คลังเก็บหมวดหมู่: รถยนต์

รีวิว Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic by Biere ตอนที่ 1 “รักแรกพบ”

สวัสดีครับ

เพื่อน ๆ เคยเจออาการ“รักแรกพบ” ไหมครับ?

ถ้าเคยเจอ ก็น่าจะเข้าใจอาการนี้ได้อย่างดี ว่าให้ความรู้สึกชุ่มชื่นหัวใจขนาดไหน?

อาการนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ หรอกครับ เพราะไม่ว่าจะสิ่งที่เราตกหลุมรักนั้นจะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของ ก็ย่อมต้องมีความพิเศษที่ถูกอก ถูกใจเฉพาะตัวเราอย่างชัดเจน

จนอดไม่ได้ที่จะฮัมเพลงขึ้นมาเบา ๆ ว่า

“อยากบอกว่าใช่เธอ อยากบอกว่าใช่เลย อยากบอกว่าไม่เคยเจอใครแบบนี้”

 

แต่อาการนี้ แม้จะดึงดูดให้เราสนใจในสิ่งนั้นเป็นพิเศษ แต่ก็คงไม่ได้หมายความว่า จะทำให้เราได้ครอบครอง เป็นเจ้าของแต่อย่างใด เพราะยังมีหลากหลายปัจจัยในชีวิต ที่ต้องนำมาพิจารณา

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสิ่งของ เช่น รถยนต์ ที่อาจจะต้องใช้“เหตุผล”ในการพิจารณามากกว่าแค่ความรัก

 

เพราะสำหรับใครหลายคน “รถยนต์” อาจจะเป็นแค่พาหนะชนิดหนึ่ง ที่จะพาเค้าเหล่านั้น ไปให้ถึงจุดหมายปลายทางด้วยความปลอดภัย

แต่สำหรับใครอีกหลายคน รถยนต์ก็เป็นถึงปัจจัยที่ 5 ในการดำรงชีวิต ประมาณว่า ขาดรถก็เหมือนขาดใจ อันเนื่องมาจากสไตล์การใช้ชีวิตของเค้าเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเพราะมีครอบครัว หรือมีที่อยู่อาศัยที่ห่างไกลชุมชน

รวมถึงความล้มเหลวในระบบขนส่งมวลชนในประเทศไทยที่ยังคงอยู่ในช่วงกำลังพัฒนาก็ตาม

 

นอกจากนี้ รถยนต์ก็อาจจะเป็นมากถึงรางวัลชีวิต ที่บ่งบอกถึงความสำเร็จในสิ่งที่ทำ รวมถึงการเป็นเครื่องประดับ ที่บ่งบอกรสนิยม ความชอบ และระดับฐานะที่สุขสบายของใครอีกหลายคนเช่นเดียวกัน

แต่ไม่ว่าจะรู้สึกนึกคิด หรือมีเหตุผลในการจ่ายเงินซื้อรถยนต์อย่างไรก็ตาม ทุกคนก็ย่อมต้องการรถยนต์ที่ใช้แล้วมีแต่ความสุข ไม่พบเจอปัญหาใด ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 

สำหรับรถยนต์ที่เข้ามาจำหน่ายในบ้านเรานั้น มีมากมายหลากหลายยี่ห้อ รวมถึงมากมายหลากหลายราคา

แต่สำหรับรถยนต์ที่มีชื่อเสียงสำหรับคนไทยในด้านความหรูหรา สง่างามและเป็นที่รู้จักมากมายในวงกว้าง มีเพียง 2 ยี่ห้อหลักเท่านั้นคือ

  1. Mercedes-Benz หรือที่ชาวไทยเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “รถเบนซ์”
  2. BMW หรือที่ชาวไทยเรียกสั้น ๆ ง่าย ๆ ว่า “รถบีเอ็ม”

ทั้ง 2 ยี่ห้อนี้มีเชื้อชาติมาจากประเทศเยอรมันทั้งคู่ ฟาดฟันส่วนแบ่งตลาดรถหรูในเมืองไทยกันอย่างเมามัน

 

หลายคนที่เริ่มมีชีวิตที่ประสบความสำเร็จ หรืออยากได้รถยุโรปที่โดดเด่นในด้านความปลอดภัยสูง ก็มักจะมองรถ 2 ยี่ห้อนี้เป็นตัวเลือกหลัก

ซึ่งเบียร์เองก็เคยคิดมาตั้งแต่เด็ก ๆ ว่าถ้าวันหนึ่งมีโอกาส เราจะเลือกยี่ห้ออะไร?

ย้อนความหลังกลับไปสมัย 10 กว่าปีที่แล้ว เบียร์ยอมรับเลยว่า ยี่ห้อรถที่เบียร์ต้องการคือ BMW เพราะดูโฉบเฉียว วัยรุ่น เหมาะสมกับวัยมากกว่ายี่ห้อ Benz ที่ดูเป็นผู้ใหญ่สุด ๆ

แถมยังเคยพูดกับตัวเองไว้เลยว่า ชาตินี้ไม่มีทางขับเบนซ์แน่นอน!!

โดย BMW คันแรกที่เบียร์ชอบที่สุดคือ BMW ซีรี่ย์ 3 โฉม E36 ซึ่งเคยมีโอกาสไปลองขับมาเรียบร้อยแล้ว แต่ก็ไม่ได้ซื้อ เพราะไม่มีตังค์ 55555+

จนถัดมา BMW ออกซีรี่ย์ 3 รุ่นใหม่ โฉม E46 เบียร์ได้มีโอกาสนั่งรถเพื่อน ก็ยิ่งชอบมากมาย เก็บเอาไปฝันใฝ่แทบทุกคืน

แต่ในปัจจุบัน รถ BMW รุ่นใหม่ ๆ กลับไม่ทำให้เบียร์สะดุดตาเหมือนในอดีต

จำได้ว่า เมื่อปี 2015 มีเพื่อนขับรถมาหาที่บ้านด้วย BMW Series 3 รุ่นปัจจุบันโฉม F30

 

เบียร์จึงขอลองสัมผัสอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง ว่าจะปลุกไฟบีมเมอร์ในตัวขึ้นมาได้อีกหรือไม่?

 

พอได้สำรวจทั้งภายนอกและภายใน กลับรู้สึกเฉย ๆ ไม่มีความรู้สึกตื่นเต้นใด ๆ ในค่ายใบฟัดสีฟ้า-ขาว

 

และตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา เบียร์ก็ไม่ได้สนใจอะไรในรถ BMW อีกเลย

เบียร์เชื่อว่า ยังมีเพื่อน ๆ อีกมากมายที่สับสนวุ่นวายใจในรถ 2 ค่ายนี้ เบียร์แนะนำได้อย่างเดียว คือ เดินทางไปโชว์รูมทั้ง 2 ค่าย สัมผัสตัวจริง และทดลองขับดู แล้วเราจะรู้เองว่า ค่ายไหนที่เหมาะกับเราที่สุด

 

แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ เบียร์เองกลับมาสนใจในรถ Benz มากขึ้นกว่าเดิม ทุกครั้งที่มองรถเบนซ์วิ่งบนท้องถนน เบียร์มีความรู้สึกว่า รถเบนซ์สมัยนี้ ดูสปอร์ต หรูหราและสมวัย

หรือเป็นเพราะเบียร์เองเริ่มอายุมากขึ้นก็ไม่รู้นะ 5555+

 

โดยเฉพาะรถเบนซ์รุ่นหนึ่งที่ทำให้เบียร์สะดุดตาทุกครั้ง ด้วยสีสันอันโดดเด่น เตะตาเบียร์ทุกครั้งที่ขับสวนกัน

 

เพราะนอกจากรถรุ่นนี้จะมีสีแดงสดใสแล้ว ยังมีสีน้ำเงินที่ไฉไลอีกต่างหาก

 

ซึ่งผิดไปจากรถเบนซ์ปกติ ที่มีแต่สีพื้น ๆ เช่น เทา ขาว เงินและดำ

 

ด้วยความที่ชอบรถสีสดเป็นทุนเดิม เบียร์จึงตกหลุมรักรถเบนซ์รุ่นนี้ขึ้นมาทันที และรถรุ่นนี้ก็คือ Mercedes-Benz GLA

โดย GL นั้นเป็นอักษรที่บ่งบอกว่า รถรุ่นนั้นเป็นรถแนว SUV ยกสูงโดยเฉพาะ ส่วนอักษรตัวท้ายคือ ระดับของรถ

หรือพูดง่าย ๆ GLA ก็คือรถระดับ A Class มายกสูง

ส่วน GLC ก็คือรถรดับ C Class มายกสูงเป็นต้น

 

ซึ่งไม่แปลกที่เบียร์จะชอบรถแนวนี้เป็นพิเศษ เนื่องจากส่วนตัวเคยขับรถเก๋งโหลดเตี้ยมาก่อน และรู้สึกถึงความยากลำบากในการใช้งานบนท้องถนนประเทศไทยที่มีหลุม มีบ่อ มีทางต่างระดับมากมายเต็มไปหมด

จะขับทีก็ต้องคอยระมัดระวัง เจอหลังเต่าก็ต้องคอยหยอดเบา ๆ บ้าง สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านที่ขับตามมาต้องมารอเราอีก

 

และนั่นเป็นเหตุผลที่เบียร์ซื้อ Nissan Juke มาใช้ตามที่เขียนไว้ในรีวิว NISSAN JUKE TOKYO EDITION ตอนที่ 1 : ทำไมต้อง JUKE?

