเรียบร้อยแล้ว

 

ก็จะเข้าหน้าจอเปล่า ๆ แบบนี้ ไม่มีอะไรเลย

 

นั่นเป็นเพราะว่า การใช้โหมด AUX นั้น เพื่อน ๆ ต้องควบคุมการเล่นเพลงทั้งหมดผ่านอุปกรณ์ของเราเองนะครับ ไม่ว่าจะเลือกเพลง เปลี่ยนเพลง หรือหยุดเพลง ไม่สามารถจิ้มเลือกที่หน้าจอได้

 

เพราะที่หน้าจอจะเหลือเมนูแค่ “ปิดเสียง” “เพิ่มเสียง” และ “ลดเสียง” เท่านั้น ที่เครื่องเสียงสามารถควบคุมได้

 

ซึ่งแน่นอนว่า เรายังสามารถควบคุมเสียงได้ด้วยปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยเช่นเคยครับ

 

จากช่อง AUX มาดูช่องล่างสุดขวามือของเครื่องเสียง i-Connect กันครับ ว่ามันเอาไว้ทำอะไร

 

เริ่มด้วยการงัดแงะตรงด้านซ้ายของมันแบบนี้ครับ

 

จนมันตั้ง แข็งปั๋งแบบนี้

 

แล้วก็เอามือกดมันลงไปเลย เสมือนมันคือปุ่ม 1 ปุ่ม

 

ก็พบว่า มันคือปุ่มดึงหน้าจอแบบพกพาออกมานั่นเอง เพราะจอทะลักหลุดออกมาแบบนี้

 

ดึงออกมาเรียบร้อย

 

ดูกลไกการล็อคของมันกันครับ

 

จากนั้นลองพลิกดูด้านหลังของเครื่อง

 

ถ้าจะเอาเครื่องพกพาไปด้วย ก็เลื่อนถาดปิดลงมาครับ เพื่อป้องกันความเสียหาย

 

ส่วนการนำเครื่องไปเล่นที่อื่นนั้น ต้องมี Power Bank หรือ แหล่งจ่ายไฟมาเสียบสายไว้ครับ เพราะในเครื่องไม่มีแบตเตอรี่ในตัว

 

ถึงจะเปิดเล่นได้แบบนี้

 

ลองพลิกจอดูด้านข้าง

 

ก็พบช่องใส่ SD Card ซ่อนอยู่ เบียร์เลยไปเอา SD Card มาลองเสียบเข้าไปดู โดยใส่ไปในทิศทางแบบนี้นะครับ

 

กดมันเข้าไป

 

ให้สนิทแบบนี้

 

ใส่จอกลับเข้าไปดีกว่า กดเข้าไปเลยตรง ๆ ให้มันรู้สึกว่าเข้าล็อคก็พอละ

 

ปรากฏว่า การใส่ง่าย ๆ แบบนี้ มันไม่แน่นเท่าที่ควรครับ ปัญหาที่ตามมาก็เลยมีดังนี้

1.   ขับอยู่ดี ๆ  เสียงเพลงหายไปเฉย ๆ  กดปุ่มปิดเสียง เพิ่มเสียง ลดเสียงยังไงก็ไม่กลับมา

 

2.   ขับขึ้นหลังเต่า หรือคอสะพานแรง ๆ จอเด้งหลุดออกมา ดีนะที่จอไม่ตก แต่สิ่งที่ตก คือ ตกใจ!!!

 

3.   เข้าเกียร์ถอยหลัง ไม่มีภาพจากกล้องมองหลังขึ้นหน้าจอ

 

4.   หน้าจอค้างโลโก้ Nissan ตลอดเวลา

 

อาการต่าง ๆ เหล่านี้ ล้วนเกิดมาจากการที่จอไม่แน่นทั้งนั้นครับ เบียร์เลยถอดจอมาดูกลไกการล็อคของมันอีกที

 

เบียร์เลยลองใส่จอเข้าไปใหม่ ด้วยการเอาด้านซ้ายของจอสอดเข้าไปก่อน

 

แล้วกดด้านขวาตามให้แน่น ๆ จนได้ยินเสียงล็อค

 