 

 

เพราะช่วงหลังมานี้ เบียร์ชัดเจนกับความต้องการของตัวเองว่า รถที่เหมาะกับ Lifestyle ของเบียร์ต้องเป็น รถยกสูงแนว Sport Crossover แต่ไม่ถึงขนาดรถ SUV แท้ ๆ หรือรถกระบะ เพราะไม่ได้ไปขับลุยทาง off road ที่ไหน

และขนาดรถก็ไม่ควรจะบึกบึนใหญ่โต เนื่องจากใช้งานในเมืองเป็นหลัก จึงต้องการความคล่องตัวสูงนั่นเอง

 

แม้จะตกหลุมรักรูปร่างหน้าตาภายนอกของ Mercedes-Benz GLA ไปเรียบร้อยแล้ว แต่เอาเข้าจริง เบียร์กลับถูกสะกดใจ เมื่อได้เห็นภายในของ GLA รุ่น 250 ตัวเป็น ๆ ที่จอดอยู่ตรงหน้าอย่างสง่างามในงานบวชญาติสนิท

เบียร์ยอมรับว่า วันนั้นไปยืนเพ่งดูอยู่ข้างรถ จนเจ้าของรถเข้าใจ และเปิดประตูให้ เบียร์จึงถือโอกาสขอชมภายในด้วยสายตา ก็พบว่า เบาะทรงสปอร์ตทั้งด้านหน้าและหลังนั้น มันตอกย้ำให้เบียร์หลงรัก GLA มากขึ้นไปอีก

 

จนเบียร์บอกตัวเองทันทีว่า Mercedes-Benz GLA 250 นั้น คือรถเบนซ์ที่เบียร์อยากได้มากที่สุด

 

เมื่อชัดเจนในความต้องการ และมีความพร้อมที่จะครอบครอง ก็ได้เวลาไปสัมผัสทุกความรู้สึกด้วยตัวเองครับ

โดยเบียร์เดินทางมาที่โชว์รูม Benz Star Flag ย่านดินแดงในเช้าวันอาทิตย์ที่ 10 กันยายน 2560

 

จะว่าไป นี่คือการเดินเข้าโชว์รูม Mercedes-Benz ครั้งแรกในชีวิตเลย หลังจากขับรถผ่านและได้แต่มองมาโดยตลอด

อะไรก็ตามที่เป็นครั้งแรก ย่อมตื่นเต้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่าปกติ ซึ่ง Benz Star Flag ก็ไม่ได้ทำให้เบียร์ผิดหวังแต่อย่างใด เพราะ First Impression ในการต้อนรับนั้น ทำได้ดีมาก ๆ

แม้ว่าตอนเข้าไปถึงนั้น จะยังไม่ได้เจอเซลล์สาวที่ได้คุย Line นัดหมายกันมาก่อนหน้านี้ก็ตาม

 

เดินเข้าไปในโชว์รูม ทางพนักงานก็พามานั่งรอเซลล์ที่โซฟาหน้าเจ้า Mercedes-Benz GLA 200 พอดี

 

โดย GLA นั้น นอกจากเป็นรุ่นที่ประกอบในประเทศ ทำให้ราคาค่าตัวถูกลงกว่าเดิมแล้ว ยังมีการปรับโฉม ปรับ Option ใหม่ในสไตล์ Minor Change เมื่อเดือนกรกฎาคม 2560 หรือ 2 เดือนที่ผ่านนี้เองครับ

ซึ่ง GLA นั้นมีจำหน่ายเพียง 3 รุ่นย่อยดังนี้

  1. GLA 200 Urban ราคา 2,090,000 บาท
  2. GLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,390,000 บาท
  3. GLA 45 AMG ราคา 4,840,000 บาท

สำหรับ GLA 200 นั้น หน้าตาค่อนข้างแตกต่างกับรุ่น GLA 250 AMG Dynamic ที่เบียร์หมายปอง พอมองแล้วจะออกแนวหรูหราซะมากกว่า

 

ในขณะที่ GLA 250 AMG Dynamic ที่เซลล์แอบมาจอดรอให้เบียร์ทดลองขับอยู่หน้าโชว์รูมนั้น ให้ภาพลักษณ์แนวสปอร์ตที่ดุดันขึ้นอย่างมาก ด้วยชุดแต่ง AMG สำนักแต่งคู่บุญของ Benz นั่นแหล่ะ

 

ถ้าเป็นรถ Nissan สำนักแต่งคู่บุญก็คือ Nismo นั่นเอง

(ทำความรู้จัก Nismo ได้ที่รีวิวงาน NISSAN 360 ASIA & OCEANIA ตอนที่ 2: สัมผัสความมันส์ในงาน NISMO FESTIVAL )

 

แต่จะว่าไป GLA 250 AMG Dynamic แม้มีคำว่า AMG มาพะท้าย แต่ก็เป็นแค่กลิ่นอายเท่านั้น ส่วน GLA 45 นั้น เป็นรถ Mercedes-AMG ของแท้ ที่ทาง AMG ลงทุน ลงแรงปรับแต่งทั้งหน้าตาและสมรรถนะให้แรงสมคำว่า AMG โดยมีแรงม้ามหาศาลถึง 381 แรงม้า ประหนึ่งรถ Super Car

 

และด้วยความที่เป็น GLA เพียงรุ่นเดียวที่ยังนำเข้ามาจากเยอรมันอยู่ (รุ่น 200 และ 250 ประกอบในประเทศไทย) จึงทำให้ GLA 45 ราคารุนแรง แพงตามเครื่องยนต์ไปด้วยนั่นเอง

 

ในเมื่อสู้ราคา GLA45 ไม่ไหว ลองมาดูความแตกต่างของ GLA 200 และ 250 กันครับ ว่าจ่ายแพงกว่า 300,000 บาทแล้ว ได้อะไรเพิ่มมาบ้าง

 

สมรรถนะ

  • เครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบทั้งคู่ เพียงแต่รุ่น GLA 200 เครื่องยนต์ 1600 ซีซี 156 แรงม้า ส่วน GLA250 เครื่องยนต์ 2,000 ซีซี ความแรงมากถึง 211 แรงม้าครับ

ความปลอดภัย

  • ทั้ง 2 รุ่นได้ระบบความปลอดภัยมาเท่ากันครับ ไม่มีใครด้อยกว่าใคร

 

ภายนอก

  1. GLA250 มีมิติรถที่ยาวกว่านิดนึง แต่ก็เตี้ยกว่า GLA200 นิดนึงเหมือนกัน
  2. GLA200 ได้ล้ออัลลอย 5 ก้านสีเงินขนาด 18 นิ้ว แต่ GLA250 ได้ล้ออัลลอยของ AMG แบบ Multi-Spoke (ก้านเยอะมาก) สีดำขนาด 19 นิ้ว
  3. GLA200 มีไฟตัดหมอกด้านหน้า แต่ GLA250 แม้ราคาจะแพงกว่าแต่ไม่มีไฟตัดหมอก เพราะเป็นชุดแต่งของ AMG
  4. GLA250 มีหลังคากระจก Panoramic Sunroof ที่สามารถเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
  5. GLA250 มีระบบ Keyless-GO สามารถเปิดประตูรถได้โดยไม่ต้องดึงกุญแจออกมา และยังสามารถเปิดฝาท้ายได้โดยไม่ต้องกดปุ่ม แค่เพียงยื่นเท้าไปใต้กันชน
  6. GLA250 ได้กันชนหน้า-หลัง และสเกิร์ตข้างแต่งจาก AMG
  7. GLA250 ได้ดิสเบรคหน้าแบบมีช่องระบายความร้อน พร้อมด้วยโลโก้ Mercedes-Benz ที่คาลิปเปอร์หน้า

 

ภายใน

  1. GLA200 ภายในเป็นเบาะหนัง Artico ส่วน GLA250 เป็นเบาะทรงสปอร์ดหุ้มหนัง Artico สลับ Dinamica microfiber สีดำ ตัดด้ายสีแดง
  2. GLA250 มีหลังคากระจก Panoramic Sunroof ที่สามารถเปิดได้ด้วยระบบไฟฟ้า
  3. GLA250 ได้พวงมาลัยทรงสปอร์ด แต่ GLA200 เป็นพวงมาลัยทรงปกติ
  4. GLA250 ได้ชุดคันแร่งและแป้นเบรคแบบสปอร์ต
  5. GLA250 ได้พรมปูพื้น AMG

 

เมื่อลองเทียบดูแล้ว เบียร์ว่า GLA ทั้ง 2 รุ่นไม่ได้แตกต่างแบบรถทั่วไปที่จ่ายแพงกว่าแต่ได้ Option เพิ่มขึ้นเท่านั้น

 

แต่ทั้ง 2 รุ่นย่อย หรือจะรวม GLA 45 มาด้วยก็ตาม นี่คือการแยกบุคลิคของเจ้าของรถอย่างชัดเจน

GLA 200 แม้จะเป็นรุ่นเริ่มต้น แต่อักษรที่ลงท้ายว่า Urban ก็บ่งบอกถึงการเป็นรถใช้งานปกติในเมือง ที่มีฟังค์ชั่นมาครบครันอยู่แล้ว ไม่ใช่รถที่ใส่ฟังค์ชั่นมาน้อย ๆ แล้วมาขายในราคาที่ถูกที่สุดแต่อย่างใด

 

แถมยังสามารถวิ่งนอกเมืองได้สบาย ๆ แน่นอน เพราะขนาดรถ Eco Car เครื่อง 1,200 ซีซี มี 87 แรงม้า เบียร์ยังพาไปเที่ยวมาทั่วประเทศไทยได้สบาย ๆ นับประสาอะไรกับรถเครื่อง 1600 ซีซี Turbo แถมมีแรงม้ามากถึง 156 แรงม้า

 

ส่วนภายในของ GLA200 Urban นั้น ถ้าเพื่อน ๆ เลือกรถสีขาว สีเทา หรือสีเงิน เพื่อน ๆ จะได้เบาะหนัง Artico สีดำนุ่มสบายแบบนี้

 

แต่ถ้าเพื่อน ๆ เลือกรถสีดำ เบาะหนังจะเปลี่ยนเป็นสีเบจแบบนี้แทนครับ

 

ดูหรูหราน่านั่งมาก ๆ ครับ

 

เพียงแต่อาจจะต้องดูแลรักษามากกว่าเบาะหนังสีดำ เพราะเบาะสีเบจจะเห็นรอยเปื้อนได้ชัดกว่านั่นเอง

 

กลับมาดูที่ GLA 250 AMG Dynamic บุคลิครถเปลี่ยนไปกลายเป็นแนวสปอร์ต

 

เพราะนอกจากภายนอกจะตกแต่งด้วยชุดแต่งรอบคัน รวมถึงล้ออัลลอยสีดำเงาขนาด 19 นิ้วของ AMG ทั้งหมดแล้ว ภายในให้ความสปอร์ตชัดเจนด้วยหน้าตาของพวงมาลัยทรงสปอร์ตท้ายตัด เบาะนั่งทรงสปอร์ต และหลังคากระจกแบบ Panoramic Sunroof

 

ซึ่งทั้งบุคลิครถ และ Option ของ GLA 250 นั้นโดนใจเบียร์สุด ๆ

 

ดูสเปคเปรียบเทียบเรียบร้อย คุณนุ่น เซลล์สาวก็ชวนเบียร์และครอบครัวออกไปลองขับกันทันที โดยในรอบแรก คุณนุ่นได้อาสาขับให้พวกเราลองนั่งดูก่อน เพราะต้องการแนะนำระบบต่าง ๆ ของรถให้ทราบ

 

เบียร์จึงตัดสินใจไปลองนั่งเบาะหลังกับครอบครัวรวม 3 คน ความรู้สึกแรกหลังรถออกตัวไป เบียร์กลับรู้สึกประทับใจในความกว้างขวางมากกว่าที่คิด

ไม่ใช่ว่ารถกว้างใหญ่ไพศาลอะไร แต่เป็นเพราะก่อนมาดูตัวจริงนั้น เบียร์มโนเอาเองว่า ภายในต้องแคบ และอึดอัดอย่างแน่นอน โดยเฉพาะนั่ง 3 คนพร้อมกัน คงเบียดกันมันส์น่าดู

 

ถึงจะรู้สึกดีกว่าที่คิดในเรื่องความกว้าง แต่เบาะหลังก็ไม่ได้นั่งสบายได้สรีระอะไรขนาดนั้น เพราะส่วนรองนั่งจะค่อนข้างสั้นสำหรับผู้ชายความสูง 175 เซนติเมตรอย่างเบียร์

ซึ่งระยะทางสั้น ๆ ในการ Test Drive ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกอะไรชัดเจน

แต่สิ่งที่ชอบอย่างแน่นอนคือ GLA รุ่น 250 AMG Dynamic นั้น มีหลังคา Panoramic Sunroof ที่กินพื้นที่ครอบคลุมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง จึงทำให้ช่วง Head Room สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้หัวเบียร์ห่างจากเพดานสบาย ๆ แถมยังได้มองวิว ทิวทัศน์บนฟ้า ที่นำพาให้รถขนาดเล็กดูโปร่งโล่งขึ้นมาสุด ๆ

 

หลังจากคุณนุ่นวนรถให้นั่งครบ 1 รอบแล้ว ก็สลับที่นั่งกับเบียร์ เพื่อให้เบียร์มาทดลองขับด้วยตัวเอง

 

แวบแรกที่ขึ้นมาประจำการด้านคนขับนั้น ยอมรับเลยว่า วิสัยทัศน์ด้านหน้าของ GLA จะแคบกว่ารถญี่ปุ่นพอสมควร โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับ Nissan Juke และ Nissan Sylphy ที่เบียร์ขับอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ซึ่ง GLA จะให้อารมณ์ออกแนวรถสปอร์ตชัดเจนกว่า แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร เพราะเมื่อขับมาสักพักก็คุ้นชินครับ แถมรู้สึกชอบซะด้วยซ้ำ

 

ที่จริงการทดสอบขับนั้น ไม่ค่อยได้ลองอะไรมากมายหรอกครับ เพราะเบียร์เพิ่งเคยขับ Benz ครั้งแรก จึงไม่กล้าทดสอบอะไรตามใจต้องการ เพราะยังไม่รู้จักนิสัยและระบบของรถมากพอเหมือนรถนิสสัน

สิ่งที่ได้ทดสอบจริงจัง เพราะคุณเซลล์แอบเชียร์ ก็คือ อัตราเร่งในโหมด Sport ที่ต้องร้อง”ว้าว”ออกมาทันทีที่บี้คันเร่ง

 

ก่อนจะหยิบบัตรเครดิตส่งให้เซลล์นำไปรูดปรี๊ดเพื่อจ่ายค่าจองด้วยยอด 50,000 บาททันทีที่ขับรถทดลองขับกลับมาถึงโชว์รูม

 

สำหรับสีภายนอกรถนั้น GLA มีสีให้เลือกเพียง 4 สี คือ

  1. สีขาว
  2. สีดำ
  3. สีเทา
  4. สีเงิน

โดยเบียร์เลือกสีเทาครับ เพราะเห็นสีจริงแล้วชอบในความเท่ของมัน รวมถึงยังดูแลรักษาง่ายกว่าสีขาวและดำอีกด้วย

ส่วนสีแดงกับน้ำเงินที่เคยดึงดูดสายตาเบียร์นั้น ไม่มีจำหน่ายในรุ่น Facelifted หรือรุ่นปัจจุบันแล้วครับ

 

ระหว่างรอคุณนุ่นทำเอกสารใบจอง และรายละเอียดการชำระเงิน เบียร์ถือโอกาสเดินไปชม Mercedes-Benz CLA ที่จอดอวดโฉมอยู่ตรงหน้า

 

พอเห็นแล้ว ก็นึกขึ้นได้ว่า รถ Mercedes-Benz รุ่นแรกจริง ๆ ที่ทำให้เบียร์เกิดรักแรกพบได้ก็คือ Mercedes-Benz CLS รุ่นพี่ของ CLA นี่แหล่ะ

 

ด้วยรูปทรงสปอร์ตซีดาน ที่สวยงามและหรูหรา ทำให้เบียร์รู้สึกได้ว่า CLS คือรถที่หัวใจใฝ่ฝัน

 

และคิดว่า ก็คงมีคนไม่น้อยที่รู้สึกเหมือนกัน เพราะหลังจากนั้นไม่นาน ทาง Mercedes-Benz ก็เปิดตัวเจ้า CLA มาเป็นทางเลือกใหม่ ที่เหมือนเอา CLS มาย่อส่วน ย่อไซส์ยังไงยังงั้นเลย

 

เบียร์เดาดูเล่น ๆ ว่าตัวอักษร CL น่าจะย่อมาจาก Coupe Luxury ซึ่งคงเป็นการบ่งบอกประเภทรถว่าเป็นรถสปอร์ตคูเป้ที่หรูหราสง่างามนั่นแหล่ะครับ และตามด้วยระดับของรถเป็นตัวท้ายเช่นเคย อย่าง CLS ก็เป็นรถระดับ S Class

ส่วน CLA ก็คือ รถคูเป้ระดับ A Class ซึ่งเป็นระดับเริ่มต้นของ Benz นั่นเอง

 

แต่จะว่าไป CLA นั้นเป็นรถที่สร้างกระแสให้ Mercedes-Benz Thailand ได้อย่างดี เพราะคนใกล้ตัวที่เบียร์รู้จักต่างพากันไปจับจองต่อคิวขอครอบครองกันเป็นแถว จนได้ยินมาว่า เคยมีคนต้องรอรถนานสุดถึง 18 เดือน!!

ซึ่ง CLA นั้นก็มีจำหน่าย 3 รุ่นย่อยเหมือน GLA เป๊ะเลย

  1. CLA 200 Urban ราคา 2,140,000บาท
  2. CLA 250 AMG Dynamic ราคา 2,440,000 บาท
  3. CLA 45 AMG ราคา 4,740,000 บาท

จะเห็นได้ว่า ราคาของ CLA จะแพงกว่า GLA ประมาณ 50,000 ครับ ซึ่งคุณนุ่นบอกเบียร์ว่า เพราะคำว่า Coupe คำเดียวเลย ที่ทำให้ราคาแพงขึ้น

ยกเว้นรุ่น 45 AMG ที่ CLA กลับมีราคาถูกกว่า GLA ถึง 100,000 บาท!!!