จากนั้นก็ทดลองใช้ ปรากฏว่าแน่นหนาดี วิ่งสะเทือนยังไงก็ยังไม่หลุด ปัญหา 4 ข้อที่บอกไปก็ยังไม่กลับมาอีกเลย แสดงว่าวิธีนี้เวิร์ค

 

เมื่อกี้ใส่การ์ด SD ไปแล้ว มาทดลองกัน จากหน้าเมนูหลัก ให้กดลูกศรดูเมนูที่ซ่อนอยู่ก่อน

 

ก็จะเจอเมนู SD Card อยู่บนสุดเลยของแถบที่ซ่อน ก็กดเลือกเลย

 

สำหรับเมนูเพลงของ SD Card นั้น หน้าตาก็เหมือนที่เสียบ USB เล่นนั่นละครับ เพียงแต่จะมีคำว่า “SD เพลง” กำกับอยู่ด้านบนว่า เป็นการเล่นไฟล์จาก SD Card ที่เบียร์เสียบไปที่ข้างเครื่องนั่นเอง

 

กลับมาดูที่หน้าเมนูหลักกันต่อ

 

ลองกดที่ Radio ดู ซึ่งก็คือการฟังเพลงจากคลื่นวิทยุนั่นเอง

 

โดยวิทยุนั้นรับสัญญาณมาจากเสาอากาศบนหลังคาอันนี้นี่ละ

 

ถ้าฟังแล้ว คลื่นไม่ค่อยชัด สามารถปรับเปลี่ยนองศาของเสาได้เลยนะครับ

 

มาดูเมนูของวิทยุกัน เพื่อน ๆ จะเห็นคำว่า FM อยู่ ซึ่ง  FM หรือ Frequency Modulation นั้นเป็นการผสมคลื่นเสียงทางความถี่ครับ เป็นที่นิยมมากในปัจจุบัน เพราะไม่เกิดการรบกวนจากสภาพอากาศ ทำให้เสียงชัดเจน แจ่มแจ๋ว ซึ่งรายการวิทยุทางคลื่น FM ก็จะมีหลากหลาย ตั้งแต่ข่าว ดนตรี กีฬา ธุรกิจ ศิลปวัฒนธรรม ตามแต่ละคลื่นจะจัดสรรออกมาให้เราฟังกัน

โดยเมื่อเรากดปุ่ม FM 1 ที ก็จะขึ้นว่า FM1

 

พอกดคำว่า FM อีกครั้งก็จะขึ้นว่า FM2

 

ลองกดดูอีกครั้ง ก็จะเป็น FM3

 

แล้ว FM1 FM2 FM3 ต่างกันยังไง?

ที่จริงแล้ว FM 1 2 3 คือ ชุดการจัดเก็บคลื่น FM โปรดของเราไว้นั่นแหล่ะครับ เวลาเรามีคลื่นเพลงที่ฟังประจำ เราก็ควรบันทึกเอาไว้ จะได้ไม่ต้องมาคอยหาหรือหมุนคลื่นใหม่ทุกครั้ง

ซึ่งแต่ละ FM ทั้ง 1 2 และ 3 สามารถจัดเก็บได้ชุดละ 6 คลื่น เท่ากับว่า เราสามารถบันทึกคลื่น FM ที่ฟังประจำได้มากถึง 18 สถานี 

บางคนอาจจะสงสัยว่า จะเก็บไปทำไมเยอะแยะ วัน ๆ ฟังอยู่ไม่กี่คลื่น ซึ่งเบียร์ก็ต้องบอกว่า อันนี้แล้วแต่เราประยุกต์ใช้เลยครับ ถ้าเราขับรถคนเดียว เราอาจจะประยุกต์แบบนี้

1.   FM1 เก็บสถานีเกี่ยวกับรายงานข่าวทั้งหมด

2.   FM2 เก็บสถานีเกี่ยวกับเพลงไทยทั้งหมด

3.   FM3  เก็บสถานีเกี่ยวกับเพลงสากลทั้งหมด

หรือในกรณีที่เจ้า Nissan Juke คันนี้สลับใช้ในครอบครัวหลายคน แต่ละคนมีคลื่นวิทยุโปรดต่างกัน เช่น คุณพ่อชอบฟังข่าว  คุณแม่ชอบฟังเพลงสากล คุณลูกชอบฟังเพลงวัยรุ่น ก็แบ่งกันเป็น set ของใครของมันได้