 

และแน่นอนว่า ความแตกต่างของ 2 รุ่นย่อยก็คงจะคล้าย ๆ กันกับ GLA ครับ เพราะเบียร์ลองเข้าไปนั่งภายในแล้วก็รู้สึกว่า หน้าตาเหมือนกันเลย

 

ข้อดีของ CLA ที่เบียร์ชอบก็คือ กระจกประตูไร้ขอบทั้ง 4 บาน ให้อารมณ์รถสปอร์ตเปิดประทุนชัดเจน

ส่วนข้อเสียคือ ที่นั่งด้านหลังแคบและอึดอัดกว่า GLA มาก ๆ เบียร์แค่เอาตัวเข้าไปลองนั่ง หัวเบียร์ก็ชนนู่น ชนนี่ไปเรียบร้อย

 

ดังนั้น ถ้ามีผู้โดยสารด้านหลังบ่อย ๆ ทั้ง 2 รุ่นไม่เหมาะหรอกครับ ควรขึ้นไปมอง Mercedes-Benz รุ่น GLC ขึ้นไปจะดีกว่า

แต่ถ้าแค่พอนั่ง 4-5 คนได้บ้าง แล้วชอบแค่ 2 รุ่นนี้  GLA ย่อมสะดวกกว่า CLA แน่นอนครับ

 

และเมื่อคุณนุ่นทำเรื่องจองรถให้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เบียร์ก็เดินทางออกจากโชว์รูมด้วยความตื่นเต้นที่จะได้รับเจ้า GLA มาครอบครองหลังจากแอบมองมายาวนานครับ

 

จริงอยู่ว่า รักแรกพบนั้นอาจจะไม่จบแบบ Happy Ending

แต่ถ้าหัวใจเรารักจริง จะบันดาลทุกสิ่งให้ความฝันเป็นจริงได้ครับ

 

แล้วติดตามต่อในตอนที่ 2 “ตรวจรับรถใหม่” ไม่นานเกินรอครับ ^^

รีวิว โหมดการขับขี่ Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic by Biere

สวัสดีครับเพื่อนๆ

วันนี้เบียร์จะมารีวิวโหมดการขับขี่ในรถ Mercedes-Benz GLA 250 AMG Dynamic ครับ ว่ามีโหมดอะไรให้เราเลือกใช้บ้าง? รวมถึงสามารถปรับแต่งโหมดการขับขี่ได้อย่างไร?

และแน่นอนว่า มีเทคนิคสำหรับเพื่อนๆที่ไม่ชอบระบบ Eco Start Stop ด้วย ว่าทำอย่างไรที่จะไม่ต้องมาคอยกดปิดทุกครั้งหลังสตาร์ทรถนั่นเองครับ

ไปชมคลิปกันเลยครับ

รีวิวหน้าจอเรือนไมล์ Nissan Sylphy by Biere

สวัสดีครับเพื่อนๆ

วันนี้เบียร์จะพาเพื่อนๆมาดูหน้าจอเรือนไมล์ของ Nissan Sylphy กันครับ ว่าหน้าจอจะบอกอะไรเราบ้าง ตัวเลขแต่ละตัวจะหมายถึงอะไร เข้าไปชมคลิปกันได้เลยครับ

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 6 “หน้าจอเรือนไมล์ บอกอะไรเราบ้าง?”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

ทีนี้มาดูหน้าจอเรือนไมล์ของน้อง Juke กันบ้าง

 

บางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมเวลาล็อครถแล้ว จะเห็นไฟรูปรถสีแดงมีกุญแจอยู่ด้านในกระพริบอยู่ตลอดเวลา รถเป็นอะไรหรือเปล่า?

 

ลองดูตัวอย่างจากคลิปของ Nissan Sylphy ที่เบียร์ถ่ายไว้ครับ เหมือนกันเลย

 

มีเพื่อน ๆ หลายคนบังเอิญเห็น ก็ตกอก ตกใจว่า รถใหม่ป้ายแดงของตัวเองมีปัญหาอะไรหรือเปล่า? เบียร์ขอบอกไว้เลยว่า นี่คือ เรื่องปกตินะครับ รถของเพื่อน ๆ ไม่ได้เป็นอะไร สบายใจได้

เพราะสัญลักษณ์นี้แปลว่า “ระบบกันขโมย Immobilizer กำลังทำงานอยู่” มันจะสว่างขึ้นเมื่อเพื่อน ๆ ล็อครถไปแล้ว

แต่ถ้าเพื่อน ๆ ไม่ได้ล็อครถ แต่เห็นไฟรูปรถสีแดงกระพริบทำงานอยู่ ก็ไม่ต้องแปลกใจนะครับ เพราะระบบนี้จะมีเวลาการทำงานอยู่ในระยะหนึ่ง หลังตรวจสอบความถูกต้องของกุญแจเรียบร้อยแล้วในครั้งแรก

จนเมื่อหมดเวลาแล้ว แต่เรายังไม่กดปุ่ม Start รถสักที ไฟรูปรถสีแดง ก็จะกระพริบขึ้นอีกครั้ง เพื่อแสดงการป้องกันขโมยต่อเนื่องทันที ในจังหวะนี้ ถ้ามีโจรเอากุญแจผีมาใช้ แม้เราจะเปิดรถทิ้งไว้ โจรก็ไม่สามารถ Start รถได้นั่นเองครับ

 

ทีนี้เรามาดูหน้าจอกันต่อดีกว่า แต่มืด ๆ แบบนี้คงมองไม่เห็นจอแน่นอน ถ้าไม่สตาร์ทรถ ซึ่งจริง ๆ แล้ว เราสามารถดูจอได้โดยไม่ต้องสตาร์ทรถครับ ด้วยการกดปุ่ม Start โดยไม่ต้องเหยียบเบรก 2 ครั้ง

(กด 1 ครั้ง เปิดระบบไฟบางส่วน  , กด 2 ครั้ง เปิดระบบไฟทั้งหมด)

 

หน้าจอก็จะสว่างวาบขึ้นมาแบบนี้ครับ

 

ดูจอซ้ายกันก่อน จอนี้จะบอกวัดรอบเครื่องยนต์ครับ Red Line อยู่ที่ 6,500 – 8,000 ถ้าไม่จำเป็น พยายามอย่าให้รอบขึ้นไปอยู่ที่ Red Line นะครับ จะทำให้เครื่องยนต์พังได้ไวขึ้นครับ

 

จากจอซ้าย ย้ายมาจอขวา ก็จะเป็นจอบอกความเร็วของรถครับ สูงสุดที่ 240 กิโลเมตร/ชั่วโมงครับ ซึ่งตัวเลขมีเผื่อเอาไว้เท่านั้น เพราะ Juke วิ่งจริงไม่ถึงแน่นอนครับ

 

ทีนี้มาดูจอกลางกันบ้างครับ

 

จอนี้จะเป็นจอบอกข้อมูลของรถและการขับขี่ครับ เราสามารถควบคุมจอนี้ได้ด้วยปุ่ม 2 ปุ่มนี้

 

มาดูปุ่มแรกกันก่อน

 

เบียร์ทดลองกดปุ่มซ้ายดูครับ ก็เห็นหน้าจอเปลี่ยนเป็นรูปไข่ ถึง 6 ฟอง

(รูปแทนจาก Nissan Almera นะครับ ขออภัยจริง ๆ เบียร์เห็นไข่ Juke แล้วตกใจ ลืมถ่ายมา 55555+)

 

ด้วยความอยากรู้ว่าเราจะเอาไข่มาตอก แล้วเอาไปเจียวได้ไหม ก็เลยกดก้านซ้ายอีก 1 ทีครับ

 

แว๊กกกกก ไข่หายไปแล้ว 1 ฟอง!!!! ซึ่งเบียร์ลองกดก้านซ้ายดูเรื่อย ๆ จะพบว่า เมื่อเบียร์กด 2 ที ไข่จะหายไป 1 ฟอง ดังนั้นพอเบียร์กดครบ 1 โหล หรือ 12 ที ไข่ที่มีก็หายไปหมดเลย T_T

โอ๊ย สงสัยเบียร์จะหิวจนตาลาย พาลมองจอเป็นไข่ไปซะอย่างนั้น จริง ๆ แล้ว นี่คือ “ระดับความสว่างของหน้าจอ” ครับ

เมื่อเรากดปุ่มซ้าย 1 ที จอจะลดความสว่างลงไปทีละระดับครับ ซึ่งเพื่อน ๆ สามารถกดปรับความสว่างได้ทั้งตอนกลางวันที่เรืองแสง

 

และตอนกลางคืนที่เราเปิดไฟหน้าครับ ระบบจะแยกการทำงานกันอย่างอิสระ

 