คุณพ่อขึ้นรถมา อยากฟังวิทยุ เลือก FM1 ไปเลย พอคุณแม่มาขับ ก็กดเข้า FM2 ไป ฟังคลื่นโปรดของตัวเองได้สบาย ไม่ต้องมาคอยหา คอยตั้งให้เสียเวลา เป็นต้น

จาก FM มาดู AM กันครับ

 

AM นั้นย่อมาจาก Amplitude Modulation ซึ่งหมายถึงการผสมคลื่นวิทยุด้วยความสูงของคลื่น ซึ่งคลื่นประเภท AM จะไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่นัก เพราะด้วยลักษณะการผสมคลื่นที่เกิดการรบกวนได้ง่าย ซึ่งส่วนใหญ่คลื่น AM เท่าที่เบียร์เคยได้ยิน จะเป็นรายการธรรมะ และเพลงเก่า ๆ เสียมากกว่า

โดย Nissan Juke ไม่ได้เอาใจคอวิทยุคลื่น FM เพียงอย่างเดียว แต่ยังเอาใจคอวิทยุคลื่น AM ด้วย เพราะให้ชุดบันทึกคลื่น AM มาถึง 2 ชุด ทั้ง AM1 และ AM2  รวมทั้งหมด 12 สถานี ซึ่งปกติ รถรุ่นอื่น เบียร์เห็นให้มาแค่ AM 1 แค่ 6 สถานีเท่านั้น

 

มาดูเมนูถัดมา Auto Save

 

เมนูนี้ เรียกว่า เมนูสิ้นคิด ประมาณว่า เจ้าของรถขี้เกียจหาคลื่นเอง ไม่มีคลื่นโปรดเหมือนใครเค้า แต่อยากหาอะไรฟังแก้เหงาเท่านั้น เลยสั่งให้ Auto Save ช่วยเลือกคลื่นเด็ด ๆ มาให้ฟังล้างขี้หูหน่อยสัก 6 คลื่น

อารมณ์ประหนึ่งเหมือนเราเดินเข้าร้านอาหาร แต่ไม่รู้จะสั่งอะไรกิน เลยบอกพนักงานเสิร์ฟว่า “น้อง จัดเมนูแนะนำของร้านมาสัก 6 อย่างสิ” 

 

ถามว่าสบายไหม ก็สบาย ไม่ต้องทำอะไร ดูเหมือนดี แต่ข้อเสียมันก็มี เพราะอาหารที่เอามาเสิร์ฟให้โดยที่เราไม่ได้เลือกเองนั้น มันอาจจะไม่อร่อย!!!

มาดูเมนูต่อไป SCAN

 

ก่อนที่เราจะกดปุ่มแสกน เราก็ต้องเอาแผ่นงานที่จะแสกนมาวางก่อน แว๊กกกก มั่วแล้ว มันไม่ใช่เครื่อง Printer Multi-Function All-in-One ที่ Office สักหน่อย

การแสกนคลื่นวิทยุใน Nissan Juke จะเป็นการหาคลื่นที่ฟังได้ในขณะนั้นมาให้โดยอัตโนมัติ เพียงแต่ปุ่ม scan จะมีบริการให้ทดลองฟังเสียงจากคลื่นนั้นประมาณ 5 วินาที ว่าชอบเสียงดีเจไหม? เพลงที่เปิดถูกใจหรือเปล่า? ถ้าเดีเจพูดมากไป ไม่เปิดเพลงให้ฟังสักที วิทยุก็จะค้นหาคลื่นถัดไปมาให้ลองฟังอีกเรื่อย ๆ จนกว่าเราจะพอใจ

 

เมื่อฟังแล้วชอบคลื่นไหน อยากฟังคลื่นนั้นต่อ เราก็กดปุ่ม SCAN อีก 1 ที เพื่อหยุดการแสกนไว้ที่คลื่นนั้น ๆ

ปุ่มนี้เบียร์ว่าเหมาะมากกับผู้ขับขี่ ที่ไม่ต้องละสายตามาดูหน้าจอให้เสียสมาธิ เพราะแค่กดปุ่ม SCAN เพียงครั้งเดียวเท่านั้น

และถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนหนึ่งที่เคยมีวิทยุแบบหมุนหาคลื่นเอง และไม่ชอบฟังเสียงดีเจเจื้อยแจ้วมาก เพราะอยากฟังแต่เพลงอย่างเดียว ก็น่าจะเคยทำเหมือนเบียร์มาแล้ว คือ หมุนคลื่นไปทีละนิดเพื่อหาเพลงเพราะ ๆ พอเราหมุนเจอเพลงอะไร ก็ลองฟังอยู่นิดหนึ่ง ถ้าถูกใจก็ปล่อยมือฟังเพลงในคลื่นนั้นต่อจนจบ

แต่ถ้าเพลงไม่ถูกใจก็ค่อย ๆ หมุนหาเพลงอื่นต่อไปเรื่อย ๆ ซึ่งคนที่คิดค้นปุ่มนี้ขึ้นมา ก็ผ่านประสบการณ์นี้มาแล้วนั่นละครับ เลยทำปุ่ม SCAN มาให้ค้นหาโดยอัตโนมัติแทนซะเลย หมดเรื่องหมดราว ปลอดภัยในการขับรถด้วย

——————–

ทีนี้มาดูเมนูบรรทัดบนกันบ้าง

 

บรรทัดนี้มีแค่ 3 ปุ่มเท่านั้น เบียร์เลยกดปุ่มขวาสุดดูก่อน

 

ปรากฏว่าคลื่นวิทยุเปลี่ยนไปข้างหน้า 0.05 MHz

 

พอกดอีกทีก็เลื่อนไปอีก 0.05 MHz ซึ่งนี่คือการเลือกคลื่นความถี่ด้วยตัวเราเอง ในกรณีที่เรารู้เลขคลื่นแน่ชัดอยู่แล้ว

 

เพราะเบียร์จะบอกให้เพื่อน ๆ ทราบอีกอย่างว่า บางพื้นที่ อาจจะรับสัญญาณวิทยุได้จริง แต่ไม่ชัดมาก ถ้าเรากดปุ่ม Auto Save หรือ Scan มันอาจจะวิ่งผ่านคลื่นนั้นไปเลย ทำให้เราอดฟัง

แต่การกดแบบระบุคลื่นอย่างนี้ จะทำให้เราได้ยินเสียงเพลงหรือดีเจหรือข่าวจากคลื่นวิทยุนั้น ๆ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะคลื่นจะชัดหรือไม่ก็ตาม

ส่วนปุ่มซ้ายก็ตรงกันข้าม นั่นคือ ถอยหลังทีละ 0.05 MHz

 

ทีนี้การกดคลื่นแบบนี้ มันระบุคลื่นได้ก็จริง แต่มันไปช้ามากกกกกกกก ทีละ 0.05 เท่านั้น อย่างตอนนี้อยู่ที่ 95.55 ถ้าเราจะฟัง 106.5 มิวายต้องกดกัน จนนิ้วล็อคเลยหรอ?

ดังนั้น ถ้าเราต้องการติด Turbo ก็ให้ใช้ปุ่มกลางเลยครับ ที่เขียนว่า Manual

 

พอกดปุ่ม Manual แล้ว หน้าตาจะเปลี่ยนไปเป็นแบบนี้ครับ

 

ข้อดีคือ เราเอานิ้วลากขีดไปยังคลื่นที่ต้องการได้เลยครับ ว่องไวทันใจ จะลากจาก 88 ไป 107 กลับไปกลับมา 3 รอบก็ยังได้ เอาให้หายคันไม้คันมือไปเลย

 

แต่ข้อเสียคือ เมื่อลากแล้ว คลื่นอาจจะไม่ตรงเป๊ะตามที่เราต้องการ แต่ก็มีตัวช่วยครับ คือ ลูกศรสีแดงที่ต้นน้ำและปลายน้ำ เอ๊ยยย ไม่ใช่ ที่ต้นทางและปลายทางนั่นแหล่ะ เอามาประยุกต์ใช้ได้เลย เพื่อกดให้ตรงเลขคลื่นแบบสุด ๆ

เช่น เราอยากฟังคลื่น 97.70 แต่พอเอานิ้วลากแถบมาบริเวณ 97.70 แต่ก็ยังไม่ตรง เพราะไปลงที่ 97.60 แล้วพอเอานิ้วลากไปทางขวาอีกนิดเพื่อให้ตรง ก็เลยไปอีก สิ่งที่ต้องทำคือ ให้กดลูกศรสีแดงด้านขวา 2 ที ก็จะได้เลขคลื่น 97.70 นั่นเอง

 

และสุดท้ายกับสิ่งที่สำคัญของวิทยุ ก็คือ การบันทึกคลื่น ซึ่งง่ายมาก ๆ ครับ

เริ่มแรกเราต้องรู้ก่อนว่าจะเราจะบันทึกในชุด FM 1 หรือ 2 หรือ 3 เราก็กดไปที่ชุด FM นั้น ๆ ก่อน เช่น เบียร์จะบันทึกใน FM2 ก็กดมาที่ FM2 ก่อน

 

จากนั้นก็ทำการหาคลื่นที่ต้องการตามวิธีข้างต้น ไม่ว่าจะ Scan หรือเลือกคลื่นเองแบบ Manual ก็จัดกันไป

สมมติได้คลื่นแล้วที่ 95.50 เราก็ต้องถามตัวเองว่าเราจะบันทึกในหมายเลขอะไร 1 – 6 สมมติเบียร์จะบันทึกที่เลข 3 เบียร์ก็กดที่เลข 3 ค้างไว้แบบนี้สัก 2 วินาที

 

แค่นี้เองครับ ง่าย ๆ คราวต่อไปจะฟังเพลงจากคลื่นนี้ก็แค่กดเลข 3 จาก FM2 เท่านั้นเอง ที่ปุ่มเลข 3 ก็จะขึ้นสีแดง เพื่อบอกให้รู้ว่าเราฟังคลื่นที่บันทึกอยู่ที่เลข 3 นั่นเอง

 

กลับมาที่เมนูหลัก เพื่อดูเมนูอื่นกันต่อ

 

เห็นคำว่า “อินเทอร์เน็ต” ก็อยากจะเล่นขึ้นมาทันที แต่แน่นอน การจะเล่น Internet ได้ ไม่ว่าจะนั่งเล่นในรถ หรือ จะถอดจอเอาออกไปเล่น ผ่าน wifi ในบ้านหรือที่ทำงาน เราก็ต้องให้เจ้าเครื่อง i-Connect นี้ รู้จักกับ wi-fi ที่ใช้อยู่ซะก่อน ด้วยการเข้าที่เมนู “ตั้งค่า” ครับ

 

แล้วก็เข้าที่การตั้งค่า WiFi

 

ก็จะเจอสัญญาณ Wi-Fi ในบริเวณนั้น อันไหนของเรา ก็จิ้มเข้าไป

โดยตอนทดสอบนี้ เบียร์มาลองเชื่อมต่อที่ office ชื่อ Wi-Fi ว่า Chiarapan.com พอเจอแล้ว เบียร์ก็จิ้มเข้าไป แล้วก็ใส่ password ซะ

 

พอกรอก password ปุ๊ป ก็ขึ้นแบบนี้

 

เมื่อเชื่อมต่อได้แล้ว สถานะก็เปลี่ยน

 

ก็สามารถเล่น Internet ผ่านเครื่อง i-Connect ได้แล้ว

ทีนี้ในเมื่อเข้ามาเมนู“ตั้งค่า”ของเครื่องแล้ว ก็เปิดให้ดูซะหน่อยว่าตั้งค่าอะไรได้บ้าง

 

เบียร์จะพาไปดูการตั้งค่าสำคัญ ๆ นะครับ ที่เราจะได้ใช้งานกันบ่อย ๆ เริ่มที่เมนูแรก ปรับตั้งค่าเครื่องเสียง

 

ในด้านซ้ายของหน้าจอ จะเป็นการตั้งเสียงออกจากลำโพงนะครับ โดย Nissan Juke นั้นมีลำโพงที่แผงประตูทั้ง 4 บาน

 

และมี Tweeter อีก 2 ด้านที่เสา A ด้านหน้าของรถทั้งซ้าย และขวา

 