โดยการกดก้านซ้ายจะวนเวียนไปเรื่อย ๆ นะครับ เมื่อเพื่อน ๆ กดจนได้ความสว่างน้อยที่สุดแล้ว พอเรากดอีก 1 ที ก็จะมีเสียง “ติ๊ด” ดัง 1 ที แล้วจอก็จะปรับไปที่ความสว่างที่มากที่สุดเหมือนเดิมครับ (ไข่ก็จะกลับมาโชว์ 6 ฟองเช่นเดิม)

การที่เราสามารถปรับความสว่างได้มากขนาดนี้ เพื่อน ๆ ก็ไม่ต้องกลัวแล้วครับ ว่าหน้าจอจะส่องแสงแยงตายามขับขี่ Nissan Juke คันเท่ครับ ปรับได้ตามความสะดวกของเราเลย เมื่อปรับเสร็จได้ความสว่างที่สายตาต้องการแล้ว ก็อยู่เฉย ๆ ครับ หน้าจอรูปไข่ก็จะหายไปเองครับ

 

ทีนี้มาดูปุ่มขวากันบ้าง

 

ปุ่มนี่ใช้สำหรับดูข้อมูลต่าง ๆ บนหน้าจอกลางนี่แหล่ะ รวมถึงยังใช้ Reset ค่าได้ด้วย

 

แต่ก่อนจะไปเล่นจอกลาง เพื่อน ๆ จะเห็นจอเล็ก ๆ ด้านล่าง เป็นรูปตัวอักษร

 

นั่นคือตำแหน่งเกียร์ CVT ครับ มีประโยชน์กับคนขับ จะได้ไม่ต้องก้มไปดูคันเกียร์ ก็รู้ได้เลยว่า ตอนนี้เข้าเกียร์อะไรอยู่

 

ทีนี้มาดูหน้าจอกันเลยดีกว่าครับ ว่ามันบอกอะไรให้เรารู้บ้าง

 

เห็นขีดวัดระดับด้านซ้ายที่มีตัวอักษร H อยู่ข้างบนและ C อยู่ข้างล่าง นั่นคือ “ระดับความร้อนของเครื่องยนต์” ครับ

จุดนี้ เพื่อน ๆ ต้องให้ความสำคัญมากในการขับขี่รถยนต์ เพราะเมืองไทยเป็นเมืองร้อน(มากกกก) และการเกิด overheat หรือ ความร้อนสูงในเครื่องยนต์ มีให้เห็นบ่อยมากในเมืองไทย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากขาดการดูแลระดับน้ำหล่อเย็นในหม้อน้ำ รวมถึงสายพานขาด และพัดลมหยุดทำงาน เป็นต้น

 

 

ส่วนวิธีการดู ก็ง่าย ๆ ครับ ตัว C ข้างล่าง ย่อมาจาก Cold หรือ “เย็น”  ส่วน H ข้างบน มีความหมายตรงกันข้าม โดยย่อมาจาก “Hot” ที่แปลว่าร้อนนั่นเอง

สิ่งสำคัญคือ รถนิสสันสมัยนี้ มีปัญหาเรื่องพัดลมมาก ที่จะพังก่อนวัยอังควร เพื่อน ๆ จึงต้องคอยสังเกตระดับความร้อนให้ดี ปกติแล้ว เข็มจะอยู่ไม่เกินครึ่ง

แต่ถ้าเมื่อใด เข็มเริ่มไต่ถึงครึ่ง หรือมากกว่าครึ่ง เพื่อน ๆ ต้องรีบปิดแอร์ และจอดรถทันทีครับเพื่อความปลอดภัย เพราะถ้าช้าไป จนเข็มไต่ถึง H เมื่อไหร่บรรลัยเกิดเลยครับ

มาดูหน้าจอกันต่อครับ คราวนี้เบียร์พาเพื่อน ๆ ย้ายสายตามาด้านขวาสุดกันเลย จะพบขีดบอกระดับ “น้ำมัน” ในถังครับ ซึ่งข้างบนจะมี “รูปปั๊มน้ำมัน มีลูกศรชี้ไปทางขวามือ” กำกับอยู่

โดยนิสสันเค้าทำมาเพื่อบอกเพื่อน ๆ ว่า ถังน้ำมันนะอยู่ฝั่งขวาของตัวรถ เวลาเข้าปั๊มน้ำมันนะ เข้าให้ถูกด้านด้วยนะจ๊ะ!!

 

ซึ่งเหมาะสำหรับ

– เจ้าของรถที่มีรถหลายคัน คันนึงถังอยู่ขวา คันนึงถังอยู่ซ้าย

– แต่ถ้ามีคันเดียว ด้วยความที่ไม่ได้เข้าปั๊ม มาเติมน้ำมันบ่อย อาจจะลืมว่า เวลาจะเข้าปั๊ม ต้องจอดที่หัวจ่ายด้านไหน ก็ดูได้ที่ลูกศรนี่ละครับ

 

ส่วนถัดลงมามีตัวเลข 0 – 1ครึ่ง จนถึง 1 พร้อมขีดระดับแบบถี่จัดถึง 16 ขีด นี่คือ ระดับน้ำมันในถังครับ ถ้าขีดเหลือน้อยใกล้ 0 ก็คือน้ำมันจะหมด

ซึ่งการใช้งานจริง เบียร์ชอบนะ เพราะด้วยความถี่ของมันนี่แหล่ะ ทำให้การที่น้ำมันจะลงแต่ละขีด มันลงช้า ดูแล้วรู้สึกอุ่นใจดี ไม่เหมือนใน Nissan Sylphy ที่เบียร์ใช้อยู่ เป็นแบบเข็ม แล้วเข็มชอบไหลลงเร็วช่วงน้ำมันเต็มถัง ทำให้รู้สึกเหมือนน้ำมันหมดไว

แต่พอพ้นครึ่งถังมา ก็เริ่มช้า จนได้ระยะทางที่มากพอในระดับของการประหยัดน้ำมันขั้นเทพจากหัวฉีดคู่นั่นเอง

 

ทีนี้มาดูตัวเลขตรงกลางจอ แต่เยื้องลงมาด้านล่างหน่อย เพื่อน ๆ จะเห็นเลข 28 C นั่นคือตัวเลขบอกอุณหภูมิภายนอกรถครับ จะได้รู้ว่าข้างนอกหนาวหรือร้อนแค่ไหน ซึ่งตัวเลขนี้จะแสดงอยู่ตลอดเวลานะครับ ไม่ว่าเพื่อน ๆ จะดูหน้าจอไหนก็ตาม

และที่สำคัญ ตัวเลขนี้ มีความสัมพันธ์กับการตั้งค่าแอร์ด้วยนะครับ แล้วเบียร์จะบอกอีกที ตอนรีวิวเรื่องแอร์ครับ

 

ทีนี้ มาดูหน้าจอตรงกลางด้านบนกันครับ ว่ามีค่าอะไรบ้าง เริ่มที่บรรทัดบนสุด คือ 6758

ตัวเลขนี้ คือ เลข ODO หรือแปลเป็นไทยว่า “ระยะทางทั้งหมดที่รถวิ่งมา” หรือ “เลขไมล์รถ”นั่นเอง เป็นระยะทางทั้งหมดที่แสดงว่า รถคันนี้ตั้งแต่ถูกผลิตออกมา วิ่งไปแล้วกี่กิโลเมตร โดยตัวเลขนี้เราไม่สามารถ reset ได้นะครับ

ซึ่งความสำคัญของตัวเลขนี้ เราจะเอาไว้อ้างอิงในการเช็คระยะ หรือเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องนั่นแหล่ะครับ

และอีกอย่างเพื่อน ๆ ที่รับรถควรดูตัวเลขนี้ก่อนนะครับ ว่าตอนที่เรารับรถมาเนี่ย รถของเราได้วิ่งไปแล้วมากน้อยแค่ไหน? ซึ่งปกติไม่ควรเกิน 100 กิโลเมตรครับ ถือว่าโอเค เพราะเผื่อให้ทางศูนย์และเซลล์วิ่งเอารถไปมาระหว่างสาขา รวมทั้งวิ่งไปติดของแต่ง ล้างรถต่าง ๆ นานา เป็นต้น

ยิ่งถ้ารถวิ่งแค่ 10 – 30 กิโลเมตรนี่ถือว่าดีมากเลยครับ โดยในหน้าจอนี้บอกว่า รถคันนี้วิ่งมาแล้วทั้งหมด 6,758 กิโลเมตรครับ และตัวเลขจะแสดงอยู่บรรทัดบนสุดแบบนี้ตลอดเวลาที่เราขับรถครับ

มาดูบรรทัดที่ 2 ครับ

 

ตัวเลขนี้คือ เลข Trip A ครับ

Trip A ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา อย่างหน้าจอนี้ คือ ตั้งแต่เราเริ่มกด Reset ตั้งค่าครั้งสุดท้ายมาถึงตอนนี้ รถเราวิ่งไป 101.2 กิโลเมตรแล้วครับ

และถ้าเพื่อน ๆ อยากจะตั้งค่าใหม่ เพื่อจับระยะทาง ก็ให้กดปุ่มที่ก้านขวาค้างไว้แป๊ปนึง ตัวเลขนี้ก็จะกลายเป็น 0 ทันที

ซึ่งการวัดระยะทาง ใช้ได้หลากหลายครับ อย่างเบียร์เองจะใช้แบบนี้

1. เมื่อเติมน้ำมันเสร็จ กดค้างให้เป็น 0 ทิ้งไว้ และเมื่อต้องมาเติมน้ำมันอีกรอบ ก็สามารถดูได้ว่า รถเราวิ่งได้กี่กิโลตั้งแต่เราเติมน้ำมันครั้งล่าสุด

2. เมื่อต้องการทราบว่าระยะทางจากบ้านไปที่ทำงาน ไกลแค่ไหน ก่อนออกจากบ้านก็กดปุ่มขวาค้างไว้ให้เป็น 0 พอถึงที่ทำงาน เราก็จะได้ตัวเลขระยะทางจากบ้านถึงที่ทำงานนั่นเอง

ทีนี้มาดูหน้าจอถัดไปครับ ด้วยการกดปุ่มขวาด้านล่าง 1 ทีครับ

 

ก็จะเจอกับ Trip B ครับ

 

ซึ่ง Trip B ก็คือ ระยะทางที่เราใช้วัดเพื่อดูระยะทางจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง ซึ่งสามารถ Reset ได้ตลอดเวลา นั่นก็หมายความว่า Trip B ก็มีค่าเหมือน Trip A เป๊ะ ๆ เลย

แล้วจะมีมาทำไม 2 อัน? 