โดยการตั้งค่าในส่วนนี้คือ การตั้งให้เสียงออกที่ลำโพงด้านไหนบ้าง แบ่งเป็นหน้า หลัง ซ้าย ขวา ใช้เส้นสีขาวเป็นตัวกำหนด อย่างในภาพคือ ออกเท่าเทียมกันทุกลำโพง

 

ถ้าเราจะให้เสียงออกลำโพงไหนมากที่สุดก็จิ้มที่คำนั้นได้เลยครับ อย่างเบียร์จะให้เสียงออกที่ลำโพงฝั่งขวาฝั่งเดียว ก็จิ้มคำว่าขวาไปเรื่อย ๆ จนสุดแบบนี้

 

เสียงเพลงจะออกที่ลำโพงประตูขวาทั้งหน้าและหลังเท่านั้น

แล้วมีประโยชน์ตรงไหน? 

ประโยชน์อยู่ที่ว่า ถ้าเราไม่ต้องการให้เสียงเพลงไปรบกวนผู้โดยสารที่นั่งฝั่งซ้าย อาจจะเพราะด้วย เค้าหลับอยู่ หรือเค้าอาจจะไม่ชอบเพลงที่เราฟังก็ตาม เราก็ใช้ Option นี้ เพื่อกำหนดทิศทางของเสียงที่ออกจากลำโพงครับ

ดังนั้น ถ้าเบียร์กดคำว่า“หน้า”ต่อ จนสุด คราวนี้เสียงก็จะออกที่ลำโพงขวาหน้า ด้านคนขับเท่านั้น นั่นก็อาจจะเป็นเพราะเบียร์อยากฟังเพลงคนเดียว ไม่อยากรบกวนผู้โดยสารท่านอื่น เป็นต้น

 

จากจอฝั่งซ้าย ย้ายมาจอฝั่งขวา ก็จะเจอการตั้งค่าเสียงตามประเภทของเพลงครับ

 

ณ จุดจุดนี้ เราสามารถตั้งให้เพลงที่เราฟังอยู่ มีสไตล์เสียงที่ต่างกันไปตามประเภทของดนตรีครับ ใครชอบฟังแนวไหน ก็เลือกกันได้ตามใจชอบเลย

ถัดลงมาด้านล่าง จะเป็นการตั้งค่าเสียงแหลม กับเสียงเบสครับ ปรับเพิ่ม-ลดกันได้ตามอำเภอใจเลย ว่าชอบฟังเสียงแบบไหน

 

กลับมาที่เมนูตั้งค่าครับ บรรทัดที่ 2 “เสียงเตือน” คือ เสียงปุ่มกดนั่นแหล่ะครับ ถ้าเปิดไว้ เวลากดปุ่มก็จะมีเสียง รวมถึงการกดปุ่มที่ปุ่มควบคุมเครื่องเสียงที่พวงมาลัยด้วย

 

ถ้าไม่ชอบก็กด 1 ทีเพื่อปิดครับ

 

มาดูบรรทัดที่ 3 ของการตั้งค่าครับ “ความสว่าง”

 

คือการปรับความสว่าง หรือความ”จ้า”ของหน้าจอนี่ละครับ อย่างในรูปนี้คือ สว่างสุด

 

ถ้าอยากลดความสว่างลง ก็เอานิ้วลากแถบความสว่างได้ตามใจเลยครับ

 

กลับมาหน้าตั้งค่า ดูบรรทัดที่ 4 ต่อกันครับกับ Bluetooth

 

เมนูนี้ก็คือการเชื่อมต่อ i-Connect กับ โทรศัพท์มือถือของเรานั่นแหล่ะครับ เพื่อใช้โทรออก รับสาย โดยไม่ต้องถือโทรศัพท์ให้เสี่ยงอันตรายแต่อย่างใด

 

เมื่อเข้ามาแล้ว ก่อนเชื่อมต่อ ต้องจิ้มที่คำว่า Bluetooth PWR หรือ ย่อมาจาก Power แปลเป็นไทยก็เปิด-ปิด Bluetooth นั่นแหล่ะ

 

จิ้มเข้าไปเลยครับ

 

หน้าจอแสดงผลว่ากำลังสั่งเปิด Bluetooth

 

เมื่อเปิด Bluetooth ได้แล้ว เส้นใต้โลโก้จะเปลี่ยนจากสีดำเทา เป็นสีเหลืองแบบนี้ครับ และเมนู”ค้นหา” กับ “อุปกรณ์เชื่อมต่อ” ก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดง เพื่อแสดงให้รู้ว่า สามารถกดเมนูทั้งสองได้แล้ว

 

และที่สำคัญ อย่าลืมเปิด Bluetooth ที่โทรศัพท์มือถือของเราเองด้วยนะครับ เดี๋ยวจะหากันไม่เจอ

 

จากนั้นกดที่ “ค้นหา” ครับ

 

เครื่องก็เริ่มค้นหา

 

และแล้วก็..ไม่เจอ

 

ไม่ละความพยายาม สั่งค้นหาอีกที

 

เจอกันแล้วใช่ไหม?

 

ขึ้นมาแล้ว

 

เชื่อมต่อกันซะ

 

รายงานสถานะ

 

ใส่เลขให้ตรงกันด้วย

 

เครื่องหลุดการเชื่อมต่อไปเฉยเลย สงสัยผมจะมัวแต่ถ่ายรูปอยู่ เลยกดช้า ไม่ทันใจ งั้นเอาใหม่

 

ได้สักที

 

กลับมาที่หน้าเมนู Bluetooth จะเห็นเมนูสุดท้าย “อุปกรณ์เชื่อมต่อ”

 

กดเข้าไป คือการบริหารจัดการเครื่องที่เชื่อมต่อทั้งหมด จะลบทิ้งก็ได้ ถ้าเครื่องไหนไม่ใช้แล้ว

 

กลับมาที่หน้าเมนู Bluetooth กับเมนูที่สอง “รับสายอัตโนมัติ” ถ้าเราต้องการรับสายทุกสายทันที ไม่มีลังเล ก็กดปุ่มนี้ให้เป็นเส้นสีเหลือง

 

แต่ถ้ามีหนี้เยอะ กลัวเจ้าหนี้โทรมาตาม ก็กดให้เป็นเส้นใต้สีดำซะ คือ คิดก่อนรับ อยากรับก็รับ ไม่อยากรับก็ไม่ต้องรับ 55555+

 

จากนั้นเบียร์ก็มามองสถานะที่มือถือ iPhone ของเบียร์

 

เชื่อมต่อได้แล้วนี่นา งั้นมาทดสอบโทรศัพท์กัน ด้วยการกลับมาที่หน้าเมนูหลัก แล้วจิ้มที่ “โทรศัพท์”

 

ก็จะเจอหน้าตาแบบนี้

 

ลองกดดูข้อความ เผื่อมีใครส่งมาบอกรัก  แต่ก็ยังว่างเปล่า น่าเศร้าใจจัง

 

กลับมาที่หน้าเมนูใหม่

 

แล้วเลือก “แฮนด์ฟรี”

 

ก็เป็นหน้าตาแบบโทรศัพท์ทั่วไปนั่นแหล่ะครับ เบียร์เลยลองกดที่“สมุดโทรศัพท์”ดูก่อน

 

รอโหลด

 

ขึ้นมาแล้ว

 

สามารถไล่ดูรายชื่อก็ได้ หรือพิมพ์ค้นหาก็ได้

 

กลับมาที่หน้าหลัก ดูประวัติการโทร

 

ออกมาหมดทุกอย่าง แม้จะเป็นการใช้โทรศัพท์ก่อนนำมาเชื่อมต่อกับ i-connect ก็ตาม โดยสามารถเลือกดูได้จากเมนูข้างล่างว่าจะดูสายที่ไม่ได้รับ สายที่เราโทรออก หรือสายที่เรารับ

 

กลับมาที่หน้าเมนูแฮนด์ฟรี คราวนี้ลองพิมพ์เบอร์แล้วโทรออก

 

มีสถานะแสดงให้ตลอด

 

เบียร์ลองใช้งานจริง ด้วยการคุยโทรศัพท์ก็โอเคครับ ปลายทางได้ยินเสียงเราชัดเจน เราเองก็ได้ยินเสียงปลายทางชัดเจนเช่นกัน เพียงแต่ตอนที่เบียร์ทดลองนั้น เบียร์จอดรถนิ่ง ๆ อยู่

โดยไม่ได้ทดลองคุยโทรศัพท์ตอนขับรถนะครับ ว่าเวลารถวิ่ง เสียงจะยังชัดเหมือนเดิมหรือไม่?