ก็ต้องบอกว่า ถ้าเพื่อน ๆ เป็นคนที่ไม่ค่อยอยากจับ หรือวัดระยะทางอะไรมาก ก็ปล่อยมันไปเถอะครับ ไม่ต้องไปสนใจมันหรอก แต่ที่มีมา 2 อัน เพราะบางครั้ง เราอาจจะต้องจับระยะทางพร้อมกัน 2 จุด เอ๊ะยังไง! อ่ะ ลองมาดูวิธีการใช้งานของเบียร์ดูครับ

ชีวิตประจำวัน 

– เมื่อเติมน้ำมันเต็มถัง เบียร์จะกดก้านซ้ายให้แสดง Trip A และกดค้างอีกที เพื่อ Reset ค่าให้เป็น 0 เพื่อจะดูว่าน้ำมันถังนี้ เบียร์จะวิ่งได้กี่กิโลเมตร

– ส่วน Trip B เบียร์จะทำแบบเดียวกัน เมื่อต้องการจับระยะทางในการเดินทางในแต่ละวัน เช่น วันนี้เบียร์จะไปหาลูกค้าที่ปราณบุรี จะใช้ระยะทางวิ่งไปเท่าไหร่?

ซึ่งเบียร์ไปกดดูที่ Trip A ไม่ได้ เพราะ Trip A ไว้จับระยะทางการใช้น้ำมันอยู่ นึกออกไหมครับ?

ชีวิตท่องเที่ยว 

เวลาไปเที่ยวต่างจังหวัด เบียร์มักจะใช้ Trip A เพื่อดูระยะทางทั้งหมดตั้งแต่ไปจนกลับ เช่น รีวิวที่เบียร์ขับ March ไปฮันนีมูนที่ปาย เบียร์ก็กดไว้ตั้งแต่ออกจากบ้าน จนไปเที่ยวปาย เชียงใหม่ กลับถึงกรุงเทพ ก็จะรู้ว่า ระยะทางทั้งหมดในทริปนี้ วิ่งไปเท่าไหร่

ส่วน Trip B เบียร์จะใช้เมื่อเข้าเติมน้ำมันเต็มถังในแต่ละครั้ง เพื่อดูระยะทางที่วิ่งได้จนกว่า จะเติมน้ำมันอีกครั้ง ว่าวิ่งไปได้ทั้งหมดกี่กิโลเมตร ซึ่งเบียร์จะเอาค่าเหล่านั้นมาดูอัตราการกินน้ำมัน

โดยเพื่อน ๆ สามารถเข้าไปดูการคำนวณและใช้ทริป A B ของเบียร์จริง ๆ ได้ในรีวิว “ขับ Nissan March ไปฮันนีมูนที่ปาย – เชียงใหม่”  

หวังว่าจะพอเข้าใจ และนำไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับทุกท่านนะครับ

ลองมาดูวิธี Reset Trip A และ B กันนะครับ โดยเบียร์ขอทดสอบกับทริป B ครับ

 

จากหน้าจอนี้ เรายังเห็นตัวเลขค้างอยู่ที่ 611.1 กิโลเมตร ถ้าเราจะ Reset ให้เป็น 0 เราก็กดปุ่มขวาค้างไว้แบบนี้ครับ

 

หน้าจอก็จะเป็น 0 ทันทีเลย

 

จบเรื่อง Trip A B ไปแล้ว กดปุ่มขวา 1 ที มาดูหน้าจอถัดไปครับ

 

จะเห็นตัวเลข 30.0 l/100km  ตัวเลขนี้คือการบอกอัตราการกินน้ำมันแบบ Real Time ครับ นั่นคือ ในขณะที่เราขับรถสปอร์ต ครอสโอเวอร์อย่าง Nissan Juke  นั้น จะทำให้เรารู้ว่า รถเรากินน้ำมันมากน้อยแค่ไหน?

แต่ค่านี้หลายคนอาจจะไม่คุ้นเคยครับ เพราะเป็นตัวเลขที่บอกว่า เราขับแบบนี้ ใช้น้ำมันกี่ลิตรในการวิ่งได้ถึง 100 กิโลเมตร เพราะเคยชินกับตัวเลขกิโลเมตร/ลิตร ที่บอกว่า น้ำมัน 1 ลิตร วิ่งได้กี่กิโลเมตรมากกว่า

โดยการแปลงตัวเลขให้เป็นค่ากิโลเมตรต่อลิตร ก็ไม่ยากครับ จับหารกับ 100 เลยครับ สมมติว่า หน้าจอนี้ แสดงตัวเลข 5 L/100 Km อยู่ ก็เอา 100 มาหาร จะได้เท่ากับ 20 กิโลเมตร/ลิตร นั่นเองครับ

ดังนั้น ตัวเลขในหน้าจอนี้ ถ้าจะควบคุมให้ขับประหยัด ต้องให้แสดงค่าน้อย ๆ นะครับ ยิ่งน้อยยิ่งดีครับ

และอย่าไปสับสนกับตัวเลขกิโลเมตร/ลิตร เพราะตัวเลขนั้น ยิ่งมาก ยิ่งประหยัดครับ

สำหรับหน้าจอนี้ มีประโยชน์มากครับ เราจะได้รู้ว่า เท้าเรา หนัก-เบาไปไหม จะได้ควบคุมน้ำหนักเท้าในการเหยียบคันเร่งของเราให้ดีครับ เพื่อการประหยัดน้ำมันสูงสุด

เคยมีหลายคนเห็นหน้าจอนี้แล้วตกใจว่า ทำไมตัวเลขวิ่งขึ้น ๆ ลง ๆ จนนึกว่าหน้าจอรถเสีย ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจนะครับ เป็นปกติครับ

มาดูกันต่อครับ กดปุ่มขวาอีก 1 ที

 

จะเห็นตัวเลข 491 และมีตัวอักษร km พร้อมลูกศรชี้ไปที่ปั๊มน้ำมันอยู่

ซึ่งหน้าจอนี้จะแสดงระยะทางที่เหลือ ที่เจ้านิสสัน จู๊คคันเท่สามารถวิ่งได้ก่อนน้ำมันจะหมดถัง แต่ทั้งนี้มันไม่ใช่ตัวเลขที่คงที่นะครับ เพราะหน้าจอจะคำนวณจากการขับขี่ของเราประกอบด้วย

อย่างตอนนี้หน้าจอแจ้งว่า เบียร์สามารถวิ่งได้อีก 491 กิโลเมตรใช้ไหมครับ? แต่ถ้าเบียร์ขับแบบประหยัดสุด ๆ สักพัก หน้าจออาจจะเปลี่ยนเป็น 515 km ก็ได้ คือ เหลือระยะทางวิ่งได้เพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้น ท่านที่เพิ่งไปเติมน้ำมันเต็มถังมา แล้วหน้าจอแสดงผลได้น้อย ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะมันจะคำนวณจากการวิ่งล่าสุด แล้วแสดงผลออกมา ซึ่งระยะทางสามารถเพิ่มขึ้น-ลงได้ตามการขับขี่ของเราครับ

และเมื่อน้ำมันเหลือขีดสุดท้าย หน้าจอนี้จะแสดงตัวเลขกระพริบ ๆ นะครับ เพื่อเป็นการเตือนคนขับว่า น้ำมันใกล้หมดแล้วนะ รีบเติมซะ! และถ้ายังไม่เติมอีก สักพัก ตัวเลขจะหายไป กลายเป็น “—-”

 

นั่นคือ คำนวณระยะทางไม่ได้แล้ว ควรเติมน้ำมันได้แล้ว

สรุป หน้าจอนี้จะเป็นการแสดงผลคร่าว ๆ เท่านั้น เพื่อน ๆ อย่าไปยึดติดหรือซีเรียสกับตัวเลขระยะทางคงเหลือมากนัก เอาเป็นว่า ถ้ามันเตือนเมื่อไหร่ว่า ถึงเวลาเติมน้ำมันได้แล้ว ก็เติมไปเลย อย่าไปเสี่ยงวิ่ง ถึงแม้จริง ๆ อาจจะวิ่งได้อีกร่วม 100 กิโลเมตรก็เถอะ