เล่นโทรศัพท์เรียบร้อยแล้ว ก็กลับมาที่หน้าเมนูหลักของเครื่อง ซึ่งไหน ๆ ก็ต่อมือถือเข้ากับเครื่องผ่านบลูทูธได้แล้ว งั้นก็ลองเข้าไปฟังเพลงผ่าน Bluetooth กันเลยครับ

 

พอเข้ามาแล้ว กด“ค้นหา”เลยครับ

 

รอ รอ รอ

 

เจอแล้วครับ เย้ ๆ

 

กลับมาที่เมนูหลักใหม่

 

ก็เล่นไปหมดแล้วนี่เนาะ ส่วนเมนูที่ซ่อนอยู่ด้านขวา แม้จะมีอีกเยอะ แต่เบียร์ขอข้ามไปเลยแล้วกัน ไม่งั้นเรื่องวิทยุไม่จบสักที 55555+

 

มัวแต่มาเล่น Bluetooth ซะนาน ลืมไปว่า เมนู“ตั้งค่า” ที่น่าสนใจยังมีอีก มาดูกันต่อครับ กับ “ภาษา”

 

Nissan Juke ที่เราขับกันนั้น ผลิตจากประเทศอินโดนีเซียส่งมาขายในไทย ดังนั้นตัวเครื่องจึงมีแค่ 3 ภาษานี้ให้เลือก ใครถนัดภาษาไหนก็เปลี่ยนกันได้ตามใจเลยนะครับ

ต่อด้วยการตั้งค่า“เวลา”

 

เลือกโซนเวลาได้ตามประเทศ

 

ถ้านาฬิกาไม่ตรง ก็มาตั้งเวลาได้เช่นกัน บวกลบกันไป ตั้งง่ายมาก ๆ

 

ในกรณีที่เพื่อน ๆ ไม่ชอบดูเวลาแบบฝรั่ง หรือ AM PM ก็สามารถเลือกแบบ 24 ชั่วโมงได้ ตามความถนัดของเรา

 

สำหรับการใช้งานฟังค์ชั่น i-connect เบื้องต้นก็มีเพียงเท่านี้ครับ ในตอนหน้า เบียร์จะมารีวิวการใช้กล้องถอยหลังรถ ที่จะแสดงภาพบนหน้าจอ i connect ว่าจะสวยงาม ชัดเจนและมีประโยชน์เพียงใดครับ

แล้วพบกันตอนหน้าครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รีวิว การตั้งค่าหน้าจอรถ Nissan NP300 Navara

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

วันนี้เบียร์จะมาแนะนำการตั้งค่าหน้าจออัจฉริยะของรถ Nissan NP300 Navara My18 กันครับ ว่าสามารถตั้งค่าอะไรได้บ้าง เพื่อให้สะดวกและมีประโยชน์กับเราที่สุด

เข้าไปชมในคลิปกันเลยนะครับ

รีวิว หน้าจอเรือนไมล์ Nissan NP300 Navara Double Cab

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

วันนี้เบียร์จะมารีวิวหน้าจอเรือนไมล์ของรถกระบะสี่ประตูอย่าง Nissan NP300 Navara DC V AT ปี 2018 เกียร์อัตโนมัติ ว่าในหน้าจอบอกอะไรเราบ้าง ตัวเลขและอักษรแต่ละตัวจะหมายถึงอะไร?

เข้ามาชมกันในคลิปได้เลยครับ

วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน Mercedes-Benz GLA

สวัสดีครับเพื่อนๆ

วันนี้เบียร์มาแนะนำการใช้งานที่ปัดน้ำฝนทั้งด้านหน้า และด้านหลังของรถ Mercedes-Benz GLA 250 ให้เป็นเพื่อนทราบกันว่าสามารถใช้งานได้อย่างไรบ้าง?

และในแต่ละปุ่มมีความหมายอย่างไร? ไปชมคลิปกันได้เลยครับ