เพราะการปล่อยให้น้ำมันหมดถังแล้วค่อยเติม มันไม่ส่งผลดีต่อรถยนต์สุดรักของเรานักหรอกครับ 

จบจากระยะทางคงเหลือแล้ว กดปุ่มขวา 1 ทีเพื่อดูจอถัดไปต่อเลยครับ

 

ในหน้าจอนี้ มีคำว่า “8.7 l/100km” ซึ่งเป็นตัวเลขที่บอกค่าเฉลี่ยการกินน้ำมันของเรานั่นเองครับ ตัวเลขนี้ก็คำนวณมาจากค่า Real Time ในหน้าจอก่อนหน้านี้นั่นแหล่ะ โดยค่าเฉลี่ยนี้จะเริ่มนับตั้งแต่เรากดปุ่มขวาค้างไว้ เพื่อ reset ค่านี้ให้เป็น 0 นะครับ

และอย่างที่เบียร์บอกไปข้างต้น ถ้าจะแปลงตัวเลขให้เป็นหน่วยกิโลเมตร/ลิตร ก็เอา 100 มาหาร นั่นคือ 100/8.7 ผลลัพธ์ออกมาคือ 11.49 กิโลเมตร/ลิตรครับ

ดังนั้น ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการจับว่า จากบ้านไปที่ทำงานในเช้าวันนี้ เราขับรถได้อัตราเฉลี่ยเป็นยังไง ก็กดก้านขวาค้างไว้เพื่อ reset หน้าจอใหม่ซะ

 

ให้หน้าจอเป็น 0 แบบนี้

 

จากนั้นก็ขับไปที่ทำงาน เราก็จะทราบว่า เราขับรถได้ประหยัดมากน้อยแค่ไหน ?

เคยมีเพื่อน ๆ มาถามเบียร์ว่า ขับยังไงก็ไม่ประหยัด ตัวเลขอยู่ที่ 10 – 12   ลิตร/100 กิโลเมตรมานานแล้ว เบียร์ก็ขอบอกเลยนะครับว่า ต้อง reset ค่าก่อนด้วย เพื่อเริ่มคำนวณใหม่

เพราะหลายท่านไม่เคยกด reset เลยตั้งแต่รับรถป้ายแดงมา ค่ามันก็คำนวณมายาวนานเกินไปครับ ตัวเลขจะขยับยาก และไม่แสดงผลเป็นปัจจุบัน ดังนั้น อย่าลืมกด reset กันก่อนขับรถนะครับ

หมายเหตุ

– หลังกด reset จะยังไม่มีตัวเลขขึ้นจนกว่าจะวิ่งถึง 500 เมตรแรก

– การคำนวณอัตราเฉลี่ย จะคำนวณทุก 30 วินาที

ทีนี้กดก้านขวาอีก 1 ทีครับ มาดูกันต่อในหน้าจอถัดไป

 

หน้าจอนี้มีตัวเลข 3:24 อยู่ และมีรูปนาฬิกา ไม่ได้หมายความว่า เวลาปัจจุบันนะครับ แต่เป็นการจับเวลาการเดินทางครับ นั่นก็คือ หน้าจอนี้บอกว่า ตั้งแต่เบียร์กด Reset จนขับรถมาถึงตอนนี้ เบียร์ขับมาแล้ว 3 ชั่วโมง 24 นาทีครับ

วิธี Reset ก็เหมือนกันกับทุกหน้าจอครับ คือ กดปุ่มขวาค้างไว้

 

ตัวเลขก็จะเป็น 0 ครับ และเมื่อเราสตาร์ทรถ ตัวเลขก็จะเริ่มเดินไปเรื่อย ๆ นั่นเอง

 

สำหรับค่าต่าง ๆ ในหน้าจอกลางก็หมดแล้วครับ ทีนี้ถ้าเราขับรถอยู่แล้วขีดน้ำมันลงมาใกล้หมด ก็จะมีไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดขึ้นมาใต้ตัวเลขอุณหภูมิแบบนี้ครับ

 

นอกจากไฟเตือนนี้จะเตือนขึ้นมาทุกหน้าจอ ไม่ว่าเราจะเปิดหน้าจอไหนอยู่ก็ตาม ก็ยังมีไฟเตือนน้ำมันใกล้หมดแบบกระพริบ เตือนอยู่เหนือตัวเลขอุณหภูมิอีกด้วย

 

ลองดูคลิปที่เบียร์ถ่ายไว้ก็ได้ครับ เห็นคนชอบถ่ายกันแบบหน้าชัด หลังเบลอ ไม่ก็หน้าเบลอ หลังชัด เบียร์ขอนำเทรนด์ใหม่ หน้าเบลอ หลังเบลอ 555555+

 

สำหรับรีวิวเรื่องเรือนไมล์ก็จบลงเพียงเท่านี้ครับ หวังว่า จะทำให้เพื่อน ๆ เข้าใจและนำไปใช้ให่้เป็นประโยชน์เวลาขับ Juke นะครับ

ในตอนหน้า เบียร์จะพาไปดูวิทยุสุดทันสมัยใน Juke กันครับ อดใจรอนิดนะคร้าบบบ

ขอบคุณที่เข้ามาอ่านรีวิว Nissan Juke by Biere นะครับ

รีวิว Nissan Juke 1.6V CVT by Biere ตอนที่ 5 “วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกก้านที่ปัดน้ำฝน”

สวัสดีครับเพื่อน ๆ

ก้านขวาหมดแล้ว มาต่อก้านซ้ายกันครับ

 

สำหรับเจ้าก้านซ้ายนั้น ใช้สำหรับควบคุมการเปิด-ปิดที่ปัดน้ำฝนทั้งหน้าและหลังเลยครับ เรามาดูวิธีใช้งานกันเลยดีกว่า

 

วิธีฉีดน้ำล้างกระจก

– ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการฉีดน้ำล้างกระจกหน้า ให้เพื่อน ๆ ดึงก้านเข้าหาตัวครับ (แบบเดียวกับเปิดไฟสูงในก้านด้านขวา) และกดค้างไว้จนกว่าจะพอใจ ซึ่งรถจะฉีดน้ำไปที่กระจกหน้า และที่ปัดน้ำฝนจะปัดทำความสะอาดอัตโนมัติทันที และเมื่อเพื่อน ๆ พอใจในความสะอาดที่ได้รับแล้ว ก็ปล่อยมือได้เลยครับ

– ในทางกลับกัน ถ้าเพื่อน ๆ ต้องการฉีดน้ำล้างกระจกหลัง ให้เพื่อน ๆ ผลักก้านไปข้างหน้า ออกจากตัวครับ (แบบเดียวกับเปิดไฟสูงค้างไว้ในก้านด้านขวา) และกดค้างไว้จนกว่าจะพอใจ น้ำที่กระจกหลังก็จะไหลลงมาทันที เจ้าที่ปัดน้ำฝนหลังก็จะปัดทำความสะอาดโดยอัตโนมัติ และเมื่อเพื่อน ๆ พอใจในความสะอาดของกระจกหลังแล้ว ก็ปล่อยมือได้เลยทันทีครับ

การใช้ที่ปัดน้ำฝนด้านหน้า 

เมื่อฝนตก ให้เพื่อน ๆ ดูระดับของฝนว่าแรงมากน้อยแค่ไหน ซึ่งที่ปัดน้ำฝนของ Nissan Juke  มีให้เพื่อน ๆ เลือกใช้หลากหลายรูปแบบเลยทีเดียว

–    ถ้าเพื่อน ๆ ผลักก้านขึ้น (เหมือนเปิดไฟเลี้ยวซ้าย) ให้อยู่ในตำแหน่ง MIST คือ การปัดแบบครั้งเดียว…จบ ปล่อยมือปุ๊ป ที่ปัดน้ำฝนก็หยุดทำงานปั๊ป เหมาะสำหรับเวลามีน้ำหยดลงมาใส่กระจกเล็กน้อย กดแค่ครั้งเดียว เอาอยู่

 

–   แต่ถ้าเพื่อน ๆ กดก้านลงมา 1 ระดับ คือ การปัดแบบตั้งเวลาอัตโนมัติ 7 ระดับ ซึ่งใช้เวลาฝนตกน้อย ๆ ยังไม่ตกต่อเนื่อง พอเรากดก้านลงมาไว้ที่ตำแหน่ง INT นี้ ที่ปัดน้ำฝนจะทำงานเป็นระยะ ๆ คือ ปัดสะอาด 1 ที หยุดไปสักพัก ก็ขึ้นมาปัดเอง โดยที่เราไม่ต้องมาคอยกดอีกแล้วครับ

ซึ่งเราสามารถควบคุมการหน่วงเวลาของการปัดได้ด้วยการหมุนก้านตรงกลางตามรูป

 

แต่จะบอกว่า จำนวนขีดมาก ๆ ที่เห็นนั้น มันไม่ใช่ ความแรงหรือความถี่ในการปัดมากนะครับ แต่มันคือระยะเวลาต่างหาก

นั่นคือ ถ้าเพื่อน ๆ เลือกให้ขีดเยอะ ๆ มันก็จะหน่วงเวลานานมากในการปัดแต่ละที เบียร์ไม่ได้จับเวลาว่านานเท่าไหร่ แต่เอาเป็นว่า กว่าจะขึ้นมาปัดแต่ละที แทบลืมไปเลยว่าเปิดระบบนี้ไว้

ซึ่งเหมาะกับการปัดตอนที่น้ำฝนมาน้อยมาก แบบนาน ๆ มีละอองตกลงมาที โดยการใช้งาน เพื่อน ๆ ก็เลือกให้เหมาะสมกับสภาพฝน ณ เวลานั้นนะครับ

ที่สำคัญ เวลาเราขับรถ เราไม่สามารถดูได้ว่า เราใช้ขีดมากหรือน้อย เบียร์แนะนำเทคนิคให้ครับ คือ ถ้าเราต้องการให้ปัดเร็วขึ้นหรือถี่ขึ้น ให้หมุนแกนกลางไปข้างหน้า

และถ้าต้องการให้ช้าลง ให้หมุนมาข้างหลังครับ เท่านี้เอง ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ

จากนั้นให้เพื่อน ๆ กดก้านลงมาจากเดิมอีก 1 ระดับ ให้อยู่ในตำแหน่ง LO เพื่อน ๆ ก็จะพบการปัดแบบต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดพักครับ เหมาะกับการใช้ยามฝนตกตลอดเวลาแต่ยังไม่หนักมาก

 

และสุดท้าย พอเพื่อน ๆ กดก้านลงมาจากเดิมอีก 1 ระดับ เป็นระดับสุดท้าย ในตำแหน่ง HI นั่นคือการปัดแบบต่อเนื่องและรวดเร็วครับ ใช้ในยามฝนตกหนักมาก มองทางแทบไม่ค่อยเห็นนั่นเอง

 

จบด้านหน้าแล้ว มาต่อที่ด้านหลังกันบ้างครับ

 

สำหรับด้านหลัง ใช้งานง่ายครับ เพราะไม่มีการตั้งค่าการหน่วงเวลาให้เร็ว-ช้าเหมือนด้านหน้า เนื่องจากด้านหลังไม่มีความจำเป็นมากเท่าด้านหน้านั่นเอง

วิธีใช้ เหมือนเปิดไฟหน้าในก้านด้านขวาครับ นั่นคือ บิดตรงปลายก้านไปข้างหน้า 1 ที ให้อยู่ในตำแหน่ง INT ที่ปัดน้ำฝนด้านหลังจะปัดแบบหน่วงเวลา แต่มีการหน่วงเวลาเพียงจังหวะเดียวครับ คือ ปัด หยุด ปัด หยุด ในเวลาที่เท่ากันตลอด

 

จากนั้นเมื่อเบียร์บิดก้านไปด้านหน้าอีกจังหวะนึง ให้อยู่ที่คำว่า ON ก็จะเป็นการเปิดที่ปัดน้ำฝนด้านหลังแบบปัดต่อเนื่องนั่นเองครับ ปัดตลอดเวลา ไม่มีการหยุดพัก

 

วิธียกที่ปัดน้ำฝน

 

ช่วงหลังมานี้ ทางนิสสัน มอเตอร์ได้มีการปรับตำแหน่งของที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้า ให้วางในตำแหน่งใหม่ ซ่อนลงไปเพื่อลดการต้านกระแสลม ตามหลักแอร์โรไดนามิคและเพื่อความสวยงามอีกด้วย

ทำให้ที่ปัดน้ำฝนของ Nissan Juke นั้น ไม่สามารถดึงขึ้นเพื่อทำความสะอาดได้ทันที แต่ต้องมีขั้นตอน!!

 

ทั้งนี้เพื่อให้รถวิ่งได้ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันมากขึ้น

 

โดยนิสสันสั่งประเดิม เริ่มที่ Nissan Sylphy เป็นคันแรก ตามที่เบียร์รีวิวไว้ใน รีวิว Nissan Sylphy 1.8 V Navi by Biere ตอนที่ 8 “วิธีใช้ที่ปัดน้ำฝน และวิธียกก้านที่ปัดน้ำฝน”

 

ซึ่งระยะแรกก็สร้างความยุ่งยากให้กับผู้ใช้รถในเมืองไทยพอสมควร เพราะเป็นของใหม่ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน จากยกขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้ กลายเป็นต้องมากดปุ่ม ดันก้านกันให้วุ่นวาย

เพื่อน ๆ บางคนอาจจะยังงง ว่าเบียร์กำลังพูดเรื่องอะไร งั้นมาดูกันก่อน ว่าปกติแล้ว รถทั่วไป เวลาเราจะล้างรถ เรามักจะดึงที่ปัดน้ำฝนขึ้นมาจากกระจกใช่ไหมครับ

แต่ใน Nissan Juke นั้น พอเราจะไปดึง มันจะดึงไม่ขึ้นครับ เพราะติดฝากระโปรงหน้าแบบนี้

 

ถ้าเราไปฝืนดึงขึ้นมา ก็จะขูดสีฝากระโปรงหน้าทันที

ทีนี้มาดูวิธีที่ถูกต้องของ Nissan Juke กันดีกว่าครับ ว่าทำกันยังไง?

กรณีแรก รถดับเครื่องปกติ

ตัวอย่างเช่น เราจอดรถไว้ในบ้าน แล้วกำลังจะล้างรถ หรือเช็ดกระจก ให้เพื่อน ๆ เข้าไปในรถ แล้วกดปุ่ม Start 2 ที โดยไม่ต้องเหยียบเบรค

 

จนระบบเป็น ON นั่นคือ ไมล์เรืองแสงจะสว่างวาบขึ้นมา เห็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเต็มไปหมดนั่นแหล่ะ

 

จากนั้นให้เพื่อน ๆ ดันก้านที่ปัดน้ำฝนขึ้นไปข้างบน 2 ที ติดกันอย่างรวดเร็ว คล้าย ๆ ดับเบิ้ลคลิ๊กเม้าส์

 

ที่ปัดน้ำฝนก็จะขึ้นมาแบบนี้

 

จากนั้นก็ดึงที่ปัดน้ำฝนขึ้นได้อย่างสบาย ๆ เริ่มที่ข้างคนขับ

 

ต่อด้วยข้างคนนั่ง

 

ที่ปัดน้ำฝนทั้ง 2 ล้างก็จะขึ้นมาชูคอผงาดแบบนี้

 

เพื่อน ๆ ก็สามารถล้างรถได้ตามปกติ

 

และเมื่อล้างรถเสร็จแล้ว ก็วางที่ปัดน้ำฝนลงแบบเดิม

 

จากนั้นก็ทำเหมือนเดิม คือ กดปุ่ม start ให้เป็น ON แต่คราวนี้ ดันก้านขึ้น”เพียงครั้งเดียว” ที่ปัดน้ำฝนก็จะลงมาอยู่ในตำแหน่งปกติ

 

กรณีที่ 2 รถสตาร์ทอยู่

เช่น เราขับรถไปล้างที่คาร์แคร์ พอจอดรถแล้ว ยังไม่ได้ดับเครื่อง ก็ต้องส่งรถให้พนักงานที่ร้านนำไปล้าง

หรือเห็นเด็กเช็ดกระจกตามสี่แยกไฟแดงพุ่งตรงมาที่รถ ซึ่งดูแล้ว ไม่สามารถเลี่ยงได้ ที่จะโดนที่ยกที่ปัดน้ำฝน ซึ่งกรณีที่ยกตัวอย่างมานี้ เราต้องรีบทำการยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นก่อน เพื่อความปลอดภัย

 

ข้อดีคือ เมื่อเราสตาร์ทรถอยู่แล้ว นั่นแปลว่า ระบบอยู่ในตำแหน่ง ON อยู่แล้วนั่นเอง เพื่อน ๆ ไม่ต้องกดปุ่ม Start อีกให้ยุ่งยาก เพราะเพื่อน ๆ สามารถยกก้านที่ปัดน้ำฝน 2 ครั้งติดกัน เพื่อให้ขึ้นได้เลยทันที

 

และเมื่อจะเอากลับลงมา ก็แค่ยกก้านขึ้นด้านบนเพียง 1 ทีเท่านั้น ที่ปัดน้ำฝนก็จะลงมาในตำแหน่งปกตินั่นเอง

 

ลองดูตัวอย่างจากคลิปที่เบียร์ทำไว้ให้ดูครับ

 

เป็นยังไงบ้างครับ วิธีแบบใหม่ใน Nissan Juke นั้น ง่ายขึ้นเยอะจริง ๆ  ต้องขอชมนิสสัน ที่ได้นำจุดด้อยใน Sylphy ไปปรับปรุงใหม่ และเอามาใส่ใน Juke ทำให้สามารถยกที่ปัดน้ำฝนขึ้นได้ง่ายกว่าเดิมจริง ๆ ครับ ไม่จำเป็นต้องดับเครื่องก่อนทุกครั้งไปเหมือนใน Sylphy นั่นเอง

 

สำหรับรีวิวตอนที่ 5 ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้ครับ

ในตอนที่ 6 เบียร์จะพาเพื่อน ๆ ไปดูเรือนไมล์ของ Nissan Juke กันต่อครับ

อดใจรอนิดนะครับ